มีนาคม 2555

 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
23
24
25
26
28
29
30
31
 
All Blog
การสรรหา แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการที่ควรจะเป็น ทำอะไรไม่คิดถึงองค์กรหรือประชาชน..ย้ายผมดีกว่า
...การบริหารราชการระดับกรมของส่วนราชการต่างๆผู้บริหารสำคัญในตำแหน่งอธิบดี(นักบริหารระดับสูง) และรองอธิบดี(นักบริหารระดับต้น) เป็นตำแหน่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรว่าองค์กรนั้นๆ จะขับเคลื่อนอย่างก้าวกระโดด จะล้มไม่เป็นท่า หรือยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่
...แต่การแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ ของส่วนราชการในปัจจุบัน มักถูกแทรกแซงหรือมีใบสั่งเสมอๆ อุปมาคล้ายจะเป็นวัฒนะธรรมใหม่ของส่วนราชการ
จากประสบการณ์ เห็นว่าการแต่งตั้งราชการประเภท “แบบใบสั่งมา” โดยเฉพาะพวกที่ข้ามห้วยข้ามเหวมาจากกรมอื่นนั้นเป็นการทำลายระบบบริหารราชการมากกว่าประโยชน์ราชการ เว้นแต่สถานการณ์ขณะนั้นมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าบุคลากรในองค์กรนั้นเข็นไม่ขึ้นจริง ๆ ขณะเดียวกันหากจัดให้มีการสรรหาอย่างโปรงใสและตรวจสอบได้ก็จะทำให้เกิดการตื่นตัวและจะเป็นประโยชน์
...ข้อเสนอจากประสบการณ์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่การบริหารราชการนั้น การแต่งตั้งนักบริหารระดับต้น(ผู้อำนวยการสำนัก, ผู้ตรวจราชการกรม) โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นนักวิชาชีพสมควรอย่างยิ่งต้องเป็นบุคคลภายในหน่วยงานนั้นๆ เนื่องจากต้องใช้ประสบการณ์และองค์ความรู้ที่สะสมจนมีความเชี่ยวชาญชำนาญในการนั้น ๆ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนราชการและราชการจริงๆ ไม่ควรใช้อำนาจทางการบริหารสั่งย้ายข้าราชการคนจากองค์กรอื่นเข้ามาในตำแหน่งว่าง เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แก่ราชการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของบุคลากรทั่วทั้งองค์กร ทั้งยังเป็นการสร้างภาระในการบริหารและความเชื่อมั่นของในองค์กรต่อผู้บริหารอย่างมาก เพราะการกระทำเช่นนั้นมิใช้เป็นน้ำมันหล่อรื่นที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ
...ส่วนกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งนักบริหารระดับต้นในตำแหน่ง “รองอธิบดี” ถ้าองค์กรนั้นๆ มี 2 หรือ 3 อัตรา ควรเป็นคนนอกไม่เกิน 1 อัตรา เพราะจะเป็นต้องให้มีคนที่เข้าใจระบบงานและกระบวนการเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ส่วนบุคคลภายนอกเข้ามา 1 อัตรานั้นก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้อีก 2 อัตราที่เป็นคนในเกิดการตื่นตัว ต้องพัฒนาตัวตนอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันบุคคลภายนอก 1 ...อัตราก็ไม่สามารถนิ่งเฉยที่จะไม่พัฒนาตัวเองไม่ได้ เพราะคู่คิดและเพื่อนร่วมทางเดินนั้นก็ผันแปรเป็นคู่แข่งได้เช่นกัน
...สำหรับ กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งนักบริหารระดับสูง (อธิบดี) จะเป็นคนในหรือคนนอกไม่สำคัญ แต่การจะแต่งตั้งบุคคลใด ๆ ให้เข้ามารับตำแหน่งนั้นจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และเชี่ยวชาญชำนาญในงานนั้นจริง ๆ หรือไม่ก็ต้องมีข้อมูลในเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับของบุคคลในกระทรวงและนอกกระทรวง ควรต้องยกเลิกระบบ “ใบสั่ง” ประเภทที่ “ต้องได้” มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อระบบราชการชนิดน้ำซึมบ่อทราย กว่าจะรู้อีกทีน้ำก็เต็มบ่อหรือไม่ก็บ่อทรายนั้นพังทลายเสียแล้ว
...นอกจากนี้ กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นในตำแหน่งต่างๆ ภายของส่วนราชการในลำดับรอง ๆ ลงไป หรือแม้แต่การโยกย้ายบุคลากรภายใน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมโปรงใส ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในทุกขั้นตอนและประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
...อนึ่ง อย่างไรก็แล้วแต่การสรรหา แต่งตั้ง และโยกย้ายบุคลกรนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีบุคคลรู้จักขอความช่วยเหลือหรือขออนุเคราะห์บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งแม้แต่ตาสียายสา ตามียายมา ก็สามารถร้องขอได้เฉกเช่นเดียวกัน เพียงแต่อย่าใช้ระบบเด็กฝาก ที่ไม่มองประโยชน์ราชการเป็นสำคัญ.
...การจะดำเนินการแบบนี้ได้ จุดแข็งอยู่ที่ผู้บริหารที่มีอำนาจในองค์กรนั้น ๆ ว่าจะเอาองค์กรและราชการเป็นสำคัญ หรือว่าจะเอาเพียงแค่ตนเองเป็น “ผู้ที่รอด” องค์กรจะเป็นอย่างไรก็ช่าง



Create Date : 02 มีนาคม 2555
Last Update : 2 มีนาคม 2555 9:32:45 น.
Counter : 609 Pageviews.

3 comments
  
อนาคตประเทศไทยอยู่ที่คนพวกนี้ล่ะค่ะ จะให้เจริญเหมือนอดีตหรือจะให้เพื่อนบ้านที่ด้อยกว่าเราในอดีตล้ำหน้าเราไป ไม่นึกกันเลยว่ารุ่นนี้ตัวเองทำบ้านเมืองแบบนี้แล้วลูกหลานของพวกเขาจะตกต่ำเหมือนกับคนไทยทุกๆคนที่เกิดในรุ่นหลังเหมือนกันหมด เสียดายประเทศไทย
โดย: jewelmoda วันที่: 2 มีนาคม 2555 เวลา:9:51:50 น.
  
เห็นด้วยกับบทความนี้ อย่างยิ่ง ครับ
โดย: **mp5** วันที่: 2 มีนาคม 2555 เวลา:13:30:32 น.
  
มงคล ๓๘ ข้อที่ ๓๔ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมห ไม่ติดข้องในโลกธรรม ท่านก็ได้ปฏิบัติมาและทราบซึ้งดีแล้ว ดังนั้นแม้จะอย่างไรท่านก็ไม่ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างโหดร้ายแน่ๆ
โดย: หนานเตอะ akkapunyo58@gmail.com IP: 115.87.181.149 วันที่: 2 มีนาคม 2555 เวลา:22:37:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า