มกราคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เคอร์ฟิวเด็กห้ามออกจากบ้านหลัง 22.00 น. ทำไมผมเห็นด้วย ?
เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นช่วงวัยที่กำลังเรียนหนังสือไม่เกินชั้น ม.6 หรือ ปวช.ปีที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีก็ไม่สามารถทำงานตามกฎหมายแรงงานได้ ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 18 ปี สามารถทำงานได้บางประเภท แต่สถานประกอบการนั้น ๆ ต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจการแรงงานก่อนจึงจะรับเยาวชนเข้าทำงานได้ ดังนั้น เด็กและเยาวชนในวัยไม่เกิน 18 ปี จึงเป็นวัยที่มีกิจกรรมหลัง 22.00 น.น้อยมาก
หลายจังหวัดสถานศึกษาในจังหวัดนั้นๆ ไม่มีสถาบันที่สอนสายอาชีพ จึงทำเด็กจำนวนหนึ่งต้องไปเรียนข้ามจังหวัดอยู่หอพัก ห่างหูห่างตามบิดามารดาและผู้ปกครอง การมีกติกาห้ามออกจากบ้านหลัง 22.00 น. ก็ทำให้บิดามารดาและผู้ปกครองอุ่นใจไปชั้นหนึ่งว่าลูกหลานปลอดภัย และยิ่งกว่านั้น”หอพัก”ก็ไม่ใช้หอพักที่จดทะเบียนหอพักที่แยกชายหญิงจริง ๆมักอยู่ในรูปของอพาร์ทเม้นท์เสียเป็นส่วนใหญ่ เด็กและเยาวชนชาย-หญิงก็พักอาศัยอยู่ปะปนกัน และพัฒนาไปอยู่ห้องเดียวกัน เกิดปัญหา “ท้อง แท้ง และทิ้งตามมาอีก
อีกประการในข้อเท็จจริงทุกวันนี้ ลูกหลานที่ออกนอกบ้านไม่ว่าจะไปทำกิจกรรมใดๆ เพียงแค่ 21.00 น.ยังกลับไม่ถึงบ้านบิดามารดาหรือผู้ปกครองก็โทรเช็คกันให้วุ่นว่าอยู่ที่ไหน? ทำไม่กลับช้า? บางรายถึงต้องไปยืนรอหน้าปากซอยรอลูกกลับบ้าน
นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสืบเสาะและพินิจเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะกระทำความผิดมากกว่าร้อยละ 80 มีประสบการณ์ที่พัฒนามาจากการออกนอกบ้านยามวิกาลที่เลยเวลาปกติธรรมดาจนมีการพัฒนาก่อรูปแปลงร่างจากพฤติกรรมเบี่ยงเบนธรรมดาๆไปสู่การก้าวพลาดกระทำความผิดในที่สุด และที่สำคัญมีงานวิจัยรองรับว่าพฤติกรรมที่เสียหายหากพบแต่เยาว์วัยสามารถแก้ไขได้โดยง่าย แต่หากพบแล้วไม่รีบแก้ไขแล้วปล่อยปละละเลยจะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ใหญ่โตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเป็นอาชญากรที่กระทำความผิดที่ใหญ่โตและรุนแรงขึ้น ทั้งยังแก้ไขได้ยากขึ้น จนไม่สามารถแก้ไขได้
ประเด็นการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนหรือไม่ ?
โรเรียนประจำนวนมากทั้งมีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง เช่น วชิราวุธ หรือ ภปร. และอื่น ๆ ซึ่งเป็นทั้งภาคเอกชนและของรัฐบาล เราจะพบว่าไม่มีโรงเรียนไหนให้เด็กขึ้นหรือออกจากหอพักได้เกิน 22.00 น.และเราก็ไม่เคยเห็นเลยว่ามีผู้ปกครองรายใดไปโวยวายว่าโรงเรียนละเมิดสิทธิลูกของตนเอง เห็นมีแต่ชื่นชมยินดี
อย่างไรก็ตามการดำเนินการตามข้อเสนอนี้ ทุกวันนี้มีการดำเนินการอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกในนานาอารยะประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ออสเตรเลีย และหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา และมีแนวโน้มจะนำมาใช้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เข็มมุ่งของมาตรการนี้มิได้มุ่งเอาผิดต่อเด็กและเยาวชน แต่ต้องการปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพและสงเคราะห์เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เช่น เมื่อพบเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว สิ่งแรกที่ทำก็คือ การให้เด็กและเยาวชนหรือเจ้าหน้าที่ต้องติดต่อบิดามาดารหรือผู้ปกครองทันที เป็นต้น ส่วนรายละเอียดขั้นตอนอื่น ๆ ค่อยหารือเพื่อป้องกันปัญหาและอุดช่องว่างต่างๆ กันต่อไป
“แม้ว่า การกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำที่ปลายเหตุก็ทำคู่ขนานกันไป” ถ้าไม่อยากให้มีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็ต้องยุบกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่ผมเห็นว่า ทำแบบนี้ เป็นการ “ป้องปราบ” ซึ่งก็เป็นการแก้ที่ต้นเหตุเช่นเดียวกัน ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่มีกฎหมายอยู่แล้วก็ขอให้มีการบังคับใช้กันอย่างจริงจัง ผมกลัวแต่จะเป็นไฟไหม้ฟางอีก
ในทัศนะของผม เห็นว่า ควรไปแก้กฎกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาตามหมวด 7 ของ พรบ.คุ้มครองเด็กฯ ห้ามออกจากบ้านหลัง 22.00 น. จะได้ไม่ต้องพูดกันว่าไม่มีกฎหมายรองรับครับ
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าทำเช่นนี้ จะสามารถช่วยบิดามารดาและผู้ปกครองได้มาก โดยเฉพาะบิดามารดาที่ส่งบุตรหลานเรียนต่างจังหวัดห่างหู ห่างตา และที่สำคัญจะเป็นการป้องปราม ตัดไฟเสียแต่ต้นลม นอกจากลดเด็กและเยาวชนกระทำความผิดได้แล้ว ยังสามารถลดพฤติกรรมและความประพฤติอันจะนำไปสู่ความเสียหายของเด็กและเยาวชนอื่นๆ ได้ด้วยครับ



Create Date : 15 มกราคม 2554
Last Update : 15 มกราคม 2554 11:51:56 น.
Counter : 769 Pageviews.

12 comments
  
ค่ะ เห็นด้วยค่ะ
โดย: jewelmoda วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:13:46:23 น.
  
เห็นด้วยเช่นกันค่ะ
ไม่จำเป็นที่เด็กจะต้องออกนอกบ้านในยามวิกาลแบบนั้น
(ถ้ามีเหตุจำเป็น ก็แจ้งได้อยู่แล้ว
ตำรวจก็มีเหตุผลพอ)
โดย: โสดในซอย วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:16:06:27 น.
  
เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องมีบุคลากรที่บังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ใช้กฏหมาย ระเบียบไปในทางที่ไม่ถูกต้องด้วยนะครับ
โดย: คนทำงานเกี่ยวกับเด็ก IP: 58.9.238.179 วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:17:05:03 น.
  
หนูเป็นเด็กเรียนเร็วค่ะ สมมุติถ้าอายุสิบแปด หนูก็เรียนหมออยู่ปีสองแล้ว เป็นที่รู้กันเลยว่า โต้รุ่งอ่่านหนังสือ หรือ อยู่ที่ตึกดูอาจารย์ใหญ่ไม่ได้กัลับบ้านกลับช่อง เป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่า เราเรียนกันจริงๆ และไม่มีใครเอาเวลาไปเหลวไหลแน่

ประเด็นที่สงสัยคือ ห้ามออกนอนบ้านหลังสี่ทุ่ม แล้วถ้าสี่ทุ่มนี่ยังไม่ถึงบ้าน ก็ถือว่าผิดด้วยหรือเปล่าคะ โห ถ้าอย่างนั้นจะให้ที่บ้านมารับก็เกรงใจมาก ถ้าจะกลับก่อน หนูก็เอาอาจารย์ใหญ่กลับบ้านไปด้วยไม่ได้ ขนาดอ่านจนจะเช้ายังจะแย่ นี่กลับก่อนสี่ทุ่ม พวกหนูคงต้องนอนที่ไหนสักแห่ง พ่อกับแม่อาจจะห่วงกว่าเดิม เพราะแทนที่จะกลับดึก ก็กลายเป็นไม่กลับเลย

วัยสิบแปด เป็นวัยที่ต่อต้านอะไรได้ง่าย นักจิตวิทยาเด็ก หรือ จิตแพทย์เด็ก ออกมาให้ความเห็นยังไงบ้างคะ วัยสิบแปดเนี่ย กำลังจะดี จะร้ายเลยค่ะ

หนูผ่านสิบแปดมาแล้วค่ะ เรื่องที่เล่ามาสมมุตินั้นเกิดจริง และสี่ทุ่มคือ เคอร์ฟิวส์ของหอพักในมหาลัยค่ะ เพื่อนที่คณะเลยอยู่หอข้างนอกกันหมด บางคนชื่ออยู่หอใน แต่ตัวอยู่หอนอก บางทีอาจารย์มาตรวจที่ห้องไม่พบ แต่เพื่อนก็มีเหตุผลว่า อ่านหนังสือโต้รุ่ง ติวบ้าง หรือไม่ก็กลับมาไม่ทันบ้างเลยไม่กลับซะเลย แล้วอาจารย์จะเปิดประตูให้หรือ ก็ไม่ได้ จะกลับมาทำไม

ตอนเรียนเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยว ตอนนั้นเจ็บหน้าอกหายใจไม่ออกหน้าอกกระแทกรถ มาเอาบัตรนักศึกษาในห้องจะไปโรงพยาบาลตอนสี่ทุ่มรีบสุดๆแล้ว ยังออกไม่ได้เลย เหลือเชื่อตอนมาก อะไรกัน จากนั้นคุณแม่ให้อยู่หอนอกเลยค่ะ อันนี้ประสบการณ์จริง เอามาเล่าให้ฟังก่อน เผื่อจะมีหลายมุมมองค่ะ

เรื่องสี่ทุ่ม หนูไม่รู้ว่าดีไม่ดี หนูต้องถามเด็กค่ะ

โดย: ซังกุงตัวเล็ก วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:19:50:15 น.
  
เห็นด้วยครับ
โดย: P'Mui IP: 223.24.151.249 วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:19:50:19 น.
  
เรียน ซังกุงตัวเล็ก
ขอบคุณที่เล่าประสบการณ์ตรง ทุกอย่างมีข้อยกเว้น ผมเคยมีชีวิตที่ยากลำบากในวัยเด็ก กลางวันต้องทำงานเพื่อหาเงินเรียน ตอนกลางคืนเรียน18.00-21.00 น. ใช้เวลากลับวัดที่พักอาศัยก็เลยชั่วโมงหรือเกิน 22.00 น. แน่นอน บางครั้งก็ทำรายงานเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อนเลยเถิดเลยเวลา.. บางคนก็ทำงานโอทีเลยเวลา.. ดูคอนเสิร์ทเลยเวลา.. และอื่น ๆ เลยเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นข้อยกเว้น เยาวชนคนดีๆ ที่จะทำอะไรเลยเวลากำหนดไปบ้าง ซึ่งหากมองสัดส่วนทั้งหมดเป็น100% ไม่แน่ใจว่าเด็กดีๆที่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย 22.00 น.เป็นร้อยละเท่าใด แต่กลุ่มเยาวชนที่ก้าวพลาดจนกระทำความผิดที่ผมดูแลมากกว่า80% มีประสบการณ์ออกจากบ้านเกิน22.00น.และมีส่วนต่อยอดพัฒนาไปสู่การมีพฤติการณ์ที่เสียหายได้ง่ายอย่างมีนัยสำคัญ...ผมยังเชื่อครับว่ามาตรการนี้ไม่ริดรอนสิทธิของเด็กดีๆอย่างแน่นอน...แต่ต้องทำอย่างอื่นๆ คู่ขนานไปด้วยครับ
โดย: คนทำงานด้านเด็ก IP: 183.89.45.207 วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:9:31:42 น.
  
สนับสนุนอย่างไม่มีข้อกังขา
โดย: ดอกผีเสื้อ IP: 61.19.66.83 วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:15:50:23 น.
  
ดังนั้น จึงต้องแยกให้ออก ระหว่าง กลับบ้านหลังสี่ทุ่ม

และ ออกนอนบ้าน หลังสี่ทุ่ม

เพราะเด็กสองคนนี้ อยู่นอกบ้านเหมือนกัน ณ เวลาสี่ทุ่ม

แล้วจะแยกยังไง ดูจากบริบทแบบไหนคะ

ผู้ใหญ่ต้องนิยามให้ชัดค่ะ

โดย: ซังกุงตัวเล็ก วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:22:08:10 น.
  
เด็กดีที่เก็บกดมีมาก หากโดนแรงกระแทก ดีแตกได้ง่ายค่ะ

มีการศึกษาไหม ว่าเด็กที่ไม่ดีนั้น เคยเป็นเด็กดีมาก่อนหรือเปล่า

แล้วอะไร ที่ทำให้เด็กดี กลายเป็นเด็กไม่ดี

หนึ่งในนั้นคือ ผู้ใหญ่ไม่เชื่อเด็กค่ะ

ดังนั้น ต้องระวังจิตใจบอบบางของเด็กด้วยค่ะ
โดย: ซังกุงตัวเล็ก วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:22:12:04 น.
  
เพิ่งอ่านโปรไฟล์จบค่ะ รู้สึกว่า คุณอาเก่งจังเลย เจ๋งอะ

ของสวัสดีคุณอาอธิบดีก่อนค่ะ คุยมาตั้งนาน

หนูเีรียนหมออยู่ค่ะ เคยได้โล่ห์เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

และเคยเป็นประธานสภานักศึกษาค่ะ เคยร่างแผนพัฒนาเด็กและเยาวชน

เคยร่างปฎิญญาของยูเอ็น ตอนนี้เรียนอย่างเดียวก่อนค่ะ

เรียนจิตเวชอยู่ เกี่ยวกับผลของการเลี้ยงดูและประสบการณ์ของเด็ก

ที่มีผลต่อพฤติกรรมในอนาคต ตอนนี้บ้านเราประเด็นเด็กเยอะ เลยสนใจค่ะ

โดย: ซังกุงตัวเล็ก วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:22:23:00 น.
  
ผมคิดว่าลองทำดูเผื่อจะดีขึ้น ถ้าจะให้วิเคราะห์เรากำลังทำแบบวัวหายแล้วล้อมคอก อะไรๆก็ไม่เท่าความคิดหรือแบบอย่างของสังคมที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น พ่อ แม่ พี่ ป้า น้าอา เด็กแรกเกิดก็ดูน่ารัก 2ขวบน่าชัง อยู่อนุบาลยิ่งน่ารักมาก คนรอบข้างเยินย่อในสิ่งที่ไม่น่าดู เรากลับคิดว่าเด็กไม่เป็นไร ยังไม่รู้เรื่องสักพักจะรู้เอง ระยะเวลาที่เราคิด สมองเด็กก็ไปไกลแล้ว จริงหรือไม่ ถ้าเราฝึกให้เด็กคิดเป็นอยู่แบบติดดิน ให้รู้จักเล่นในโคลน เลน เสียบ้างผู้ใหญ่ๆๆๆๆๆๆก็ไม่ต้องปวดหัว
โดย: เด็กวัดตัน IP: 182.53.172.198 วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:22:22:39 น.
  
ผมอยากให้เคอร์ฟิวตอนกลางวันด้วยนะ เพราะผมเห็นเด็กๆบางคน ไม่สนใจ ไม่อยากเรียน การขาดโอกาสจะทำลายตัวเด้กและตัวเรากลายเป็นโดมิโนชุดใหม่ ยังมีเรื่องสลับซับซ้อนหลายเรื่อง ที่ไม่เกินปัญญาของผม แต่ผมบอกมา โทรมาหา อาจอันตรายเพราะหลักการนี้เป็นยาแรงมาก
โดย: นพพล IP: 182.53.59.119 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:03:06 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า