มกราคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
แผนปฏิรูปประเทศไทยกับการช่วยเหลือเด็กที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะ
ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขยายสวัสดิการสังคม"แผนปฏิรูปประเทศไทย: เพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม" ของรัฐบาลที่จะมีการเสนอ ครม.ในการประชุม 11 ม.ค.นี้ มีทั้งหมด 3 ยุทธศาสตร์ และ 9 แผนงาน นั้น
ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกรมพินิจฯ ที่ผมดูแลและเป็นผู้เสนอในการประชุมคณะทำงาน คือ ด้านการป้องกันอาชญากรรม ในประเด็นยุทธศาสตร์การสร้างอนาคตของชาติด้วยการพัฒนาคน เด็กและเยาวชน ที่ว่าด้วยการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มเด็กและเยาวชนให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ใน “กลุ่มเด็กที่ถูกดำเนินคดี มุ่งให้ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ มีงานทำ สร้างแรงจูงใจโดยการลดหย่อนภาษีในอัตราสูงแก่ภาคเอกชนที่เข้ามาร่วม”
เนื่องเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดกระทำความผิดเป็นกลุ่มที่ยากแก่การดูแลเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กและเยาวชนในวัยเดียวกันของเด็กปกติ และจากงบประมาณปกติที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในแต่ละปีนั้นไม่เพียงพอแก่การดูแลในการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนให้กลับตนเป็นพลเมืองดีและไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกได้
ซึ่งจะสอดคล้อง รองรับกับเกณฑ์มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ ISO 26000 ที่มีแนวปฏิบัติ 7 ประการ คือ 1)องค์กรมีธรรมาภิบาล (Corporate Governance), 2)เคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights), 3)ดูแลพนักงานด้วยดี (Labour Practices), 4)ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Environment),
5)ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม (Fair Operating Practices), 6)ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค (Consumer Issues) และ 7) การมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม (Social Development)
ซึ่ง "ความรับผิดชอบต่อสังคม" นี้หมายรวมถึง 1) ความรับผิดชอบขององค์กรในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการตัดสินใจหรือการกระทำขององค์กรนั้นๆ 2) ดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและมีจรรยาบรรณ 3) คำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของสังคม 4) คำนึงถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 5) เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
สิ่งที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เสนอ คือ “ภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนในสังกัดกระทรวงยุติธรรม สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ”
ดังนั้น ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดทุกท่านและทั่วทั้งองค์กรต้องมีความรู้ ความเข้าใจและเข้าถึงองค์ความรู้ในมาตรการดังกล่าวของรัฐบาล รวมถึงเกณฑ์เกณฑ์มาตรฐาน ISO26000 หรือ CSR และพร้อมที่จะเข้าสู่เวทีแข่งขันภายในว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
พร้อมกันนี้ก็ขอเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจทำกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO26000 หรือ CSR ที่ดีและมีความหมายในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะให้กลับตนเป็นพลเมืองดีไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก กรุณาติดต่อได้ที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้ครับ



Create Date : 11 มกราคม 2554
Last Update : 11 มกราคม 2554 8:43:05 น.
Counter : 505 Pageviews.

2 comments
  
ดิฉันทำงานด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ทำมาหลายปี คนมาบำบัดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่ารับบาลแก้ที่สาเหตุหรือปลายเหตุ โดยเฉพาะเด็ก ๆ น่าเป็นห่วงจริง ๆ ค่ะ
โดย: magic-women วันที่: 11 มกราคม 2554 เวลา:17:22:50 น.
  
ท่านครับ คำว่า เคารพสิทธิมนุษยชน ทำไมเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฝึกสุราษฎร์ จึงไม่รู้ความหมายคำนี้ เจ้าหน้าที่ส่งคมสงเคราะห์ทำไมจึงมีอำนาจมาก เด็กจะได้ลดโทษ หรือรับโทษ หรือได้กลับบ้าน หรือได้เลื่อนชั้น อยู่ที่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์หรือครับ ผอ.ศูนย์มีหน้าที่อะไรครับ หรือมีเอาไว้เดินสร้างภาพ ทำไม่จึงไม่ทำงานให้หนัก เหมือนท่านอธิบดี นักสังคมสงเคราะห์ก่อนเข้ารับราชการได้มีการตรวจสอบด้านจิต หรือเปล่าครับ
โดย: เด็กวัดตัน IP: 118.173.9.237 วันที่: 26 มกราคม 2554 เวลา:16:28:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

คนทำงานด้านเด็ก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เกิด 17 ก.พ.2502 จังหวัดชัยนาท เป็นบุตร นายสุเทพ-นางชิ้น ไทยเขียว
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรเรียนวัดโพธิ์ทอง ต.บางขุด อ.สรรคบุรี แล้วมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อ.สรรคบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
"ตอนเรียนมัธยม เป็นช่วงปี 2515-2517 ผมต้องขี่จักรยานไปกลับวันละ 18 ก.ม. ลำบากมากโดยเฉพาะในหน้าฝน ผมเป็นคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่ไม่เกเร พอผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากทำนาเหมือนคุณพ่อคุณแม่ แต่ธรรมชาติช่วย จังหวะที่ผมเรียนจบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงที่นา ผมต้องลงไปช่วยคุณพ่อ คุณแม่ยกฟ้อนข้าวขึ้นที่สูง เหนื่อยมาก รู้สึกลำบาก ไม่อยากทำนาอีกแล้ว เริ่มอยากเรียนหนังสือต่อ"
ผมจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่กับญาติที่กองรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลือดตามล่องกระดานกัดติดหลังเป็นแถวเลยอยู่ไม่ได้ น้าชายไปฝากอยู่กับแฟนของเพื่อนตำรวจเป็นหมอนวดแถวถนนเพชรบุรีอยู่อีก 1 สัปดาห์ ต่อมาจึงได้หาที่พักถาวรได้ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ขณะนั้นมีน้าชายชื่อ นายวิชิต เรียนทัพ อดีตนายก อบต.บางขุด พักอาศัยอยู่ก่อน
"ผมสอบเข้าศึกษาต่ออะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจ่าอากาศ ช่างฝีมือทหาร เตรียมทหาร หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคค่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนต่อได้เพราะวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กิ่งเพชร ราชเทวี เปิดรับนักศึกษาภาคค่ำ ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้เปิดเรียนไปแล้วเกือบหนึ่งเทอมแล้ว จึงมีที่เรียน"
"ช่วงที่อยู่วัดเห็นพระเณรนั่งดูหนังสือ ไม่นอน ผมจึงไม่นอน ผลการเรียนจึงเริ่มดีขึ้น โดยกลางวันทำงาน กลางคืนเรียน ไม่อยากใช้เงินคุณพ่อคุณแม่ เพราะรู้ว่าท่านลำบาก กระทั่งเรียนจบอนุปริญญา หรือปกศ.สูง เอกสังคมศึกษา ในระดับปริญญาไม่มีที่เรียนกลางคืน ต้องเรียนกลางวัน จึงไม่ได้ทำงานจนจบการศึกษาบัณฑิตหรือ กศ.บ. เอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพลศึกษา"
"ช่วงนั้น ผมขอหลวงพ่อคุมศาลาเผาศพ และรับอาราธนาศีล บริการน้ำ-อาหาร รับจ้างจุดธูปเพื่อหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรี สอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทได้ขณะที่เรียนเทอมสุดท้ายของปริญญาตรี จบปริญญาโท สังคมศาสตรมหาบัณฑิต (สค.ม.) อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4 ทำงานภาคเอกชนอยู่ 4 ปี จึงเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2529 โดยเป็นพนักงานคุมประพฤติ 3 จังหวัดชลบุรี"
ต.ค. 2541 เติบโตมาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 7 จ่าศาลจังหวัดปากพนัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาระบบงานศาล, 16 ก.พ. 2542 เป็นจ่าศาลจังหวัดอำนาจเจริญ, 18 มี.ค. 2542 ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม, 4 มิย. 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น อกพ. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 8 มิย.2544 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลตุลาการ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 15 ต.ค. 2544 ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพสถานพินิจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, 7 พ.ย. 2544 คณะกรรมการบริหารแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545-2549, 12 มีค.2545 กรรมการและเลขานุการการเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรี, 3 ต.ค.2545 รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับ 9 ในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ 25 เมย.2546
ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ 1 ปี 8 เดือน ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับมาทำงานในตำแหน่งรองอธิบดีพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนอีกครั้งและได้ขึ้นเป็นอธิบดีในที่สุด
ผลงานดีเด่นที่เป็นที่ยอมรับ คือ จัดทำมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานธุรการศาล และนำวิธีการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management/ TQM) จนศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รับ การประกาศรับรองด้านบริการ ISO 9000
การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป็นคณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการพิจารณาจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี จนสามารถรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2550 และได้รับเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2544 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 สค.2550
"ทุกอย่างที่ทําให้เรามาถึงวันนี้ ได้กรรมเป็นตัวกํากับทั้งหมด และอะไรที่เราเคยเสีย ใจแบบสุดๆ หรือว่าเศร้าใจอย่างสุดๆ ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยเสถียรเลย มันลดลงมาหมด
วันนี้ดีใจที่ได้เป็นอธิบดี อาจจะดีใจจน ตัวลอย แต่ว่าไม่เท่าไหร่ก็ลดลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเท่าทันโลก เข้าใจเรื่องกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด ที่สําคัญที่สุด คือเรามีหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องทําให้ดีที่สุดในการที่จะมองไปที่ประชาชนและเด็กๆ
ผมเชื่อว่าผมอาจจะมีกรรมดีที่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ส่วนหนึ่งผมว่า ผมก็อาจจะเคยทํากรรมอะไรไว้บางอย่างกับเด็กๆ ผมถึงต้องชดใช้อะไรมากมายถึงขนาดนี้ รู้สึกว่าต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เห็นอะไรไม่สบายใจต้องเข้าไปจัดการ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็อยากเห็นสังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้มันตกต่ำไปมาก"
สมรสกับเบญจพร ไทยเขียว ซึ่งรับราชการครู มีบุตรชาย 2 คน นายชัชชล ไทยเขียว อายุ 25 ปี จบศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม และศึกษาดนตรีและทำเครื่องดนิตรีกู่ฉินไปด้วยที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบอาชีพส่วนตัวสอนคนตรีกู่ฉิน และจำหน่ายเครื่องคนตรีจีนคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจารย์พิเศษ
และนายยิ่งคุณ ไทยเขียว อายุ 23 ปี จบศึกษาคณะวิศวศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษา MBA มหาวิทยาลัยหอการค้า