เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
อคติล่วงหน้า ความทุกข์ที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง

ผมได้มีโอกาสได้อ่าน Web เรื่อง “ระแวง” จาก “//webboard.sanook.com/forum/?topic=3075144.msg15520982#msg15520982” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจมาก ทำให้เราชวนคิดได้หลายมิติ เรื่องมีอยู่ว่า...


ดิฉันแต่งงาน เมื่อ พ.ศ. 2534 และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวและลูกชายอย่างละคนชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 24 ตารางวาบนถนนแจ้งวัฒนะ


ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว ตอนหลังเค้าเลิกกันเขามาหาดิฉันดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน แต่ว่ามาคนเดียวนะคะส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา


น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปีจนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉันเกือบสลายคือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น.


และในเวลา 00.45 น.


ดิฉันได้ยิน เสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้วแต่ดิฉันหลับต่อมาก็ตกใจตื่นตอน ตี 2 กว่านิด หน่อย ไม่เห็นสามีนอนอยู่ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี ใจหายวาบ รีบลงมาที่โซฟาข้างล่างก็ไม่มี รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่


ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก เหลืออยู่ห้องเดียวคือ...ห้องน้องสาว..ของดิฉัน

ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน หัวใจเต้นแรงผิดปกติอยากจะเป็นลม


แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติคิดในใจว่า ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาวน้ำตาก็ไหล นึกในใจว่า จะทำอย่างไร ? เราจะทำอย่างไรดี ลูกก็ยังเล็กดิฉันตัดสินใจ ? เลิก?


ยังไงก็ต้องเลิก


แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่นส่วนดิฉันจะอยู่กับลูกๆ คือจะยกสามีให้น้องสาวไป ถ้าเขารักกัน


จนประมาณ ตี 3 กว่าๆ


ดิฉันนึกในใจว่า ถ้าดิฉันโทรฯเข้ามือถือเขาแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาว แน่ๆเลย เป็นไงเป็นกันดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ


ใจดิฉันเต้นแรง จนเกือบหลุดออกมาข้างนอก


ดิฉันยืนอยู่หน้าห้องน้องสาว....แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากใน ห้องของน้องสาวเลยแต่โทรฯ ติดแล้วเขาอยู่ไหน ??


“ฮัลโหล ?”


“เธออยู่ไหน ? ดิฉันตวาด”


“ก็นอนอยู่ในรถสิ อีบ้า รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้กูจะกลับดึกยัง ล็อคประตูอีกยุงก็กัด...”

ผมอ่านแล้วทำให้เห็นว่าความระแวงดังกล่าว คล้ายประหนึ่งว่าเรา "มีอคติล่วงหน้า" ซึ่งในชีวิตความเป็นจริงของเราทุกๆ คนก็จะมีเรื่องราวเหล่านี้ปะปนเข้ามาอยู่เนือง ๆ และสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความทุกข์ให้เราทั้งสิ้น แม้ผลสุดท้ายจะไม่เป็นความจริง แต่เราก็เรียกมันกลับมาไม่ได้..น่าเสียคายจริง ๆ ...




Create Date : 05 เมษายน 2553
Last Update : 5 เมษายน 2553 16:11:41 น.
Counter : 391 Pageviews.

2 comments
  
อ้นนี้เข้าทางทฤษฎี A B C คิอ A เหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น C คือผลที่เราได้รับ B คือความเชื่อ ดังนั้นผลของการมีอาการต่างๆของเราที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับเหตุการณ์มันจะส่งผลให้มีความรู้สึกอย่างไร มากน้อยแค่ไหนมันเกิดเพราะ B คือความเชื่อของเรา
สรุปไม่อยากให้เกิดผลลบหลังเหตุการณ์เราต้องเปลี่ยนความเชื่อ คือ B ถ้าได้ C ก็จะเปลี่ยนตาม เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยน A คือเหตุการณ์ได้
ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริง วันหนึ่งมีมอร์เตอร์มีคนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกันและทำทีว่ากำลังจะแซงรถของผมแต่เราเห็นผิดปกติ ยังไม่ทันได้แซงข้างหน้ามีรถตำรวจวิ่งอยู่ เจ้ามอร์เตอร์ไซค์จึงเบรคแล้วเลี้ยวกลับอย่างรวดเร็ว เราคิดว่าถูกตามประกบยิงแน่ เราก็กลัวจากนั้นไม่กล้าไปทำงาน หรือพอเข้าที่ทำงานได้ก็ไม่กล้ากลับบ้าน เพราะกลัวถูกยิง วันต่อมามีโจรสองคนถูกยิงตาย สักษณะคล้ายๆ กับคนเมื่อวานที่ทำท่าจะตามเรา จึงนำทฤฎี ABC มาใช้โดยเชื่อว่าไอ้โจรที่ตามเราเมื่อวานมันถูกยิงตายแล้ววันนี้ พอเชื่อว่าอย่างนั้นมันโล่งใจขึ้นมาทันที แล้วจากนั้นเราก็กล้าไปทำงาน ด้วยความสบายใจ (ที่จริงไอ้คนที่จะแซงมันใช่โจรหรือไม่ก็ไมทราบได้และไอ้คนที่มันตายก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร) แต่พอเราทำใจเชื่อไปอย่างนั้นมันก็หายกลัว ใตรจะนเอาไปใช้จะได้ประโยชน์มาก ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นมากครับ
โดย: chanya IP: 222.123.180.192 วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:0:33:19 น.
  
อ่านแล้วแอบลุ้นตามไปด้วยเลยครับ 555

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:36:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า