กุมภาพันธ์ 2553

 
1
2
3
4
5
6
7
8
11
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
26
27
28
 
 
All Blog
ข้อเสนอเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน พ.ศ. ๒๕๕๓
ข้อเสนอเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน พ.ศ. ๒๕๕๓
ข้อมูลพื้นฐาน

จากสถิติเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดกระทำความผิดเฉลี่ยประมาณปีละ ๔๖,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ รายต่อไป มีข้อคนพบที่สำคัญและเป็นเครื่องบ่งชี้สถานการณ์หรือเครื่องมือทำนายสถานการณ์เด็กและเยาวชนของชาติที่สามารถนำไปสู่มาตรการดูแลและการป้องกันปัญหาเยาวชนของชาติได้ ดังนี้

ฐานความผิด ยาเสพติดร้อยละ ๒๒.๐๐ เกี่ยวกับทรัพย์ร้อยละ๑๙.๐๙ ชีวิตและร่างกาย ร้อยละ ๑๓.๐๗ อาวุธร้อยละ ๗.๓๙ เพศร้อยละ ๔.๗๔ และความสงบสุขและเสรีภาพร้อยละ๔.๔๕


อายุ ระหว่าง ๑๐-๑๔ ปีร้อยละ ๑๕.๒๙ และระหว่าง ๑๕-๑๘ร้อยละ ปี ๘๔.๗๑

ระดับการศึกษาขณะกระทำความผิด ประถมศึกษาร้อยละ ๒๙.๑๐ มัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ ๓๙.๒๘ มัธยมศึกษาตอนปลายและสูงกว่า ร้อยละ ๒๑.๐๖ ไม่เคยเรียนหนังสือเลยร้อยละ ๓.๙๘

สาเหตุการกระทำความผิด คบเพื่อนร้อยละ ๓๘.๓ คึกคะนองร้อยละ๑๔.๙๒ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ร้อยละ ๑๑.๙๕ เศรษฐกิจร้อยละ ๖.๘๗ สภาพครอบครัวร้อยละ ๕.๖๕ ทะเลาะวิวาท
ร้อยละ ๔.๖๙ ถูกชักจูงหรือถูกบังคับร้อยละ ๓.๙๗ ป่วยทางจิตร้อยละ ๐.๑๓ แลอื่น ๆ ร้อยละ ๑๓.๕๑

สถานะภาพครอบครัว สมบูรณ์ร้อยละ ๔๙.๙๘ ครอบครัวแตกแยกร้อยละ ๕๒.๐๒
(กรณีครอบครัวแตกแยกพักอาศัยอยู่กับมารดาร้อยละ ๑๙.๖๒ ปูย่าตายายร้อยละ ๑๐.๒๗
บิดาร้อยละ ๖๐๖ พี่น้องญาติร้อยละ ๖.๔๑ เพื่อนร้อยละ ๑.๗๔ ตามลำพังร้อยละ ๑.๖๕ คู่สมรส
ร้อยละ ๑.๒๓ ผู้อุปการะร้อยละ ๐.๕๕ บิดาเลี้ยงร้อยละ ๐.๓๙ มารดาเลี้ยงร้อยละ ๐.๒๕ และเร่ร่อนร้อยละ ๐.๒๑)
ระดับเชาว์ปัญญา ฉลาดร้อยละ ๑๗.๐๕ ฉลาดมากร้อยละ ๐.๔๖ ปานกลางร้อยละ ๗๐.๕๕ ปัญญาทึบร้อยละ ๙.๒ และทึบมากร้อยละ ๒.๓๕

ประเด็นพิจารณา

จากข้อมูลที่พบข้างต้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุปัจจัยในการกระทำความผิด โครงสร้างทางอายุ ระดับการศึกษา และสถานะภาพในระหว่างการกระทำความผิดนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก เนื่องจากเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นมีการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ และสังคมที่สูงกว่าในทุก ๆ ช่วงวัย เช่น ต้องการเป็นตัวของตัวเองด้วยการแยกตัวออกจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ต้องการได้รับการยอมรับ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง จึงต้องการคบเพื่อนวัยเดียวกันหรือต่ำกว่าเนื่องจากมีความเจนโลกเท่า ๆ กัน ผนวกกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนไม่เข้าใจในพฤติกรรมของเด็กในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะบิดามารดายังคงมีประสบการณ์เดิม ๆ ของตนเองบวกกับความคาดหวังของตนเองที่มีต่อตัวเด็กและเยาวชนสูง ซึ่งล้วนเป็นความปรารถนาหรือความสุขของบิดามารดามากกว่าความปรารถนาหรือความสุขของเด็กและเยาวชน เมื่อเยาวชนทำไม่ได้ก็มักจะมีคำตำหนิ นำไปเปรียบเทียบกับเยาวชนคนอื่นตนเองเห็นว่ามีดีกว่า พฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นแรงส่งสำคัญที่ให้เด็กและเยาวชนออกจากอกของบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูไปอยู่ในหมู่ของเพื่อนๆ ซึ่งหากได้เพื่อนดีก็ดีไป แต่หากเพื่อนไม่ดีก็จะเกิดความเสียหายมาก

โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไปก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะลักษณะโครงสร้างสถาบันครอบครัวจากเดิมเป็นลักษณะ “ครอบครัวขยาย” ซึ่งมีข้อดี คือ ได้เห็นประสบการณ์คุณทวด ปู่ย่า ตายายครองเรือน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานโหลนเหลน ทำให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้โรงเรียนสอนการเป็นพ่อเป็นแม่เสมือนจริงตามธรรมชาติมาก พร้อมทั้งยังมีกิจกรรมของคน ๓ วัยได้กระทำร่วมกันทั้งวันทั้งปีตั้งแต่การประกอบอาชีพในครัวเรือน การทำงานบุญประเพณี งานศาสนาและอื่น ๆ แต่ปัจจุบันโครงสร้างสถาบันครอบครัวเปลี่ยนเป็นลักษณะ “ครอบครัวเดี่ยว” เด็กและเยาวชนไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้โรงเรียนพ่อแม่ทางธรรมชาติเหมือนที่เคยมี จึงเกิดกระบวนการลี้ยงดูเด็กแบบผลัดมือหรือส่งต่อหลายมือ เช่น บางช่วงเป็นหน้าที่ของปู่ยาตายาย พี่เลี้ยง สถานรับเลี้ยงเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน
พอ ๓ ขวบครึ่งก็อยู่ในครูอนุบาลมีและไม่มีมาตรฐานเช่นกัน และพอโตขึ้นก็อยู่โรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมตามลำดับ โดยมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองเป็นเพียงตัวสอดแทรกในช่วงขณะเวลาเท่านั้น ดังนั้น จึงทำเด็กและเยาวชนไม่มีตัวแบบที่ดีให้เป็นแบบอย่างที่จะสามารถยึดถือเป็นแบบอย่าง ประกอบกับสถาบันศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีมีความอ่อนตัวอยู่ในระดับที่สามารถจับวัดได้ด้วยความรู้สึก

นอกจากนี้กระบวนการเปลี่ยนไปของโลกาภิวัตรแบบ ๓๖๐ องศา ทั้งทางด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร และอื่น ๆ ที่มีการแข่งขันกันชนิดไม่คำนึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ซ้ำร้ายบางครั้งก็นำจุดอ่อนหรือความต้องการของเด็กและเยาวชนมาสร้างโอกาสอย่างขาดความรับผิดชอบ

ดังนั้น จึงเด็กและเยาวชน จึงไม่มีเครื่องมือแบบดั่งเดิมที่คอยช่วยกลั่นกรองหรือกั้นให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามเข้ามาได้เลย หากเปรียบเสมือนขนาดร่างกายของและเยาวชนเป็นฟองน้ำ เขาก็พร้อมจะรับและซึมซับได้ทุกอย่างไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นน้ำฝน น้ำเค็ม น้ำคลอง หรือน้ำคลำ และท้ายที่สุดผู้ใหญ่ใจร้ายที่ไม่มีความเข้าใจเด็กและเยาวชนก็โทษลงมาที่ตัวเด็กและเยาวชนเต็ม ๆ จึงเท่ากับเป็นการซ้ำเติมประเทศให้สถานการณ์เด็กและเยาวชนถลำลึกจนไม่สามารถแก้ไขได้ และคงหนีไม่พ้นต่อคุณภาพของพลและประเทศไทยในอนาคต เนื่องจาก “พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนทั้งโลกจะเป็นเครื่องบ่งชี้คุณภาพของพลเมือง และอนาคตของประเทศนั้น ๆ” ในขณะที่พฤติกรรมของเด็กหรือเยาวชนไทยในปัจจุบันมีลักษณะที่ “มีความอดทนต่ำแบบสุดๆ หงุดหงิดง่าย มีความสุขอยู่กับโลกปัจจุบัน มากกว่าการเตรียมการเพื่ออนาคต”
เครื่องบ่งชี้ที่สำคัญอีกประการจากการที่ประเมินเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดกระทำความผิดทั่วประเทศเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยนักจิตวิทยาคลินิกพบว่า ด้านพฤติกรรมการปรับตัวของเด็กและเยาวชนมีลักษณะที่ชอบเลี่ยงการเผชิญปัญหาโดยโทษคนอื่นร้อยละ ๒๔.๙๑ โทษตนเองโดยอ้างความบกพร่องเพื่อเลี่ยงการเผชิญปัญหาร้อยละ ๒๙.๐๙ ไม่ยอมรับรู้ปัญหาอย่างสิ้นเชิงร้อยละ ๒๔.๑๔ ไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหาโดยโยนความผิดให้คนอื่นร้อยละ๑๕.๐๐ โทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาร้อยละ๑๔.๓๖ โทษคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาร้อยละ ๙.๖๖ และปกติเพียงแค่ร้อยละ ๗.๙๖ เท่านั้น ในขณะที่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะสุขภาพจิตก็เป็นกลุ่มคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำร้อยละ ๒๖.๗๗ พฤติกรรมก้าวร้าวร้อยละ ๑๙.๐๒ ไม่เป็นมิตรร้อยละ ๑๒.๘๓ ซึมเศร้าร้อยละ ๕.๗๑ และมีพฤติกรรมอันธพาลร้อยละ ๒.๗๗

ดังนั้น หากปล่อยให้สถานการณ์เด็กและเยาวชนยังคงเป็นเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความมั่นคงของประเทศได้

ข้อเสนอระยะยาว

ยกระดับปัญหาด้านเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ และมีการดำเนินการอย่างจริงจังในทันที เนื่องจากในอดีตมีแต่การกล่าวถึงแต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนนานาอารยประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเยาวชนของเยอรมัน มีเข็มมุ่งสำคัญ ๔ ด้านประกอบด้วยระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ขยันมั่นเพียร และประหยัด ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ก็มีเข้มมุ่งสำคัญ ๕ ด้านประกอบด้วย รักชาติ ลูกกตัญญู ซื่อสัตย์ รักสิ่งแวดล้อม และยืนบนลำแข้งตนเองได้ ประชาชน สถาบันหรือองค์กรต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศต่างๆ เหล่านั้นมีความเข้าใจและเข้าถึงจึงมีการจัดกิจกรรมรองรับสนับสนุนและส่งต่อไม่ซ้ำซ้อน มีแต่ซ้ำเสริมตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวชุมชน สังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และยึดเข็มมุ่งดังกล่าวก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม โดยมีรัฐบาลแต่ละยุคสมัยจะเป็นผู้คอยกำกับทิศเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยไม่เคยมีเข็มมุ่งที่ชัดเจน

ดังนั้น หากประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์ในการดูแลเด็กและเยาวชนของชาติได้ มีเข็มมุ่งที่สำคัญที่ชัดเจน มีการกำกับทิศอย่างต่อเนื่องก็เหมือนกับการมีกระบวนการผลิตซ้ำทางความคิดอย่างต่อเนื่องจากยุคสู่ยุค และท้ายที่สุดก็พัฒนาเป็นวัฒนธรรมดูแลเด็กและเยาวชนของชาติในที่สุด

แผนระยะสั้น

๑. ใช้กฎและคำปฏิญาณของลูกเสือเป็นเข็มมุ่งในการสร้างเด็กและเยาวชนของชาติ เนื่องจากลูกเสือทำให้เด็กและเยาวชนได้“รู้จักและมองคุณค่าของตนเอง สามารถคิด แก้ปัญหา และปรับตัวกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งเมื่อเขาเติบโตจะเป็นผู้นำที่มีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่น ร่วมสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน มีจิตใจดี มองชีวิตด้านบวก และพร้อมช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า” ดังจะเห็นได้จากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สำคัญยิ่งของรากฐานการพัฒนาประเทศคือการพัฒนาและสร้างเยาวชนของชาติ ที่ว่า “กองเสือป่า” ได้ตั้งขึ้นเป็นหลักฐานแล้ว พอจะเป็นที่หวังได้ว่าจะเป็นผลดีตามพระราชประสงค์ แต่ผู้ที่จะเป็นเสือป่าต้องเป็นผู้ที่นับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฝ่ายเด็กชายที่ยังอยู่ในปฐมวัย ก็เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับความฝึกฝนทั้งในส่วนร่างกายและในส่วนใจ ให้มีความรู้ในทางเสือป่า เพื่อว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้นแล้วจะได้รู้จักหน้าที่ ซึ่งผู้ชายไทยทุกคนควรประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นที่เกิดเมืองนอนของตน และการฝึกฝนปลุกใจให้คิดถูกเช่นนี้ ต้องเริ่มฝึกฝนเสียแต่เมื่อยังเยาว์อยู่ เปรียบเหมือนไม้ที่ยังอ่อนจะดัดเป็นรูปอย่างไรก็เป็นไปได้ง่าย และงดงาม แต่ถ้ารอไว้จนแก่เสียแล้ว เมื่อต้องการดัดก็ต้องเข้าไฟ และมักจะหักปริได้ในขณะที่ดัด ดังนี้ฉันใดสันดานคนก็ฉันนั้น” หรือ“ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น คือ เยาวชน ที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์ สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี”
นอกจากนี้ กระบวนการลูกเสือยังมีจุดแข็งที่สำคัญคือ มี


๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ
๒. นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในสภาลูกเสือ
๓. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
๔. คำปฏิญาณที่เกี่ยวกับวินัย การจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และกฎอีก ๑๐ ข้อเป็นเครื่องกำกับ
๕. ต้นทุนต่ำสุด เนื่องจากมีเด็กและเยาวชนในสถานการศึกษาที่เป็นลูกเสือและมีเครื่องแบบอยู่แล้วกว่า ๑๒ ล้านคน
๖. ครูหรือวิทยากรที่เป็นผู้กำกับลูกเสืออยู่แล้ว
๗. ค่ายลูกเสือกระจายอยู่ทั่วประเทศรองรับการจัดกิจกรรมได้ทันที
ปัจจุบัน แม้ลูกเสือจะยังคงมีให้เห็นในสถานศึกษา แต่คงเหลือแต่รูปแบบ ที่ขาดจิตวิญญาณตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงวางรากฐานการพัฒนาประเทศคือการพัฒนาและสร้างเยาวชนของชาติ

ดังนั้น รัฐบาลต้องกำชับและในเป็นตัวชี้วัดของบุคลากรทุกระดับที่เกี่ยวข้องด้วยการบรรจุให้อยู่ในคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณของส่วนราชการ

๒. เยาวชนกลุ่มเสี่ยง จากข้อมูลที่พบจากกลุ่มเยาวชนที่ก้าวพลาดกระทำความผิดซึ่งควรอยู่ในวัยเรียน แต่กลับมีเรียนหนังสืออยู่เพียงร้อยละ๓๓.๑๘ ช่วยเหลือตนเองด้วยการประกอบอาชีพรับจ้างร้อยละ ๒๗.๖๗ ซึ่งตามกฎหมายแรงงานของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปียังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และกลุ่มที่อายุไม่เกิน ๑๘ ปีก็ทำงานได้บางประเภทเท่านั้น ซึ่งงานต่าง ๆ เหล่านั้นก็เป็นงานที่ไม่เสถียรหรือมีความมั่นคงพอที่จะยึดเป็นสรณะในการใช้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้จริง ๆ ในขณะที่อยู่เฉย ๆ ไม่เรียนหนังสือและไม่ได้ประกอบอาชีพมีสูงถึงร้อยละ๓๐.๖๑

ดังนั้น หากนำเด็กและเยาวชน ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ประกอบอาชีพแล้วแต่อาชีพดังกล่าวยังไม่เสถียรหรือมีความมั่นคงในอาชีพมาร่วมกับกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้เรียนหนังสือและไม่ประกอบอาชีพซึ่งมีประมาณก็เกือบร้อยละ ๖๐ จึงนับว่าเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ในหมู่บ้านชุมชนนับว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากว่าหากปล่อยเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ไว้นอกจากจะไม่เป็นสินทรัพย์หรือต้นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้แล้ว เขาเหล่านั้นอาจเป็นตัวทำร้ายประเทศในอนาคตได้เท่าที่อายุเขามีอยู่


ข้อเสนอ

ก. จัดสำรวจและทำแผนที่เดินดินสถานการณ์เด็กและเยาวชนกลุ่มวัยเรียนแต่ไม่เรียนหนังสือในพื้นที่
ข. เมื่อพบตาม ก. ให้จำแนกออกเป็นกลุ่มมีทำงานและกลุ่มไม่ทำงาน
ค. กลุ่มที่ทำงานให้สำรวจว่างานนั้นมีความมั่นมั่นคงหรือไม่ ถ้าไม่ก็นำเข้าโครงการพัฒนาฝีมือแรงงาน แล้วหางาน หรือหาแหล่งทุนสนับสนุน ติดตามให้เขาอยู่ได้โดยไม่ถูกเอาเปรียบ จนเขาเหล่านั้นใช้อาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้
ง. กลุ่มไม่ทำงานและไม่เรียนหนังสือ สำรวจสภาพปัญหาว่าทำไมถึงไม่เรียนต่อ รายใดมีปัญหาแต่ยังคงมีความต้องการที่จะเรียนต่อ รัฐควรเข้าไปช่วยเหลือและจัดหาที่เรียนพร้อมสนับสนุนปัจจัยให้เพียงพอการศึกษาเหล่าเรียน และหากเกิดจากปัญหาครอบครัว รัฐก็ควรเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวนั้นๆ เพื่อให้บุตรหลานเขาเหล่านั้นได้กลับไปศึกษาเล่าเรียน สำหรับกลุ่มที่ไม่ประสงค์จะเข้าเรียนต่อก็ต้องสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมให้ฝึกอาชีพและหางานให้ทำเช่นเดียวกับ
ข้อ ค.




Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 12 เมษายน 2553 15:36:33 น.
Counter : 556 Pageviews.

1 comments
  
รับสมัครพนักงานนั่งดริ้ง มาม่าซัง สนใจโทรมาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 080-2047744
โดย: noiko10 IP: 124.120.10.74 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:28:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า