เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เรียนฟรี ทำอย่างไรให้เป็นจริง

เมื่อเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะกระทำความผิด และศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ฝึกและอบรมในศูนย์ฝึกและอบรมในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดแล้ว หน้าที่สำคัญของศูนย์ฝึกและอบรมฯ นอกจากบำบัดแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์แล้ว ยังต้องมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพแก่เยาวชนเหล่านั้นด้วย


แต่มีเยาวชนจำนวนหนึ่งศูนย์ฝึกและอบรมฯ ไม่สามารถจัดการศึกษาต่อให้ได้เนื่องจากเด็กและเยาวชนไม่มีใบระเบียนแสดงผลการเรียนหรือ “รบ” ทั้งที่เยาวชนรายนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วก็ตาม..งงไปเลย


เหตุผลที่สำคัญอะไรโรงเรียนจึงไม่ยอมออกใบ “รบ”ให้นักเรียนทั้งที่เรียนจบ ..?..


คำตอบที่ฟังแล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ..”ผมไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนครับ”


แล้วทำเธอไม่กู้เรียนละไม่เห็นเขาโฆษณาหรือ.?. “ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่มีให้กู้ครับ จะกู้ได้ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายเป็นต้นไป”..ฮาไม่ออก


แสดงว่าชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รัฐจัดการศึกษาให้ฟรีใช่ไหมครับ แล้วทำไม่เราต้องจ่ายค่าเล่าเรียนละครับ... “ไม่ฟรีหรอกครับ ผมต้องจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษาปีละประมาณ 3,000 บาท ค่าประกันชีวิต 150 บาท และค่าสาธารณกุศล 100 บาท(ทำบุญแบบไม่สมัครใจ ได้บุญมากเลย..ฮา.) และค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครอง อีก 200 บาท”…มึม..มึน..


“นอกจากนี้นะครับ แบบเรียนที่แจกฟรี พอผมเรียนจบโรงเรียนจะเรียกเก็บคืนทุกเล่ม ถ้าเล่มไหนผมทำหายก็ต้องจ่ายเงินคืนอีก ผมเห็นเพื่อนผมบางคนไม่ยอมเอาหนังสือกลับบ้านเลยเพราะกลัวทำหายแล้วไม่มีเงินจ่าย” พ่อหนุ่มน้อยตอบเสียยืดยาว


สิ่งเหล่านี้ผมจะพบเห็นทุกๆ ปีจากข้อมูลที่เราได้จากเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะกระทำผิดเข้ามา


ปีนี้ มีประสบการณ์ตรงเลย มีเพื่อนมาปรึกษาและเล่าให้ฟังว่ารู้จักเด็กที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วแต่ยากจนมากไม่สามารถเรียนต่อได้ ตั้งใจว่าจะหางานทำแล้วเรียนการศึกษานอกโรงเรียนควบคู่ไป ก็ไม่สามารถสมัครงานได้อีกเพราะไม่มีใบระเบียนแสดงผลการเรียนหรือ “รบ” เนื่องจากค้างค่าเล่าเรียน ..แล้วชีวิตของเขาเหล่านั้นอนาคตจะเป็นอย่างไร ?


ผมเลยควักเงินส่วนตัวให้ไป 7,060 บาท เพราะพ่อหนุ่มค้างเงินบำรุงการศึกษา ม.2 จำนวน 3,200 บาท ชั้น ม.3 จำนวน 3,110 บาท ค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครองและครู 2 ปีจำนวน 600 บาท ค่าประกันชีวิต 2 ปี จำนวน 300 บาท


ผมก็นำเรื่องนี้ไปเล่าสู่เพื่อนพี่น้อง คนรู้จักและผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือฟัง หลายคนก็แสดงความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญ คุณขนิษฐา เทวินทรภักติ ผู้ใหญ่ใจดีก็ขันอาสาเข้ามาช่วยเหลือเยาวชนอีก 2-3 ราย ขอบคุณจริงๆ ครับ


ผมไม่ทราบว่าเด็กยากจนและด้อยโอกาสที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ในประเทศของเรามีจำนวนเท่าใดในแต่ละปีที่ต้องจบชีวิตการศึกษาและหมดอนาคตการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ เพียงแค่ไม่มีผู้ใหญ่ใจดีที่คิดเป็นทำเป็น เขามองเห็นชีวิตของเด็กๆ และอนาคตของชาติเหล่านั้นเป็นเพียงทางผ่านหรือเครื่องมือทำมาหากินใช้เลี้ยงเฉพาะตัวเองและครอบครัวของตนเท่านั้น ส่วนเด็กและเยาวชน หรือประเทศชาติจะเป็นอย่างไรก็ช่าง...ช่างนาเสียดายจริง ๆ




Create Date : 08 เมษายน 2553
Last Update : 8 เมษายน 2553 16:34:49 น.
Counter : 567 Pageviews.

5 comments
  
เมื่อไหร่ เด็กไทยจะได้เรียนฟรี การศึกษามีคุณภาพเสียที
โดย: mooman IP: 180.183.175.254 วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:17:37:29 น.
  
โรงเรียนสมัยนี้ ค่าใช้จ่ายแฝงเยอะค่ะ
โดย: Scorchio วันที่: 9 เมษายน 2553 เวลา:1:33:35 น.
  
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tatatoom&month=02-2009&date=21&group=31&gblog=11

มาสวัสดี...ครับ
โดย: ใครหว๋า...ตาติ๊ก (สกุลเพชร ) วันที่: 8 พฤษภาคม 2553 เวลา:6:15:32 น.
  
วันนี้ก็เจอcaseแบบนี้ในจังหวัดที่ทำงานอยู่ เด็กเป็นศูนย์กลางน่าจะไม่ใช่เฉพาะในกรมพินิจ โรงเรียน แต่น่าจะเป็นจังหวัดหรือเปล่า
โดย: gee-up IP: 113.53.126.29 วันที่: 14 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:33:22 น.
  
เราแทบจะไม่มีรัฐบาลใดเลย
ที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
กับระบบการศึกษาครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:37:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า