::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
6 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 

Crying Out of Love in the Center of the World: แด่เธอ…ผู้ล่วงหน้าไปก่อน


คนเราจะ “ลืม” อะไรซักอย่างได้จริงหรือเปล่า? ...


ฉันนั่งทบทวน ครุ่นคิด หาคำตอบให้กับคำถามนี้ตลอดทั้ง ขณะ และหลัง ดูซีรีส์ Crying Out of Love in the Center of the World (และชื่อไทยที่ใครนะช่างตั้งว่า “อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก”)



อันที่จริง ฉันเคยได้มีโอกาสดูหนังที่ชื่อเรื่องมีความยาวระดับมโหฬารเรื่องนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว และเมื่อเวลาสองชั่วโมงกว่าของหนังจบลง ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะหยิบมันขึ้นมาดูซ้ำอีกแม้เพียงสักครึ่งรอบ ไม่มีคำอธิบายเหตุผลที่แน่ชัด แค่บอกกับตัวเองคร่าวๆ ว่า “พอแล้ว”

จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันได้ทิ้งตัวเองให้อยู่กับซีรีส์ความยาว 11 ตอนเรื่องเดียวกันนี้แบบ นัน-สต็อป ด้วยเหตุผลแรกเริ่มที่เลือกดูว่า“อยากดูอายาเสะ ฮารุกะ” (>.<)






ซีรี่ส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากเมื่อมันออกฉาย และยังแจ้งเกิด อายาเสะ ฮารุกะ (ที่รักยิ่งของผู้เขียน) ในฐานะนักแสดงนำหญิงที่มีความสามารถคนหนึ่งในวงการ (ที่แต่ก่อนคนจะมองว่าเธอมีดีที่ “แตงโม”ของเธอเท่านั้น) แถมเธอและ ทาคายูกิ ยามาดะ ก็ยังถูกวางตัวเอาไว้เป็นคู่ขวัญที่ลงตัวอีกคู่หนึ่งของวงการ และได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับทีมงานชุดเดิมใน Byakuyakou (ที่จะหาโอกาสเขียนถึงในภายหลัง)

เพราะสร้างจากนวนิยายขายดีที่มีชื่อแปลกประหลาด “Socrates in Love” ของ เคียวอิจิ คาตายามะ ทำให้โครงเรื่องหลักของทั้งหนัง และซีรี่ส์ไม่แตกต่างกันมากนัก แถมทั้งสองสื่อก็ใช้ความได้เปรียบในสรรพคุณ และข้อจำกัดของตัวเองมาเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด



ในรูปแบบหนัง ใช้การเล่าเรื่องแบบรวบรัด ขมวดความสัมพันธ์ของตัวละคร ให้เกี่ยวพันใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการเล่าเรื่องในความยาวจำกัดที่สองชั่วโมง แต่ก็มีเสน่ห์ตรงที่เลือกใช้สีโทนร้อนบอกความสดใสในฤดูร้อน และความแตกซ่านของเกรนในฟิล์มภาพยนตร์ โปรดักชั่นถูกออกแบบมาอย่างดี และที่สำคัญ คือสไตล์การเล่าเรื่องแบบทิ้งที่ว่างของ อิซาโอะ ยูกิซาดะ จึงทำให้ใครต่อใครหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก (นี่ยังไม่รวมความน่ารักน่าชังของ มาซามิ นากาซาวะ นะ)


 


ส่วนในเวอร์ชั่นซีรี่่ส์ เรื่องราวถูกอัดขยายและให้รายละเอียดกับสิ่งล้อมรอบ “ฮิโรเสะ อากิ” และ “ซากุจัง” สองตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง ตัวละครอื่นๆ
ถูกทำให้มีมิติ มีเหตุผลที่มาที่ไป แต่สุดท้ายก็จะถูกเชื่อมโยงเข้าหาจุดศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างไม่ขัดเขิน และเพราะอิสระทางด้านเวลาที่มีเกือบสิบชั่วโมง ทำให้ซีรี่ส์ไม่ต้องเกรงใจที่จะพูดเยอะ บิ๊วหนัก และค่อยๆ ต่อเติมความเข้าใจให้กับผู้ชม

“ฮิโรเสะ อากิ” เป็นเด็กสาวประเภทที่ หยิบจับอะไรก็ดีไปเสียหมด (หรือพูดง่ายๆ ว่า “เพอร์เฟ็คท์”) เธอหน้าตาดี บ้านมีฐานะ เป็นหัวหน้าห้อง เป็นนักกีฬาวิ่งที่เก่งที่สุดในโรงเรียน ถูกเลือกให้เป็น “จูเลียต” ในการแสดงละครประจำปีของโรงเรียน แถมยังได้เป็นตัวแทนนักเรียน กล่าวคำอำลาในพิธีศพของอาจารย์ใหญ่

เป็นตัวละครประเภทที่ ถ้าตายไปคงเสียดายแย่…



อากิเป็นแฟนกับซากุทาโร่ หรือที่เธอเรียกเขาว่า “ซากุจัง” เขาไม่ได้ห่วยแตก แต่ก็ไม่ได้เพียบพร้อมเพอร์เฟ็คท์เป็นหนุ่มคลีโอ ก็แค่เป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่ค่อนไปทางแย่ ซากุเป็นคนไม่หนักแน่น ไม่มีภาวะผู้นำ ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองยากเต็มที แต่จะมีอยู่อย่างที่ทำให้เราหลงรักเขาคนนี้ คือ

แววตาอบอุ่นที่มีให้คนที่เขารักอยู่เสมอ…


น่าเสียดายที่ช่วงเวลาความสุขระหว่าง อากิ และ ซากุจัง มีอยู่น้อยเกินไป อากิกำลังจะตายด้วยโรคลูคิเมีย โลกของอากิที่เคยสว่างสดใสและกว้างขวาง ต้องถูกครอบเอาไว้ด้วยม่านพลาสติกปลอดเชื้อ
อากิต้องนอนรักษาตัวอยู่ในคอกนั้น สวมผ้าปิดปากปิดจมูก เส้นผมยาวสวยของเธอหลุดร่วงหาย เหลือเพียงศีรษะว่างเปล่าไร้เส้นผม

อากิค่อยๆ สูญเสียความสามารถในร่างกายเธอไปทีละน้อยๆ...



แต่ในห้วงเวลาแห่งความทรมานจากการค่อยๆ สูญเสียการมีชีวิตไป อากิกลับได้รับความรัก และความห่วงใยจำนวนมากจากผู้คนรอบข้าง พ่อและแม่ ครูและเพื่อนที่โรงเรียน และคนที่เธอเรียกหาเป็นคนสุดท้ายก่อนวาระแห่งความตายจะมาถึง…ซากุจัง

การจากไปของอากิเป็นเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ “จม” ซากุจังเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ เขาใช้ชีวิตสิบเจ็ดปีต่อมาในแบบที่สองเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้พา “จิต” ของเขาก้าวตามไปด้วย ความรู้สึกผิด…และความรักที่ยึดติด ทำให้ซากุจังไม่สามารถแม้แต่จะคลายมือที่กำเถ้ากระดูกของอากิออกเพื่อปลดปล่อยเธอที่ “อูรูลู่” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวอะบอริจินส์เชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก (และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง) ตามที่เธอได้ขอร้องเอาไว้ก่อนตาย

ขวดแก้วใบเล็กที่มีกระดูกของอากิอยู่ข้างใน เป็นเหมือนสิ่งของปลอบใจซากุจังในทุกวัน ว่าเธอคนนั้นยังไม่หายไปไหน เธอยังคงอยู่กับเขาในทุกเวลา ตราบใดที่เขานำพาขวดใบนั้นไปด้วย ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า การไม่ลืม และไม่เริ่มใหม่ เป็นสิ่งแสดงความรักที่เขามีให้อากิ…



ฉันไม่เชื่อว่าการ “ลืม” จะมีอยู่จริงในโลก แต่การ “ไม่ลืม” ก็ไม่มีอยู่ในโลกเช่นกัน หากเราดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ไม่บิ๊วตัวเองมากจนเกินไป ก็จะพบว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตจะถูกทับถมกันไปตามลำดับเวลา สิ่งที่เกิดก่อนก็จะอยู่ข้างล่าง และถูกทับด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ก็เหมือนกองเสื้อตัวละยี่สิบบาทที่วังหลัง ถ้าอยากได้ตัวที่อยู่ลึกๆ ลงไป ก็ต้องคุ้ยมันขึ้นมา

ลำบากเอาการ…แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้


แต่ที่คนเราทุกข์ ที่ซากุทุกข์ ก็เพราะเราไม่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น เราฝืนดึงเอาเสื้อตัวข้างล่างขึ้นมาทับข้างบนอยู่ตลอดเวลา พอมันลงไปลึก ก็ต้องออกแรงดึงมันขึ้นมาใหม่ เพื่อมาโปะกองเสื้อใหม่ข้างบน…นอกจากจะเหนื่อย เสียแรง เสียเหงื่อ เสียเวลาแล้ว ยังทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นเสื้อตัวใหม่เปิดกระสอบจากโรงเกลือ ที่พ่อค้าเพิ่งเอามาลง

ที่อาจจะสวยกว่า ใหม่กว่า ตัวเก่าตัวนั้นก็ได้...



เมื่อความตายคือการที่ใครซักคนได้หายไปจากโลกใบนี้ และยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง สวรรค์จึงเป็นสิ่งที่เรา,ผู้ที่ยังอยู่, สร้างมันขึ้นมาเพื่อปลอบใจ และใช้เป็นเป้าหมายให้กับตัวเอง ว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ไปที่นั่น ที่ที่มีคนที่เรารักรอเราอยู่

แต่ในความเป็นจริง สถานที่เดียวในจักรวาล ที่เราแน่ใจได้ว่าเวลายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่แน่ๆ ก็คือโลก ก็คือที่ที่เรายืน เดิน วิ่ง นอน ถูกต่อยแล้วก็เจ็บ ถูกจี้้เอวแล้วเสียว นั่นก็เพราะว่า เรายังมีชีวิต การทำตัวเป็นแรงเสียดทาน เป็นปลาที่ว่ายทวนน้ำ ขัดขืนไม่ยอมไหลไปตามทิศทางของเวลา นั่นยิ่งทำให้เราลำบาก อยู่อย่างเจ็บปวด และไม่อาจเรียกสิ่งนั้นได้ว่า “ชีวิตที่มีความสุข”

 


ดังนั้น การที่ซากุจังกลับมาที่บ้าน เข้าไปรื้อตู้ และเปิดกล่องที่บรรจุสิ่งของแทนความทรงจำระหว่างเขาและอากิออกมาดูอย่างซื่อสัตย์ เพื่อสำรวจความรู้สึกที่ “แท้จริง” ของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่เหมาะควรแก่เวลา เขาอยู่โดยปราศจากการตรวจสอบ สังคายนาชีวิตมาเท่ากับเวลาที่อากิมีชีวิตอยู่บนโลก นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับรักแรกของเขา

ชีวิตต่อไปข้างหน้าของซากุ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน กำลังจะเป็นไปตามธรรมชาติของการเคลื่อนที่ การรับรู้ถึงความต้องการของอากิ ที่บอกให้เขา “สู้ต่อไปนะ ซากุจัง” นั่นหมายความถึงการบอกให้เขาวิ่งต่อไป เพราะการไม่หยุดวิ่งคือเครื่องแสดงว่าเรายังไม่หยุดหายใจ

และไม่ว่าซากุจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร แบบไหน การ "ไม่จำ" ก็ไม่ได้ทำให้ความทรงจำเหล่านั้นจากหายไปไหน อย่างที่ใครๆ เรียกกันว่า "ลืม"


"Gambare! Saku-Chan"


นิดนก*




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2552
13 comments
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2552 21:55:32 น.
Counter : 1180 Pageviews.

 

อ้อ มาเพิ่มให้นิดนึง

เมื่อวันก่อนไปแอบอ่าน "Socrates in Love" เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมานิดหน่อยค่ะ (แบบญี่ปุ่นนี่ขอเวลาอีกปีครึ่งนะ น่าจะอ่านออกแล้ว 555)

สนุกดีใช้ได้ แต่เพราะอ่านไปนิดเดียว เลยยังเห็นไม่ชัดว่าเหมือน หรือไม่เหมือนเวอร์ชั่นภาพเคลื่อนไหวที่ตรงไหน

แถมพอมันเป็นภาษาอังกฤษก็ดูตลกๆ ยังไงไม่รู้ เพราะตอนอ่านเรานึกหน้าทาคายูกิ กับ อายาเสะ พูดภาษาอังกฤษใส่กัน มันก็น่าขำอยู่นะ


จริงๆ อยากซื้อมาอ่านใจจะขาด แต่กำลังเงินในกระเป๋ามันสู้ไม่ไหว ตัวหนังสือก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร (แค่ประมาณ 170 หน้า) แต่ราคาปาเข้าไปเกือบสี่ร้อย !!!


ก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่าขอไปยืนอ่านแบบผ่อนส่งวันละนิดละหน่อยแล้วกันนะคะ

ขอขอบคุณ Kinokuniya สาขาพารากอนมา ณ ที่นี้ด้วย

 

โดย: ยิ่งยง นั่งยองยอง 6 กุมภาพันธ์ 2552 1:34:56 น.  

 

เรื่องนี้เราดูเวอร์ชันหนังก่อน จำได้ว่าเราจะอิน part ของ พระเอกตอนแก่ + แฟนปัจจุบัน มากมากว่า เพราะเรารู้สึกโฟกัสตรงนั้นมากกว่ าแล้วก็ไม่ค่อยอยากจะรู้อดีตพร่เพ้อเท่าไร

ส่วนเวอร์ชันละคร ดูทาง ITV ตอนเที่ยงๆ เนี่ย ต้องแหกขี้ตามาดู (สมัยนั้นยังไม่มีเวบดูทีวีย้อนหลัง) ก็ชอบพอควรเลยแหละ เพราะเหมือนมันยาวกว่า มี development เยอะ อินได้ง่ายกว่า

 

โดย: merveillesxx 6 กุมภาพันธ์ 2552 1:39:39 น.  

 

ได้ยินมาว่าแกไปเป็นพรีเซ็นเตอร์งานบอลมาเหรอ
มิน่า.....


วันแข่งตำรวจเต็มถนนเลย




คิดถึงแกเสมอ

 

โดย: พรเก้าประการ 6 กุมภาพันธ์ 2552 11:31:28 น.  

 

อ่านจบแล้วไม่ต้องดูหนังและซีรี่ย์และอ่านหนังสือให้เมื่อยตุ้มเลยครับ แบบว่าละเอียดและชัดเจนดีมาก (จะบอกว่าล้วนเป็นข้ออ้างทั้งสิ้น 55+)

เราเคยดูผลงานของน้องแต.. เอ้ยอายาเสะแค่เรื่องเดียวเองน่ะ ก็คือ ยัยนี่...น่ารักจัง (หรือ Cyborg, She ใครหนอกช่างตั้งชื่อ -,.-') ก็ดูแล้วมีอนาคตนะครับ แต่ก็ยังไม่ถึงเป็นไอด้อลของเราแต่อย่างใด (สงสัยต้องดูผลงานของเธอให้มากกว่านี้แล้วสิ)

ตอนแรกจะใช้คำว่า "สารคดีเรื่องนี้สามารถพาอารมณ์ของเราไปจนถึงจุดสุดยอด" แล้ว แต่กลัวว่ามันจะสื่อความหมายผิดไปซะ 55+ แต่สารคดีนี้น่าสนใจจริงๆน่ะ ผู้สร้างเคยทำสารคดีเรื่อง Kid Stay in The Picture ที่เราก็รู้สึกชอบเหมือนกันแหละ

ไม่เป็นไรครับ ตั้งใจทำงาน เรียนให้จบไวๆ จะได้มาเป็นหนูถีบจักรร่วมโลกด้วยกัน (เอ๊ะ เหมือนว่าจะไม่ค่อยกำลังใจเลยแฮ๋ะ 55+)

 

โดย: BloodyMonday 6 กุมภาพันธ์ 2552 19:13:40 น.  

 

น้ำตา แทบจะไม่พอเรื่องนี้

 

โดย: ก้มลงกราบ 7 กุมภาพันธ์ 2552 16:57:01 น.  

 

อ่า เปลี่ยนกลับมาหน้านี้แล้วหรือ (แม้จะตาลายนิดๆ แต่ bg กับ comment box ก็เก๋+เท่ดีมากครับ) ^^

โอ๋ น้องเดฟหล่อจริงๆเหรอ เราไม่เคยสังเกตุหน้าตาน้องเค้ามาก่อนเลยแฮ่ะ... เพิ่งอ่านข่าวเหมือนกันครับ เห็นว่าล่าสุดไปร่วมงานกับผกก. เอ็ม ไนท์ ในหนังเรื่อง The Last Airbender แล้ว (แต่เล่นเป็นผู้ร้ายแฮ่ะ -*-)

 

โดย: BdMd IP: 124.122.166.142 10 กุมภาพันธ์ 2552 21:49:23 น.  

 

หนังสือมันมีแปลไทยด้วยใช่ไหมๆ
มีแบบการ์ตูนอีก

จำได้ว่าเคยอ่านน
ช๊อบบบชอบ

พฤหัสบดี ศุกร์ นี้เจอกันนะคะ
จุฟฟฟฟฟฟฟฟ

 

โดย: เชอะ ะรี่ IP: 124.120.185.36 10 กุมภาพันธ์ 2552 23:51:00 น.  

 

เคยดูเวอร์ชั่นหนังครับ แต่เห็นตรงข้ามกับคุณเมอร์คือ

ผมชอบเวอร์ชั่นอดีตมากกว่าปัจจุบัน

(สงสัยผมจะเป็นพวกยึดติดความหลัง ฮ่าๆๆ)

 

โดย: ฟ้าดิน 14 กุมภาพันธ์ 2552 16:00:17 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

 

โดย: Incheon 14 กุมภาพันธ์ 2552 23:10:11 น.  

 

ตอนเป็นหนังสองชั่วโมงก็ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ ทั้งที่อยากดูมาก
ใบปิดของเค๊าก็ดึงดูดใจเสียเหลือเกิน

เป็นซีรี่ย์ ก็ยังไม่ได้ดูค่ะ T_T

 

โดย: renton :: IP: 125.26.125.160 15 กุมภาพันธ์ 2552 0:47:39 น.  

 

มีหนังสือ อ่านจบแล้ว
หนังก็ดูแล้ว
ซีรี่์ก็เหมือนจะเคยดูทางทีวี
แต่ชักสับสน จำรายละเอียดไม่ค่อยได้
เพราะหนังญี่ปุ่นแนวนี้ออกมาเยอะเหมือนกันนะครับ

 

โดย: calcium_kid 16 กุมภาพันธ์ 2552 21:40:21 น.  

 

ไม่แน่ใจแต่คิดว่าได้ดูเรื่องนี้ทางหนังแล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องเดียวกันหรือเปล่า แต่ก็เนื้อหาคล้ายกัน ก็สนุกดีครับ แต่ยังไม่หลุดจากหนังสไตล์ญี่ปุ่นออกมาสักเท่าไหร่

 

โดย: จุใจ IP: 58.9.147.196 9 มีนาคม 2552 8:57:46 น.  

 

แนะนำเว็บดูหนังซีรีย์เกาหลีฟรี

 

โดย: koreaserie (loveyoupantip ) 6 สิงหาคม 2554 7:25:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.