กุมภาพันธ์ 2553

 
1
2
3
4
5
6
7
8
11
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
26
27
28
 
 
All Blog
การบริหารศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การอยู่ร่วมกันจำนวนมาก ๆ ไม่ว่ากรณีใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการวางข้อกำหนดหรือกติกาที่ยอมรับร่วมกันของหมู่ชนนั้น ๆ
เด็กและเยาวชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ฝึกและอบรมในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนตามระยะเวลาที่กำหนดนั้นก็ไม่ต่างไปจากการอยู่ในชุมชนหนึ่ง เพียงแต่ความรู้สึกของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะแตกต่างไปจากชุมชนทั่ว ๆ ไปที่เขาเหล่านั้นคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ “คับที่ คับใจ และไร้อิสรภาพ”
ประกอบกับเด็กและเยาวชนเหล่านั้นจำเป็นได้รับการศึกษาที่เหมาะสมตามวัยทั้งสายสามัญและสายอาชีพควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ บำบัดแก้ไข ฟื้นฟู และสงเคราะห์ เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีวุฒิภาวะที่สมบูรณ์และสามารถกลับตนเป็นพลเมืองดีไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก
หนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญคือการให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีทักษะในการยอมรับกฎกติกาของสังคมหรือชุมชนด้วยการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่เขาเหล่านั้นจะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงในชุมชนของตนเองในภายภาคหน้าที่เขาเหล่านั้นจะต้องไปอยู่อาศัยเมื่อพ้นระยะเวลาการฝึกและอบรมตามคำสั่งหรือคำพิพากษา พร้อมทั้งลดความคับข้องใจที่คิดว่าตนเองเป็น “ผู้ถูกควบคุม” ในอารมณ์ความรู้สึกที่ว่า “คับที่ คับใจ และไร้อิสรภาพ” มาเป็นสถานที่แห่งนี้ “ไม่ใช่คุกเด็ก แต่เป็นที่พักพิงชั่วคราวหรือชุมชนของเด็กที่ก้าวพลาด”
แนวทางในการบริหารศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนโดยยึดเด็กและเยาวชน เป็นศูนย์กลางและมีส่วนร่วมนั้นจำเป็นต้องทำคู่ขนาดใน 3 ระดับ ประกอบด้วย
1. ระดับเจ้าหน้าที่หรือทีมงาน เนื่องแนวทางการบริหารศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนโดยยึดเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางนั้นเป็นนวตกรรมใหม่และเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่คุ้นเคยซึ่งเปลี่ยนจาก ”ระบบสั่งการ” เป็น ”กระบวนการมีส่วนร่วม” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการซักซ้อมทำความเข้าใจร่วมกัน ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ความสำฤทธิ์ขั้นสุดท้ายเกิดจากความพยายามของทุกห่วงโซ่” โดยทีมแรกคือ “ทีมผู้บริหารศูนย์ฝึกและอบรม” หรือ Quality Team (Q.T.) ซึ่งเป็น “ทีมคุณภาพ” ซึ่งต้องปรับความเชื่อและทัศนคติ รวมทั้งเห็นประโยชน์ร่วมกันเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นจึงทำความเข้าใจในทีมที่สองคือ “ทีมเจ้าหน้าที่ทั่วทั้งองค์กร”
2.ระดับเด็กและเยาวชน กระบวนที่สำคัญที่สุด คือการสร้างแรงจูงใจในกลุ่มเด็กและเยาวชนเห็นถึงความจำเป็นของการที่ต้องอยู่ร่วมกัน และยอมรับปรัชญาของศูนย์ฝึกและอบรมที่ว่า “สถานที่แห่งนี้ไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นที่พักพิงชั่วคราวหรือชุมชนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด” และเมื่อเราอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างอะไรกับบุคคลในครอบครัวหรือชุมชนเดียวกัน ฉะนั้น การบริหารครอบครัวหรือชุมชน จึงมีความจำเป็นที่บุคคลทุกฝ่ายที่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนนั้น ๆ ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารชุมชนของเราให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสุข ดังนี้
2.1 คัดเลือกคณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน โดยให้เด็กและเยาวชนเลือกผู้นำที่มี “คุณธรรม จริยธรรมและสามารถเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชนในการบริหารศูนย์ฝึกและอบรมฯ” ได้ จำนวน 20 – 25 คน ด้วยวิธีการเขียนชื่อเด็กหรือเยาวชนที่ตนเองเลือกลงบนกระดาษที่เตรียมไว้คนละ 1 ชื่อแล้วหย่อนลงกล่องหรือหีบเลือกตั้งที่เตรียมไว้ บุคคลที่มีคะแนนสูงสุดในลำดับที่ 20 หรือ 25 คนแรกแล้วแต่จำนวนที่แต่ละศูนย์เห็นสมควร กรณีเด็กและเยาวชนรายใดไม่มีศักยภาพในการเขียนหนังสือ ให้ครูเป็นผู้ช่วยเขียนตามคำบอกเล่าของเด็กและเยาวชน
2.2 เมื่อได้รายชื่อผู้นำตามข้อ 2.1แล้วก่อนแต่งตั้งผู้นำเหล่านั้นเป็นกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน ต้องให้เด็กและเยาวชนทุกคนที่ไม่ได้รับเลือกตอบกระทู้ 3 ประเด็นตามเอกสารแนบท้าย เพื่อให้เด็กและเยาวชนตรวจสอบและค้นหาตัวตน และวางแนวทางในการพัฒนาตนเอง ซึ่งจะดีกว่า “คำสอนด้วยการบอกเล่า” ดังนี้
2.2.1ทำไมเพื่อนเยาวชนทั้ง 25 คน จึงสมควรได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน
2.2.2ทำไมตัวเราถึงไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน
2.2.3ในโอกาสต่อไปหากมีการคัดเลือกกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชนอีก เราจะต้องปรับปรุงตัวอย่างไรบ้าง ถึงจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน
2.3 จัดประชุมคณะกรรมการกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวทางการบริหารร่วมกัน ดังนี้
2.3.1แจ้งให้คณะกรรมการทราบถึงชุดสิทธิประโยชน์ว่าด้วย “การแบ่งชั้น สิทธิประโยชน์ตามชั้น และการประเมินผลเด็กและเยาวชน” หรือ Grade System โดยเฉพาะสิทธิของการได้รับการลดวันควบคุมตัวในวโรกาสสำคัญ ๆ ที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีแนวทางร่วมกันกับศาลเยาวชนและครอบครัว ที่มีถึงปีละ 4 ครั้งในวันสำคัญอันประกอบด้วยวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ วันที่ 22 เมษายน วันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมพระโอรสาธิราชฯ วันที่ 28 กรกฎาคม วันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม และวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี รวมแล้วเด็กและเยาวชนมีโอกาสลดวันควบคุมตัวตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลถึงปีละ 4 เดือน หรือ 30 วันต่อ 1 วันสำคัญ ซึ่งแต่ละรอบการลดวันควบคุมตัวดังกล่าวเด็กและเยาวชนทุกรายจะมีคะแนนความดีติดตัวอย่างเสมอกันคนละ 100 คะแนนเต็มต่อ 1 รอบการลดวันควบคุมตัว
2.3.2ให้คณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน ร่วมกันพิจารณาว่า มีพฤติกรรมใดบ้างที่เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมและสามารถนำไปหักคะแนนความดีติดตัวของแต่ละคนในแต่ละรอบการลดวันควรคุมตัวได้ เช่น การทะเลาะวิวาท การสักร่างกาย การหนีหน่วยเรียน ฯลฯ กระบวนการในชั้นนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีอิสระในการนำเสนอ จึงให้เด็กและเยาวชนเขียนพฤติกรรมลงในกระดาษเปล่าขนาด 3x5 นิ้ว โดยไม่ต้องลงชื่อ 1 แผ่นต่อ 1 พฤติกรรม โดยแต่ละคนจะเขียนได้มากกว่า 1 พฤติกรรมก็ได้ กรณีเด็กและเยาวชนรายใดไม่มีศักยภาพในการเขียนหนังสือ ให้ครูเป็นผู้ช่วยเขียนตามคำบอกเล่าของเด็กและเยาวชน
2.3.3เมื่อคณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชนเขียนเสร็จแล้ว ให้ร่วมกันจัดกลุ่มพฤติกรรมที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน แล้วให้เด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพในการเขียน เป็นผู้เขียนพฤติกรรมเหล่านั้นลงบนกระดาน พร้อมปรับแต่งถ้อยคำให้เหมาะสมและเข้าใจง่าย
2.3.4ให้คณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน ร่วมกัน“ให้น้ำหนัก” ว่าพฤติกรรมใดมีความรุนแรงสูงสุดลงไปถึงต่ำสุด พร้อมทั้งให้ตกลงร่วมกันว่าพฤติกรรมใดจะถูกปรับลดคะแนนความดีติดตัวเท่าใดเป็นรายพฤติกรรมจากมากลงไปหาน้อย โดยที่คะแนนดังกล่าวนี้นอกจากจะนำไปใช้ในกระบวนการลดวันควบคุมตัวตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลแล้ว ให้นำไปใช้ในกระบวนการเลื่อนปรับชั้น Grade System ด้วย โดยให้อิสระแต่ละศูนย์กำหนดขั้นสูงขั้นต่ำร่วมกันว่าเกณฑ์ขั้นต่ำเท่าใดจึงจะไม่ได้รับการลดวันควบคุมตัวหรือเลื่อนปรับชั้น Grade System เช่น ต่ำกว่า 65 คะแนนเป็นต้น
2.3.5เมื่อได้ข้อยุติทั้งพฤติกรรมและคะแนนรายพฤติกรรมแล้ว ให้นำพฤติกรรมทั้งหมดเขียนลงบนกระดานที่มีขนาดที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนตามจำนวนที่เหมาะสม เพื่อนำไปติดในจุดที่เด็กและเยาวชน ผู้ปกครองหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งให้นำพฤติกรรมดังกล่าวจัดพิมพ์ลงในกระดาษ เพื่อให้เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ปกครองลงรายมือชื่อ เสมือนเป็นคำปฏิญาณร่วมกัน
2.3.6เปิดประชุมประชาคมเด็กและเยาวชนทั้งศูนย์ฝึกและอบรมฯ เพื่อทำความเข้าใจกติกาการอยู่ร่วมกัน แล้วให้เด็กและเยาวชนทุกรายลงลายมือชื่อรับทราบในแบบที่จัดพิมพ์ไว้ตาม ข้อ 2.3.5 พร้อมทั้งจัดส่งกติกาการอยู่ร่วมกันดังกล่าวไปให้ผู้ปกครองทุกท่านรับทราบทุกรายทางไปรษณีย์ และในโอกาสแรกที่บิดมารดาหรือผู้ปกครองเดินทางมาร่วมกิจกรรม หรือมาเยี่ยมเด็กก็ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองร่วมลงลายมือชื่อในแบบที่เด็กและเยาวชนลงลายมือชื่อไว้ก่อนลวงหน้าแล้ว
2.3.7เด็กและเยาวชน รวมทั้งบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่เพิ่งถูกศาลมีคำสั่งให้ฝึกและอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแต่ละแห่งจะได้รับคำแนะนำชี้แจงถึงหลักเกณฑ์การอยู่การบริหารศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนโดยยึดเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางและมีส่วนร่วม พร้อมลงลายมือชื่อในคราวเดียวกัน
2.3.8กรณีเมื่อเยาวชนมีพฤติกรรมเสียหายตามกติกาที่กำหนดร่วมกันดังกล่าว จัดให้มีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาปรับลดคะแนนความดีติดตัวดังกล่าวขึ้นมาชุดหนึ่งโดยคัดเลือกมาจากคณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชนดังกล่าว จำนวน 1 ใน 3 เพื่อมีหน้าที่ในการพิจารณาปรับเกรดและปรับลดคะแนนความดีติดตัว แล้วแจ้งผลให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับการปรับเกรดและปรับลดคะแนนความดีติดตัวทราบทุกราย โดยเด็กและเยาวชนที่ได้รับแจ้งถูกปรับลดคะแนนความดีติดตัวสามรถอุทธรณ์ได้ภายใน 7 วันนับแต่วันที่รับแจ้ง โดยความช่วยเหลือของครูที่ปรึกษา และคณะกรรมการชุดนี้จะมีการเลือกตั้งและพิจารณาทุกเดือน
2.3.9คณะกรรมการบริหารชุมชนหรือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฝ่ายเยาวชน มีวาระคราวระ 1 ปี แต่จะถูกจับสลากออก 1 ใน 3 เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ครบ 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้ง ก็ให้เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกใหม่ตามแนวทางที่กำหนดตามข้อ 2.1 และ 2.2 แต่สามารถรับเลือกใหม่เข้ามาอีกได้ เว้นแต่เด็กและเยาวชนคณะกรรมการรายนั้นพ้นจากการฝึกและอบรมตามคำสั่งหรือคำพิพากษา หรือมีเหตุให้ไม่ได้อยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมฯ ก่อนครบวาระ ก็สามารถเลือกตั้งใหม่มาทดแทนก่อนกำหนดเวลาได้
2.3.10กติกาหรือข้อตกลงดังกล่าวแต่ละศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอาจไม่เหมือนกัน และสามารถปรับเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับการประชุมประชาคมของชุมชนหรือศูนย์นั้น ๆ แต่ทั้งนี้ต้อง “ไม่ขัดต่อหลักคุณธรรม จริยธรรม และความสงบเรียบร้อยอันดี” ของหลักการอยู่ร่วมกัน
3.ระดับครอบครัวและชุมชน โดยหลักการ “ไม่ควรแยกเด็กและเยาวชนออกจากการปกครองดูแลของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะแยกบางส่วนหรือแยกออกอย่างสิ้นเชิง นอกจากสถานการณ์ของคดีนั้นทำให้จำเป็นต้องกระทำ” และก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปของคนทำงานด้านเด็กและเยาวชนว่า การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ที่ตัวเด็กและเยาวชน โดยไม่นำเอาครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นมาตรฐานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนทุกแห่งต้องนำครอบครัวของเด็กและเยาวชนมาร่วมด้วย ในส่วนที่ครอบครัวมีฐานะอยากจนทีอยู่ในเกณฑ์ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนนั้น ๆ จะเป็นผู้ออกค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายจำเป็นให้โดยในระยะแรกสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากเงินสลากกินแบ่งรัฐบาลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว จำนวน 26 ล้านบาทที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้รับการสนับสนุนมาแล้ว โดยอนาคตกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนต้องไปทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณได้ต่อไป เพราะท้ายที่สุดเด็กและเยาวชนต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน เมื่อพ้นระยะเวลาตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้นชุมชนก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าครอบครัวที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพราะหากเราสามารถทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นกลับตนเป็นพลเมืองดีได้โดยไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก ก็เท่ากับเด็กและเยาวชนเหล่านั้นจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้ยาวนานเท่าที่อายุของเด็กและเยาวชนนั้น ๆ มีอยู่ แต่ถ้าไม่สามารถดูแลให้เขากลับตนเป็นพลเมืองดีได้ในทางกลับกันเขาเหล่านั้นก็สามารถทำลายชุมชนได้เท่าที่อายุของเด็กและเยาวชนนั้น ๆ มีอยู่ ได้เช่นเดียวกัน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงควรให้ความสำคัญกับโครงการการนำเครือข่ายชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่กระบวนการป้องกันการกระทำผิด กระบวนการระหว่างสอบสวนและพิจารณาคดี กระบวนการหลังคำพิพากษา และกระบวนการหลังปล่อย
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาและรักษาเครือข่ายและชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายและผู้นำชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เช่น การประชุม หรือการอบรมเพิ่มเติมความรู้ ซึ่งในอนาคตกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมอันสำคัญนี้ แต่อย่างไรสถานพินิจฯ หรือศูนย์ฝึกและอบรมฯ บางแห่งอาจได้งบประมาณสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2553 16:28:27 น.
Counter : 1201 Pageviews.

5 comments
  
ขึ้นบัญชีดำประจาน โรงเรียน+หน่วยงาน ที่ปฏิเสธ อดีตเยาวชนจากสถานพินิจ ทั้งนี้ การฝึกอบรม ควรส่งเสริมให้เรียน วิทย์+คณิต อย่างหนัก
โดย: นพพล แก้วสูงเนิน IP: 125.25.70.254 วันที่: 12 กันยายน 2553 เวลา:0:55:20 น.
  
เวลาเด็กเกษตรหนีเรียน ผมซ่อมเสียจนแทบคลาน
โดย: นพพล แก้วสูงเนิน IP: 125.25.70.254 วันที่: 12 กันยายน 2553 เวลา:0:57:16 น.
  
ท่านอธิบดีครับผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ท่านเขียนถ้าทำได้ก็ยอดเย่ยมจริงๆ แต่ท่านครับท่านคงไม่เห็นไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ท่านรู้แต่สิ่งผู้ใต้บังคับบัญชาท่านเสนอ(สิ่งที่ไม่ดี) ผมเองมีลูกที่ก้าวผิด คบเพื่อนผิด อ่อนต่อสังคมปัจจุบัน อ่อนต่อเล่เหลี่ยมของคนในเครื่องแบบที่มีกฎหมายอยู่ในมือ จนต้องรับเคราะห์แทนเพื่อนเพราะไม่สนองต่อสิ่งที่คนในเครื่องแบบเรียกร้อง ขณะนี้รับเคราะห์นั้นมาเกือบปีแล้ว แต่ลูกผมเวรยังไม่สิ้น เมื่อเข้าไปอยู่ในศูนย์ฝึกก็โดนเพื่อนพาไป ไม่ไปก็แย่ เมื่อตามเพื่อนก็โดนเพิ่มโทษ ก็ไม่รู้จะโทษใคร สิ่งที่ผมพูดตอนต้นท่านรู้แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้ ผมในฐานะพ่อเวลาเข้าไปเยี่ยมลุก เมื่อลูกเข้ามานั่งใกล้มีอาการหวาดระแวง พอเด็กคนโน้น คนนี้เข้ามาจะมีอาการทุกครั้ง ผมเกิดความสงสัยสืบจนรู้ว่าอาการเหล่านั้นคือการป้องกันตัวชั่วขณะ กลัวว่าเมื่อกลับเข้าไปในศูนย์ฝึกจะโดนขาใหญ่ทำร้ายแบบไม่กระโตกกระตาก ผมสงสัยมาตลอดผมอ่านหนังสือค้นคว้าก็พบกับคำว่า "เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีวุฒิภาวะที่สมบูรณ์และสามารถกลับตนเป็นพลเมืองดีไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก"แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นเพราะ
1.เด็กเข้าไปอยู่นานย่อมแก่กล้าวิชา
2.เด็กอยู่นานเป็นที่โปรดปรานของครูเพราะเอาไว้ข่มเหงเด็กใหม่
3.ความเสมอภาคไม่มีมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเด็กชุดนี้เป็นเด็กฉันใครไม่ต้องเกี่ยวฉันดูเอง
ท่านครับสุดท้ายทำลายทรัพย์สินทางราชการ ต้องถูกนำไปฝากเรือนจำ และสุดท้ายกลายเป็น นช.เต็มขั้น
ยกตัวอย่างเช่นที่หนังสือพิมพ์ลงสุราษฎร์เป็นต้น ผมเองใครวิงวอนท่าน ถ้าจะให้เด็กเหล่านี้เป็นเหมือนที่ว่าคือเป็นพลเมืองดีเมื่อพ้นโทษและไม่กลับเข้าไปอีก
วิธีแก้ 1.เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องได้รับการตรวจด้านสภาพจิต ตั้งแต่ผู้คุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ธุระการ และโดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์หรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจกำหนดปลายปากกาว่าเด็กคนนี้ได้ขั้นหรือไม่ได้ขั้นหรือจะให้ทำอะไรก็ได้
2.ผอ.ทุกคนต้องวางตัวให้เด็กรัก ต้องวางตัวเป็นกลางต้องมองแบบ 360 องศา ตาต้องเหมือนพญาอินทรีย์ สุดท้ายต้องมีจิตสาธารณะ ครับ


โดย: เด็กวัดตัน IP: 182.53.221.26 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:49:58 น.
  
พวกเจ้าหน้าที่ที่รังแกเด็กกดดันเด็กให้เครียดนี่แหละ ตัวแสบ ต้องไล่ออกให้หมด เลือดวิทยาลัยครูยอมไม่ได้ที่เห็นเด็กทำผิดเพราะผู้ใหญ่กดดัน
แล้วเด็กที่ยกฟ้องไป ทำไมมีสถานะเป็นอาชญากรตลอดชีวิต
agriculture2540@gmail.com
โดย: นพพล IP: 101.108.103.243 วันที่: 8 เมษายน 2554 เวลา:15:03:35 น.
  
เข้ามาอ่านคอมเม้นท์ของคุณพ่อเด็กวัดตัน
ได้แง่มุมที่เราท่านคาดไม่ถึงครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:33:21 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า