Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2558
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
15 สิงหาคม 2558
 
All Blogs
 

วิญญาณรอคอย

โดย...เอง   อดิศร
นวนิยายขนาดสั้น......จัดพิมพ์และตีพิมพ์ครั้งแรก โดย...ศรีอุดมกิจการพิมพ์-เสริมมิตร


ตอนที่๑

แสงอาทิตย์ยามอัสดงทอทาบลงมาบนเนินเขาเตี้ยๆที่ปูลาดด้วยพรมหญ้าเขียวขจี หยดน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วงบ่ายเกาะอยู่บนยอดหญ้าและต้นไม้ในบริเวณนี้ทอประกายราวสายรุ้งเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์นับเป็นยามอัสดงที่แสนจะสดชื่นของช่วงปลายฤดูฝนเช่นนี้

แต่บรรยากาศในขณะนี้กลับทำให้เกิดความรู้สึกที่เงียบเหงาวังเวงขึ้นในทันที เมื่อแสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะลาลับขอบฟ้าไปนั้นพลันปรากฎร่างหนึ่งขึ้นในบริเวณนี้

ร่างนั้นอยู่ในชุดสีขาว ปล่อยผมยาวสยายร่างนั้นเดินไปเดินมาอยู่เหนือผืนพรมหญ้าบนเนินเขาเตี้ยๆที่มีโกฐสำหรับบรรจุอัฐิเด่นตระหง่านอยู่บนเนินดินรอบๆโกฐมีแปลงดอกไม้และภายในแปลงดอกไม้นั้น มีดอกไม้หลายชนิดแบ่งบานอยู่ ผีเสื้อหลายตัวยังคงขยับปีกบินวนเวียนอยู่บริเวณนั้น

กระแสลมพัดมาเบาๆ ชายเสื้อสีขาวของร่างนั้นพริ้วไสวไปตามแรงลมกลิ่นหอมของดอกไม้ยามเย็นก็กรุ่นกระจายอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่เป็นกลิ่นหอมที่เย็นยะเยือกอย่างประหลาด

ครู่ต่อมา ร่างนั้นก็มาหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าโกฐบรรจุอัฐินั้นจากนั้นร่างนั้นก็นั่งลงพิงโกฐบรรจุอัฐิ แล้วนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับว่ากำลังรอคอยใครสักคน

.......................

มืออันเหี่ยวย่นของวิทิตชายวัยหกสิบเอ็ดปีขยับเม้าท์คอมพิวเตอร์ไปมาคล้ายกับว่าการที่จะคลิ๊กเมาท์เพื่อส่งข้อความบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่สะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง

ผ่านไปเนินนานชายสูงวัยจึงคลิ๊กข้อความส่งไป ขณะที่น้ำตาของชายสูงวัยก็หยดลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์พร้อมกับสะอื้นไห้เบาๆ

“คุณพ่อครับ”

เสียงเรียกมาจากนอกห้องดังขึ้น ชายสูงวัยรีบเช็ดน้ำตาและทำตัวให้เหมือนปกติเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง

ครู่ต่อมา ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาภายในห้องเพราะประตูเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ชายสูงวัยหันหลังไปยังประตูห้องช้าๆราวกับอ่อนล้าอย่างยิ่ง

ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นชายวัยยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีใบหน้าหล่อเหลาคมสันแต่ก็เจือปนด้วยความเศร้าอยู่ลึกๆ “พรุ่งนี้ชินจะกลับไปทำงานกรุงเทพฯแล้วใช่ไหมลูก”ชายสูงวัยเอ่ยถามขึ้น

“ครับคุณพ่อ”

หยุดเว้นระยะสักครู่ ชินจึงพูดขึ้นอีกว่า

“ผมกลับไป คุณพ่อคงเหงาแย่เพราะอยู่คนเดียว”

ชายสูงวัยยิ้ม แล้วพูดว่า

“มันก็เป็นไปตามวัยนั่นแหละถ้าหากเป็นเมื่อปีก่อนพ่อก็ยังทำงานอยู่ มีเพื่อน แต่ตอนนี้เกษียณแล้วแต่พ่อก็ยังพอมีเพื่อนอยู่บ้าง เหงาก็แวะคุยกับเพื่อนที่เกษียณด้วยกัน หรือไม่ก็แวะไปวัดไปคุยเรื่องธรรมะกับหลวงตา ไม่ต้องห่วงพ่อหรอก ชีวิตคนเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ”

“ครับ ถ้าหาก...”

ชินคล้ายกับจะพูดอะไรต่อไปแต่ก็หยุดพูดแค่นั้น

“เวลามันย้อนคืนไม่ได้หรอก”ชายสูงวัยพูด

คล้ายกับคาดเดาในสิ่งที่ลูกชายจะพูดว่าหมายถึงอะไร

“ครับ” ชินพูดแค่นั้น

“ไปทำธุระส่วนตัวเถอะไม่ต้องห่วงพ่อหรอก คนเราต่างก็มีวิถีทางของตัวเอง การร่ำลาอาลัยมันก็แค่นั้นที่สำคัญของมนุษย์เราก็คือต้องอยู่กับความจริง”

“ครับคุณพ่อคุณ”

ชินสบตากับวิทิตผู้เป็นพ่อแล้วพูดขึ้นอีกว่า

“คุณพ่อดูแลสุขภาพด้วยนะครับ”

วิทิตผู้เป็นพ่อเพียงแต่ยิ้มให้ลูกชายไม่ได้พูดอะไรอีก

เมื่อชินผู้เป็นลูกชายเดินออกจากห้องไปแล้วชายสูงวัยก็หันกลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

ท่ามกลางความมืดสลัวของราตรีกาลชายสูงวัยรู้สึกคล้ายกับมีดวงตาของใครกำลังจ้องมองมา เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามันมีอยู่และไม่มีอยู่แต่ไม่ว่ามันจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ มันก็รบกวนจิตใจของชายสูงวัยมาเกือบหกเดือนแล้วขณะเดียวกันก็ทำให้ชายสูงวัยยิ่งปวดร้าวลึกเข้าไปอีก

ทั้งที่ก่อนนี้ชายสูงวัยก็เจ็บปวดมากพอแล้ว

ความห่วงใยและปรารถนาดีบางทีมันก็ทำร้ายคนที่รักได้เหมือนกัน บัดนี้ ชายสูงวัยคล้ายได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งแล้ว

.....................

จักรนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์พลางดูอีเมล์ลูกค้าในกล่องจดหมายขาเข้า ฉับพลันนั้นไฟพลันดับพรึบๆลง ทว่าไฟที่จอคอมพิวเตอร์ของเขายังไม่ดับเพราะมีแบตเตอรี่สำรอง แต่ก็ทำให้จักรสะดุ้งตกใจไปไม่น้อย ครู่ต่อมาไฟก็สว่างขึ้น

จักรมองเลยออกไปผ่านกระจกหน้าต่างของห้องเห็นสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

“ฝนคงจะตกอีกแล้ว” จักรคิดในใจ

จักรหันหน้ามาจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไปเขาไล่เปิดอีเมล์แต่ละรายที่เข้ามา ซึ่งเป็นอีเมล์ของลูกค้าที่เขาเสนอราคาไปหรือไม่ก็เป็นเมล์ที่ลูกค้าให้เขาเสนอราคาส่วนอีเมล์ขยะที่แทรกเข้ามาเขาลบมันทิ้งไป จากนั้นเขาก็ไล่ส่งใบเสนอราคาสินค้าให้กับลูกค้าเหล่านั้น

โลกอินเตอร์เน็ตทำให้เขาทำการค้าได้ทั่วโลกแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นสินค้าทำมือที่เขารับซื้อมาอีกทอดหนึ่ง และต้องแข่งกับแหล่งผลิตสินค้าบางรายในบางครั้งแต่จักรมีกลยุทธ์และประสบการณ์ที่เหนือกว่าจึงทำให้เขาสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า

แม้ว่าลูกค้าบางรายค่อยข้างจะฉลาดในการเข้าหาแหล่งสินค้าโดยตรงแต่กระบวนการดำเนินการในการส่งออกและการนำเสนอก็สู้เขาไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องการตลาดนักเพราะส่วนใหญก็เป็นช่างฝีมือในต่างจังหวัด ไม่มีความรู้เรื่องการส่งออก และบางรายที่ทำเป็นโรงงานเล็กๆก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำการค้ากับต่างประเทศโดยตรง เพราะมันมีความเสี่ยงมากโดยเฉพาะเรื่องค่าเงินที่ขึ้นลงไม่แน่นอน จักรจึงเป็นผู้ที่จะนำสินค้าเหล่านั้นสู่ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่งเหมือนกับสำนวนที่ว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

หลังจากจักรตอบอีเมล์ลูกค้าและส่งใบเสนอราคาลูกค้ารายสุดท้ายที่สนใจในสินค้าของเขาแล้วเขาก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ตู้เย็น จากนั้นหยิบเบียร์กระป๋องทรงสูงสีเขียวจากตู้เย็นเปิดฝากระป๋องแล้วยกขึ้นดื่ม พลางเอามือข้างหนึ่งปิดตู้เย็น แล้วเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง มีโต๊ะเตี้ยๆ อีกตัวตั้งอยู่ข้างๆ

จักรมักจะมานั่งทอดอารมณ์อยู่ในมุมนี้ของห้องเสมอในยามว่างหรือต้องการผ่อนคลาย จักรยกกระป๋องเบียร์ขึ้นกระดกอีกครั้งแล้ววางมันลงที่โต๊ะเตี้ยๆตัวนี้

จักรมองลงไปยังเบื้องล่างเห็นแสงไฟจากรถที่วิ่งผ่านไปมาบนท้องถนนและเห็นผู้คนเดินไปมาราวกับผู้คนไม่เคยหลับใหลแม้ว่าขณะนี้เป็นเวลาเกือบสี่ห้าทุ่มแล้ว

บรรยากาศเหล่านี้ ดูเหมือนว่ามันจะคึกครื้นอยู่ตลอดเวลาแต่ผู้คนที่ซุกตัวอยู่ตามคอนโดมิเนียมหรือว่าตามอพาร์ทเม้นต์ต่างๆ มีอยู่มากมายที่ซุกตัวอยู่ด้วยความโดดเดี่ยวโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดและหาอนาคตของตัวเองยังไม่พบ

เมืองหลวงมักเป็นอย่างนี้เองในท่ามกลางผู้คนมากมายแต่มักจะมีคนเหงาอยู่มากมายเช่นกัน

จักรเองก็เหงาอย่างประหลาด อาจจะเป็นเพราะว่าวัยสามสิบห้าปีแล้วแต่จักรยังคงครองตัวเป็นโสดมาจนถึงขณะนี้ เวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมาจักรไม่ได้สนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลยแม้ว่าจะมีผู้หญิงหลายคนเปิดทางให้เขา แต่จักรก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

อาจจะเป็นเพราะ…

จักรหวนนึกถึงอีกแล้ว

จักรยกประป๋องเบียร์ขึ้นกระดกสามครั้งติดๆกัน จากนั้นลดกระป๋องเบียร์ลงมาวางบนโต๊ะตามเดิม แต่มือยังประครองกระป๋องเบียร์พลางกำกระป๋องเบียร์ให้แน่นขึ้น

ความรู้สึกปวดแปลบบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ภายในคล้ายกำลังเผยตัวออกมาอีกครั้ง

ความจริงจักรไม่อยากจะคิดถึงอีกแล้ว แต่เมื่อความรู้สึกนี้แว่บเข้ามาในห้วงนึกจักรก็อดที่จะรู้สึกปวดแปลบใจไม่ได้ แต่จักรก็พยายามสลัดห้วงความคิดคำนึงเหล่านี้ออกไป

ขณะนั้นประตูกระจกหน้าต่างที่เขาเปิดแง้มไว้เล็กน้อยเสียงดังปังมันปิดงับเข้ามาโดยแรง จักรสะดุ้งจนสุดตัว แต่แล้วเขาก็เห็นลมพัดแรงเศษขยะปลิวว่อน ไม่นานนักฝนก็ตกลงมาอย่างแรง

จักรดื่มเบียร์จนหมดกระป๋องจึงเดินไปหยิบอีกกระป๋องแล้วเดินมาทรุดนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าจะมีลูกค้ารายไหนตอบกลับมาหรือไม่ซึ่งลูกค้าส่วนหนึ่งที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกจะอยู่ในช่วงบ่ายหรือเช้า แต่ขณะนี้จักรก็ยังไม่เห็นมีลูกค้ารายไหนตอบกลับ

จากนั้นจักรจึงเปิดดูอีเมล์เก่าๆ ที่ลงทะเบียนไว้นานแล้วและเอาไว้ใช้ส่วนตัว แต่เขาก็เปิดอีเมล์นี้ไม่บ่อยนักนอกจากจะว่างจริงๆ เพราะเขาไม่ได้ติดต่อกับใครมากนัก แค่เพื่อนฝูงไม่กี่คน

และใครบางคนที่เขาเคยติดต่อ

เมื่อเปิดเข้าไปจักรก็เห็นอีเมล์หนึ่งที่ส่งเข้ามาจักรทำหน้าฉงน จักรรู้สึกว่าคุ้นเคยกับอีเมล์นี้อย่างยิ่งรีบขยับเม้าท์เปิดดูในทันที

“จักรคะ

ขอโทษนะค่ะที่ส่งข้อความเข้ามารบกวน ไม่รู้ว่าจักรจะรู้สึกอย่างไรแต่...อยากจะขอให้จักรยึดมั่นต่อฉัน เหมือนที่เราเคยรักกัน ฉันอยู่ที่นี่ตามแผนที่นี้ ขอโทษสำหรับวันเวลาที่ผ่านเลย ฉันผิดเอง

วราภรณ์”

จักรตะลึงกับข้อความในอีเมล์

“วราภรณ์”

จักรรำพึงกับตัวเองเบาๆ

จักรยกกระป๋องเบียร์ขึ้นกระดกติดๆ กันหลายครั้งจักรอยากจะดื่มให้เมามายและสลบไสลไปในบัดดล จักรบรรยายความรู้สึกของตัวเองในขณะนี้ไม่ถูกว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่เป็นความรู้สึกที่ ห่วงหา อาวรณ์หรือโกรธเคือง

จักรรู้สึกคล้ายกับมีเข็มทิ่มเข้าที่หัวใจให้ยิ่งเจ็บปวด

จักรอยากจะลืมและบางครั้งเขาก็คิดว่าเขาลืมไปแล้วแต่อีเมล์นี้กลับเขามาคอยย้ำความทรงจำและความเจ็บปวดของเขาอีก

“ทำไม”

“เพื่ออะไร”

จักรพึมพำเบาๆ อีกครั้ง

จากนั้น ดื่มเบียร์ติดๆ กันจนหมดกระป๋องและวางกระป๋องเบียร์เปล่าลงอย่างอ่อนแรง

…………….

“พี่จักรคะ”

เสียงสดใสของพนักงานบริษัทเอ่ยขึ้น เมื่อจักรเดินเข้ามาที่ออฟฟิศของเขาในตอนเช้า

“ว่าไงมิ้นท์”จักรถามมิ้นท์ผู้เป็นพนักงานของเขา

“ลูกค้าที่พี่จักรเสนอราคาให้เขาเมื่อคืนนี้ตอบอีเมล์กลับมาบอกว่าสนใจอยากจะดูตัวอย่างรูปแกะสลัก เขาจะโอนเงินค่าตัวอย่างและค่าจัดส่งมาให้ เขาเพิ่งจะโทรมาถามรายละเอียดเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ”มิ้นท์รายงาน

“ดีแล้ว งั้นมิ้นท์ก็ให้ศักดิ์เตรียมตัวอย่างไว้ก็แล้วกันทางลูกค้าโอนเงินมาแล้วก็รีบจัดส่งให้เขา”

แล้วก็เหมือนจักรจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จักรรีบถามมิ้นท์ขึ้นอีกว่า

“แล้วศักดิ์ไปไหนล่ะ”

“ไปส่งของอยู่ค่ะ เข้ามาช่วงบ่าย”

จักรเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัวซึ่งอยู่ด้านในสุดของออฟฟิศจากนั้นจักรนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ จักรเปิดเครื่องและเปิดดูอีเมล์ของวราภรณ์อีกครั้งเขาอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ

“มันเกิดอะไรขึ้นนะ”จักรคิด

จักรไม่รู้ว่าวราภรณ์ต้องการอะไรกันแน่หรือว่าต้องการตอกย้ำความเจ็บปวด

สักครู่มีเสียงเคาะที่หน้าประตูห้อง

“เข้ามาได้”

จักรพูดขณะที่สายตายังจดจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์

แม่บ้านประจำบริษัทเดินมาแล้วถามว่า

“กาแฟไหมคะคุณจักร”

จักรเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้ก่อนจะพูดว่า

“ครับป้าแม้น ขอเข้มๆ หน่อยนะครับ”

ป้าแม้นแม่บ้านประจำบริษัทของจักรหายไปไม่นานก็นำกาแฟร้อนหอมกรุ่นเข้ามา

“ขอบคุณครับป้าแม้น”จักรเอ่ยขึ้นอีก

ป้าแม้นยิ้มให้กับเจ้านายแล้วเดินออกจากห้องไป

เมื่อป้าแม้นออกไปแล้วจักรกลับสู่ความคิดคำนึงถึงวราภรณ์อีกครั้ง

ความจริงแล้วจักรไม่น่าคิดถึงวราภรณ์อีกเลยเวลามันผ่านมาเนินนานมากแล้ว อีกอย่าง จักรก็ปวดร้าวเกินไป

ภาพความหลังที่ซ้อนทับอยู่ในห้วงคำนึงของจักรในวันหนึ่งยังคงแจ่มชัดวราภรณ์อยู่ในสุดชุดสีขาวลายดอกไม้ เธอเดินมาด้วยความรู้สึกที่เลื่อนลอยไม่เป็นตัวของตัวเอง น้ำตาเธอคลออยู่ที่เบ้าตา

“เราคงต้องจากกันแล้ว”น้ำเสียงวราภรณ์สั่นเครือ

“อะไรน่ะ”

จักรพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อหูของตัวเอง

“เราคงต้อง...จากกัน”น้ำเสียงของวราภรณ์กระท่อนกระแท่นและสะทกสะท้อนอยู่ในที

“ทำไม มันเกิดอะไรขึ้น”น้ำเสียงของจักรสั่นสะท้าน

“เออ...” วราภรณ์ไม่ตอบแต่สะอื้นเบาๆ

“เรื่องราวที่ผ่านมาไม่มีความหมายใช่ไหม”จักรพูดขึ้นด้วยความปวดร้าว น้ำตาของลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมาคลออยู่ที่เบ้าตา

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“หรือว่าเพราะผมจน”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“ไม่ใช่แล้วเพราะอะไร”

“ตอบไม่ถูกค่ะ อย่าคาดคั้นเลยนะคะ”

วราภรณ์พูดแล้ววิ่งไปที่รถของเธอซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลวราภรณ์วิ่งไปที่รถแล้วขับออกไปราวกับไม่เหลือเยื้อใยให้กันอีกเลย

จักรยืนเซื่องซึมอยู่ตรงนั้นทรงกายแทบจะไม่อยู่ จักรปล่อยให้น้ำตาของลูกผู้ชายเอ่อไหลออกมา

.................................

จักรรู้สึกว่ามีน้ำอุ่นๆ เอ่ออยู่ที่ดวงตาเขายกหลังมือขึ้นเช็ดให้มันเหือดแห้ง เพราะกลัวพนักงานจะแอบมองเห็น

จักรนึกย้อนไปในวันเวลาที่เลยผ่านมาเหล่านั้นจักรเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง เงินเดือนไม่มากมายอะไร สินทรัพย์อื่นใดก็ไม่มีห้องก็ยังเช่าเพราะเพิ่งจะจบมหาวิทยาลัยและเพิ่งจะเริ่มทำงานได้เพียงปีเศษเท่านั้น

แต่จักรก็ไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น ในปีต่อมาเขาเริ่มทำเว็บไซต์และนำสินค้าทำมือต่างๆมาจำหน่ายและตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นในเวลาต่อมาบังเอิญในปีนั้นสินค้าของเขามีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เขามีเงินมากพอที่จะจ้างพนักงานเข้ามาช่วยงานหลายคน

ลูกค้าของจักรมีทั้งในต่างประเทศและต่างประเทศแต่บริษัทของเขาก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร เป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กแต่ก็อยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนอะไรนัก เพราะมีลูกค้าประจำอยู่หลายราย

อีเมล์ของวราภรณ์ทำให้จักรว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกจักรไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดจักรก็พิมพ์แผนที่ที่แนบมากับอีเมล์ เมื่อพิมพ์ผ่านเครื่องพิมพ์ที่ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์แล้วจักรก็เอื้อมมือไปหยิบมาดูรายละเอียดของแผนที่อีกครั้ง

เมื่อจักรดูแผนที่แล้วก็ถอนหายใจคล้ายกับว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

แต่ขณะจักรมองแผนที่คล้ายกับว่ามีภาพของวราภรณ์ลางเลือนอยู่ในกระดาษแผนที่แผ่นนั้นหรือว่าตลอดเวลาจักรไม่อาจหักห้ามใจที่จะไม่คิดถึงวราภรณ์ได้ เพียงแต่เขาหลอกตัวเองหรือว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาจักรก็ไม่เคยโกรธเคืองวราภรณ์เลย

ความจริงในโลกนี้ อาจบางที ความรู้สึกของผู้คนก็ยากยิ่งจะอธิบายได้

แล้วจักรก็วางแผนที่ลงบนโต๊ะพร้อมกับขยับกายลุกขึ้นจากนั้นเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัว มิ้นท์ผู้เป็นลูกน้องและเป็นเลขาฯ ส่วนตัวเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสาร

“มิ้นท์มีงานอะไรด่วนไหมช่วงนี้”จักรถาม

“ไม่มีค่ะพี่จักร”มินท์ตอบ

จักรทำท่าทางครุ่นคิดราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

ขณะนั้นมีโทรศัพท์มือถือของจักรดังขึ้นจักรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูชื่อที่บันทึกความจำไว้ แล้วกดสายรับอย่างเนือยๆท่าทางของจักร์คล้ายกับว่าเขารับๆ ไปอย่างนั้นเอง

มิ้นท์ผู้เป็นเลขาฯแอบยิ้มที่มุมปากนิดๆ ราวกับรู้ทันเจ้านายหนุ่ม

“ว่าไงครับมุก”

“วันนี้พี่จักรว่างไหมค่ะ”

“เออพอดีพี่ยังติดงานอยู่นะครับ” จักรพูดอย่างขอไปที

“ทุกทีเลยพี่จักรนี่มุกไม่ยอมนะค่ะ อย่างไรก็ต้องทานข้าวกับมุกเที่ยงนี้ มุกอยู่ใกล้บริษัทของพี่จักรแล้ว”เสียงจากปลายทางรุกหนักเข้ามา

“เออ”จักรไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

“นะค่ะพี่จักร”เสียงของมุกอ้อนมาอีก

“ครับๆก็ตามใจมุกแล้วกัน”

“ต้องอย่างนี้สิค่ะ”

ทางปลายสายพูดขึ้นด้วยท่าทางดีใจ เมื่อทางปลายสายพูดจบจักรก็กดตัดสายไปเสียก่อน ทั้งที่ทางปลายสายอยากจะพูดอะไรต่ออีกยืดยาว

จักรเดินกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวด้วยความรู้สึกที่สับสนละคนกับความอึดอัด

มิ้นท์ยังคงแอบมองตามหลังเจ้านายอย่างเข้าใจ แต่บางครั้งมิ้นท์ก็แอบส่งสายตาที่มิ้นท์เองก็ไม่เข้าใจลับหลังเจ้านายของเธออยู่บ่อยครั้ง

เป็นสายตาที่แทนความรู้สึกของตัวเอง

............................

ร้านอาหารในบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับทำให้ร้านอาหารแห่งนี้คล้ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ลูกค้าเข้ามานั่งรับประทานเต็มทุกโต๊ะเพราะเป็นเวลาอาหารกลางวัน

จักรและมุกนั่งรับประทานอาหารเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งมุกอยู่ในชุดสีฟ้า ใบหน้ารูปไข่ของเธอจัดได้ว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งผิวขาวอมชมพูและรอยยิ้มที่มีลักยิ้มทำให้เพิ่มความบันเทิงใจแก่คนที่ได้พบเห็นไม่น้อย

ทว่า จิตใจของจักรในขณะนี้คล้ายกับไม่ได้บันเทิงใจแต่อย่างใดเลย

มุกจ้องมองหน้าของจักรด้วยความสงสัยแล้วพูดว่า

“พี่จักรเป็นอะไรหรือค่ะหน้าตาเหมือนไม่ค่อยสบายใจ”

จักรส่ายหน้าพลางยิ้มให้กับมุกก่อนจะพูดว่า

“ไม่มีอะไร”

“แน่นะค่ะ” มุกคล้ายยังไม่วางใจ

“อร่อยไหม” จักรเปลี่ยนเรื่อง

“อร่อยสิค่ะทานข้าวกับพี่จักรอร่อยเสมอแหละ”

“ไม่ต้องพูดเอาใจหรอก” จักรพูด

มุกยิ้มเขินๆ




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2558
9 comments
Last Update : 15 สิงหาคม 2558 23:32:40 น.
Counter : 836 Pageviews.

 

(ต่อ)
ตอนที่ ๒
บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปูลาดด้วยพรมหญ้าเขียวขจี ปรากฏร่างของชายสูงวัยประมาณหกสิบเอ็ดปีคนหนึ่งขึ้น เขาคือวิทิตนั่นเอง วิทิตยืนเหม่อมองไปที่เนินดินที่มีโกฐบรรจุอัฐิตั้งตระหง่านอยู่
ขณะที่มองไปก็กำมือแนบแน่น ร่างกายก็พลอยสั่นสะท้าน ราวกับว่าได้รับความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง เหมือนกับว่าโกฐที่เบื้องหน้าบนเนินดินนั้นเป็นเหมือนก้อนศิลาอันใหญ่หรือภูเขาขนาดย่อมทับลงบนร่างของเขาจนแหลกลาญก็ปาน
ห่างจากชายสูงวัยไม่ไกลนัก ชายวัยประมาณสามสิบห้าปีคนหนึ่งยืนอยู่ เขามองไปยังวิทิตและมองเลยไปที่โกฐบรรจุอัฐิตั้งตระหง่านนั้น
แต่วิทิตคล้ายกับไม่รู้ตัวว่ามีใครยืนอยู่ในบริเวณนี้ สายตาของชายสูงวัยคล้ายจดจ่ออยู่แต่เพียงโกฐบนเนินดินนั้น
ครู่ต่อมา วิทิตค่อยๆ เดินเข้าไปที่โกฐบนเนินดินนั้นช้าๆ จนกระทั่งเดินไปถึงจึงทรุดลงนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าโกฐิบนเนินดิน จ้องมองไปที่ชื่อซึ่งสลักไว้ด้านหน้าโกฐ จากนั้นวิทิตส่งเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้น
ชายวัยสามสิบห้าปียังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตามองไปยังวิทิตแน่นิ่ง ใบหน้าของเขาหม่นหมองและบ่งบอกถึงความเศร้าสร้อยอย่างสุดซึ้ง
ครู่ต่อมาชายวัยสามสิบหน้าปีผู้นี้จึงหันหลังกลับ แล้วเดินหายลับไปกับเนินเขาเตี้ยๆที่สลับกัน จากนั้นได้ยินเสียงสาร์ทเครื่องยนต์ดังขึ้นและขับรถไกลออกไป
วิทิตหันหลังกลับไปมองทางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้น
“พงศธร” วิทิตพึมพำกับตัวเอง
เมื่อชินผู้เป็นลูกชายกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯแล้ว วิทิตก็คล้ายกับโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง ช่วงบ่ายๆหรือช่วงเย็น จึงมักจะแวะมาที่นี่เกือบทุกวัน
ขณะนี้แสงแดดยามเย็นกำลังทอแสงอยู่ทางทิศตะวันตก สะท้อนเงาต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ประปรายตามเนินเขาพร้อมกับทอดเงาทาบทับลงมาบนผืนพรมหญ้า
วิทิตขยับกายลุกขึ้น จากนั้นเดินลงจากเนินเขาซึ่งผ่านเนินเขาเตี้ยหลายเนินก่อนจะเดินลงสู่ที่ลาดต่ำลงไป
ไม่นานนักก็เห็นบ้านไม้หลังใหญ่หลังหนึ่งที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ที่สุดเด่นตระหง่านอยู่ ซึ่งก็คือบ้านของวิทิตนั่นเอง มีบ้านเรือนอีกหลายหลังปลูกอยู่ห่างๆ กันออกไปเรียงรายไปตามถนนที่ทอดยาวไกลไปข้างหน้า
ครู่ต่อมา วิทิตก็เดินเข้าบ้านไม้หลังใหญ่ของเขา บ้านของวิทิตเป็นบ้านไม้ทั้งหลัง มีส่วนระเบียงกว้างขวางไม่น้อยกว่าตัวบ้าน มุงด้วยหลังคาสังกะสีเช่นเดียวกับตัวบ้านเพียงแต่ส่วนของระเบียงเปิดโลง ไม่มีฝาผนังเพื่อให้รับลมได้ทุกทิศทาง ภายในระเบียงบ้านมีเก้าอี้และโต๊ะรับแขกตั้งอยู่หลายชุด ในขณะที่บริเวณด้านหน้าบ้านมีโต๊ะและม้านั่งวางอยู่ ชายสูงวัยเดินไปที่ม้านั่งหน้าบ้านแล้วนั่งลง แต่ยังคงมองขึ้นไปที่เนินเขาที่เพิ่งจะเดินลงมา
ใบหน้าของชายสูงวัยหม่นหมอง ราวกับถูกความหม่นเศร้าครอบงำทั้งชีวิตและจิตใจ
....................................
บ้านหลังใหญ่โตราวกับปราสาททาด้วยสีขาวทั้งหลัง เด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสีของยามเย็น ให้บรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ บริเวณรอบๆ บ้านร่มรื่นด้วยพฤกษชาติหลากหลายชนิด บ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านที่ชอบธรรมชาติ
ณ มุมหนึ่งของบริเวณบ้าน เด็กชายวัยประมาณแปดขวบในชุดนักเรียนนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเป็นบริเวณกว้าง
“คุณกรค่ะ” เสียงของผู้หญิงวัยห้าสิบเรียกเด็กชาย
เด็กชายยังคงนั่งอย่างเฉือยชา
หญิงวัยห้าสิบปีเดินมาถึงเบื้องหน้าของเด็กชายแล้วพูดขึ้นอีกว่า
“มาหลบอยู่ตรงนี้คนเดียว ป้าสุนึกว่าหายไปไหน ยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำอีก”
“ผมอยากจะนั่งอยู่คนเดียวครับป้าสุ” เด็กชายพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองป้าสุ
“จะมืดอยู่แล้วนะค่ะ เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวคุณพ่อก็กลับมาแล้ว จะตำหนิป้าสุว่ายังไม่ได้ให้คุณกรอาบน้ำ” ป้าสุผู้เป็นทั้งแม่บ้านและพี่เลี้ยงพูดขึ้น
ขณะนั้นรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาที่หน้าบ้าน
“นั่นไงคุณพ่อกลับมาแล้ว” ป้าสุพูด พลางมองไปที่หน้าบ้าน
ชัยคนสวนวัยสามสิบต้นๆซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่บริเวณนั้นรีบวิ่งไปเปิดประตูรับผู้เป็นเจ้าของบ้าน เมื่อประตูเปิดออก รถของผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เมื่อผู้เป็นเจ้าของบ้านลงจากรถแล้วก็เดินตรงมาที่ผู้เป็นลูกชาย ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านก็คือพงศธรนั่นเอง
“ยังไม่เข้าบ้านอีกเหรอลูกกร” พงศธรพูดกับลูกชาย
“อีกแป๊บเดียวก็จะเข้าบ้านแล้วครับคุณพ่อ” กรตอบผู้เป็นพ่อ
“คิดอะไรอยู่เหรอลูก” พงศธรพูดขึ้น พลางจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาของผู้เป็นลูกชาย
แววตาของลูกชายหม่นหมองลงไปในทันที
“หรือลูกคิดถึงคุณแม่” พงศธรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“คุณพ่อครับ” เด็กชายพูดได้แค่นั้นก็ทำท่าจะร้องไห้
พงศธรส่ายหน้าแล้วยิ้มให้กับลูกชายแล้วพูดว่า
“ไม่เอาน่า ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง ต้องไม่ร้องไห้”
“ครับคุณพ่อ” กรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสนเศร้า
…………………
จักรกลับถึงห้องของเขาได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เมื่อหยิบมันขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นมุกโทรเข้ามา
“ว่าไงครับมุก”
“ถึงบ้านแล้วเหรอค่ะพี่จักร” เสียงทางปลายสายถามมา น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเป็นห่วง
“ครับเพิ่งจะถึง มีธุระอะไร หรือว่ามีอะไรจะให้พี่ช่วยครับ”
“เปล่าค่ะ เออ ก็แค่โทรมาถามว่าถึงบ้านหรือยังเท่านั้นเองแหละค่ะ” น้ำเสียงของมุกประชดประชันเล็กน้อย บ่งบอกถึงความน้อยใจอยู่หลายส่วน
จักรเงียบไปสักครู่จึงพูดว่า
“งั้นก็ค่อยคุยกันไหม่ พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนะครับ”
ทางปลายสายคล้ายไม่รอให้จักรพูดจบ กดตัดสายไปก่อนที่จะได้ยินคำสุดท้ายของจักร
จักรส่ายหน้าไปมา รู้ว่ามุกคงไม่พอใจในความเย็นชาของเขา
จักรนั่งลงบนเก้าอี้ เหม่อมองผ่านกระจกห้องออกไป จักรคล้ายกำลังสับสนอะไรบางอย่าง
“วราภรณ์ ผมจะไปหาคุณหรือเปล่า”
จักรพูดกับตัวเองเบาๆ
ขณะนั้นไฟดับวูบลง แล้วก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง
จักรสะดุ้งเล็กน้อย พลางสูดลมหายใจลึกๆ
แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จักรเห็นเมฆก่อตัวดำทะมึน มีฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนจะตกอีกแล้ว
............................................
จักรเข้าบริษัทเช้ากว่าปกติ เขาเดินไปเสียบกาน้ำร้อน รอจนน้ำเดือดจึงชงกาแฟแล้วถือถ้วยกาแฟเข้าไปดื่มข้างในห้องทำงานส่วนตัว เพราะขณะนี้พนักงานยังไม่มาทำงาน เนื่องจากยังเช้าอยู่ ความจริงแล้วคืนที่ผ่านมาเขานอนแทบไม่หลับเอาเสียเลย
จักรเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงวราภรณ์
ก่อนเวลางานเล็กน้อย พนักงานเริ่มเข้ามาที่บริษัท ทุกคนต่างก็แปลกใจที่เห็นจักรเข้ามาถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้า
มินท์เดินไล่หลังพนักงานงานคนอื่นเข้ามา แล้วก็พบกับศักดิ์กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ จึงพูดครับศักดิ์ว่า
“พี่ศักดิ์ค่ะ ช่วยจัดเตรียมตัวอย่างสินค้ารูปแกะสลักช้างไม้ให้มินท์สักสองตัว จะจัดส่งไปให้ลูกค้าที่ต่างประเทศ พรุ่งนี้เขาน่าจะโอนเงินค่ามาให้แล้ว”
“ได้ครับมิ้นท์” ศักดิ์พูด
“ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้น่ะค่ะพี่จักร วันนี้ไม่มีงานอะไร”
มิ้นพูดแล้วก็เดินไปที่โต๊ะทำงานส่วนตัว ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้าทำงานของจักรที่สุด จากนั้นมิ้นท์ก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสาร ขณะนั้นจักรก็เดินเข้ามาที่โต๊ะของมิ้นท์ แต่มิ้นท์ยังไม่รู้ตัว
“มินท์ครับ” จักรพูดขึ้น
มิ้นสะดุ้งเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะชนคางของจักรผู้เป็นเจ้านายที่ก้มหน้าลงมาเล็กน้อย
จักรได้กลิ่นหอมอบอวลซึ่งก็ไม่ทราบว่าจากเครื่องสำอางค์ที่เธอใช้หรือว่าเป็นกลิ่นกายจริงๆ ของเธอ แต่ก็ทำให้จักรรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด และตะลึงอยู่ชั่วขณะ
“ขอโทษค่ะพี่จักร” มิ้นท์รีบขอโทษ เมื่อพบว่าเป็นจักร
“พี่ไม่ระวังเอง” จักรพูด
แล้วทั้งสองก็สายตาประสานกัน มิ้นท์หลบตา รู้สึกใบหน้าร้อนวูบขึ้นมา ซึ่งมินท์มักจะรู้สึกเช่นนี้เมื่อมองหน้าของเจ้านายหนุ่ม
“ไม่ทราบพี่จักรมีงานอะไรด่วนจะให้มินท์ทำหรือเปล่าค่ะ” มิ้นท์ถามขึ้น
“เออ ไม่มีอะไร แต่บางทีพี่อาจจะไม่อยู่บริษัทหลายวัน จะไปทำธุระที่ต่างจังหวัด อยากจะฝากมิ้นท์ให้ดูแลงานทางนี้”
“ค่ะ” มินท์พูดขึ้น
มิ้นท์อดสงสัยไม่ได้ว่าจักรผู้เป็นนายจ้างมีธุระอะไรมากมายอย่างนั้น เพราะเห็นท่าทางของนายจ้างของเธอดูจะไม่ปกติ บางครั้งก็ดูเหม่อลอย จึงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ แต่มิ้นท์ก็ไม่กล้าพุดอะไรออกมา
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่จักร ช่วงนี้ก็ไม่มีงานอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็ส่งสินค้าให้ลูกค้าเจ้าประจำที่ส่งกันอยู่แล้ว”
“งั้นก็ดีแล้วล่ะ”
จักรหยุดนิ่งคิด จากนั้นพูดขึ้นอีกว่า
“พี่อาจจะไปในสองสามวันนี้”
“ค่ะ”
มิ้นท์สังเกตว่า นายจ้างของเธอเหมือนลังเล ซึ่งเธอก็พอเดาได้ว่า จักรผู้เป็นนายจ้างของเธอต้องมีเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ และก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่ยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย
มิ้นท์รู้สึกว่า เป็นห่วงนายจ้างของเธออย่างจับใจ ขณะเดียวกันก็นึกตำหนิตัวเองที่คิดอะไรเกินเลยหน้าที่
จักรเดินกลับเข้าห้องไปแล้ว แต่มินท์กลับอยู่ในความครุ่นคิดถึงนายจ้าง คล้ายกับว่าเธออยากจะเข้าไปเป็นผู้ที่ช่วยให้ความลังเลและกังวลใจของนายจ้างของเธอนั้นผ่อนคลายลง
“เราเป็นอะไรไปนะ” มิ้นท์ตำหนิตัวเองอีกครั้ง
“มิ้นท์”
ศักดิ์เดินเข้ามาโดยที่มิ้นท์ยังไม่รู้สึกตัว
“ทำไมครับ ดูเหมือนจะกังวลแทนพี่จักรน่ะ” ศักดิ์พูดยิ้มๆ
“บ้า พี่ศักดิ์นี่” มิ้นท์พูดแล้วหน้าแดงซ่านขึ้นมา
ศักดิ์ไม่ได้มองมาที่มิ้นท์ แต่ศักดิ์ก็พอคาดเดาได้ ดังนั้นศักดิ์จึงพูดขึ้นว่า
“งั้นพี่จะไปเตรียมตัวอย่างที่จะส่งให้ลูกค้า”
“ขอบคุณค่ะพี่ศักดิ์”
ศักดิ์จากไปแล้ว มิ้นท์ยังตำหนิตัวเองอยู่ในใจ
.........................
แสงแดดยามเช้าทอประกายแทรกผ่านแมกไม้ลงมา พงศธรนั่งดื่มกาแฟอยู่ภายในเก๋งหน้าบ้าน วันนี้เป็นวันหยุด พงศธรจึงใช้มุมนี้นั่งจิ๊บกาแฟเป็นประจำพลางอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง
“คุณกรตื่นแล้วค่ะ ดิฉันจะให้คุณกรอาบน้ำแต่งตัวเลยน่ะค่ะ” ป้าสุเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้น
พงศธรเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ แล้วพูดว่า
“อาบน้ำเสร็จก็ให้แกรีบแต่งตัวใหม่เลย จะพาแกแวะไปหาคุณตาของแก”
“ค่ะ”
ป้าสุเดินจากไปแล้ว
พงศพวางหนังสือพิมพ์ลง จากนั้นยกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะค่อยๆ วางถ้อยกาแฟลง แล้วมองไปยังแปลงดอกไม้ข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
วันเวลานี้ พงศธรมักจะเห็นใครคนหนึ่งที่เขารักสุดหัวใจ เดินอยู่บริเวณแปลงดอกไม้ที่หน้าบ้าน แต่ขณะนี้ พงศธรเห็นแต่เพียงในความฝันเท่านั้น แต่บริเวณบ้านอันกว้างใหญ่ของเขาก็คล้ายเงียบเหงา ทั้งที่เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สดใสที่สุดของเขา
.................
บนระเบียงเรือน วิทิตนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว คล้ายกับว่าความเหงาและโดดเดี่ยวอ้างว้างได้เกาะกุมหัวใจของเขาไว้อย่างแนบบสนิทราวกับเป็นเพื่อนชั่วนิรันดร
ใบไม้หน้าบ้านส่งเสียงดังกราวเมื่อลมพัดมาเบาๆ พร้อมกับได้ยินเสียงหยดน้ำฝนของปลายฤดูฝนที่ตกมาเมื่อคืนล่วงหล่นลงพร้อมๆ กัน
ขณะนั้นมีเก๋งรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน วิทิตชะเง้อมอง ประกายตาสดชื่นแจ่มใสขึ้นเมื่อเห็นเด็กชายวัยแปดขวบก้าวลงจากรถพร้อมกับผู้เป็นพ่อ
“คุณตาอยู่ที่ระเบียงบ้านนั่นไงลูกกร” พงศธรพูดขึ้น
กร รีบเดินมาหาคุณตาและยกมือไหว้
“สวัสดีครับคุณตา”
ผู้เป็นตายกมือรับไหว้หลาน ขณะนั้นทั้งกรและพงศธรก็เดินขึ้นมาที่ระเบียงบ้าน แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ซึ่งใช้เป็นที่รับแขก โดยมีโต๊ะไม้ยาวตัวหนึ่งวางอยู่สำหรับวางสิ่งของ ป้าสุหิ้วของฝากมาถุงใหญ่เดินตามขึ้นมา
“ไม่ต้องเอาอะไรมามากมายอย่างนั้นหรอก” วิทิตพูดขึ้น
“คุณพ่ออยู่คนเดียวคงลำบากแย่” พงศธรพูด
“ก็อยู่อย่างนี้มานาน”
พงศธรหันมาทางป้าสุแล้วพูดว่า
“ป้าสุวางลงที่โต๊ะนี้แหละ”
“ค่ะ”
ป้าสุพูด แล้วเอาของวางลงที่โต๊ะยาว จากนั้นค่อยเดินออกมานั่งอยู่ห่างๆ บนเก้าอี้ไม้ซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของระเบียงบ้าน
“ชวนไปอยู่ที่บ้านก็ไม่ยอมไป” พงศธรพูดขึ้นอีก
“อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว ไม่ลำบากอะไรเลย” ชายสูงวัยพูดขึ้น
“แต่อย่างไรผมก็ยังนับถือว่าเป็นพ่อคนหนึ่งของผม แม้ว่า...” พงศธรหยุดไว้แค่นั้น
สีหน้าของวิทิตหม่นหมองลงไปชั่วขณะ
“ช่างเถอะ” วิทิตพูดแล้วถอนหายใจ
พงศธรไม่พูดอะไรต่อไปอีก จนกระทั่งกรพูดทำลายความเงียบขึ้นว่า
“คุณตาน่าจะไปอยู่กับผมและคุณพ่อที่บ้านนะครับ จะได้ไม่เหงา”
“ไม่เป็นไรหรอกหลานกร ตาอยู่อย่างนี้มาจนชินแล้ว อีกอย่างเราก็ไม่ได้อยู่กันไกลเลย หากว่างก็แวะมาหาตาได้ทุกวันอยู่แล้วนี่นา”
“ครับ” กรพูดอย่างใส่ซื่อ
พงศธรพาลูกชายและป้าสุกลับเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ หลังทุกคนกลับไปแล้ว วิทิตก็จมอยู่กับความเงียบเหงาของตัวเอง
หลายครั้งที่วิทิตมักจะถอนหลายใจอย่างหนักหน่วง สายตามองออกไปที่ไกลแสนไกลจากระเบียงเรือน ซึ่งเบื้องหน้านั้นเป็นลานหญ้าสลับกับต้นไม้ขึ้นอยู่ประปราย
“เป็นความผิดของพ่อใช่ไหมลูก” วิทิตพึมพำกับตัวเองเบาๆ น้ำตาของวิทิตเอ่อคลอที่ดวงตา
.........................
ภายในกุฎิของหลวงตาวัยเกือบแปดสิบปี วิทิตนั่งอยู่เบื้องหน้าหลวงตาในท่าสบายๆ เพราะต่างก็สนิทสนมกับหลวงตาเป็นอย่างดี
“อย่าคิดมาเลย มันเป็นเรื่องของกรรม สิ่งไหนที่ผิดพลาดไปแล้วเอาคืนไม่ได้หรอก ต้องทำใจ และก็ไม่ทำอะไรที่ผิดพลาดให้เกิดขึ้นอีก เพราะเรากลับไปแก้ไขอดีตไขไม่ได้หรอก” หลวงตาพูดขึ้น
“ครับผมก็คิดว่าที่หลวงตาเตือนสตินั่นแหละครับ” วิทิตพูด
หลวงตายิ้มให้กับวิทิตแล้วพูดต่อไปว่า “ไม่มีใครฝืนกรรมไปได้หรอก เรื่องราวในโลกมนุษย์บางเรื่องก็ไม่มีใครผิดใครถูกที่แท้จริงหรอก เพราะมันเป็นเรื่องของกรรม กรรมเป็นสิ่งกำหนดให้เป็นไป”

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:27:40 น.  

 

ตอนที่ ๓
จักรนั่งตรวจงานอยู่ที่โต๊ะทำงานส่วนตัว ขณะนั้นมิ้นท์เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มอกสาร จักรเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า
“มีงานอะไรด่วนไหมมิ้นท์”
“พอดีจะให้พี่จักรเซ็นต์เอกสารและก็เซ็นต์เช็คด้วยค่ะ” มิ้นท์พูด
“ได้สิ มีงานอะไรที่รีบด่วนก็เอามาให้พี่ดูวันนี้เลยน่ะเพราะพี่จะไปต่างจังหวัดหลายวัน”
“ค่ะ” มิ้นท์วางแฟ้มเอกสารลง
“พี่จักรจะไปต่างจังหวัดเหรอค่ะ” เสียงหนึ่งแว่วเข้ามา
ครู่ต่อมาเจ้าของเสียงก็มายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของจักร เป็นมุกนั่นเอง
“อ้าวมุก ไม่เห็นบอกเลยว่าจะแวะมา” จักรพูด
“จำเป็นด้วยเหรอค่ะพี่จักรที่มุกจะต้องบอกว่าจะมาหรือไม่มา หรือว่าพี่จักรมีความลับอะไรปิดบังมุกอยู่เหรอค่ะ”
“ไม่เอาน่า จะมีอะไรล่ะ”
“ก็เมื่อกี้ได้ยินว่าจะไปต่างจังหวัด ไม่เห็นบอกมุกเลย”
“ก็เรื่องงานน่ะ”
“ปกติพี่จักรก็ไม่คอยได้ออกไปต่างจังหวัดนี่ค่ะ”
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว”
“หรือไม่จริงว่าจะไปต่างจังหวัด” มุกคาดคั้น
“ก็จริง แต่มันเป็นเรื่องงาน”
มิ้นท์ที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกอึดอัดขึ้นมาในทันที ค่อยๆ ถอยห่างออกมาอีกเล็กน้อย
“ไปจังหวัดอะไรค่ะ”
จักรบอกชื่อจังหวัดที่จะไปอย่างไม่ปิดบังมุก
“ไม่ใช่ไปหาใครที่นั่นน่ะ”
“เอาอีกแล้ว” จักรพูดขึ้นมาอย่างรำคาญ
มุกนั่งลงข้างๆ จักรแล้วพูดว่า
“คือมุกกลัวน่ะ กลัวว่าพี่จักรจะมีใครอื่น”
“อย่าคิดมากเลยนา” จักรถอนหายใจแล้วพูดต่อไปว่า “เราคบกันอย่างพี่น้องอย่างนี้ก็ดีแล้วนี่นา จริงไหม”
“พี่จักรน่ะ” มุกทำเสียงไม่พอใจ
“แล้ววันนี้ไม่ได้ทำงานเหรอ” จักรถาม
“ทำค่ะ แต่คิดถึงก็เลยแวะมา ใครจะว่าอะไรล่ะค่ะก็บริษัทของคุณพ่อนี่” มุกพูด น้ำเสียงบ่งบอกถึงคามภาคภูมิใจ
“ถึงงั้นก็เถอะ ยิ่งคนที่เป็นเจ้าของยิ่งต้อง...”
“สั่งสอนอีกแล้ว” มุกพูด
“งั้นก็ตามใจ”
“ตกลงพี่จักรจะไปกี่วันค่ะ”
“ประมาณสามสี่วันมั้ง”
“งั้นเย็นนี้ไปทานข้าวกับมุก ห้ามปฏิเสธ”
“ก็ตามใจ” จักรพูดอย่างเหนื่อยอ่อน
“งั้นมุกกลับเข้าบริษัทก่อน ตอนเย็นเจอกัน มุกจะพาพี่จักรไปทานที่ร้านหนึ่ง บรรยากาศดีมากเลย” มุกพูดขึ้นด้วยอาการที่เคลิ้มฝัน
มิ้นท์แอบมองไปที่จักร เห็นสีหน้าของนายจ้างคล้ายอยู่ในภาวะที่จำยอม แต่มิ้นก็รู้สึกว่าทำไมจักรผู้เป็นนายจ้างของเธอจึงไม่ยอมพูดอะไรที่เป็นความรู้สึกของตัวเองออกมาว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง ปล่อยให้ฝ่ายหญิงรุกไล่อยู่ได้
แต่แล้วมิ้นก็พลันฉุดคิดว่า บางที จักรอาจจะชอบอย่างนี้ก็ได้ เมื่อนึกถึงตรงนี้ทำให้มิ้นท์สึกใจหายวาบ คล้ายกับว่าสูญเสียอะไรบางอย่างไป
…………..
หลังเลิกงาน จักรไปรับประทานอาหารเย็นกับมุก แต่ขณะที่จักรกำลังขับรถออกจากบริษัทไป มีสายตาคู่หนึ่งมองด้วยความรู้สึกที่ใจหาย เป็นสายตาของมิ้นท์นั่นเอง แต่จักรไม่ได้สังเกต
ไปถึงร้านที่มุกเลือก จักรก็พบว่าเป็นร้านที่บรรยากาศดีทีเดียว เพียงแต่จักรไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย ซึ่งตรงข้ามกับมุกที่ดูเหมือนเธอจะมีความสุขเป็นพิเศษ
“ชอบบรรยากาศที่นี่ไหมค่ะ” มุกถามขณะที่นั่งรับประทานอาหารและเห็นจักรไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมา
“ก็ดีน่ะ” จักรพูดแล้วยิ้มให้มุก
...................
จักรขับรถกลับออกจากคอนโดมิเนียมในตอนสาย ขณะกำลังจะออกจากกรุงเทพฯ มุกก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี
“ว่าไงมุก”
“เดินทางปลอดภัยน่ะค่ะ” มุกตอบกลับมา
“ครับ”
จักรขับรถต่อไปด้วความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขารู้สึกว่าเขากำลังทำอะไรกันแน่ แค่เพียงข้อความและแผนที่ในอีเมล์ที่วราภรณ์ส่งมาก็ทำให้เขาเชื่อสนิทใจว่าเธอต้องการพบอย่างนั้นหรือ
แต่ในใจลึกๆ แล้วจักรก็เชื่ออย่างนั้น วราภรณ์ยังมีใจกับเขาอยู่หรือเปล่า
แต่เมื่อคิดอีกที มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเวลามันผ่านมานานมากแล้ว เธอมีครอบครัวและก็คงจะมีลูกแล้ว
“แล้วทำไมเราต้องไปด้วย”
จักรรู้สึกลังเล ระยะทางที่ไปไม่ใช่ใกล้เลย เมื่อไปถึงแล้วจะมีอะไรดีขึ้น
“เราบ้าไปแล้วหรือนี่” จักรพึมพำกับตัวเอง
แต่จักรก็ยังคงขับรถมุ่งหน้าไป การที่จะกลับรถจักรก็ไม่อาจจะหักใจได้ มันเหมือนยังมีสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ และเขาจะต้องไปเผชิญ
……………..
ช่วงบ่ายใกล้จะถึงจังหวัดที่เป็นจุดหมาย ฝนตกเป็นระยะๆ ทำให้บรรยากาศบนถนนหลังฝนตกเต็มไปด้วยไอหมอกขมุกขมัว ต้องเปิดไฟหน้ารถวิ่งในบางช่วง จึงทำให้จักรขับช้ากว่าปกติไปบ้าง
จักรขับรถด้วยความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจักรไม่คุ้นเคยกับเส้นทางนี้เลย จักรเพิ่งจะขับรถมาบนถนนสายนี้เป็นครั้งแรก
หากไม่ใช่เพราะวราภรณ์ จักรคงไม่ดั้นด้นมาไกลอย่างนี้
“...ยึดมั่นต่อฉันนะ เหมือนที่เราเคยรักกัน ฉันอยู่ที่นี่ ตามแผนที่นี้ ขอโทษสำหรับวันเวลาที่ผ่าน ฉันผิดเอง”
ข้อความในอีเมล์ที่วราภรณ์ส่งมา ทำให้หัวใจของจักรว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะข้อความช่วงท้าย จักรท่องข้อความเหล่านี้ในใจอยู่ไปมา ตลอดเวลาที่ขับรถเพื่อจะไปหาเธอ
จักรลังเลใจตลอดเวลา หลังจากได้รับข้อความนั้น จักรไม่รู้ควรจะทำอย่างไรดี แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้จักรพยายามที่จะไม่คิดอะไร พยายามลืมข้อความเหล่านั้น แต่จักรรู้สึกว่าเขาอยากจะพบวราภรณ์ใจแทบขาด แม้ว่าเรื่องราวระหว่างเขากับวราภรณ์จะกลายเป็นอดีตไปนานแล้ว ทุกอย่างก็ได้แปรเปลี่ยนไปแล้วโดยไม่อาจจะเรียกอดีตให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
แต่เมื่อวราภรณ์ส่งอีเมล์เข้ามา มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ วราภรณ์ต้องการอะไรกันแน่
จักรขับรถเข้าตัวจังหวัดก็เกือบสามทุ่มแล้ว จักรขับรถขับรถตระเวณหาโรงแรมที่พักที่ตัวจังหวัดก่อน เพราะว่าจุดหมายตามแผนที่นั้นออกไปจากตัวจังหวัดอีกไม่ไกลแล้ว
เมื่อมันมืดค่ำแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไป จักรเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ขณะที่เลี้ยวเข้าโรงแรมก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น
“มุก”
จักรพูดกับตัวเองเบาๆก่อนจะรับสาย
“พี่จักรอยู่ที่ไหนแล้วค่ะ” มุกถามขึ้น
“เพิ่งจะเลี้ยวเข้าโรงแรมที่พัก คิดว่าคงมีห้องว่าง เพราะไม่ใช่เทศกาลอะไร” จักรตอบ
“โรงแรมอะไรค่ะ” มุกถาม
จักรบอกชื่อโรงแรมไปอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยที่มุกถามซักไซ้ไล่เรียงจนน่ารำคาญ แต่ก็บอกไปตามความจริง
“พี่ขอติดต่อห้องพักก่อนนะครับ” จักรพูดขึ้นอีก
“ค่ะ”
คุยโทรศัพท์กับมุกแล้วจักรก็ขับรถเข้าจอดบริเวณที่จอดรถหน้าโรงแรม ซึ่งมีพนักงานรับรถวิ่งมาโบกรถให้
ลงจากรถจักรก็เดินไปติดต่อห้องงพักที่เคาน์เตอร์ จักรเลือกห้องที่สามารถนั่งชมวิวตัวเมืองได้ เพราะช่วงนี้ห้องว่างเยอะ อีกอย่างไหนๆก็มาแล้ว จักรอยากจะนั่งชมวิวให้สบายใจในยามเช้า อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการมาเที่ยวและพักผ่อนไปในตัว
เรื่องระหว่าเขากับวราภรณ์ ถึงอย่างไรมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องคิดต่อไปอีกแล้ว เพียงแค่ความค้างคาใจบางอย่างเท่านั้น ซึ่งจักรก็ต้องการรู้ให้ถึงที่สุดเท่านั้นเอง
หลังจากได้ห้องพักจักรก็เดินออกมาเอากระเป๋าที่ใส่ของใช้ส่วนตัวที่รถ และไม่ลืมโน๊ตบุ๊คที่เขาเอาติดตัวมาด้วย ขณะนั้นมีรถเก๋งคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดใกล้ๆ แต่จักรก็ไม่ได้สนใจอะไรรีบเดินตรงไปที่ประตูโรงแรม
เจ้าของรถที่เพิ่งขับรถเข้ามาจอด มองไปที่ร่างของจักรแทบไม่กระพริบตา ที่แท้คือมุกนั่นเอง แล้วดวงตาของมุกก็เบิกโพลง
ที่มุกต้องเบิกตาโพลงและแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นก็เพราะ มุกเห็นผู้หญิงในชุดขาวเดินตามจักรและผ่านประตูโรงแรมเข้าไปพร้อมกัน
หญิงสาวที่อยู่ในชุดขาวนั้นรูปร่างสูงระหง น่าจะเป็นผู้หญิงที่สวยงามไม่น้อย แต่กลับยิ่งทำให้มุกขุ่นเคืองขึ้นมาอีกหลายเท่า
ท่าทางและกิริยาการเดินของผู้หญิงชุดขาวคนนั้นคล้ายกับมีความสุขมากที่ได้พบกับจักรและเดินเคียงคู่กันไปอย่างนั้น
มุกทำอะไรไม่ถูก ครั้งจะรีบวิ่งไปในทันทีก็ยังไม่กล้า
“พี่จักรนะพี่จักร ที่แท้นัดผู้หญิงไว้ หากเราไม่ตามมาคงไม่รู้ความจริง” มุกพูดกับตัวเองเบาๆ
น้ำตาของเธอคลออยู่ที่เบ้าตา แต่ก็รีบเช็ดน้ำตาในทันที เพราะกลัวพนักงานรับรถที่วิ่งมารับรถเห็น
วันนี้มุกนั่งเครื่องบินตามมา แล้วก็ไปเช่ารถขับ เพื่อไม่ให้จักรรู้ตัว ซึ่งมุกมาถึงก่อนจักรแล้ว ถึงแม้ว่าจักรจะไม่บอกความจริง แต่ดูจากโทรศัพท์มือถือมุกก็รู้ว่าจักรอยู่ที่ไหน เพราะโทรศัพท์ของมุกมีระบบบอกตำแหน่ง แต่โทรศัพท์มือถือของจักรไม่มี ดังนั้นมุกจึงมาถึงที่นี่โดยจักรยังไม่รู้ตัว
แต่แล้ว มุกก็พบกับภาพที่ทำให้ปวดแปลบในหัวใจ ทั้งที่มุกก็ปลอบใจตัวเองมาตลอดว่าจักรมาเพราะเรื่องงาน มุกช่างใจอยู่ในรถชั่วขณะ จากนั้นรีบลงจากรถแล้ว เดินผ่านประตูโรงแรมตรงไปที่เคาน์เตอร์
พนักงานต้อนรับสาวหนึ่งในสองคนเอ่ยถามขึ้นว่า
“ต้องการห้องพักเหรอค่ะ”
“ขอถามนิดหนึ่งค่ะ” มุกพุดขึ้น “คือว่า มีคนที่ชื่อ จักร นิธินันทกุล มาพักที่นี่หรือเปล่าค่ะ เขาเป็นเพื่อนแต่มาถึงก่อนแล้วค่ะ”
พนักงานสาวมองหน้ามุก เห็นว่าไม่มีอะไรเคลือบแฝงจึงตรวจดูรายชื่อ แล้วบอกเบอร์ห้องไป
“ขอบคุณค่ะ” มุกกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ
แต่แล้วเมื่อมุกหันมามองข้างหลัง มุกก็ต้องประหลาดใจ เมื่อมุขเห็นหญิงสาวในชุดขาวร่างระหงเดินออกมา มุกแน่ใจในว่าต้องเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่เดินเข้าประตูโรงแรมพร้อมกับจักร ชายที่เธอรักเป็นแน่
และเมื่อมุกเห็นหน้าของหญิงสาวคนนั้นจากด้านข้าง มุกก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะหญิงสาวคนนั้นเป็นหญิงสาวที่สวยงามกว่าที่มุกคาดคิดไว้มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่มุกยังใจชื่นอยู่บ้างก็คือ มุกคิดว่า เธอคงเพียงมารับจักรและก็คงกลับบ้านไปแล้ว
ทว่า มุกกลับรู้สึกตัวเองด้อยลงไปในทันที และจักรต้องมีใจให้กับผู้หญิงคนนี้เป็นแน่
“คุณค่ะ เป็นอะไรหรือค่ะ” พนักงานถามขึ้น
มุกสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ แล้วหันมายิ้มกับพนักงานแล้วพูดว่า
“จองห้องพักชั้นเดียวกับเพื่อนได้ไหมค่ะ”
“ได้ค่ะ มีห้องว่างอยู่ห่างจากห้องของเพื่อนคุณสี่ห้าห้องค่ะ ถ้าอยู่ฝั่งเดียวกันก็ห่างกันสี่ห้องถ้าอยู่ตรงข้ามกันก็ห่างกันห้าห้อง เลือกฝั่งไหนดีค่ะ”
“ฝั่งตรงข้ามแล้วกันค่ะ”
“ได้ค่ะ รอสักครู่น่ะค่ะ” พนักงานสาวคนเดิมพูดขึ้น
เมื่อได้กุญแจห้องพักซึ่งเป็นคีร์การ์ดและจ่ายเงินแล้ว มุกก็เดินกลับออกไปที่รถ
ขณะนั้น พนักงานสาวหันมากระซิบกระซาบกันว่า
“สงสัยจะมาตามแฟนหรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะ”
“ช่างเขาเถอะน่า”
“ดูท่าทางเป็นคนมีเงินน่ะ แต่อาจจะอาภัพคู่” พนักงานสาวคนเดิมพูดขึ้นแล้วหัวเราะเบาๆ
“เรื่องของเขา บางทีอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้”
แต่ว่าทั้งสองก็อดที่ขำๆไม่ได้
เมื่อมุกเดินกลับเข้าโรงแรม และเดินไปที่ลิฟต์ โดยมีพนักงานสาวแอบมองและซุบซิบกันต่ออีกเล็กน้อย แต่มุกก็ไม่ได้สังเกต ขณะนั้นประตูลิฟต์เปิดออกพอดี มีฝรั่งครอบครัวหนึ่งเดินออกมา มุกรีบเดินเข้าไปภายในลิฟต์
พนักงานต้อนรับสาวหนึ่งในสองคนพูดขึ้นอีกว่า
“สงสัยจะมาจับผิดอะไรแน่เลย”
“ก็น่าน่ะ”
“เรื่องอย่างนี้เราก็เห็นบ่อย”
“ก็อย่างว่าแหละน่ะ ถ้าเป็นฉันบางทีก็อาจจะทำอย่างนี้ก็ได้ ถ้าหากผู้ชายทำให้ไม่ไว้ใจ”
“เหรอย่ะ”
แล้วสองสาวก็หัวเราะ
มุกออกจากประตูลิฟต์ แล้วอดที่จะมองไปที่หน้าห้องของจักรๆไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ลังเลใจว่าจะเดินไปเคาะประตูห้องของจักรเลยหรือเปล่า
แต่แล้วมุกก็คิดว่าอาจจะไม่เหมาะ แม้ว่าจะหึงหวงแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดมุกจึงเข้าห้องไปก่อน มุกคิดว่าแล้วค่อยเพื่อคิดอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรต่อไป
----------------
จักรยังคงนั่งอยู่บนบนเก้าอี้เบื้องหน้าโต๊ะที่เขาวางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คสที่นำติดตัวมาด้วย เพื่อดูอีเมล์ต่างๆ ที่จะส่งเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอีเมล์ของลูกค้า โลกที่เจริญขึ้น อยู่ที่ไหนก็สามารถสื่อสารถึงกันได้ตราบใดที่มีเครือข่ายของการสื่อสารไปถึง
เมื่อดูอีเมล์ของลูกค้า ไม่มีอะไรลูกค้ารายไหนส่งข้อความกลับมา จักรก็เข้าไปที่อีเมล์ส่วนตัวของเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีข้อความอะไรใหม่ส่งมา อีเมล์ของวราภรณ์ก็มีเพียงอีเมล์เดียวที่เขาเปิดดูแล้ว
“ทำไมคุณไม่ให้เบอร์โทรมาล่ะวราภรณ์ ทำไมเล่นปริศนาอย่างนี้ เหมือนกับว่าให้ผมตามหาคุณอย่างนั้น แต่ก็ช่างเถอะ เพราะผมก็มาแล้ว” จักรพึมพำกับตัวเอง
หลังจากนั้นจักรออกจากอีเมล์ แล้วก็ปิดโน๊ตบุ๊ค จากนั้นเขามองลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งอีกด้านหนึ่งที่เขาเห็นเป็นถนนสายหนึ่ง ด้านหนึ่งของถนนเป็นร้านค้าที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่ มีลูกค้าเข้ามาซื้อของประปราย
“เราลงไปหาซื้อเครื่องดื่มข้างล่างดีกว่ามั้ง” จักรคิด
พลางขยับตัวจะลุกขึ้น แต่แล้วจักรก็เห็นตรงริมถนนฝั่งตรงข้ามกับร้านค้า มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชุดขาวยืนอยู่ จักรรู้สึกคุ้นเคยกับเรือนร่างนี้มาก แต่จักรก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน และจักรก็คิดไปในทางบวกว่าเธอต้องเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยไม่น้อย เมื่อพิจารณาดู คล้ายกับว่า เธอกำลังยืนรอคอยใครสักคน
“อาจจะรอแฟนก็ได้” จักรคิด
จากนั้นจักรก็ลุกขึ้น และเดินออกจากห้อง เพื่อจะลงไปหาซื้อเครื่องดื่มข้างล่าง แม้ว่าในตู้เย็นของโรงแรมจะมีเครื่องดื่มสองสามอย่างใส่ไว้แล้วก็ตาม

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:28:48 น.  

 

ตอนที่ ๔
มุกยังคงหงุดหงิดอยู่ในห้อง หลังจากอาบน้ำแล้ว มุกก็เปิดโทรทัศน์ดู แต่มุกก็ดูแทบไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของจักร โดยเฉพาะผู้หญิงชุดขาวคนนั้น
บ่อยครั้งที่มุกแง้มประตูออกมาดูที่ประตูห้องของจักร แต่ทุกอย่างก็ยังคงปกติ จากนั้นมุกก็ผลุดลุกผลุดนั่งระหว่างเก้าอี้ที่นั่งดูโทรทัศน์กับขอบเตียง อยากจะโทรไปหาจักรก็ยังไม่กล้าโทร เพราะมุกยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ในเมื่อเลือกทางหลบซ่อนแล้วมุกก็ต้องหลบซ่อนไปก่อน
แต่ความร้อนรุ่มที่อยู่ในใจก็ทำให้มุกเดินไปที่ประตู และแง้มประตูอีกครั้ง
แล้วมุกก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นจักรกำลังเดินออกมาจากห้องพอดี มุกรีบปิดประตูห้องเบาๆ กลัวว่าจักรจะมองเห็น เพราะห้องของมุกอยู่ใกล้ลิฟต์กว่าห้องของจักร จักรต้องเดินผ่านหน้าห้องของมุกไปที่ลิฟต์
เมื่อมุกได้ยินเสียงเดินของจักรเดินไปที่หน้าลิฟต์แล้ว จึงแง้มประตูห้องออกมาดู เห็นหลังของจักรเดินเข้าลิฟต์พอดี มุกจึงเดินออกจากห้องตรงไปที่หน้าลิฟต์ เพื่อจะตามไปดูว่าจักรจะไปทำอะไร
มุกรอลิฟต์ไม่นาน ลิฟต์ก็มาถึงและลงไปที่ชั้นล่าง เมื่อถึงชั้นล่าง มุกก็มองเห็นหลังของจักรเพิ่งจะเดินออกจากโรงแรม จึงตามจักรไปห่างๆ จักรเดินไปตามถนน
แล้วมุกก็แทบจะหลุดร้องโพลงออกมา เมื่อตามหลังจักรไปตามถนน แล้วมุกก็เห็นผู้หญิงชุดขาวคนเดิมยืนอยู่ที่ริมถนน แต่หันหลังให้ ขณะที่เห็นจักรเดินตรงไปหาผู้หญิงชุดขาวคนนั้น
มุกกำมือแนบแน่น ความโกรธระอุอยู่ในอก แต่ก็ยังไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ได้แต่เฝ้าแอบบมองอยู่ห่างๆ
มุกระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้จักรพบเห็น เพราะมุกต้องการจะรู้ให้แน่ชัดว่า แท้ที่จริงแล้ว จักรมาหาผุ้หญิงคนนี้หรือมาเรื่องงานตามที่บอกไว้
แต่แล้วมุกก็แทบจะสุดทน เมื่อเห็นจักรเดินไปใกล้ผู้หญิงคนนั้น แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เดินนำหน้าจักรไป ภาพที่มุกมองเห็นนั้นคล้ายกับจักรเดินตามไปอย่างว่าง่าย เพราะบางครั้งร่างของจักรก็บดบังร่างของผู้หญิงชุดขาวคนนั้น คล้ายกับเดินประคองกันไป
แม้มุกมองจากด้านหลังในระยะที่ไกลพอสมควร แต่มุกก็คาดเดาว่าทั้งสองคงเดินตามกันไปอย่างแน่นอน มุกอยากจะวิ่งไปเผชิญหน้าให้รู้กันไปเลย แต่ก็ยังไม่กล้าอีกนั่นแหละ
“เราจะทำอย่างไรดี” มุกคิดในใจ
จนกระทั่งครู่ต่อมา หญิงสาวในชุดขาวคนนั้นก็หายไป มุกไม่ทันได้มองเห็นว่าหญิงสาวชุดขาวนั้นหายไปอย่างไร เพราะบางช่วงก็ถูกร่างของจักรบดบังนั่นเอง
แล้วมุกแต่เห็นจักรยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น มุกมองเลยจักรขึ้นไปก็มองเห็นซอยๆหนึ่ง
“หรือว่าบ้านของผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ในซอยแถวๆนี้” มุกคิดต่อไป
จากนั้นมุกก็เห็นจักรเดินข้ามถนนไปยังร้านค้า แล้วหายเข้าไปที่ร้านค้า มุกเดินตามไปใกล้กับร้านค้านั้น โดยมองหามุมที่จะหลบจักรเอาไว้ด้วย
.................
ส่วนจักรเดินเข้าไปในร้านค้าพลางขบคิดไปเรื่อยเปื่อยว่า ผู้หญิงสาวชุดขาวที่เขามองเห็นจากห้องพักในโรงแรมนั้นคล้ายกับรอคอยใครสักคน ในเวลากลางคืนอย่างนี้ เธอไม่น่าจะออกมายืนอยู่อย่างนี้ แม้ว่าจะอยู่ใจกลางเมืองและมีแสงไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าและร้านค้าและอาคารต่างๆในบริเวณนี้ก็ตาม แต่บางมุมที่มืดก็ยังน่ากลัว
แต่สิ่งหนึ่งที่จักรรู้สึกก็คือ จักรรู้สึกคล้ายกับคุ้นเคยกับเธอ เหมือนเคยพบเธอที่ไหนมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้ แม้ว่าจักรจะเห็นเธอเพียงข้างหลังเท่านั้นก็ตาม
“ช่างประจวบเหมาะจริงๆ กับที่เราเดินลงมา แล้วเธอก็ยังอยู่ แต่เธอก็เดินไปเมื่อเราเดินลงมาเห็นเธอเข้า แต่เธอไม่ยักกะมองมาที่เราเลย บ้านคงอยู่ในซอยข้างหน้าที่ธอเดินเข้าไปเป็นแน่”
จักรสลัดความคิดทิ้งไปเมื่อเดินถือตระกร้าใส่ของไปที่ตู้แช่เครื่องดื่มของร้านค้า เขาซื้อเบียร์ไปหลายกระป๋องและของขบเคี้ยวอีกหลายอย่าง รวมทั้งเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างพวกน้ำผลไม้และน้ำเปล่า
ขณะเดินถือตระกร้ามารอจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน จักรอดที่จะมองออกไปข้างนอกร้านไม่ได้ ความรู้สึกของจักรคล้ายกับว่า เธอคนนั้นยังเฝ้ามองเขาอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ แม้ว่าจะไม่เห็นเธอแล้วก็ตาม
..........................
มุกหลบอยู่ในมุนมืดมุมหนึ่งเยื้องๆกับร้านค้า ครู่ต่อมาจึงเห็นจักรเดินกลับออกมาจากร้านค้าพร้อมกับถุงใบใหญ่หลายถุง
มุกขยับตัวเข้าในมุมมืดอีก เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกจักรพบเห็น เพราะว่ามุกจะต้องคอยสังเกตจักรต่อไปว่าจะไปที่ไหน
แต่แล้วมุกก็พบว่า จักรเดินกลับเข้าโรงแรม มุกรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไปถูก แต่มุกก็ยังอดสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า ผู้หญิงชุดขาวนั้นเป็นใคร สังเกตดูจากที่พบเห็น มุกมั่นใจว่าผู้หญิงชุดขาวคนนั้นต้องสนิทกับจักรอย่างแน่นอน จักรคงไปคุยอะไรกัน และผู้หญิงคนนั้นก็คงกลับเข้าบ้าน แล้วจักรก็ไปซื้อของกินที่ร้านค้ากลับโรงแรม
“วันรุ่งขึ้นทั้งสองต้องพบกันอย่างแน่นอน”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ มุกก็คำรามในใจต่อไปว่า
“พี่จักรนะพี่จักร คอยดู มุกไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก”
มุกคิ้วขมวดเข้าหากัน ก่อนจะค่อยๆ เดินกลับเข้าโรงแรมตามหลังจักรไป
.....................
จักรจัดการเข้าเอาเครื่องดื่มเข้าไว้ในตู้เย็น แล้วถือกระป๋องเบียร์ทรงสูงที่เขาซื้อมาเดินมาวางลงบนโต๊ จากนั้นขยับตัวไปเปิดโทรทัศน์ ก่อนจะขยับมานั่งลงบนเก้าอี้ แล้วเอื้อมมือหยิบกระป๋องเบียร์บนโต๊ะมาเปิดดื่ม
แม้การมาของจักรในครั้งนี้ จะมีความรู้สึกที่ปวดร้าวลึกๆ ในใจ แต่เวลามันก็ผ่านมานานแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่า การได้ออกมาต่างจังหวัดอย่างนี้มันก็เป็นความผ่อนคลายอย่างหนึ่ง
แม้เขาจะนั่งอยู่คนเดียวในห้อง แต่การดื่มเบียร์คนเดียวของเขาในคืนนี้ก็ดูมีรสชาติขึ้น
เมื่อมองเลยไปออกไปข้างนอกห้อง จักรเห็นฟ้าแปลบอยู่ไกลๆ ฝนคงจะตกลงมาอีกครั้งแล้ว แต่มันก็เป็นบรรยากาศที่ดีไม่น้อยเลย
.....................
มินท์นั่งเหม่อมองออกไปที่นอกห้องของคอนโดมิเนียมชั้นที่สิบที่เธอเช่าอยู่กับเพื่อน ขณะที่เปิดเพลงเบาๆ คอมพิวเตอร์ เป็นเพลงรักที่หวานซึ้ง ซึ่งบรรยากาศก็ควรจะเป็นบรรยากาสของความรัก แต่ดวงตาของมิ้นท์เหม่อลอยไปแสนไกล คล้ายอ้างว้าง คล้ายเดียวดาย
เสียงน้ำจากห้องน้ำดังแว่วมา เป็นระยะ จนกระทั่งเสียงน้ำหยุดไปครู่ใหญ่ ประตูห้องน้ำจึงเปิดออกมา
“นั่งเหม่อลอยอะไรอยู่เหรอมิ้นท์” เสียงของสาววัยเดียวกันพูดขึ้น
เธอเดินออกจากห้องน้ำด้วยชุดนอนสีชมพู
“เปล่าแจง ก็มองอะไรเรื่อยเปื่อย ดูท่าฝนจะตกอีกแล้ว” มิ้นท์พูดโดยที่ไม่ได้หันมามองเพื่อน
แจงเดินมาที่หน้าโตะเครื่องแป้ง แล้วนั่งลงหวีผมและพรมแป้ง พลางเหลือบมองดูเพื่อนสาวแล้วพูดว่า
“ดูท่าทางเหมือนกำลังอยู่ในห้วงความรักเลยน่ะ”
มิ้นท์สะดุ้งในคำพูดของแจง รีบพูดขึ้นในทันทีว่า
“บ้า รักใครที่ไหนกัน”
แต่แก้มของมิ้นท์แดงระเรื่อขึ้นมา และร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า แสร้งพูดด้วยเสียงเข้มว่า
“ใครจะมาสนใจเราล่ะ”
“นี่เธอ” แจงพูด แต่ตาจ้องอยู่ที่หน้ากระจกเพราะยังหวีผมอยู่ “ความจริงเธอก็เป็นคนสวยนะ เราว่าน่ะ เธอจะต้องมีใครสนใจอยู่บ้างแหละ แต่เธอไม่ได้สนใจเองต่างหาก”
แจงแอบมองดูเพื่อนอีกครั้ง แล้วอมยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“หรือว่าเธอจะมีใครอยู่ในใจแล้ว”
“บ้าสิ” มิ้นท์พูดท่าทางขวยเขินจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
แจงหัวเราะเบาๆ
“จะนอนแล้ว” มิ้นท์พูด แล้วขยับตัวลุกขึ้น
แจงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก
.................
มุกกลับขึ้นห้องแล้ว กระแทบก้นลงบนเตียงอย่างหงุดหงิด รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา จากนั้นลังเลอยู่ว่าจะโทรดีหรือไม่
“ถ้าโทรหาพี่จักรก็ไม่รู้อยู่แล้วว่าเราได้มาอยู่ใกล้ๆ” มุกพูดกับตัวเองเบาๆ
แต่มุกก็ยังคงไม่ได้โทร
“เราจะพูดอย่างไรดีน่ะ งั้นแค่เลียบๆ เคียงๆ ถามดูดีกว่า”
จากนั้นมุกจึงโทรหาจักร
......................
จักรกำลังนั่งดื่มเบียร์อย่างสบายอารมณ์ก็ถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ เมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูพบว่าเป็นมุกโทรมาจึงส่ายศีรษะไปมา
“อะไรของเขาอีกนะ” จักรพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะกดรับสาย
“ว่าไงมุก ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“มุกนอนดึกทุกคืนนี่ค่ะ พี่จักรก็รู้” น้ำเสียงของมุกบ่งบอกถึงความขุ่นเคืองใจเล็กน้อย
“รู้ครับ ก็ถามไปอย่างนั้นแหละ” จักรพูดขึ้น
จักรรู้ว่ามุกต้องการให้เขาเอาใจ แต่ยิ่งให้เอาใจ จักรก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด โดยเฉพาะในใจจักรไม่ได้คิดถึงใครอีกเลยนอกจากวราภรณ์หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ แม้ว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว แต่หัวใจของเขาก็คล้ายกับด้านชา
ทว่า เมื่อมุกเดินเข้ามาในชีวิตเขา เขาก็พร้อมที่จะยอมรับ หากว่าสามารถไปด้วยกันได้ แต่นับวัน มุกจะคอยจุกจิกกับเขามากยิ่งขึ้น
บางทีมันก็อาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่การที่จักรเป็นโสดมาอย่างยาวนาน ความต้องการอิสระมันมีมากขึ้น เพราะเขาชินกับความเป็นอิสระมานาน
“มุกมีเรื่องอะไรรีบร้อนเหรอครับ” จักรพูดขึ้นอีก
“ตอนนี้พี่จักรคงพักที่โรงแรมใช่ไหมค่ะ” มุกถามขึ้น
“ก็ใช่สิครับ แล้วจะให้พี่นอนที่ไหนล่ะ” จักรตอบ พยายามจะพูดให้ตลก
“นึกว่าจะนอนที่บ้านใครสักคน”
“พูดอะไรเพ้อเจ้อ”
“มุกหวังว่าคงไม่มีอะไรนอกเหนือจากเรื่องงานนะค่ะ”
“ก็มาเรื่องงานนี่นา”
“งั้นเท่านี้ก่อนนะค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
“เช่นกันครับ หลับฝันดีน่ะ”
จักรวางโทรศัทพ์ลงแล้วเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม ความรื่นรมย์ของเขาหายไปในทันที
.................
ขณะเดียวกัน มุกซึ่งอยู่ห้องใกล้กัน เมื่อวางโทรศัทพ์ลงแล้วก็พูดกับตัวเองเบาๆว่า
“มุกก็จะคอยดูว่าพี่จักรจะนัดพบกับผู้หญิงคนนั้นอีกไหม”
จากนั้นมุกก็เข้าห้องน้ำ เพื่อจะอาบน้ำ เพราะรู้สึกว่าเนื้อตัวเหนียวไปหมดแล้ว จากการที่ตามจักรลงไปข้างล่าง
ขณะที่มุกกำลังอาบน้ำอยู่ท่ามกลางสายบัวนั้น มุกก็เหลือบมองตัวเองที่กระจกห้องน้ำ แต่แล้วมุกก็ตกใจ เมื่อมุกพบว่าเงาสะท้อนตัวเธอที่กระจกไม่ใช่ตัวเธอ
แต่เป็นผู้หญิงในชุดขาวคนที่เธอเห็นคนนั้น
มุกอ้าปากค้าง ถอยหลังกรูจนกระแทบกับผนังห้องน้ำ
แต่แล้วเมื่อมุกกระพริบตาเพราะน้ำจากฝักบัวจะไหลเข้าดวงตา ภาพนั้นก็กลับมาเป็นภาพของเธอเหมือนเดิม
มุกรีบปิดน้ำฝักบัว แต่กระนั้นก็ตาม ขณะที่มุกอ้าปากค้างนั้น ก็ทำให้น้ำจากฝักบัวเข้าจมูกของเธอจนสำลัก แต่โชคดีที่น้ำจากฝักบัวเข้าจมูกของเธอเพียงแค่นิดเดียว แต่ก็ทำให้มุกปวดแสบไปถึงสมอง และน้ำตาไหลออกมาจนคลอเบ้าตา
เมื่อรวบรวมสติได้ มุกจึงหัวเราะกับตัวเองเบาๆ
“ผู้หญิงคนนั้นทำให้เราตาฝาดได้ถึงเพียงนี้หรือนี่” มุกพูดกับตัวเองอีกครั้ง
………….
มิ้นท์เดินเข้าบริษัทด้วยท่าทางที่ใจลอย เมื่อผ่านประตูออฟฟิศเข้าไป ก็เกือบจะชนเข้ากับศักดิ์ซึ่งศักดิ์มาถึงบริษัทก่อนเวลาและกำลังจัดของอยู่
ศักดิ์จึงพูดขึ้นว่า
“อะไรมิ้นท์ ท่าทางใจลอย คิดอะไรอยู่เหรอ”
มิ้นท์ตกใจ แต่ก็รีบกลบเกลื่อน แล้วพูดว่า
“เปล่า ก็เดินเข้ามาแล้วไม่ทันเห็นพี่ศักดิ์นี่”
“เชื่อหรือเปล่านี่” ศักดิ์แกล้งกระเซ้าเย้าแย่
“เชื่ออะไร”
“อ้อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร”
ศักดิ์ ไม่พูดอะไรต่อไปอีก หันไปก้มหน้าก้มตาจัดของต่อไป แต่ก็แอบชำเลืองดูมิ้นแล้วแอบยิ้ม เหมือนกับรู้ความในใจบางอย่างของมิ้นท์ผู้เป็นเพื่อนร่วมงาน
มิ้นท์เดินไปที่โต๊ะทำงาน พนักงานสาวคนหนึ่งก็ทักคล้ายกับศักดิ์ แต่มิ้นท์ก็รีบปฏิเสธอีกเช่นกัน เมื่อนั่งลงที่โต๊ะทำงานมิ้นท์จึงสำรวจตัวเอง แล้วคิดในใจว่า “เราแปลกๆ ไปจริงๆ หรือนี่”
......................
จักรลงมารับประทานอาหารเช้าตอนเก้าโมง เมื่อคืนจักรนอนดึกแล้วจิบเบียร์จนเพลิน จึงทำให้ตื่นนอนตอนแปดโมงกว่าแล้ว
ขณะนั้นมุกซึ่งแอบเฝ้าดูจักรอยู่ เมื่อเห็นจักรลงลิฟท์ไปแล้ว มุกจึงตามลงมา แต่แอบมองอยู่ข้างนอกห้องอาหารของโรงแรม
เมื่อมุกมองไปที่จักรซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่ มุกก็ดวงตาเบิกโพลง และขุ่นแค้นในใจอย่างมาก เพราะมุกพบว่า จักรนั่งรับประทานอาหารอยู่กับใครคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงชุดขาวคนที่มุกพบเมื่อคืนนี้นั่นเอง
มุกทั้งน้อยใจและทั้งแค้นเคือง กำมือแนบแน่นอย่างไม่รู้ที่จะทำอย่างไรดี
ฉับพลันนั้น น้ำตาของมุกไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว จนต้องรีบยกมือเช็ดน้ำตา เพื่อไม่ให้คนที่เดินผ่านไปมามองเห็น แต่เมื่อมองไปที่จักรอีกครั้งก็พบว่าจักรนั่งอยู่คนเดียว
“ผู้หญิงคนนั้นไปไหนแล้ว” มุกพูดกับตัวเองเบาๆ
มุกตัดสินใจอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดก็เดินไปที่ห้องอาหาร
ขณะนั้น จักรกำลังนั่งจิบกาแฟหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เมื่อมีใครเดินมายืนอยู่ข้างๆ จักรก็เงยหน้าขึ้นมอง
แล้วจักรก็ตกใจและประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง
“มุก” จักรอุทานออกมา
“ค่ะพี่จักร” มุกพูดแล้วเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับจักร
“มุกมาได้ไงครับนี่” จักรถามขึ้น
สีหน้าของจักรเต็มไปด้วยความฉงน เพราะไม่คาดคิดว่ามุกจะปรากฎตัวขึ้นที่นี่
“ก็ตามพี่จักรมาสิค่ะ” มุกพูด
“ตามมาทำไม พี่มาธุระ” จักรรู้สึกหงุดหงิด
“ก็อยากจะรู้ว่าพี่จักรมาเรื่องงานหรือว่านัดผู้หญิงน่ะสิค่ะ”
มุกจ้องตาจักรราวกับคาดคั้นเอาความจริง
“ผุ้หญิงที่ไหน” จักรพูดพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
จักรคิดว่ามุกหึงหวงไม่เข้าท่า
“แล้วผู้หญิงที่นั่งทานข้าวกับพี่จักรเมื่อครู่นี้ล่ะค่ะไปไหนแล้ว” มุกรุกไล่ในทันที
“ผู้หญิงที่ไหน” จักรเริ่มงงในสิ่งที่มุกพูด
“ก็ผู้หญิงชุดขาวที่นั่งทานข้าวกับพี่จักรเมื่อกี้นี้ไงค่ะ แล้วตอนนี้ไปไหนแล้ว”
ดวงตาของมุกวาวโรจน์
“พี่นั่งทานข้าวอยู่คนเดียวอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครมานั่งร่วมโต๊ะเลย แขกที่มาพักโรงแรมก็ไม่เต็มทุกโต๊ะ แล้วจะมีใครมานั่งร่วมโต๊ะได้ล่ะ”
“ก็มุกเห็น”
“ตาฝาดหรือเปล่า” จักรชักรำคาญเข้าไปใหญ่
“ไม่แน่นอน”
มุกหยุดพูดแล้วจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของจักร ก่อนจะพูดต่อไปว่า
“ความจริงถามจะมีใครมานั่งร่วมโต๊ะกับพี่จักร มุกก้ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่ว่าผู้หญิงที่มุกเห็นมานั่งร่วมโต๊ะกับพี่จักรเมื่อสักครู่นี้เป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับผู้หญิงชุดขาวที่พี่จักรเดินลงไปหาเมื่อคืนนี้ด้วย มันจะบังเอิญกันอย่างนั้นหรือคะ”
จักรตะลึง เมื่อมุกพูดถึงผู้หญิงชุดขาว และขบคิดทบทวนในสิ่งที่มุกพูดถึง ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามุกมาถึงตั้งแต่เมื่อคืน และพักโรงแรมเดียวกัน ทั้งยังเฝ้าดูเขาอยู่ตลอดเวลา การที่มุกตามมาก็ไม่ถึงกับทำให้จักรตกต้องอกตกใจอะไรมากมาย แต่การที่มุกพูดถึงผู้หญิงชุดขาวนั้นต่างหากที่ทำให้จักรขบคิดไม่เข้าใจและทำให้จักรตกตะลึง จักรคาดไม่ถึงว่า มุกก็เห็นผู้หญิงชุดขาวคนนั้นด้วย จักรคิดว่าเพราะสาเหตุนี้จึงทำให้มุกไม่พอใจ
“มุขเห็นผู้หญิงชุดขาวคนนั้นด้วยหรือ” จักรถามเพื่อความแน่ใจ
“แล้วพี่จักรจะแกล้งถามอยู่อีกทำไม”
“พี่ไม่เข้าใจที่มุกพูด”
“ที่แท้พี่มาที่นี่ก็เพราะผู้หญิงชุดขาวคนนั้นใช่ไหมคะ”
“มุกพูดอะไร” จักรยิ่งงงงวยเข้าไปใหญ่
“พี่จักรอย่าแกล้งโง่เลยน่ะค่ะ”
น้ำตาของมุกพรั่งพรูออกมา
“มุกเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เงียบสิ คนเขามองดูอยู่”
“มุกไม่สนหรอ”
“มีอะไรค่อยพูดกัน”
“คงไม่แล้วล่ะค่ะพี่จักร”
“มุกเป็นอะไรของมุก พี่งงไปหมดแล้ว” จักรรู้สึกอับอายผู้คนที่มองมา
ในที่สุดจักรรีบฉุดแขนมุกขึ้น แล้วจับแขนมุกเดินตรงไปที่ลิฟต์ มุกขัดขืน แต่ทานแรงมือของจักรไม่ได้รอสักครู่ลิฟต์ก็เปิดออกจากนั้น จักรรีบผลักให้มุกเข้าไปในลิฟต์ก่อนจากนั้นรีบก้าวเข้าไปในลิฟต์
.......................

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:29:26 น.  

 

ตอนที่ ๕
จักรจับแขนมุกเข้ามาที่ห้อง เมื่อถึงห้องของจักร มุกปล่อยโฮออกมา
“มันจริงอย่างที่มุกพูดใช่ไหมคะพี่จักร” มุกพูดด้วยน้ำตานองหน้า
จักรหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้มุก แล้วพูดว่า
“เช็คน้ำตาซะ”
“ไม่” มุกปัดมือของจักออกไป
จักรถอนหายใจแล้วพูดว่า
“มุกสงบบสติอารมณ์ก่อนได้ไหม พี่งงไปหมดแล้ว”
มุกสะอึกสะอื้นเบาๆ แล้วใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเอง จักรยื่นกระดาษทิชชู่ให้อีกครั้ง คราวนี้มุกรับมาซับน้ำตา ครู่ต่อมา มุกจึงสงบสติอารมณ์ลงได้ จักรสบตากับมุกแล้วพูดว่า
“พูดให้พี่ฟังได้ไหมว่ามันเรื่องอะไร และตามพี่มาทำไม”
“ผู้หญิงชุดคนนั้นเป็นใครค่ะ” มุกยิงคำถามในทันที
“มุกเห็นเหรอ”
“ใช่สิคะ”
“มุกหมายถึง มุกเห็นที่พี่เดินไปเห็นผู้หญิงชุดขาวคนหนึ่งเมื่อคืนนี้” จักรย้อนถาม
“ไม่ใช่เพียงแค่ตอนที่เดินไปหาเมื่อคืนค่ะ ตอนที่พี่จักรจะเข้าพักโรงแรมเมื่อคืนนี้ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเคียงคู่พี่จักรเข้าไป ท่าทางเหมือนกับเป็นคนรักกันเลย จากนั้นก็เป็นตอนที่พี่จักรนัดพบกันที่ริมถนนและก็เมื่อกี้ที่ห้องอาหารของโรงแรม” มุกพูด สายตาบ่งบอกถึงความขุ่นเคือง
“มุกพูดอะไรของมุก” จักรงงเข้าไปใหญ่ “พี่เพิ่งจะเห็นผู้หญิงชุดขาวคนนั้นตอนพี่ลงไปซื้อของเมื่อคืน แต่พี่แค่เดินลงไปและผู้หญิงคนนั้นก็เดินไปโดยที่พี่ก็ยังไม่ได้เห็นหน้าเขาเลย เขาหายเข้าไปในซอยหนึ่งข้างหน้า พี่ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร จากนั้นพี่ก็เข้าไปซื้อของที่ร้านค้าฝั่งตรงข้าม”
“ทำไมพี่จักรต้องโกหก” มุกพูดเสียงดัง
“พี่จะโกหกไปทำไม ที่มุขพุดมาทั้งหมดที่ยังงงๆ อยู่เลย กำลังคิดทบทวนอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะพี่เห็นผู้หญิงชุดขาวคนนั้นแค่ครั้งเดียว” จักรพูดอย่างมีอารมณ์
“มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อมุกเห็นอยู่คาตาอย่างนี้” มุกยังยืนยัน
“มุกจะหาเรื่องอะไรพี่”
“มุกไม่ได้หาเรื่อง”
จักรส่ายศีรษะไปมา เขาไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับมุกอีกต่อไป แต่ก็ค้างคาใจในการมาของมุก จึงพูดขึ้นอีกว่า
“งั้นพี่ขอถามได้ไหมว่ามุกตามพี่มาทำไมและมาถึงตอนไหน”
“มุกก็ตามมพี่จักรมา จนกระทั่งรู้ว่าพี่จักรนัดใครไว้” มุกเน้นเสียงจากไรฟัน จากนั้นพูดต่อไปว่า “มุกนั่งเครื่องมา แล้วก็เช่ารถขับมาที่โรงแรมนี้”
“เข้าใจแล้ว ที่มุกโทรมา มุกก็รู้ว่าพี่อยู่ที่ไหนแล้ว”
“รู้ก็ดีแล้วนี่ค่ะ” มุกกระแทกเสียง
“แต่พี่จะบอกมุกว่า พี่ไม่เคยรู้จักกับผู้หญิงคนนั้น และไม่เคยเจอกันนอกจากเป็นช่วงที่พี่ลงไปซื้อของเมื่อคืน แม้แต่หน้าของเธอพี่ก็ยังไม่เห็น ส่วนจะเชื่อหรือไม่พี่ก็ไม่บังคับให้เชื่อ และตอนนี้พี่กำลังจะเช็คเอาท์ เพื่อจะออกไปธุระ ส่วนมุกก็ต้องกลับกรุงเทพฯ หรือว่าจะแวะเที่ยวที่ไหนก็ได้ ไว้พี่เสร็จธุระ หากจะกลับพร้อมกันก็อยู่ที่มุก”
“พี่จักรไปธุระที่ไหน มุกไปด้วย”
“ไม่ได้” จักรพูดเสียงเฉียบขาด
“ทำไมคะ หรือว่าพี่นัดผู้หญิงไว้เป็นจริง”
จักรไม่ตอบ เดินไปเก็บของส่วนตัว รวมทั้งหยิบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คใส่กระเป๋า แล้วสะพายใส่บ่าพร้อมกับหอบหิ้วของส่วนตัว รวมทั้งน้ำผลไม้และน้ำเปล่าที่ซื้อมาเมื่อคืนนี้ ซึ่งยังไม่ได้ดื่มใส่ถุงแล้วหิ้วแล้วถือไว้
“จะลงไปเช็คเอ้าท์แล้ว” จักรพูดกับมุก
จากนั้นจักรเดินออกจากห้อง โดยมีมุกวิ่งตามออกไป
“ไปรอข้างล่าง มุกเอาของก่อน แล้วจะตามลงไป” มุกพูดขึ้น
จักรแอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของมุกอ่อนลง จักรเดินไปที่หน้าลิฟต์โดยไม่ได้มองมาที่มุกอีกเลย
..........................
หลังจากเช็คเอ้าท์แล้ว จักรก็มานั่งรอมุกที่ล็อบบี้โรงแรม ไม่นานนักมุกก็เดินลงมาแล้วเช็คเอ้าท์ที่เคาน์เตอร์ จากนั้นเดินมานั่งลงข้างๆ กับจักร
“พี่จักรจะไปไหนต่อ” มุกถาม
“จะไปติดต่อธุระเรื่องาน” จักรพูดอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“ที่ไหนค่ะ”
“ห่างจากตัวเมืองออกไปไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร” จักรตอบ
จากนั้นจักรย้อนถามมุกว่า
“แล้วมุกจะไปไหน”
“ก็จะไปกับพี่จักรด้วย”
“พี่ว่ามุกกลับไปกรุงเทพฯก่อนดีกว่า”
“พี่จักรมีความลับอะไรคะ”
“มุกพี่ขอร้องน่ะ” จักรพูดเสียงเข้ม “พี่มาธุระเรื่องงานและก็จะแวะไปหาเพื่อนเก่า ซึ่งบางทีอาจจะต้องค้างที่นี่อีกสักวันสองวัน แต่เช็คเอ้าท์ไปก่อน เพราะยังไม่แน่นอน แต่ถ้าหากมุกจะรอก็รอที่ตัวเมืองก่อน”
“พี่จักร” มุกพูดขึ้นอีกอย่างไม่สบอารมณ์นัก
จักรถอนหายใจ เมื่อเห็นอาการของมุก
ขณะะนั้นพนักงานของโรงแรมมองมาที่ทั้งคู่เป็นหลายครั้ง เพราะเห็นทั้งสองโต้เถียงกันอยู่โดยยังตกลงกันไม่ได้ จักรรู้สึกอับอายพนักงาน จึงขยับตัวลุกขึ้นพร้อมหิ้วสิ่งของแล้วเดินออกจากโรงแรมไป โดยมีมุกเดินตามไปติดๆ
เมื่อจักรเดินไปถึงรถเปิดประตูรถแล้วเอาของเข้าเก็บในตอนหลังของรถ มุกเดินมายืนอยู่ข้างหลังโดยสะพายกระเป๋าเครื่องใช้ส่วนตัวไว้บนบ่า
“ถ้าไม่ให้มุกไปด้วย แล้วพี่จักรจะให้มุกรออยู่ที่ไหนคะ”
“ที่ห้างหรือที่ร้านกาแฟที่ไหนสักแห่งก็ได้ บ่ายๆ พี่ก็กลับเข้ามาตัวเมืองแล้ว”
“ได้ค่ะ” มุกพูดอย่างว่าง่าย แต่ก็ถอนหายใจฮึดฮัด
จักรกลับเป็นฝ่ายฉงนเสียเองที่จู่ๆ คนเจ้าอารมณ์อย่างมุกก็ยอมอะไรง่ายๆ แต่ก็ทำให้จักรรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
“งั้นพี่ไปก่อนน่ะ บ่ายๆ เย็นๆ ค่อยเจอกัน” จักรหันมาพูดกับมุกอีกครั้ง
จากนั้นจักรก็ขับรถออกจากโรงแรมเพื่อจะตรงไปหาวราภรณ์ตามแผนที่ที่เธอส่งมาทางอีเมล์ จักรรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนน่าดู เพราะเธอไม่ยอมให้เบอร์โทรศัพท์ของเธอเลย
เมื่อนึกถึงเบอร์โทรศัพท์ก็ทำให้จักรปวดแปลบขึ้นในใจทันที
วันนั้น วันที่วราภรณ์จากไป เขาโทรศัพท์เข้าไปหาเธอจนกระทั่งแบตเตอรี่โทรศัพท์เขาหมด เธอก็ไม่ยอมรับสาย และจากวันนั้นเขาก็โทรไปหาเธออีก แต่เธอไม่ใด้ใช้เบอร์นั้นอีกแล้ว เขาส่งอีเมล์ไปหาเธอก็ไม่ได้รับการตอบรับจากเธออีกเลย เหมือนเธอจงใจที่จะทำให้ตายจากกันไปจนชั่วนิรันดร์
จนกระทั่ง เธอส่งอีเมล์เข้ามา ความจริงแล้วเขาไม่น่าจะใส่ใจเลย แต่สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ ทำให้เขาต้องดั้นด้นมาที่นี่
เมื่อขับรถมาได้สักระยะก็ถึงทางแยกแล้วก็เลี้ยวเขาไปบนถนนที่มีเพียงแค่สองช่องทาง ไม่นานนักเส้นทางก็เป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป สองข้างทางก็เป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกันไป มีต้นไม้ขึ้นอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งขับมาถึงเนินเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูจากแผนที่ก็ใกล้จะถึงจุดหมายในแผนที่แล้ว
ฉับพลันนั้น เครื่องยนต์ของจักรก็ดับอย่างไม่มีสาเหตุ เขาจึงต้องหักพวงมาลัยเข้าริมถนน
“บ้าที่สุด มันเกิดอะไรขึ้นนี่” จักรหัวเสีย
สภาพรถของจักรนั้นอยู่ในสภาพที่ดี ก่อนเดินทางจักรก็ตรวจสภาพรถแล้ว ไม่น่าจะเสียอย่างนี้เลย จักรไม่อยากจะเชื่อ แต่ว่ามันก็เป็นไปแล้ว
จักรรู้สึกเครียดขึ้นมาในทันที เพราะขณะนี้ห่างจากตัวเมืองมาไกลแล้ว แม้จะมีรถผ่านไปมาเป็นระยะ แต่จักรก็เริ่มต้นไม่ถูก เขาไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้เลย เพราะเขาไม่เคยขับรถออกไปไหนในถิ่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
แม้ว่าจุดที่รถของจักรเสียอยู่ในขณะนี้จะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างหมู่บ้าน แต่บริเวณนี้ก็ไม่มีใครอยู่เลย จักรมองเลยไปข้างหน้าก็เห็นบ้านเรือนอยู่ไม่ไกล บ้านเรือนแต่ละหลังเรียงรายไปตามถนนและลาดต่ำลงไปตามระดับความสูงต่ำของพื้นที่ ไกลออกไปจึงเป็นชุมชนใหญ่ แต่จักรรู้สึกสะดุดตากับบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ไกล้ที่สุดเป็นอย่างยิ่ง บ้านหลังใหญ่ที่จักรมองเห็นนี้เป็นบ้านไม้ มองจากภายนอกก็คงเป็นบ้านคนมีฐานะพอสมควร ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณนี้ราวๆ สองกิโลเมตร
จักรลงจากรถ แล้วเดินไปเดินมาด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แล้วจักรก็นึกออก
“ต้องโทรหาเบอร์ของหน่วยสาธารณภัย” จักรพูดโพลงออกมาอย่างดีใจเมื่อเขานึกออกว่าควรจะทำอย่างไรดี
แล้วจักรก็มองเลยขึ้นไปที่เนินเข้าเตี้ยๆ ข้างถนน จักรสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อจักรเห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยๆ นั้น แล้วก็หายลับไปกับเนินเขาที่มีหลายเนินสูงขึ้นไปหลายชั้น
จักรสะดุ้งตกใจก็เพราะคนที่เดินขึ้นไปนั้นเป็นผู้หญิงในชุดขาว คล้ายๆ กับผู้หญิงที่เขาเห็นเมื่อคืนนี้
“มันจะเป็นไปได้อย่าง”
จักรล็อกรถไว้แล้วรีบเดินตามขึ้นไป พ้นเนินเขาเตี้ยลูกหนึ่งก็มองเห็นหญิงสาวคนนั้นกำลังเดินขึ้นไปแล้วก็หายไปกับเนินเขาเตี้ยๆ อีกลูกหนึ่ง จักรรีบตามขึ้นไปอีกก็ไม่พบร่างนั้นอีกแล้ว
เมื่อมองไปข้างหน้าจักรก็สะดุ้งตกใจจนหนาวยะเยือกไปทั้งตัว ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เพราะที่เบื้อหน้าบนเนินดินนั้นมีโกฐเด่นตระหง่านตั้งอยู่ และมีแปลงดอกไม้อยู่ข้างๆโกฐบรรจุอัฐินั้น ผีเสื้อหลายตัวโบยบินมาดมดอมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่บนแปลงข้างโกฐ แต่ไม่มีเงาร่างของใครอยู่บริเวณนี้เลย
จักรถอนหลังกรู แล้วรีบเดินกลับลงมาจนเกือบเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่ง เมื่อมาถึงรถจักรรู้สึกว่าแข็งขาอ่อนล้าไปหมด
อะไรเกิดขึ้นกับเขากันแน่
จักรเปิดล็อคประตูรถ แล้วเข้าไปนั่งภายในรถ ลองสตาร์ทเครื่องรถดู แล้วจักรก็ดีใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรถของเขาสตาร์ทติดอย่างง่ายดาย ราวกับว่ามันไม่ได้เป็นอะไรเลย
“แล้วเมื่อกี้นี้มันเครื่องมันดับไปได้อย่างไร” จักรคิด แล้วหนาวยะเยือกขึ้นมาอีกครา
“มันเป็นกลางวันชัดๆ” จักรพูดกับตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้นจักรรีบขับรถออกไป ครู่ต่อมาเข้าก็ขับมาถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่โตที่เขามองเห็นนั้น เขาขับรถชิดริมถนนแล้วจอดลงที่หน้าบ้าน จากนั้นมองดูบ้านเลขที่ที่ติดไว้ แล้วจักรก็พบว่าเป็นบ้านเลขที่ตามแผนที่ซึ่งวราภรณ์ส่งมาให้เขา จักรพบว่าประตูรั้วบ้านเปิดกว้างไว้
จักรรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าวันเวลาในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง ความรักที่แสนหวานและรอคอยมาเนินคล้ายกำลังเบ่งบานอยู่ในใจของจักรในขณะนี้ แม้ว่าจักรจะยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว วัยสามสิบห้าปีของวราภรณ์นั้น เธอคงจะมีลูกที่น่ารักหลายคนแล้ว เช่นเดียวกับเขา หากเวลาที่ผ่านมา เขาแต่งงานกับใครสักคน เขาก็คงจะมีลูกที่น่ารักสักคนหรือสองคนไปแล้ว
แต่จิตใจที่ยังคงปักใจอย่างแน่นเหนียวของจักรที่มีต่อวราภรณ์ เขาไม่อาจยอมรับใครเข้ามาแทนที่วราภรณ์ได้เลย ถึงแม้จะอ่อนไหวกับใครต่อใครอยู่บ้างก็ตาม เพราะความรักของเขาที่มีต่อวราภรณ์มันลึกซึ้งเกินไป ถึงแม้เขาจะมีใครก็คงไม่มีใครที่เขาจะมีใจให้ได้เท่ากับที่เขามีต่อวราภรณ์ได้อีกแล้ว
แม้ใครจะหาว่าจักรงมงาย จักรก็พร้อมที่จะยอมรับความงมงายนั้น
จักรมองเข้าไปภายในบ้าน บรรยากาศภายในบ้านกลับเงียบเหงาอย่างยิ่ง คล้ายกับเป็นบ้านหลังใหญ่ที่แสนอ้างว้าง
แต่จักรก็เกิดลังเล เขาจะขับรถเข้าไปภายในบ้านนี้หรือเปล่า จักรรู้สึกไม่กล้า กลัวหลายสิ่งหลายอย่าง กลัวว่าเขาเองจะรับไม่ได้ ทั้งที่เขาก็ยอมรับความจริงอยู่แล้ว ในสถานภาพระหว่างเขากับวราภรณ์ในเวลานี้
หรือว่าขณะนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน จักรคิด วราภรณ์และสามีอาจจะไปทำงาน ลูกอาจจะไปโรงเรียน แต่เมื่อประตูรั้วบ้านเกิดอยู่ก็อาจจะมีใครสักคนอยู่ที่บ้าน เมื่อมองเข้าไปอย่างสังเกตอีกครั้ง จักรก็พบว่ามีรถคันหนึ่งจอดอยู่ที่โรงรถ หากเป็นเช่นนั้น ต้องมีใครสักคนอยู่บนบ้าน
เมื่อรู้จักบ้านของวราภรณ์แล้ว ใจหนึ่งจักรอยากจะแวะมาอีกครั้งในตอนเย็น เพราะคิดว่าวราภรณ์อาจจะไปอยู่บ้าน
แต่แล้ว ในที่สุดจักรขับรถเข้าไปภายในบ้าน เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว เมื่อจักรขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน มีชายสูงวัยคนหนึ่งเดินออกมาที่ระเบียงเรือน แล้วมองดูแขกผู้มาเยือน สีหน้าของชายสูงวัยฉงนเล็กน้อย ชายสูงวัยคนนี้คือวิทิตนั่นเอง ครู่ต่อมาวิทิตก็เดินลงบันไดบ้าน ขณะที่จักรก็ลงจากรถ
“ขอโทษครับ ใช่บ้านของคุณวราภรณ์หรือเปล่าครับ” จักรถามขึ้น
“ใช่แล้วครับ” วิทิตตอบ
“คุณลุงก็คือ” จักรพูดขึ้น
“ผมเป็นพ่อของวราภรณ์” วิทิตพูดขึ้น
จักรรีบยกมือไว้ วิทิตรับไว้ แล้วสำรวจดูชายผู้มา และคล้ายกับคาดเดาอะไรบางอย่างได้ ในที่สุดวิทิตจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เชิญขึ้นบ้านก่อนสิครับ”
“งั้นคุณลุงก็คือลุงวิทิต”
“ใช่ครับ” วิทิตจ้องมองหน้าจักรแล้วพูดว่า “คุณก็คงคือคุณจักร”
“ใช่ครับ” จักรพูดขึ้นอย่างดีใจ จากนั้นจักรรีบถามต่อไปว่า “แล้ววราภรณ์ไม่อยู่เหรอครับ”
วิทิตสีหน้าสลดลงวูบหนึ่ง แล้วสลายความรู้สึกนั้นในทันที ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ขึ้นไปคุยกันบนบ้านก่อนเถอะครับ”
“ครับ” จักรรู้สึกทั้งตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อขึ้นไปบนเรือน วิทิตฝายมือให้จักนั่งลงที่มุมหนึ่งของระเบียงเรือนซึ่งมีโต๊ะไม้และเก้าอี้ไม้ทั้งชุด จากนั้นชายสูงวัยเดินไปเปิดน้ำจากตู้เย็นมาต้อนรับ จักรกล่าวคำขอบคุณตามมารยาท ชายสูงวัยนั่งลงฝั่งตรงข้าม
จักรยิ้มให้วิทิต แล้วยกน้ำขึ้นดื่มพอเป็นมารยาท ก่อนพูดขึ้นว่า
“บ้านนี้เย็นดีนะครับ อากาศก็ถ่ายเทดี”
“บ้านนอกก็อย่างนี้แหละครับ” วิทิตพูดขึ้น
จากนั้นวิทิตก็นิ่งเงียบคล้ายกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง แล้วในที่สุดชายสูงวัยจึงพูดขึ้นด้วยความระมัดระวังว่า
“ที่คุณจักรมาวันนี้เพราะเรื่องอีเมล์นั้นใช่ไหมครับ”
จักรสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อได้ยินคำว่าอีเมล์ มองหน้าชายสูงวัยด้วยความงุ่นงงสงสัย
“คุณลุงวิทิตรู้เรื่องอีเมล์นั้น”
ดวงตาของชายสูงวัยสลดลง จากนั้นผงกศีรษะยอมรับ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ใช่ครับ ผมเป็นคนส่งไปให้คุณเอง”
จักรสะท้านไปทั้งร่าง รู้สึกเหนือความคาดหมายอย่างใหญ่หลวง
“คุณก็เก่งน่ะครับที่มาถูก ทั้งที่ไม่ได้ให้เบอร์โทรไว้เพื่อให้สอบถามทางเลย” วิทิตพูดต่อไป
แต่จักรคล้ายหูอื้ออึง ไม่ได้ยินคำพูดนี้ของชายสูงวัย เพราะจักรกำลังสงสัยอย่างใหญ่หลวงในสิ่งที่ชายสูงวัยพูดขึ้น
“คุณลุงวิทิตบอกว่าเป็นคนส่งอีเมล์นั้นให้ผม” จักรถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด
“ใช่ครับคุณจักร”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ก็...แล้วในข้อความนั้น”
“อย่าสงสัยเลยครับ” วิทิตพูด
จากนั้นวิทิตมองเลยออกไปนอกระเบียงเรือน คล้ายกับกำลังทำใจ จักรรอคอยคำพูดที่ชายสูงวัยจะเอ่ยออกมาราวกับรอคอยนานนับกัปกัลป์
ครู่ต่อมาวิทิตจึงถอนหายใจ แล้วพูดขึ้นว่า
“วราภรณ์ให้ผมเห็นคนส่งอีเมล์นั้นไปหาคุณจักร เธอขอร้องไว้”
พูดมาถึงตอนนี้ น้ำตาของชายสูงวัยเอ่อล้นที่เบ้าตา จนต้องยกชายเสื้อขึ้นเช็ดอย่างไม่อายจักรผู้เป็นแขกมาเยือน จักรเบือนหน้าหนีไปชั่วขณะอย่างลำบากยากใจ

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:30:08 น.  

 

ตอนที่ ๖
“วราภรณ์ไม่ได้อยู่บ้านนี้เหรอครับ” จักรถามขึ้น
“ตั้งแต่วราภรณ์แต่งงาน เธอก็ไปอยู่บ้านสามีของเธอที่ตัวจังหวัดตั้งแต่สิบปีที่แล้ว” วิทิตพูดพลางมองดูกิริยาท่าทางของจักร คล้ายกับชายสูงวัยขบคิดก่อนพูดทุกถ้อยคำ จากนั้นพูดต่อไปว่า “ผมอยู่กับภรรยาสองคน แต่ภรรยาก็เสียไปห้าหกปีแล้ว น้องชายของวราภรณ์ก็เรียนที่กรุงเทพฯ เรียนจบก็ทำงานที่นั่น บ้านนี้ผมเลยอยู่คนเดียวตั้งแต่นั้นมา แต่วราภรณ์ก็จะแวะมาบ้านบ่อยๆ จนกระทั่ง...”
น้ำเสียงชายสูงวัยชะงักไป
“อะไรครับ”
“วราภรณ์ก็มาเสียชีวิตไปอีกคน” วิทิตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และสะอื้นออกมาเบาๆ
จักรสะท้านไปทั้งร่าง เนื้อตัวเย็นเฉียบ
“วราภรณ์เสียชีวิตแล้ว” จักรพูดโพลงออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ใช่”
“วราภรณ์เสียชีวิตเพราะอะไรครับ แล้วก็ข้อความในอีเมล์นั้น”
จักรรู้สึกสับสนไปหมดแล้ว
วิทิตหันมาสบตาจักร ก่อนจะมองเลยไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย จากนั้นพูดต่อไปว่า
“ความจริงแล้ว ผมรู้ว่าวราภรณ์มีคนรักอยู่คนหนึ่ง”
วิทิตเหลือบมองมาที่จักรแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาไป จักรยังคงนิ่งงัน แล้วชายสูงวัยก็พูดต่อไปว่า
“หลังจากที่วราภรณ์เรียนจบก็ทำงานที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งในปีถัดมาวราภรณ์กลับมาเยี่ยมบ้าน แล้ววันหนึ่งครอบครัวของพงศธรแวะมาหาผมที่บ้านเพื่อให้ช่วยเจรจาซื้อที่ดินแถวนี้ เพราะผมเป็นข้าราชการและเป็นคนในถิ่นนี้ ครอบครัวของพงศธรติดต่อราชการบ่อย เลยรู้จักกัน เขาเป็นนักธุรกิจในจังหวัด แล้วพงศธรผู้เป็นลูกชายก็เกิดชอบวราภรณ์ หลังจากวราภรณ์กลับไปแล้ว พ่อแม่ของพงศธรก็มารบเร้าเรื่องนี้กับผมบ่อยครั้ง ผมก็ได้แต่บอกว่าแล้วแต่ลูกสาว แต่เขาก็มารบเร้ากับผมหนักขึ้น บางทีผมก็อาจจะเห็นแก่ตัว และคิดว่าจะทำให้ลูกมีความสุข”
วิทิตหยุดพูด แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาคลอนัยน์ตา ชายสูงวัยเช็ดน้ำตาจนเหือดแห้งแล้ว จึงพูดต่อไปว่า
“ในที่สุดผมจึงกดดันลูกสาว เพราะเห็นว่าครอบครัวของพงศธรมีฐานะดี เป็นระดับเศรษฐีต้นๆ ของจังหวัด และพงศธรก็เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวด้วย ดังนั้นหากวราภรณ์ได้แต่งงานกับพงศธร วราภรณ์จะได้ไม่ลำบาก พงศธรก็มีอายุเท่ากัน ก็คงจะเท่ากับคุณด้วย”
“ครับ” จักรพูดได้แค่นั้น
จักรบรรยายความรู้สึกของตัวเองไม่ถูก แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในขณะนี้ก็คือ จักรยิ่งเจ็บปวดร้าวลึกลงไปอีกหลายเท่า
“หลังจากทั้งสองได้แต่งานงานกัน เออ...ผมรู้ว่าตั้งแต่วราภรณ์แต่งงานเธอไม่มีความสุขเลย แต่วราภรณ์ก็พยายามเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แต่คนเป็นพ่อย่อมสังเกตความรู้สึกของลูกได้ แล้ววราภรณ์ก็มีลูกชายกับพงศธรคนหนึ่ง แต่ว่าก็เหมือนโชคร้าย พ่อกับแม่ของพงศธรได้เห็นหน้าหลานเพียงสองปีเท่านั้น ก็เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุขณะที่พ่อกับแม่ของพงศธรไปเที่ยวด้วยกัน ตั้งแต่แต่งงานแล้ว วราภรณ์มักจะป่วยบ่อยครั้ง ผมรู้ว่าเธอตรมใจ เธอยังไม่ลืมคนที่เธอรัก จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วเธอป่วยหนักเป็นทั้งไข้และโรคปอดบวม จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อหกเดือนที่ผ่านมานี้เอง”
จักรไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ยังคงนิ่งเงียบ เหมือนกับว่าเขาไม่มีอะไรที่จะพูดอีกแล้ว รู้สึกสมองก็อื้ออึงไปหมด
“ก่อนเสียชีวิตประมาณสักครึ่งเดือน” วิทิตเริ่มเล่าต่อไป “วราภรณ์ขอร้องให้ผมส่งอีเมล์ถึงคุณ เธอเขียนข้อความทั้งหมดไว้แล้ว เหมือนกับว่าเธออยากจะส่งให้คุณจักรก่อนหน้านั้นในช่วงที่เธอป่วยไม่หนัก แต่ก็ดูเหมือนจะลังเล แล้วช่วงที่เธอป่วยหนัก ขณะที่อยู่กันสองคน วราภรณ์ก็ขอร้องผมให้ส่งให้คุณ วราภรณ์บอกอีเมล์ของเธอและรหัสผ่านพร้อมกับข้อความที่เธอเขียนไว้แล้วในจดหมายร่างที่ยังไม่ได้ส่ง เธอย้ำกับผมว่าต้องส่งให้คุณหลังจากเธอเสียชีวิตแล้วหกเดือน เธอบอกว่า กลัวคุณจะรับไม่ได้ เวลาผ่านไปนานแล้ว คุณคงทำใจได้ดีกว่า ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอมั่นใจอย่างนั้น”
วิทิตแอบมองใบหน้าของจักรแว่บหนึ่ง เห็นจักรขบกรามแน่น จักรเบือนหน้าไป น้ำตาของจักรซึมออกมาเล็กน้อย ต้องใช้หลังมือเช็ดน้ำตา
“ขอบคุณครับที่ช่วยเล่าเรื่องของวราภรณ์ให้ผมฟัง” จักรพยายามพูดให้น้ำเสียงเป็นปกติ
“ผมไม่คิดว่าคุณจักรจะมา”
“ผมเองก็ลังเลครับ” จักรพูดตามความจริง
“แต่คุณจักรก็มา วราภรณ์พูดถูกจริงๆ” ชายสูงวัยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน เหมือนกับสะทกสะท้อนในเรื่องราวทั้งมวลที่เกิดขึ้น
จักรไม่พูดอะไรอีก ทั้งที่เขาอยากจะรู้เรื่องราวมากมายของวราภรณ์ จักรคิดว่า คนเราเมื่อความตายมาเยือนทุกอย่างก็สิ้นสุด เพราะไม่อาจจะสื่อสารถึงกันได้แล้ว ชีวิตบนโลกก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีใครไม่เจ็บปวดแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตในวิถีใดก็ตาม
“คุณจักรอยากจะไปดูที่เก็บอัฐิวราภรณ์ไหมครับ”
“อยู่ที่วัดเหรอครับ” จักรถาม
“เปล่า” ชายสูงวัยปฏิเสธ “อยู่ใกล้ๆ นี้เอง เป็นที่ดินผืนหนึ่งที่พงศธรซื้อมาเพื่อเป็นที่เก็บอัฐิของเธอ เพราะเธอขอร้องกับพงศธรไว้ เธอชอบบรรยากาศบนเนินเตี้ยๆ นั้น ทุกครั้งที่เธอมาพักที่บ้านหรือแม้แต่ช่วงเด็ก เธอมักจะไปดินเล่นที่นั่น หรือวันที่เธอทุกข์ใจหลังจากแต่งงานแล้ว เมื่อกลับมาที่บ้านเธอก็จะไปเดินเล่นที่นั่น ถ้าคุณจักรจะไปผมก็จะพาไป”
“ครับ”
“งั้นรอผมแป๊บหนึ่ง”
ชายสูงวัยหายเข้าไปในบ้านชั่วครู่ก็กลับออกมาพร้อมกับธูปเทียน จักรเข้าใจในบัดดล
“ไปกันได้แล้วครับ” ชายสูงวัยพูด
จักรเดินลงไปก่อน ชายสูงวัยเดินตามลงไป
“เอารถผมไปก็ได้ครับ”จักรพูด
เมื่อจักรขับรถออกมาตามที่ชายสูงวัยบอก จักรก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะว่าชายสูงวัยบอกให้จอดรถตรงจุดที่อยู่ตรงข้ามกับจุดที่เครื่องยนต์ของจักรดับไปอย่างไม่รู้สาเหตุเมื่อขามานั่นเอง แต่จักรก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา
จักรขับรถข้ามไปจอดฝั่งเดียวกัน และจอดใกล้ๆ กับจุดที่เครื่องยนต์รถเขาดับนั่นเอง ทว่าขณะนี้จักรไม่ได้รู้สึดหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว จักรอาจจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
เมื่อลงจากรถ วิทิตก็เดินนำหน้าขึ้นไป จนกระทั่งบรรลุถึงโกฐที่บรรจุอัฐิของวราภรณ์ ผู้หญิงที่จักรรักสุดหัวใจ และจักรก็รู้ว่าเธอก็ยังคงรักเขาอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย
ทั้งวิทิตและจักรต่างจุดธูปเทียน และปักลงบนฐาน
“ไปสู่สุคติเถอะน่ะวราภรณ์ จะระลึกถึงตลอดไป” จักรพูดพร้อมกับน้ำตามของเขาไหลออกมาอย่างสุดระงับ
วิทิตเดินถอยห่างออกมาหลายก้าว เพื่อให้จักรสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น
..................
มุกรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในตัวเมือง อยากจะโทรศัพท์ไปหาจักร แต่เธอก็ไม่อยากรบกวน
มุกเห็นว่านั่งในร้านตั้งหลายชั่วโมงแล้ว จึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน พนักงานนำบิลมายื่นให้มุกและบอกราคา
“ไม่ต้องถอน” มุกพูดหยิบเงินส่งให้พนักงาน
“ขอบคุณมากค่ะ” พนักงานรีบกล่าวขอบคุณ
มุกถามถึงสถานที่น่าสนใจในตัวเมืองกับพนักงาน จากนั้นมุกก็ขับรถที่เธอเช่ามาออกไป เพราะให้นั่งอยู่อย่างนี้นานๆ มุกคงหงุดหงิดตาย
………….
ในขณะที่มิ้นท์ ซึ่งเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากลูกค้าต่างประเทศที่โทรมา ก็ดีใจจนบอกไม่ถูกเมื่อลูกค้าจากต่างประเทศสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่
“มิ้นท์ดีใจอะไร” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามขึ้น
“ลูกค้าต่างประเทศตกลงสั่งซื้อสินค้าของเราอีกล็อตใหญ่” มิ้นท์พูด “ถ้าพี่จักรรู้คงดีใจมากเลย”
มิ้นท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ก็ค้างไว้
“จะโทรบอกพี่จักรเลยดีไหมน่ะ” มิ้นท์คิดในใจ “อย่าเพิ่งเลย”
ในที่สุดก็วางโทรศัพท์มือถือของเธอลงวางไว้บนโต๊ะทำงานดังเดิม
..............................
จักรขับรถพาวิทิตกลับมาส่งที่บ้าน ซึ่งก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว จักรอยู่เป็นเพื่อนชายสูงวัยอีกพักใหญ่ เขารู้สึกว่า เมื่อได้คุยกัน เขากลับรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย ถ้าหากเป็นก่อนนี้จักรก็คงจะขุ่นเคืองที่บังคับให้วราภรณ์แต่งงานโดยเธอไม่ยินยอมพร้อมใจ
แต่เมื่อรับรู้ถึงความทุกข์ของชายสูงวัยแล้ว จักรกลับรู้สึกเห็นใจขึ้นมาแทนที่
“ขอให้เข้มแข็งนะครับ และก็รักษาสุขภาพด้วยน่ะครับ”
“ครับ ขอบคุณคุณจักรมากครับที่และมาเยี่ยม ถ้ามีโอกาสก็แวะมาได้นะครับ” ชายสูงวัยพูดขึ้นด้วยมิตรไมตรี
“ครับ ผมจะแวะมา”
ขณะนั้นมีรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ชายสูงวัยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เมื่อรถจอดแล้ว พงศธรก็พากรผู้เป็นลูกชายลงจากรถ พงศธรก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นรถของคนแปลกหน้าจอดอยู่ และเมื่อมองขึ้นไปที่ระเบียงเรือนก็พบชายคนหนึ่งนั่งคุยอยู่กับวิทิตผู้เป็นพ่อตา
“พงศธรมาพอดี พาลูกชายมาด้วย” ชายสูงวัยพูดขึ้น
จักรคาดเดาได้ในทันที จักรรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งเจ็บแปลบลึกๆ ในใจ
พงศธรพาลูกชายขึ้นมา แล้วกำลังจะเดินไปที่มุมระเบียงอีกด้านหนึ่ง
“มานั่งด้วยกันสิ พงศธร” วิทิตพูด
“เออ” พงศธรลังเล
“นี่คือคุณจักร เป็นเพื่อนของวราภรณ์” วิทิตแนะนำ
“อ้อ สวัสดีครับคุณจักร ยินดีที่รู้จักครับ” พงศธรกล่าวสวัสดีพลางยิ้มให้
“เช่นกันครับคุณพงศธร” จักรพูดและยิ้มให้กับพงศธร
“ลูกกร สวัสดีคุณลุงสิครับ” พงศธรพูดกับลูกชาย
กรยกมือไหว้จักรอย่างเขินๆ และจักรก็ยกมือรับไหว้ พร้อมกับยิ้มให้กับเด็กชาย
“วันนี้ไม่ได้ทำงานหรือ และกรก็ไม่ได้ไปโรงเรียน” วิทิตหันมาถามพงศธรในสิ่งที่ตนเองแปลกใจ
“อ้อ วันนี้พอดีพาแกไปธุระ พอเสร็จธุระแล้ว แกบอกว่าคิดถึงคุณตา ก็เลยแวะมานี่แหละครับคุณพ่อ”
จักรเห็นว่าควรจะกลับได้แล้ว จึงรีบขอตัวกลับ
“งั้นผมคงต้องขอตัวกลับเลยน่ะครับคุณลุง”
“ตามสบายครับ ถ้ามาแถวนี้วันไหนก็แวะมาเยี่ยมกันบ้างน่ะครับ” วิทิตพูด
“ครับ”
ต่อมาจักรบอกลาพงศธร และกรผู้เป็นลูกชาย ก่อนจะขับรถออกจากบ้านของวราภรณ์
จักรสังเกตเห็นสีหน้าของพงศธรมีสีหน้าที่บรรยายไม่ถูก เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนวราภรณ์ จักรไม่รู้ว่าพงศธรจะคิดอย่างไร แต่จักรก็คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ผ่านไปแล้ว สิ่งที่ผ่านเลยมันก็เป็นเหมือนหมอกควัน
เมื่อขับรถผ่านบริเวณโกฐของวราภรณ์ จักรก็มองขึ้นไปและกดแตรรถเพื่อเป็นการบอกลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตามของจักรซึมออกมาและไหลลงอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว
…………………..
กลับเข้าสู่ตัวจังหวัด จักรจึงถือโอกาสขับรถตระเวณไปทั่วตัวเมือง จักรอยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก จึงยังไม่โทรศัพท์หามุก
จนกระทั่งสี่โมงเย็นแล้ว จักรจึงแวะเข้าไปนั่งที่ร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านอยู่ริมถนน อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เขาพักเมื่อคืนนี้ แต่อยู่ถนนคนละเส้น ร้านนี้เป็นร้านที่มีบรรยากาศโล่งๆ มีลูกค้านั่งอยู่ก่อนแล้วหลายโต๊ะ
จักรสั่งเบียร์และกับแกล้มสองอย่าง ไม่นานนักพนักงานก็นำเบียร์มาเสิร์ฟก่อน
จักรค่อยๆ จิบเบียร์ พลางมองดูรถและผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา แต่ในใจของจักรยามนี้กลับเงียบเหงาเหมือนกับอยู่คนเดียวในโลก แม้ว่าจะมีมุกที่ตามเขามาถึงที่นี่ก็ตาม แต่จักรกลับไม่ได้ต้องการ ถ้าหากมุกไม่ตามมาจะดีกว่านี้ เพราะขณะนี้จักรไม่อยากจะคุยกับใคร อยากจะอยู่กับตัวเองอย่างนี้ ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักอย่างนี้
ขณะนั้นกับแกล้มที่เขาสั่งไว้ก็นำมาเสิร์ฟ แต่จักรยังไม่ได้แตะต้องกับแกล้มนั้น เขายังคงจิบเบียร์ไปเรื่อยๆ และคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
บัดนี้ สิ่งที่ค้างคาใจของจักรก็กระจ่างหมดแล้ว คนที่เขารักก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว มันเป็นความเจ็บปวดลึกๆ และคล้ายกับเขากำลังเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับสิ่งที่เขายึดมั่นอยู่ในโลกนี้ได้สูญสลายไปสิ้นแล้ว
ขณะนั้นมุกโทรศัพท์เข้ามา ถามว่าจักรอยู่ที่ไหน จักรอธิบายที่อยู่ของร้าน ซึ่งมุกพอเดาออกว่าอยู่ที่ไหนเพราะใกล้กับโรงแรมที่พักเมื่อคืนนี้
..............
ส่วนมุก เมื่อคุยโทรศัพท์กับจักรแล้ว รีบเดินออกจากห้างไปที่จอดรถ เพราะเธอไม่รู้จะไหนในขณะที่รอจักร จึงแวะเข้าเดินเที่ยวในห้าง เมื่อไปถึงรถก็รีบขับรถไปหาจักรในทันที มุกคิดว่ามันเป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ เพราะว่าเหมือนเธอได้มาพักผ่อนด้วยกันอย่างไม่คาดคิด แม้ว่าจักรจะค่อนข้างเย็นชากับเธอ แต่เธอก็ยังไม่เห็นจักรอยู่กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนนับจากที่รู้จักและคบกันมาสองปี แต่ภาพของผู้หญิงชุดขาวคนนั้นก็แว่บเข้ามาในห้วงนึก ทำให้มุกรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาชั่วขณะ แต่มุกก็สลัดความคิดนั้นออกไป บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ บางทีเธออาจจะตาฝาดไปก็ได้
มุกขับรถไปอย่างมีความสุข แม้ว่าจักรจะไม่รอหรือโทรหาเธอก่อนที่จะเข้าไปนั่งรับประทานอะไรที่ร้านนั้น มุกก็ไม่รู้สึกขุ่นเคืองอะไร เพราะมุกรู้ว่าจักรมักจะชอบอยู่กับตัวเองและดื่มเบียร์คนเดียว
มุกขับรถเข้าไปจอดบริเวณที่ร้านจัดไว้เป็นที่จอดรถ จากนั้นเดินตรงเข้าไปที่ร้าน พร้อมกับสอดส่ายสายตามองหาจักรว่าอยู่ตรงไหน
แล้วมุกก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นจักรนั่งดื่มเบียร์อยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน แต่สิ่งที่ทำให้มุกต้องตกใจก็คือ มุกเห็นผู้หญิงนั่งอยู่กับจักร เป็นผู้หญิงชุดขาวคนหนึ่ง แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่มุกเห็น ท่าทางของผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับเป็นคนรักกับจักร
มุกเดินหลบออกมา แล้วเดินตรงมาที่รถ น้ำตาของมุกไหลพรากลงอาบแก้ม รีบเปิดกุญแจรถและเปิดประตูรถเข้าไป จากนั้นฟุ๊บหน้าลงบนพวงมาลัยแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจ
“ที่แท้พี่จักรนัดผู้หญิงไว้จริงๆ คงต้องการจะแนะนำให้รู้จัก” มุกพูดกับตัวเองขณะที่ยังร้องไห้
หัวใจของมุกคล้ายกับแหลกสลายไปหมดแล้ว มุกไม่กล้าพอที่จะเดินเข้าไปหาจักร เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ มุกเช็ดน้ำตาจนแห้งแล้ว จึงขับรถออกไป มุกยังไม่รู้จะไปไหน
“กลับกรุงเทพฯ” ในที่สุดมุกตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
ขณะนั้นจักรโทรศัพท์เข้ามา มุกมองดูโทรศัพท์อยู่สักครู่จึงรับสาย
“มุกอยู่ที่ไหน มาถูกหรือเปล่า” จักรถามมา
“พี่จักรอยู่กับผู้หญิงคนนั้นให้มีความสุขเถอะนะคะ อย่าห่วงมุกเลย มุกจะกลับกรุงเทพฯแล้ว”
มุกพูดพร้อมกับปิดโทรศัพท์มือถือของเธอในทันที น้ำตาเธอไหลพรากลงอีกครา
....................
เมื่อมุกกดตัดการสนทนาไป จักรรีบโทรศัพท์หามุกอีกครั้ง แต่มุกปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว จักรไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มุกโกรธเขาเรื่องอะไร เพราะเมื่อสักครู่ก็ยังพูดกันอยู่ดีๆ จักรงงไปหมดแล้ว ความตั้งใจที่จะนั่งจิบเบียร์เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายถูกเรื่องของมุกเข้ามาทำลายลงไปในทันที แต่จักรก็กระดกแก้วเบียร์ติดต่อกับหลายครั้ง แต่เป็นการดื่มเพราะความเครียดเข้ามาแทนที่
จักรนั่งจมอยู่กับตัวเองอย่างไม่รู้ที่จะทำอะไร แล้วจักรก็นึกถึงคำพูดของมุกคำหนึ่งก่อนที่มุกจะปิดโทรศัพท์มือถือว่า
“มุกจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว”
จักรคิดว่าเวลานี้ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะตีตั๋วกลับกรุงเทพฯ เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว จักรจึงรีบเรียกพนักงานของร้านมาเก็บเงิน หลังจากจ่ายเงินแล้วจักรรีบเดินไปที่รถ แล้วขับรถออกไป จักรก็นึกได้ว่า เขาไม่รู้ว่าสนามบินไปทางไหน จึงถามคนริมทาง จากนั้นรีบขับไปตามถนนที่คนเขาบอก
เมื่อถึงสนามบิน จักรเดินตามหามุก แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของมุก จักรเดินไปจนทั่วหลายรอบก็ไม่พบ
“หรือจะไปที่สถานนีขนส่ง” จักรคิด
จากนั้นเดินไปที่รถแล้วขับออกไปที่สถานีขนส่งซึ่งเขารู้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะขณะที่เขาขับรถตระเวณขณะที่กลับจากบ้านของวราภรณ์นั้นเขาเห็นแล้วว่าอยู่ตรงไหน
จักรรู้ว่าไม่มีทางที่มุกจะกลับด้วยรถประจำทาง แต่ในขณะนี้เขาไม่รู้จะทำอย่างไร การที่แวะไปดูที่นั่นก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เมื่อจักรไปถึงสถานีขนส่งและเดินหามุกจนทั่วก็ไม่พบกับมุกอีกเช่นกัน จักรจึงเดินไปนั่งลงตรงที่นั่งรอผู้โดยสาร พลางมองหาไปทั่วอีกรอบ จากนั้นลองโทรศัพท์เข้ามือถือของมุกอีกครั้ง แต่โทรศัพท์ของมุกก็ยังปิดอยู่เช่นเดิม
“มันเกิดอะไรขึ้นนะ” จักรคิดไปมาอย่างไม่เข้าใจ
ครู่ต่อมา จักรจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง จากนั้นเดินกลับมาที่รถ เมื่อเข้านั่งข้างในรถแล้ว จักรตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี
“ในเมื่อมุกตั้งใจจะหลบเลี่ยง เธอก็ไม่ยอมพบเราอยู่แล้ว ต่อให้เธออยู่ที่สนามบินเธอก็ไม่ยอมให้เจอตัวอยู่นั่นแหละ” จักรคิดในใจ
…………….
จริงดังที่จักรคิด มุกหลบอยู่ด้านนอกอาคารผู้โดย และก็มองเห็นจักรเข้ามาที่นี่ หลังจากมุกขับรถออกจากร้านที่จักรนั่งดื่มเบียร์อยู่นั้น มุกก็รีบเอารถไปคืนและจ้างรถรับจ้างไปส่งที่สนามบิน เมื่อซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็ออกมาอยู่ข้างนอก เพราะมุกคิดว่าอย่างไรเสียจักรต้องตระเวณหาเธอ
มุกน้ำตาซึมออกมาอีกครั้ง เมื่อคิดไปถึงภาพที่เธอเห็น
“พี่จักรนะพี่จักร”
มุกคิดในใจอยู่คนเดียว แต่ก็ปวดแปลบไปถึงข้างใน
“นับแต่นี้ต่อไปเราก็อย่าได้เจอกันอีกเลย”
มุกคิดในใจหลังจากที่เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ก็อดที่จะสะอื้นไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวไม่ได้

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:30:38 น.  

 

ตอนที่ ๗
จักรขับรถออกจากสถานีขนส่ง ขับไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ขณะนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ฝนเริ่มตกลงมาเบาๆ
“เราจะค้างคืนที่นี่ดีไหมนะ” จักรคิดอย่างสับสน
ถ้าหากไม่เกิดเรื่องอย่างนี้ จักรก็จะค้างคืนที่นี่ เปิดห้องให้มุกพักห้องหนึ่งและก็พาเธอเที่ยวนี่สักคืน แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จักรก็ตัดสินใจไม่ถูก
จักรชะลอรถและจอดรถที่ริมถนนซึ่งเป็นถนนเส้นที่จะตรงไปยังโรงแรมที่จักรพักเมื่อคืน จากนั้นจักรโทรศัพท์ไปหามิ้นท์
“สวัสดีค่ะพี่จักร” เสียงสดใสของมิ้นท์ดังมา
“งานเป็นไงบ้าง”
“เรียบร้อยดีค่ะ และก็มีข่าวดี ลูกค้ารายหนึ่งสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ค่ะ ตอนแรกว่าจะอุบไว้ให้พี่จักรกลับมาค่อยบอกจะได้ตื่นเต้น” มิ้นท์พูดอย่างอารมณ์ดี
จักรเองก็ดีใจและรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดที่ได้ยินเสียงของมิ้นท์ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่สำหรับจักร เขาเองก็แปลกใจในความรู้สึกนี้ของตัวเอง
“ดีแล้ว พี่กลับไปจะฉลองกัน”
“เดินทางปลอดภัยน่ะค่ะพี่จักร”
“ครับ”
จักรคุยโทรศัพท์กับมินท์แล้วทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น และเขาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของมิ้นท์ที่มีต่อเขาอย่างจริงใจ
ภาพของใบหน้าของมิ้นท์ลอยอยู่ในห้วงมโนภาพของจักร ใบหน้าที่บางครั้งก็เข้มบางครั้งก็อ่อนหวานของมิ้นท์เป็นภาพที่เขาอยากจะเห็นในยามนี้
“เราเป็นอะไรของเรานะ ทำไมเราคิดแบบนี้” จักรคิดขัดแย้งขึ้นมา
เมื่อเขานึกถึงสถานภาพระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง กิริยาทุกอย่างของมิ้นท์ที่แสดงออกมา เธออาจจะแสดงออกมาในฐานะของลูกจ้างของเขาเท่านั้น หากจักรคิดอะไรเกินเลยอาจจะกระทบกับงานได้
จักรรู้สึกผิดขึ้นมาในทันที แต่ขณะนี้เขาก็อยากจะเห็นใบหน้าเธอจริงๆ
“เราน่าจะกลับดีกว่า แม้ไม่ชินกับถนนก็ค่อยขับไปเรื่อยๆ ดีกว่า ในเมื่อเราอยู่ที่นี่คืนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว”
ในที่สุดจักรก็ตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ก่อนออกจากตัวจังหวัด จักรขับรถแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อล้างหน้าล้างตา และนั่งจิ๊บกาแฟร้อนถ้วยหนึ่ง จักรเพิ่งจะดื่มเบียร์ไปแค่ขวดกว่าๆเท่านั้นเองก่อนที่จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ซึ่งไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการขับรถของจักร
เมื่อจักรขับรถออกนอกเขตตัวเมืองก็มืดแล้ว ฝนยังคงตกเบาๆ ทำให้จักรต้องขับรถอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
จนกระทั่งขับมาถึงทางที่โค้งและเป็นเนินเขา จักรเห็นรถคันหนึ่งวิ่งแซงขึ้นมาและเปิดไปหน้าสูง ไฟหน้ารถพุ่งแยงนัยน์ตาของจักรจนพร่าเลือน รถคันนั้นรีบหักเข้าช่องทางจราจลของตนเอง แต่จักรกลับตกใจและนัยน์ตาพร่าเลือน เขาหักรถหลบเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่ถนนลื่นจักรตกใจจนสุดชีวิต
รถของจักรลื่นไถลและพุ่งลงไปที่ข้างถนน ดวงตาของจักรเหลือกลาน และจักรรู้สึกเหมือนกับร่างของเบาเบาหวิว ล่องลอยไปในอากาศธาตุที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลง
................
จักรรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองเดินอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่เขาไปไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนเขากำลังอยู่ในอุทยานสักแห่งหนึ่ง มีหมอกควันสีขาวลอยล่องอยู่ทั่วไป บริเวณโดยรอบเป็นสวนดอกไม้ ส่งกลิ่นหอมหวน จักรเดินอยู่บนถนนภายในอุทยานดอกไม้เหล่านี้ด้วยความงวยงง
เมื่อมองไปข้างหน้า จักรก็เห็นร่างของใครคนหนึ่งยืนหันหลังให้กับเขา ร่างนั้นอยู่ในชุดสีขาวปล่อยผมยาวสยาย จักรรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง จักรรีบเดินไปที่ร่างนั้น
ทว่าร่างนั้นก็เดินอย่างเชื่องข้างไปข้างหน้า จักรเดินตามอย่างรวดเร็ว ทว่าจักรกับพบว่าเขาไม่สามารถจะเดินตามร่างนั้นได้ทัน ระยะห่างก็อยู่เท่าเดิม แม้จะเพิ่มระดับความเร็วขึ้น
ครู่ต่อมา ร่างนั้นก็เดินมาถึงริมน้ำกว้างใหญ่ แล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จักรมองผ่านม่านหมอกไปก็พบว่า เหนือริมน้ำใกล้กับที่ร่างนั้นยืนอยู่มีปราสาทหลังใหญ่สวยงามหลังหนึ่ง ริมน้ำฝั่งตรงข้ามมีฉากภูเขาที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจีสวยงามราวถูกเนรมิตรขึ้นมา มีเมฆลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ เป็นบรรยากาศที่งดงามอย่างที่จักรไม่เคยเห็นมาก่อน
จักรเดินเข้าไปหาร่างที่อยู่ในชุดขาวนั้นจนห่างกันไม่ถึงสี่ก้าวจักรก็หยุดยืน แล้วร่างนั้นก็หันหน้ามาหน้าจักร
จักรตกตะลึง เมื่อเห็นร่างนั้นถนัดชัดตา จักรทั้งดีใจและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ร่างนั้นก็คือวราภรณ์ผู้เป็นคนรักของเขานั่นเอง
รูปร่างหน้าตาผิวพรรณของวราภรณ์ยังคงผุดผ่องราวกับอยู่ในวัยสาวแรกรุ่น
“ดีใจมากที่พบคุณวราภรณ์”
วราภรณ์ยิ้ม แล้วพูดว่า
“ฉันก็ดีใจเหมือนกันคะจักรที่ได้พบกันอีกครั้ง ความจริงฉันรอคุณมาตั้งนาน และไม่คิดว่าคุณจะแวะมาหาฉันและยิ่งไม่คิดว่าจะพบกันอีกที่นี่”
“ที่นี่คือที่ไหน” จักรถามอย่างสงสัย แต่เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลับอะไรเลย เพราะเขามีวราภรณ์อยู่ใกล้ๆ
“เป็นที่ที่คนบนโลกมาไม่ถึง” วราภรณ์พูด
“หรือว่า ผมก็ตายไปแล้ว” จักรพูด
แต่จักรก็ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ในเมื่อเขาได้อยู่ใกล้วราภรณ์ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม เขาพร้อมยอมรับอย่างยินดี วราภรณ์ไม่ตอบในคำถามของจักร แต่วราภรณ์พูดต่อไปว่า
“มันเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม บางทีถ้าฉันไม่ขอร้องให้คุณพ่อส่งอีเมล์ไปหาจักร จักรก็คงไม่ประสบเหตุการณ์อย่างนี้”
“ถึงจะเป็นเคราะห์ ขอเพียงแค่พบคุณและได้อยู่ใกล้คุณผมก็มีความสุขแล้วครับวราภรณ์”
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เพราะมันเป็นเคราะห์กรรมอย่างไรล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพบหรือการจากก็ตาม”
“ผมไม่เข้าใจ”
“เคราะห์กรรมที่จักรต้องประสบอุบัติเหตุอย่างนี้ เพราะเรายังมีกรรมที่จะได้พบกันอีก แต่จักรก็ต้องเจ็บปวดอย่างสาหัส จากการที่เราได้พบกัน”
“ผมไม่กลัว ขอเพียงแต่ได้พบคุณวราภรณ์”
“แต่ว่ามันก็เป็นครั้งสุดท้าย ฉันยังไม่รู้ว่าต่อไปฉันจะไปสู่จุดไหนต่อไป การที่เราได้พบกันมันก็เป็นเคราะห์กรรม เพราะเราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ และเมื่อพบกันอีกคุณก็เจ็บป่วยแสนสาหัส เพราะฉะนั้น ในเมื่อมันเป็นเคราะห์กรรมอย่างนี้ ถ้าหากจักรรักใครหรือไม่รักใครจักรก็ควรที่จะบอกเขาตรงๆ อย่าให้เขาเข้าใจผิดหรือต้องทรมานใจ เพราะนั่นมันจะทำให้ไม่มีความสุข เหมือนกับคุณกับฉันไงล่ะจักรและก็รวมถึงพงศธรด้วย”
“ผมไม่เข้าใจ”
“ผู้หญิงที่มากับคุณ หากไม่ได้รักเธอก็บอกตรงๆ อย่าทำให้เธอเข้าใจผิดว่าคุณมีใจให้ เพราะจะทำให้เขาทรมานใจ และถ้าจักรชอบใครจริงๆ ก็บอกเขาตรงๆ”
“ผมรักคุณไงวราภรณ์และจะอยู่กับคุณตลอดไป”
“มันเป็นไปไม่ได้ เราอยู่คนละภพกันแล้ว คุณกลับไปเสียเถอะจักร พ่อแม่คุณ ลูกน้องคุณ และคนที่รักคุณเขารอคุณอยู่ด้วยความทุกข์ทรมานใจอยู่ในขณะนี้”
พูดจบ วราภรณ์ก็เดินหายเขาไปภายในปราสาทหลังใหญ่อันสวยงามนั้น จักรวิ่งตามเข้าไป แต่แล้วก็มีลมหอบใหญ่พัดมาปะทะกับร่างของจักร จนกระทั่งร่างของจักรลอยเคว้งคว้งอยู่กลางอากาศธาตุ
“วราภรณ์” จักรตะโกนก้อง
ทว่า ริมฝีปากของจักรแค่เพียงขยับอย่างยากเย็น
“พี่จักรฟื้นแล้ว” เสียงอันคุ้นเคยดังอยู่ข้างๆ หูของจักร
เมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นใบหน้าของมิ้นท์ผู้เป็นลูกน้องของเขานั่นเอง แล้วมองไปรอบๆ ก็พบว่าพ่อกับแม่ของเขาที่อยู่ต่างจังหวัดก็มายืนอยู่ข้างๆ เขา
จักรก็รู้สึกว่า ตัวเนื้อตัวชาและปวดแปลบไปทั่วทั้งตัวชั่วขณะในทันทีที่เขารู้สึกตัวขึ้นมา และจักรก็พบว่ายังไม่สามารถจะขยับตัวได้ในทันที ทว่าต่อมามือทั้งสองข้างเขาขยับไปมาได้แล้ว แม้จะยังมีอาการปวดอยู่บ้างในบางครั้ง
“ลูกฟื้นแล้ว”
พ่อกับแม่ของจักรพูดขึ้นเกือบพร้อมกัน ทั้งสองน้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความดีใจที่ลูกชายฟื้นแล้ว
“พี่จักรหมดสติไปสองอาทิตย์กว่าเลยคะ” มินท์พูด
“ได้หนูมิ้นท์แวะมาดูแลจักรทุกวันหลังเลิกงาน และวันหยุดก็มาดูแลจักรเกือบทั้งวัน” แม่ของจักรพูดขึ้น
“ใช่แล้วลูก หนูมิ้นท์เขามีน้ำใจจริงๆ” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นบ้าง
“ขอบใจมากนะมิ้นท์” จักรพูดเบาๆ
พร้อมกับสบตาของมิ้นท์อย่างลึกซึ้ง มิ้นท์เขินอายจนหน้าแดง ไม่รู้ที่จะพูดอะไร
พ่อแม่ของจักรไม่รู้ความสัมพันธ์กับคนทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง แต่สองสามีภรรยาก็สบตากันแล้วเดินออกไปข้างนอกห้อง เพราะเห็นว่าลูกชายปลอดภัย ไม่มีอะไรให้น่าห่วงอีกแล้ว
“มิ้นท์” จักรพูดขึ้นอีก
ตอนนี้จักรมีเรี่ยวแรงที่จะพูดได้ดีขึ้นแล้ว
“ค่ะพี่จักร”
“มิ้นท์จะรังเกียจไหม ถ้าพี่จะบอกมิ้นว่า” จักรพูดพลางสบตามิ้นท์
ขณะเดียวกัน จักรขยับมือไปจับมือของมิ้นท์ที่วางอยู่บนขอบเตียง มิ้นท์ตกใจจนเนื้อตัวเย็นเฉียบ แต่ก็ไม่ได้ชักมือหนี
“คะ” มิ้นท์พูดได้แค่นั้น
มิ้นท์หน้าแดงระเรื่อขึ้นเพราะนอกจากจักรจะจับมือของเธอจนเธอตั้งตัวไม่ทันแล้ว มิ้นท์ยังมองเห็นดวงตาที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งของจักร ซึ่งมิ้นไม่เคยเห็นมาก่อน
“พี่รักมิ้นท์ และอยากจะขอมิ้นท์แต่งงาน”
“คะ” มิ้นท์พูดไม่ออก
น้ำตาแห่งความดีใจของมิ้นท์เอ่อล้นอยู่ที่ดวงตา ทั้งดีใจทั้งเขินอาย
“มิ้นท์ก็รักพี่จักรค่ะ” มิ้นท์พูด
“มิ้นท์ พี่ก็รักมิ้นท์มานานแล้ว” จักรพูด
แล้วทั้งสองก็สบสายตากันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น


จบบริบูรณ์

เอง อดิศร

 

โดย: huaboonsan 15 สิงหาคม 2558 23:31:02 น.  

 

 

โดย: รวยระรินกลิ่นชา 19 ตุลาคม 2558 14:41:07 น.  

 

 

โดย: huaboonsan 29 ตุลาคม 2558 19:16:46 น.  

 

สุดยอดทุก บทกวี

 

โดย: เอ๋ สกลนคร IP: 1.4.160.229 28 กรกฎาคม 2559 9:33:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
huaboonsan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





.....มีความฝันเป็นเรือ
ล่องลอยไปในทะเล
แห่งกาลเวลา............

Friends' blogs
[Add huaboonsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.