พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ขณะคนอื่นรังเกียจ แต่คนคู่หนึ่งจะยืนให้กำลังใจและโอกาสเสมอ

ผมทำงานอยู่กับเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดจนกระทำความผิด เห็นชีวิตคนในแง่มุมต่าง ๆ มากมายซึ่งทำให้ต้องชวนคิดและอดไม่ได้ที่จะเล่าสู่กันฟัง

เด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบันสร้างความสุขให้กับคนรอบข้างอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่กลับทำให้คนที่ให้กำเหนิดและเลี้ยงดูเขามานั่งร้องไห้ได้ทุกวัน ไม่เชื่อฟัง เถียงและหันหลังเดินหนีง่ายๆ เศร้า..

บางครั้งเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะกระทำความผิดใหญ่โต ขณะพนักงานสอบสวนคุมตัวไปทำแผน ประชาชนและญาติผู้เสียหายก็เข้ามารุมประชาทัณฑ์ ต้องการแก้แค้นให้กับเหยื่อ

ในเวลาเดียวกันอีกมุมหนึ่งก็จะมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนร้องไห้ เอามือปิดหน้าดูภาพเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ไม่ได้

เมื่อพนักงานสอบสวนคุมตัวขึ้นรถไปควบคุมตัวที่โรงพัก ชายหญิงคู่นี้ก็จะเดินเข้าไปสวมกวด เอามือลูบหัว และกล่าวว่า"ไปชดใช้กรรมนะลูกแล้วกลับมาหาพ่อกับแม่" กล่าวจบก็จะเป็นลมประคองตนเองไม่อยู่ ซึ่งผิดกับอารมณ์ของประชาชนและญาติของเหยื่อ..

ลูกไม่ว่าจะก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะอย่างไร คนจะประนามหยามเหยียดลูกของตนอย่างไร ยามเมื่อลูกเดือดร้อนและตกทุกข์ได้ยาก เขาก็เป็นคนที่ยังคงรักและเข้าใจ พร้อมจะยืนเคียงข้างเสมอ...

ผิดกับลูกๆ ที่ดื้อกับพ่อแม่ คำสั่งสอนของพ่อแม่ก็เป็นคนก่นด่า คำด่าหยาบๆ คายๆ ของเพื่อน ๆ กับกล่าวขอบคุณที่ตักเตือน

พ่อแม่คงต้องอดทน และให้อภัยต่อไป ๆ ๆ ๆ

จะมีเด็กและเยาวชนสักกี่คนที่จะเห็นความเจ็บปวดรวดร้าวหัวใจของพ่อแม่ และหันมาสนใจ

เด็กและเยาวชนบางคนก็ไม่มีโอกาสเลยชั่วชีวิต เพราะกว่าเขาจะคิดได้ก็ไม่มีพ่อแม่คอยแนะนำตักเตือน หรือรับคำขอโทษเสียแล้ว..



Create Date : 21 พฤษภาคม 2553
Last Update : 21 พฤษภาคม 2553 16:23:29 น.
Counter : 394 Pageviews.

5 comments
  
เมื่อวานเพิ่งจะดูข่าวที่จีน มีคนเข้าบุกไปทำร้ายเด็กเล็กๆ ในโรงเรียนเสียชีวิตอีกแล้ว คนจีนเองก็เริ่มตื่นตระหนกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเค้า ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเพราะการพยายามจะก้าวให้เร็วในทางเศรษฐกิจ ทำให้คนส่วนหนึ่งในสังคมที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ทางฐานะ ทางสังคม ก้าวตามไม่ทัน จึงเกิดความเครียด ความกดดัน จนทำให้ระเบิดออกมาในลักษณะนี้

แม้แต่ในเมืองไทยเอง ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน

ขอให้กำลังใจท่านในการทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนต่อไปนะคะ
โดย: LeeJungJi วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:34:27 น.
  
การทำงานอยู่กับเด็กๆจริงๆแล้วมันเหนื่อยมากแต่งานแบบนี้ไม่มีใครอยากทำคนที่ทำงานกับเด็กโดยเฉพาะในกรมพินิจฯมันยิ่งยากกว่า จะมีคนสักกี่คนที่ทำงานนี้ด้วยใจและจิตวิญญาณ คนที่เขาทำได้แสดงว่าเขามีความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แต่คนที่ทุกข์ใจคือคนที่ทำงานหวังผลเพื่อส่วนตัว ดังนั้นผลที่ได้รับของคนสองคนจึงแตกต่างกัน ก็หวังว่าเราจะมีคนทำงานด้วยใจและจิตวิญญาณมาช่วยสร้างสรรค์พัฒนาเด็ก ก็หวังว่าแรงใจจากความเหนื่อยยากจะชโลมใจให้มีกำลังที่แข็งแกร่งและยืนหยัดต่อสู้อุปสรรคได้ต่อไปครับ
โดย: chanya IP: 58.147.54.119 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:50:40 น.
  
รู้สึกีมากค่ะ ท่านเป็นคนที่น่ายกย่องคนหนึ่ง
โดย: ยายแก่ IP: 118.174.56.239 วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:36:40 น.
  
ท่านเป็นคนดีที่น่ายกย่อง ทำงานเพื่อเยาวชนด้วยใจ
มองเยาวชนที่ก้าวพลาดด้วยหัวใจ และพร้อมที่จะให้โอกาสเยาวชนลุกขึ้นมายืนหยัดในสังคมอีกครั้ง ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง เมื่อวันวารได้ผ่านพ้นไปและหันกลับมามองอดีตอีกครั้ง...เราทำไปได้อย่างไร?
ต๋อย-สวท
โดย: TOY-PPAT IP: 125.25.239.171 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:58:16 น.
  
สุดท้ายแล้ว
เราคงต้องมาดูกันจริงๆแล้วนะครับ
ว่าปัญหาจริงๆอยู่ตรงไหน

และปฏิเสธไมไ่ด้เลยว่า
ครอบครัวและการเลี้ยงดู
คือรากฐานของปัญหาจริงๆ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:39:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า