::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 มกราคม 2552
 
All Blogs
 
★ความสุขของกะทิ :: ความสุขไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบ



ตอนแรกที่ได้ยินชื่อหนังสือ “ความสุขของกะทิ” และได้เห็นปกหนังสือสีฟ้าอ่อนๆ มีภาพเงาเด็กหญิงผมสั้นกำลังเอื้อมมือเก็บดอกไม้ที่ร่วงหล่น(ตอนแรกฉันเห็นเป็นเธอกำลังตากผ้า 555) พาลคิดเดาเรื่องเอาเองว่ายัยหนูคนนี้คงจะเป็นเด็กมอมแมมในสลัม พ่อติดคุก แม่พิการทำให้ตัวเธอต้องเลี้ยงดูน้องชายฝาแฝดตัวเล็กๆ สองคนที่ซนชิบหาย และยายที่ช่วยแบ่งเบาภาระของเธอได้ดีที่สุดก็แค่การช่วยขายข้าวต้มมัด

แต่ภาพที่คนแถวนั้นเห็น คือรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าของเด็กหญิงชีวิตรันทดคนนี้

ด้วยความที่แต่งเรื่องเองจนจบบริบูรณ์ไปตั้งแต่แรกแล้ว
ทำให้ฉันไม่ได้สนใจจะหยิบหนังสือเรื่องนี้มาอ่านเลย ทั้งๆที่ซื้อมาแช่อิ่มเอาไว้จนเปรี้ยวได้ที่ แต่พอรู้ข่าวแว่วๆ ว่า “ภาพยนตร์ชูใจ”
กลุ่มรุ่นพี่ที่คณะ ทั้งที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง เคยคุยกันบ้าง หรือไม่กล้าสบตากันบ้าง กำลังจะลักพาตัวเด็กหญิงกะทิมาทำเป็นหนัง ก็เลยได้ฤกษ์เปิดโหล แล้วหยิบหนังสือแช่อิ่มขึ้นมาอ่านกับเขาเสียที



พออ่านจบ นอกจากเสียงอุทานดังๆ ในสมองส่วนคิดของฉันว่า “เฮ้! ไม่เห็นจะเห็นน้องกะทิหลานยายนุ้ย เด็กสลัมของแท้ที่ฉันคิดเลยนี่หว่า ชิชะ” แล้ว ฉันยังออกจะหมั่นไส้น้องกะทิอยู่นิดๆ คิดว่าทำไมถึงได้ “ไฮโซ” จัง แต่ไม่นาน ต่อมโพสิทีฟของฉันก็เริ่มทำงาน แล้วก็ดื่มด่ำซาบซึ้งไปกับเนื้อหา เมื่อพิจารณาถ้อยคำและการเดินเรื่องสุดประณีตของคุณผู้เขียน มันช่างละเมียดละไมอ่อนหวาน แม้มันไม่ใช่นิยายที่มีเนื้อเรื่องตื่นเต้น เร้าใจ แต่มันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้คนอ่านอยากพลิกหน้าต่อไป ด้วยความอยากรู้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกนะ


ฉันพูดได้อย่างจริงใจ ว่าน้องกะทิในหนังสือ ทำให้ฉันมีความสุขและยิ้มอิ่มใจไปหลายวัน (แม้จะมีร่องรอยแผลแสบๆ คันๆตามผิวหนัง อันเนื่องจากอาการแพ้ความไฮโซนิดๆ ก็ตาม)



ดังนั้น ในวันแรกที่หนังออกฉาย ฉันก็ไม่ลังเลที่จะตีตั๋วรอบแรกของโรงหนังสยาม เพื่อเข้าไปดูน้องกะทิวิ่งเล่นอยู่บนแผ่นฟิล์ม



แต่ทำไมเมื่อหนังจบ…ฉันถึงไม่มีความสุขล่ะ?



ฉันคิดหาเหตุผลให้ตัวเองอยู่นาน ว่าทำไมหนัง สื่อที่พร้อมไปด้วยภาพและเสียง กลับไม่สามารถทำให้ฉันมีความสุขได้ เหมือนเมื่อครั้งที่เพ่งมองตัวหนังสือยั้วเยี้ยในหนังสือสีฟ้าเล่มนั้น



เดาเอาว่า คงเป็นเพราะหนังสือนั้น มันมีถ้อยคำ และภาษาที่ผู้เขียนจับมาวางเรียงกันไว้ เหมือนเครื่องปรุงถ้วยเล็กๆ ที่อาจารย์ยิ่งศักดิ์เตรียมเอาไว้ก่อนลงมือปรุง เมื่อเราอ่านจบ เราก็จะหยิบเครื่องปรุงพวกนั้น มาต้มผัดแกงทอด ตามฝีมือ ตามรสปากของตัวเอง


ฉากบ้านริมคลองของคุณงามพรรณ ไม่มีทางรสชาติเหมือนกันในหม้อของฉัน ในกระทะของคุณอภิสิทธิ์ หรือในชามตราไก่ของลุงสมคิดวินมอเตอร์ไซค์แถวบ้าน

เพราะภาพเหล่านั้นล้วนเกิดจากการคิดตามพื้นประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เราต่างก็ปรับจินตนาการลงมาให้ใกล้เคียงกับความคุ้นชินมากที่สุด เพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็น

เมื่อภาพจินตนาการของเราเด่นชัดในแบบของเรา ก็ไม่ยากที่เราจะเข้าไปร่วมวิ่งเล่นกับเด็กหญิงกะทิในสนามเด็กเล่นที่เราออกแบบเอง


ซึ่งอาจจะเป็นสนามหญ้าที่โรงเรียนเก่าของเราก็ได้…





แต่เมื่อหนังเลือกที่จะเทเครื่องปรุงทุกถ้วยลงไปในกระทะจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือซักหยด รสชาติที่ออกมามันก็เลย “อร่อย…แต่ไม่ติดใจ” มันกลายเป็นอาหารที่ไม่มีชีวิต มันไม่ได้ประนีประนอมกับคนที่ชอบเค็ม และไม่ได้ใจร้ายกับคนที่ชอบเปรี้ยว


ฉันเชื่อว่าคนทำ อยากให้คนดูได้รับความสุขกลับไป แต่ภาพในหนังมันไม่ใช่ความสุขของคนส่วนใหญ่ เพราะมันไม่สามารถทำให้เราเชื่อได้ว่า ภาพเหล่านี้มันมีอยู่จริงๆ


ห้องนอนริมทะเลที่มีม่านสีขาวปลิวไหวไปตามลมที่พัด, บ้านทรงไทย และโต๊ะทานข้าวที่มีถ้วยชามเข้าชุด ดูเป็นระเบียบสะอาดตา หรือ การเต้นรำกันที่ระเบียงบ้าน


สำหรับฉัน สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นความสุขแบบที่ “คนอยากมี” มากกว่า ความสุขที่ “มีอยู่จริง”



ฉันอยากเห็นกะทิคุยกับแม่เหมือนที่เด็กหญิงคนนึงจะคุยกับแม่ อยากให้ช่วงเวลาที่บ้านริมทะเลหลังนั้น เป็นช่วงเวลาสุดอบอุ่น ไม่ต้องมีการลุกขึ้นพูดสปีชของคุณตา และทุกคนก็ชนแก้วกันเมื่อวาทะนั้นจบลง แต่อยากเห็นกะทิและแม่ได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายร่วมกัน

อยากเห็นคำพูด และการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเป็นคำพูดคมคายมีสำบัดสำนวน เอาแค่ให้เราพอคุ้นหู แบบที่เคยได้ยินมาแล้วก็พอ



ยิ่งเมื่อรวมกับการใช้ภาพ ที่ประณีตทุกซีน ทุกคัท ความรู้ที่ว่าด้วย Mise en Scene (การจัดวางองค์ประกอบของภาพ การเซ็ทและกำหนดบล็อกกิ้งทุกอย่างเอาไว้ก่อนถ่าย เพื่อให้สามารถเล่าเรื่องครบถ้วนได้ในช็อทเดียว - คำนิยามแบบห้วนๆ ของฉันผู้เป็นลูกศิษย์) ถูกนำมาแสดงอย่างหมดสิ้น ฉันยอมรับว่าภาพที่ออกมานั้นสวยงาม แต่แค่รู้สึกว่า บางทีแค่ยอมละเลยไปบ้างซักหนึ่งช็อท แล้วใช้ภาพง่ายๆ อย่างการโคลสอัพไปที่ตายายที่กำลังกอดกันร้องไห้ มันน่าจะซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ตรงเข้าไปในใจคนดูมากกว่า

ฉันก็แค่คิดว่า บางที ความสุขมันก็ไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบเสมอไป


ในฐานะรุ่นน้องและลูกศิษย์ ฉันดีใจที่ภาพยนตร์ชูใจก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง และผลิตผลงานชิ้นแรกออกมาได้สำเร็จ


ในฐานะคนอ่านหนังสือ ฉันดีใจที่ “ความสุขของกะทิ” ถูกสร้างออกมาเป็นหนัง

แต่ในฐานะคนดูหนังคนหนึ่ง ฉันผิดหวัง ที่เมื่อดูหนังจบแล้ว ฉันยังมองไม่เห็น “ความสุข” ที่ว่านั้นในหนังเรื่องนี้เลย…

...........



ส่วนขยาย
- ถึงแม้จะผิดหวัง แต่ฉันยืนยันว่าหนังเรื่องนี้มี “คุณภาพ” สูง
มันห่างไกลจากคำว่า “แย่” หรือ “ห่วย” เพียงแค่มันไม่ถูกจริตฉันเท่านั้นเอง
- ดังนั้น อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ดูเอง บางที คุณอาจจะมีความสุขกับหนูกะทิก็ได้ค่ะ ^^
- ขอให้ภาพยนตร์ชูใจมีผลงานเรื่องต่อไปอีกเรื่อยๆ และขอบคุณที่พวกพี่ๆ เป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องอย่างเราเชื่อว่า เด็กวารสารฯ อย่างเราก็สามารถทำอะไรใหญ่ๆ ได้
- เห็นใครๆ ก็ชอบน้องพลอยที่เล่นเป็นกะทิ งั้นฉันขอสวนกระแสมากรี๊ดพี่ทองแทนก็แล้วกันค่ะ อย่าให้โตนะ 555
- ขอว่าอีกนิดเถอะ เด็กๆ ตัวประกอบในเรื่องนี้ยังไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นะ ฉันยังคงยกเหรียญทองให้การแสดงของเด็กๆ แก็งค์แฟนฉัน ในรางวัลทีมนักแสดงเด็กไทยในดวงใจอยู่ค่ะ
- เป็นเพราะหนังจึงทำให้เราได้มาเจอกัน…



แด่ความสุข

นิดนก*






Create Date : 10 มกราคม 2552
Last Update : 10 มกราคม 2552 21:51:44 น. 9 comments
Counter : 967 Pageviews.

 
ขอเพิ่มเติมค่ะ พอดีไปแสดงความเห็นเอาไว้ในกระทู้ของคุณแท็กซี่นิรนาม แล้วเกิดรู้สึกเสียดายขึ้นมา เพราะอุตส่าห์พิมพ์เสียยืดยาว (ยาวที่สุดตั้งแต่เคยตอบกระทู้) และเห็นว่ายังไม่ได้พูดถึงในบทความข้างบน ก็เลยเอามาแปะไว้ตรงนี้แทนค่ะ ^^

--------------------------------------------

ได้ดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่มันเข้าฉาย และเข้าไปดูด้วยความตั้งอกตั้งใจและคาดหวัง ตามประสาคนที่อ่านหนังสือ และเป็นรุ่นน้องชาว "ภาพยนตร์ชูใจ" และเป็นลูกศิษย์ของ "อาจารย์ธนนท์" ผู้กำกับภาพ ของหนังเรื่องนี้

ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าเราจะมีอคติ และแน่นอนว่าข้อเท็จจริงที่ จขกท. ว่ามาทั้งสามข้อ นั้น เราไม่ได้เข้าใจผิดแน่นอนค่ะ

แต่พอดูหนังจบ เรามองไม่เห็นความสุขในหนังเรื่องนี้ (เน้นว่า แค่ "เรา")

ถ้าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาตามเจตนาอย่างที่เจ้าของกระทู้ว่า (ที่ว่ามันเป็นการเล่าเรื่องแบบ poetic เป็นกวีๆ และเน้นการตีความจากคนดู)

งั้นก็คงโทษผู้กำกับ คนเขียนบท หรือใครๆ ไม่ได้เลย

แต่ต้องย้อนกลับไปถามความตั้งใจแรกเริ่มว่า "กำลังทำหนังให้ใครดู" หรือ "อยากจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง"

เพราะหนังมีวัตถุดิบคือ "สาร" ที่ต้องการจะสื่ออยู่แล้ว อยู่ที่ไหนน่ะเหรอ ก็เจ้าหนังสือเล่มน้อยสีฟ้านั่นไง ประเด็นทั้งหลายมันก็ยั้วเยี้ยอยู่ในนั้นนั่นแหละ

แต่การที่ผู้สร้างจะเลือก "ฟอร์ม" อะไรเข้ามาจับในการทำภาพยนตร์ต่างหาก คือสิ่งที่ต้องคิดให้หนัก ว่า "ฟอร์ม" ที่ว่านั้น จะเข้าถึงผู้ชม "กลุ่ม" ที่เขาต้องการได้หรือไม่

หรือถ้าพูดแบบภาษาคนโฆษณา ก็คงคล้ายๆ "ทำยังไงให้โดนใจทาร์เก็ตของเรา"

ผู้กำกับร้อยคน เล่าเรื่อง เล่าประเด็นเดียวกัน ก็ออกมาไม่ซ้ำกันแน่นอนค่ะ อยู่ที่ว่า ใครจะหยิบฟอร์มอะไรเข้ามาใช้

ถ้าตั้งใจให้กะทิโดนใจเด็กๆ หนังก็น่าจะหยิบวิธีการนำเสนอที่เบาลงกว่านี้ ดูง่ายและเป็นกันเอง พูดจาภาษาเด็กให้มากที่สุด

แต่ถ้าเป็นอย่างที่หนังเป็นอยู่ เราก็เดาว่า หนังกำลังจะสื่อสารไปยังคนที่ "ได้อ่าน" หนังสือเล่มนี้แล้ว และเชื่อว่าคนดูจะต้องมีความรู้ และมีความสามารถในเชิง Art Appreciation (หรือเป็นไทยว่า การประเมินค่าศิลปะ เดี๋ยวจะหาว่าเรามาทำตัวหัวนอก 555) อยู่พอสมควร เพราะหนังเรื่องนี้ "ยาก" นะคะ มันไม่เป็นมิตรกับคนทั่วไปแน่นอน

นั่งจึงเป็นคำตอบว่าทำไม กระแสความรักและชังหนังเรื่องนี้มันถึงได้หลากหลายนัก

เรามองว่า ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษการให้สัมภาษณ์ของผู้สร้าง ผู้ประพันธ์ ที่ดันไปบอกว่า "คนดูทุกคนจะได้รับความสุขเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ"

ถ้าคำว่า "ทุกคน" เป็นอย่างที่ฉันคิด ถ้างั้นหนังก็เลือกวิธีการสื่อสารที่ "ยาก" เกินกว่าทุกคนจะเข้าใจค่ะ มันคงจะต้องยอม "ลดมาตรฐาน" ลงมาบ้าง เพื่อสื่อสารสิ่งที่ต้องการจะเล่าให้ตรงไปตรงมามากขึ้น

เท่าที่ฉันพอจะนึกออก ก็คงเป็น "ความสุขของ Forrest Gump" ที่เล่าเรื่องแบบธรรมดาๆ มุมกล้อง และการถ่ายภาพก็ไม่ได้เหนือชั้น หรือเป็นเทคนิคพิเศษอะไร แต่มันทำให้ "ทุกคน" (หรืออย่างน้อยก็คนส่วนใหญ่) มีความสุขไปกับผู้ชายเปิ่นๆ เอ๋อๆ คนนี้

หรือถ้าจะชี้ชัด เจาะจงลงไปเลย ว่า เออเฮัย ฉันกำลังจะทำหนังให้คนที่เกิดแถวๆ ปี 2519 หรือมากกว่า น้อยกว่านั้นนิดหน่อย "อิน" และ "มีความสุข" ก็ยัดภาพวันวานสุดประทับใจเหล่านั้นลงไปใน "แฟนฉัน" ส่วนถ้าคนที่ไม่ได้เกิดในช่วงนั้นจะเกิดอินขึ้นมาด้วย ก็ต้องยกความดีความชอบให้การเล่าเรื่องแบบ "ง่าย" และถ้าใครจะดูไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นจะอินเลย ไม่รู้เว้ยเกิดไม่ทัน ก็ช่างปะไร ฉันไม่ได้ทำให้เธอดู ดันทะลึ่งเข้าไปดูทำไม...


ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ก็เป็นความเห็นของฉันที่มองว่าปัญหามันไม่ได้มาจากใครดูหนังเป็นหรือไม่เป็น ผู้กำกับสอบตกหรือได้เกรดเอ หรือด่าว่า และตัดสินใครให้เป็นเกรียนทั้งสิ้น แต่ขอตั้งขอสังเกตไปที่ "ความตั้งใจแรกเร่ิมว่าจะทำหนังให้ใครดู" เป็นกรณีให้โต้แย้งกันบ้างดีกว่าค่ะ


แต่เราขอยืนยันนะ ว่าหนังเรื่องนี้มัน "มีคุณภาพ" เพราะมันสร้างมาจากความตั้งใจและพิถีพิถันในทุกขึ้นตอน

มันห่างไกลจากคำว่า "ห่วย" หรือ "แย่" แน่ๆ ค่ะ

และถึง หนูกะทิ จะตกเป็นที่พูดถึงของลุงๆ ป้า ด้วยความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เราก็ดีใจนะ ที่ทุกคนได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วเอาความคิดเห็นของตัวเองมาแลกเปลี่ยน ถกเถียงกัน

ดีใจที่ทุกคนเข้าไปดูกะทิ และดีใจกับพี่ๆ ที่ชูใจด้วยค่ะ ^^


(จากกระทู้ //www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7405108/A7405108.html#222)


โดย: ยิ่งยง นั่งยองยอง วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:22:51:38 น.  

 
อ่า มากดตอนจะเลิกงานล่ะ เดี๋ยวจะมาอ่านละเอียดๆทีหลังน่ะ ^^

ปอลอ. แต่พอได้อ่านกระทู้ของคุณแท๊กซี่นิรนามหลายๆอันแล้ว รู้สึกหดหู่ใจเหมือนกันน่ะ คือเราคงต้องยอมรับแหละว่าเค้ามีความรู้เรื่องหนังดีจริงๆ แต่ทัศนคติ (และการใช้คำ) นี้พอเราอ่านแล้วไม่พิศมัยเอาซะเลย (ขออภัย ถ้าคุณนิดนกรู้จักกับเค้าเป็นการส่วนตัว)


โดย: บลัดดี้มันเดย์ อิส โกอิ้ง โฮม... IP: 58.137.81.98 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:19:05:11 น.  

 
ขอบคุณนะคะ ที่แวะไปเยี่ยมที่บล็อก ไม่น่าเชื่อนะคะ ที่เราจะสูญเสียแม่วันเดียวกัน 3 ปีเหมือนกันอีก อืม วันนี้ก็ไปทำบุญให้แม่ที่ร.พ.สงฆ์มาแล้วค่ะ ไปที่นี่ทุกปี นี่ก็บอกแม่ไว้เหมือนกันว่า จะดูแลพ่อให้ดีที่สุด แล้วก็เก็บกระดูกแม่ไว้ห้อยติดตัวตลอดค่ะ ยังรู้สึกว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆค่ะ


โดย: แม่น้องแปงแปง วันที่: 14 มกราคม 2552 เวลา:21:31:55 น.  

 


โดย: Incheon วันที่: 28 มกราคม 2552 เวลา:23:39:31 น.  

 
ดูแล้ว มันเป็นความทุกข์ของชั้นอ่ะ

ป.ล. บล็อกเธอ กับตัวเธอ เนี่ยมันช่าง คอนทราสต์กันเจงๆ


โดย: merveillesxx วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:0:22:58 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ หนังสือก็ยังไม่ได้อ่าน แบบว่ากะจะรอแผ่นอ่ะ เพราะคนที่ไปดูมาแล้วบอกว่างั้นๆ ไม่ถึงกับแย่ แต่ก็ยังห่างกับคำว่าดีเยี่ยม แต่เดี๋ยวไปหาหนังสือมาอ่านไปพลางๆ ก่อนดีกว่า


โดย: bookofpear วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:12:01:15 น.  

 


โดย: Incheon วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:5:02:13 น.  

 
อ่านหนังสือ ความสุขของกะทิ ยังไม่จบเลยค่ะ ก็รู้สึกว่าชอบเนื้อหา การใช้ภาษาเขียนไพเราะน่าอ่าน มันเป็นความสุขที่หาได้จากหนังสือเล่มนี้


โดย: ing-oong IP: 118.173.78.124 วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:11:49:23 น.  

 
ช่วงเวลาที่เห็นในภาพหนังสือ หรือภาพยนตร์ เป็นเวลาที่อบอุ่น น่ารัก น่าทะนุถนอม เห็นแล้วมีความสุขจังค่ะ


โดย: ing-oong IP: 118.173.78.124 วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:12:05:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.