::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
21 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
★ชวนกันไปดูเทศกาลหนังญี่ปุ่น...“Yunagi City, Sakura Country”





ตั้งแต่สอบเอนท์เสร็จเมื่อสี่ปีก่อน ก็ลืมรายละเอียดยิบย่อย ตัวเลขยึกยือ ชื่อเมือง และชื่อคนเป็นร้อยในหนังสือสังคม และประวัติศาสตร์สงครามโลกไปหมดสิ้น

จะจำได้ก็แค่เรื่องใหญ่โต อย่างระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ขนใส่เรือบิน “เด็กอ้วนกับชายน้อย” หรือ “เด็กน้อยกับชายอ้วน” (อะไรทำนองนั้น) ไปเขวี้ยงใส่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ แรงระเบิดก่อให้เกิดความร้อนที่อุณหภูมิมหาศาล (ที่ฉันไม่ทราบเป็นหน่วยเซลเซียส - - หรือจะเป็นหน่วยอื่นก็ไม่ทราบค่ะ) เมื่อวันที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ นักบินชื่ออะไรก็ไม่รู้…

แทบไม่หลงเหลืออะไรเลยจากการท่องจำประวัติศาสตร์ครั้งนั้น รู้แค่เพียงว่า ตอนนั้นอ่านหนังสือแล้วเห็นใจญี่ปุ่นจัง อยู่ดีๆ ก็โดนบึ้มทำเอาคนตายไปหลายแสน แต่ก็ไม่ได้เกลียดอเมริกา เพราะตอนหลัง ในหนังสือเรียนก็มาหักมุมว่า อเมริกานี่แหละ ที่ไปช่วยทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาแบบก้าวกระโดดขึ้นมาได้แบบทุกวันนี้

จากผู้ร้าย กลายมาเป็นพระเอก…ว่างั้น

ตอนนั้นคิดว่า รู้ไปก็เท่านั้น เพราะฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าชาติไหนเขาจะเป็นยังไง ก็หนังสือเรียนเขาก็บอกเอาไว้แค่นั้นนี่หว่า แถมตอนนี้ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เค้าก็คืนดีกันแล้ว ญี่ปุ่นเองก็ดูมีความสุขดี ประเทศเค้าเจริญจะตาย แถมยังชอบส่งดาราหน้าใสมาให้สาวไทยกรี๊ดๆ กันอีก คิดไปว่า ช่างเขาเถอะ ไม่ต้องไปเข้าใจเขาหรอก ประเทศตัวเองหรือก็เปล่า…

นี่ฉันคงเป็นเหยื่อของระบบการศึกษา และตำราเรียนของไทยเข้าจริงๆ...





จนวันนี้ ได้เข้าไปดู “Yunagi City, Sakura Country” (Town of Evening Calm, Country of Cherry Blossoms) หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น ปี 2009 ที่ยกเอา “ซากุระ” มาเป็นธีมสำหรับเลือกหนังมาฉาย ก็เลยทำให้ฉันได้มีโอกาสสังคายนาความรู้ และทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นเสียใหม่

เหตุผลหลักที่นำฉันไปยืนต่อคิวยาวเฟื้อยเพื่อรับตั๋วหนังเรื่องนี้ คือ เพราะมันเป็น “หนังญี่ปุ่น” และอีกประการสำคัญคือ เพราะ “เรนะ ทานากะ” (Tokyo Marigold, A day on the Planet และ ยัยตัวร้ายเวอร์ชั่นซีรีส์ญี่ปุ่น) ฉันไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้มาก่อนดู เป็นแนวอะไรก็ไม่รู้ ผู้กำกับเป็นใครไม่รู้จัก แค่รู้ว่ามีเรนะอยู่ในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ ก็พอแล้วล่ะที่จะเข้าไปนั่งดู
 



หนังเล่าเรื่อง “หลัง” เหตุการณ์ทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิม่า แน่นอนว่าตัวละครทุกตัวคือ ผู้ “รอด” ชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เมืองที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้คนก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายใต้ความเงียบงัน และความสุขสงบเหล่านั้น มันยังมีความทุกข์เศร้าหลงเหลือ

เพราะมันเป็นหนังญี่ปุ่น ที่ถูกสร้างมาจากนิยายภาพของคนญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน ดังนั้น มันก็คงสามารถเป็นตัวแทนของ “ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้แพ้” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็มักจะเขียนให้ตัวเองอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ ฝ่ายตรงข้ามคือผู้ร้ายที่มารังแกเราอย่างไม่มีเหตุผล และพรรณนาความทุกข์ยากที่ได้รับจากการถูกกดขี่ครั้งนั้น

แต่เท่าที่ฉันรู้สึก หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาดังที่กล่าวมาทั้งหลายข้างต้น แต่มันกลับสวนกระแสด้วยการ ประกาศความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติญี่ปุ่น ออกมาแบบ ชัดเจน สุดๆ






หนังไม่มีฉากฟูมฟาย ร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต หรือสวดอ้อนวอน ตัดพ้อพระเจ้าทำนองว่า เรื่องแบบนี้ทำไมต้องเกิดขึ้นกับฉัน หากแต่มันแสดงให้เห็นถึง “ความพยายามที่จะมีชีวิต” ของผู้คนที่เหลือแค่ลมหายใจติดตัวท่ามกลางซากเมืองที่ยับเยิน ฉากการอาบน้ำใน “เซนโต” (ห้องอาบน้ำรวมของญี่ปุ่น) เราได้เห็นบาดแผลเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปรากฏบนร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิงทุกคนในนั้น ทำให้เรารู้ว่า เรื่องในวันนั้นมันลืมกันไม่ได้ง่ายๆ

นอกจากแผลเป็นบนร่างกาย ที่เป็นเสมือนไทม์แมชชีนพาเจ้าของแผลข้ามเวลากลับไปทุกครั้งที่มองเห็นมันแล้วนั้น ยังมี “บาดแผลที่มองไม่เห็น” เป็นกากตะกอนเคมี ผลกระทบที่แม้แต่ผู้สร้างเองก็นึกไม่ถึง ซ่อนตัวอยู่ในชีวิตของผู้รอดทั้งหลาย และเมื่อถึงวันที่มันแสดงพลานุภาพ ก็จะมีจำนวนเหยื่อของสงครามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต สิ่งนี้เองที่ทำให้สงครามไม่เคยจากไปไหน ความเศร้าสร้อยยังคงไหลเวียนอยู่ในระบบเลือด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หนังก็ยังทำให้เรารู้สึกอยู่ดีว่า ถึงจะอย่างไร ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตามีชีวิตอยู่ต่อไป…





และด้วยลักษณะของคนญี่ปุ่นที่เป็นพวก “เก็บความรู้สึก” ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะฟูมฟาย การพยายามอย่างหนักเพื่อทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่า คือสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำ


หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้ใครสงสาร หรือเห็นใจเหยื่อสงคราม และคนญี่ปุ่น แต่มันกลับบอกถึงความภาคภูมิใจ ของความพยายามที่จะมีชีวิตของผู้ที่ยังอยู่ เพื่อสนองคำสั่งเสียของผู้ที่จากไปก่อนที่ว่า “มีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อฉันนะ” และการเปรียบชีวิตกับต้นซากุระ ที่แม้ความหนาวเหน็บแห้งแล้ง จะทำให้พวกมันเหลือเพียงกิ่งก้านว่างเปล่า แต่เมื่อความอบอุ่นเข้ามาเปลี่ยนผลัด ดอกสีขาว สีชมพูก็จะค่อยๆ ออกช่อผลิบานจนเต็มต้น เป็นสัญญาณที่บอกถึงการ “เริ่มต้นใหม่”






ดังนั้น สำหรับฉัน การเลือกหนังเรื่องนี้มาเป็นหนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นปีนี้ จึง “เหมาะสม” ที่สุดแล้วสำหรับการทำหน้าที่บอกความคิด ลักษณะนิสัย และอุดมการณ์ความเป็นชาติ มันคือการประกาศความภาคภูมิใจในชาติ ให้คนต่างชาติที่เข้าไปชมหนังได้รู้สึก





เหมือนเรากำลังได้ยินเสียงตะโกนดังๆ มาจากหมู่เกาะที่ใครก็เรียก “แดนอาทิตย์อุทัย” ได้ความว่า

“นี่แหละ ฮิโรชิม่า เมืองแห่งแสงอบอุ่นในยามโพล้เพล้”
“นี่แหละ ญี่ปุ่น ประเทศแห่งดอกซากุระที่เบ่งบาน”



“นี่แหละ ประเทศของพวกเรา”






...(อันนี้เสริม พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ค่ะ)...

เคยอ่านบทความของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่เขียนเอาไว้เกือบสิบปีก่อน) พูดเกี่ยวกับเมืองฮิโรชิม่า ว่าคนญี่ปุ่นเองเนี่ย ถ้าเลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยงคนจากเมืองนี้อยู่เหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจใน “สารตกค้าง” เลยทำให้คนในเมืองนี้ก็จะแต่งงานกันเอง แล้วก็มีครอบครัวกันภายในเมือง ซึ่งประเด็นนี้ก็มีแทรกอยู่ในหนังเหมือนกันนะคะ…

อ้อ อายาเสะ ฮารุกะ (ผู้มีแตงโมเป็นของตัวเอง - - ขวัญใจของผู้เขียน) เป็นคนฮิโรชิม่านะ…เอ๊ะ แล้วจะบอกทำไม?


.....................


(เรื่องเล่าระหว่างหนัง…)

เรื่องมันมีอยู่ว่า ที่นั่งข้างๆ ฉันเป็นหนุ่มญี่ปุ่นหัวใจโลนลี่คนหนึ่ง และถัดไปจากนั้นก็เป็นคุณลุงแซม เข้าของเดอะวีคเคสท์ ฮาร์ท เราสามคนจึงนั่งติดกันโดยที่ต่างคนต่างก็มาคนเดียว (และคนจะเชื้อชาติด้วย)

ตอนท้ายๆ เรื่อง มีเสียง ติ๊ดๆๆๆๆ ดังขึ้นมา ฉันเข้าใจว่าน่าจะเป็นเสียงนาฬิกาข้อมือที่ใครซักคนตั้งเอาไว้ ที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัวเจ้าของ

จนพี่หนุ่มปลาดิบแกคงทนไม่ไหว หันไปข้างๆ หาคุณลุงแซม เพื่อจะบอกให้ช่วยทำอะไรกับเสียงที่มาจากตัวแกที

แต่…คุณลุงแซมแกหลับอยู่



ก็เลยกลายเป็นว่า ลุงแซมแกมาปล่อยระเบิดเวลาเอาไว้ ทำเอาพี่ยุ่นหัวเสีย ส่วนฉันผู้เป็นคนไทย…นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ ^^*


..................................

ถ้าใครอ่านแล้วสนใจ หนังเรื่องนี้จะมีฉายอีกรอบนะคะ วันอาทิตย์นี้ (22 มีนาคม)
รอบเวลา 16:45 น.
ที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ค่ะ
อ้อ...เข้าชม "ฟรี" นะคะ แค่ต้องไปต่อคิวรับบัตรก่อนหนังเริ่มหนึ่งชั่วโมง (ซึ่งคิว ยาววววว มาก)




..................................


แด่ภาพยนตร์ ซากุระ และ สันติภาพ


นิดนก*







Create Date : 21 มีนาคม 2552
Last Update : 21 มีนาคม 2552 3:36:10 น. 12 comments
Counter : 893 Pageviews.

 
เขียนถึงไว้ได้น่าดูมาก
เห็นโฆษณาอยู่แว้บๆ เหมือนกันค่ะ
ไม่รู้จะมีออกเป็นแผ่นเมื่อไหร่ จะได้ไปเก็บ
เพราะระยะหลังไม่เข้าโรงหนัง

เรื่องสารพิษตกค้าง...ที่ออฟฟิศมีฮิโรชิม่าอยู่คนนึง มิน่าหละ


โดย: นางไม้หน้า3 วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:10:24:16 น.  

 
ตามเข้ามาดูจากกระทู้ในเฉลิมไทยครับ
อ่านแล้วชอบนะ คุณเขียนได้ดีน่าติดตาม
(เมื่อกี๊แวบไปอ่าน DMC ที่คุณเขียนด้วยล่ะ :-)


โดย: เบอท IP: 58.8.97.223 วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:13:00:07 น.  

 
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ


โดย: CrackyDong วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:14:21:23 น.  

 
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ


โดย: CrackyDong วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:14:21:26 น.  

 
หวัดดียามสายๆวันอาทิตย์ค่ะ Have a nice day naka

ชอบเรื่องเล่าระหว่างหนังจังค่ะอยากไปนั่งหัวเราะข้างๆด้วยคน อิอิ


โดย: k-jap (อ้อมแขนอันอบอุ่น ) วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:10:05:42 น.  

 
เห.... ไปดูรอบเดียวกันเลยครับ ผมโชคดีได้นั่งดูกลางๆโรงเลย แถว D9 น่ะครับ ข้างผมเป็นคนญี่ปุ่นคนนึง ส่วนอีกข้างว่างงะ..

แต่เรื่องนี้ ผมแอบมีเผลอหลับไปตอนกลางๆเรื่องหน่อยนึง เลยพลาดไปหลายตอนเหมือนกันอ่ะ.. T____T"


โดย: Baritoreca IP: 58.9.135.202 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:2:52:13 น.  

 
ไปดูมาหละ เมื่อวานนี้ค่ะ ชอบนะ ตัวละครของ นานาโกะ (เรนะ) ค่อยๆบอกว่า รู้สึกตัวว่ามีบาดแผลเหลืออยู่เหมือนกัน หนังเกือบจะเศร้านะ คนญี่ปุ่น คนเกาหลี คนจีน จะหลีกเลี่ยงการมีสมาชิกครอบครัวเป็้นคนป่วยอ่ะ ดูแล้วก็น่าสงสาร เหมือนตราบาปติดตัว


โดย: จังไม IP: 116.68.148.34 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:11:07:12 น.  

 
คราวนี้เขาจัดน้อยจัง
ปีที่แล้วยังเป็นอาทิตย์
เพิ่งได้อ่านหนังสือแนะนำหนังนั้นวันจันทร์ที่ผ่านมา

อดดูเลย

เศร้าอ่ะ

บล็อคน้องยังหวานได้อีกนะเนี่ย


โดย: พรเก้าประการ วันที่: 26 มีนาคม 2552 เวลา:3:04:27 น.  

 
ได้ข่าวว่าคนเยอะโรงแตก ดีแล้วที่เราไม่ไป


โดย: merveillesxx วันที่: 26 มีนาคม 2552 เวลา:3:11:11 น.  

 
ไม่เคยดูหนังญี่ปุ่นเลยครับ (ไม่นับการ์ตูนญี่ปุ่นนะครับ ) ถ้าจะโอกาสจะลองหามาดูเหมือนกัน


โดย: McMurphy วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:13:53:47 น.  

 
โห นี้ไม่รู้มาก่อนเลยนะครับ ว่ามีงานเทศกาลหนังญี่ปุ่นด้วย (ไม่อยู่ไหนมาหว่า o_O')

คงต้องเห็นใจลุงแซมเค้านะครับ เพราะจากที่อ่านแล้ว มันก็น่าจะเป็นหนังที่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ตามครรลองหนังจากแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งพอต้องอาศัยความเข้าใจจากซับเพียงอย่างเดียว การอาจทำให้ลุงเค้าเกินอาการเปลือกตาหนักก็ได้ครับ (ซึ่งก็เป็นบ่อยเช่นกัน เมื่อตัวเองดูหนังที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ 55+)

แต่ลองสังเกตุดูอีกอย่าง มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ Always เลยนะครับ ไม่รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่า...


โดย: BloodyMonday IP: 124.120.64.254 วันที่: 28 มีนาคม 2552 เวลา:12:53:43 น.  

 
เฮ้ย แกเอารูปโปรไฟล์ใครมาหลอก


โดย: merveillesxx วันที่: 31 มีนาคม 2552 เวลา:4:59:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.