Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
7 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 
ตำนานเรื่องม้าทหาร ตอนที่ ๑



เพื่อให้เข้ากับเครื่องหมายของกรมกองต่างๆของทหารม้า ผมจึงขอนำเรื่อง “ตำนานเรื่องม้าทหาร” ของคณะนายทหารม้าแห่งกองทัพไทย เรียบเรียงไว้ตั้งแต่ ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๘ ฉบับพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพันเอก พระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) เมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๘


คงสำนวนเดิมไว้ทั้งหมด แก้ไขตัวสะกดบางคำเช่น “พรรณม้า” เป็น “พันธุ์ม้า” หรือชื่อประเทศบางประเทศที่พอเดาได้ ดังนั้นการสะกดคำบางคำ หรือคำเรียกชื่อบุคคลหรือเมืองต่างๆ อาจจะไม่ได้ใช้ในปัจจุบัน การอ่านอาจไม่เลื่อนไหลเหมือนบทความยุคนี้  เพราะแต่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 77 ปี

เนื่องจากมีเนื้อหายาวเกินกว่าที่จะลงในบล็อกเดียว จึงขอแบ่งเป็น ๒ ตอน เชิญติดตามครับ


ตำนานเรื่องม้าทหาร

ม้าเป็นสัตว์ตระกูลสูงสุดในจำพวกสัตว์สัตว์ที่มนุษย์ได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในเวลาปกติและเวลาสงคราม ตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีประวัติศาสตร์หรือนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์นั้น ม้าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งกระทำให้ชนชาติใหญ่ๆในสมัยโบราณ สมัยกลางและสมัยใหม่มีอำนาจขึ้น ตลอดจนการเผยแพร่ความเจริญรุ่งเรืองด้วย

ม้าเคยพานักรบที่ใจคอไม่มั่นคงและรวนเรเข้าไปในท่ามกลางข้าศึกอย่างไม่กลัวตาย ทหารม้าโรมันบางกองได้ประจัญบานโดยไม่มีสายบังเหียน นายพลฮูดมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า ถ้าเขาสามารถตัดสายบังเหียนของทหารม้าของเขาได้ในขณะที่เข้าประจัญบานแล้ว การประจัญบานทุกๆครั้งก็อาจนำมาซึ่งชัยชนะได้

แม้พงศาวดารจะได้กล่าวถึงม้าในการสงครามอยู่เนื่องๆ แต่ก็มิได้กล่าวไว้โดยละเอียด คือมิใคร่จะได้กล่าวว่าม้านั้นมาจากไหน ราคาเท่าใด รูปร่างเป็นอย่างไร เลี้ยงดูกันอย่างไร และเป็นโรคอะไรบ้าง นักประวัติศาสตร์ทางการทหารก็กล่าวแต่เพียงจำนวนม้าเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธวิธีและการกระทำอย่างกล้าหาญของผู้ขี่นั้นได้กล่าวเสียยืดยาว ฉะนั้นจะเดารูปร่างลักษณะของม้าสมัยโบราณได้ ก็ต้องอาศัยรูปปั้น รูปเขียน หรือรูปปัก และคำอธิบายถึงม้าประจำขาที่มีชื่อเสียงของนายพลที่สำคัญ ในเวลาสงคราม ม้าถูกใช้เป็นม้าของทหารมากกว่าที่จะให้เป็นม้าต่าง ดังนั้นจึงรู้เรื่องประวัติของม้าประเภทนี้ได้มากกว่าม้าประเภทอื่นๆ

เมื่อราว ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ปรากฏว่ามีชาติโบราณอาศัยที่ลุ่มน้ำไนล์และยูเฟรตส์ ส่วนม้าที่เลี้ยงไว้ตามบ้านนั้น พงศาวดารมิได้กล่าวถึงเลย นิยายจีน “ชูกิง” ในรัชสมัยวังเต กล่าวว่า “เมื่อ ๒๓๔๘ ปีก่อนคริสตกาล ยาเอาขี่รถเทียมด้วยม้าขาว” แต่อย่างไรก็ดี จะถือเอานิยายจีนเรื่องนี้เป็นหลักฐานที่แน่นอนก็ไม่ถนัดนัก

เมื่อราว ๒๒๑๗ ปีก่อนคริสตกาล เข้าใจกันว่านิมรอดเป็นผู้สร้างราชอาณาจักรบาบิโลเนีย และแอสเซอร์เป็นผู้สร้างอัลสิเรีย ในยุคนี้กล่าวกันว่าได้ใช้ม้าเทียมรถและฝึกม้าขี่ เพื่อให้มีความทนทานในการรบ

ในตอนต้นๆของยุคกรีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจดหมายเหตุของเซโนโฟน ได้ทราบเรื่องราวของม้าละเอียดลออดีกว่ายุคอื่นๆมาจนกระทั้งทุกวันนี้ ชนชาติกรีกคงเรียนวิชาที่เกี่ยวกับม้ามาจากชาวอียิปต์ ในชั้นแรกของกรีกได้ใช้ม้าลากรถต่อมาภายหลังชาวเธสซาลีจึงได้เริ่มใช้ทหารม้า ในสงครามเมสเซเนีย ครั้งแรก ๗๔๓ ปีก่อนคริสตกาลก็ใช้ทหารม้า แต่ในการยุทธที่มาราธอนเมื่อ ๒๙๐ ปีก่อนคริสตกาล หรือการยุทธที่แธร์โมพิลาเอ เมื่อ ๔๘๐ ปีก่อนคริสตกาล ชาวกรีกไม่มีทหารม้าใช้ แต่กล่าวกันว่าฝ่ายเปอร์เชียในบังคับแซร์เชส มีทหารม้า ๘๐,๐๐๐ คน

ในระหว่างสงครามเพโลพอนเนเซีย การใช้ทหารม้าได้เจริญขึ้นตามลำดับ ได้จัดให้มีการผสมม้าทั่วประเทศกรีก ม้าที่ใหญ่และลักษณะดีนั้นมาจากกรุงเธสซาลี เนื่องจากประเทสกรีกมีภูเขามากและพื้นดินก็เป็นหิน การใช้ม้าจึงไม่เหมาะ ในสงครามเพโลพอนเนเซีย ทหารม้าไมได้ทำประโยชน์ให้มากนัก เพราะม้าส่วนมากขาเจ็บ โดยที่ต้องวิ่งบนหิน (ในครั้งนั้น คนยังไม่รู้จักวิธีสวมเกือกม้า) เซโนโฟนได้แนะนำวิธีที่ทำให้กีบม้าแข็ง โดยให้ม้ายืนบนหินแห้งๆ นับว่าเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์ดีอยู่ ในประเทสกรีกไม่เคยมีใครได้พบซากม้าเก่าๆเลย ในชั้นต้นม้าที่อยู่ในประเทศกรีกคงจะเป็นม้าที่มาจากทางเหนือ และเป็นเลือดม้ายุโรปหรือเอเชีย เพราะว่าส่วนมากเป็นม้าสีขาว หรือสีสวาด ภายหลังมีม้าเลือดแอฟริกาภาคเหนือและบาร์บเข้ามาบ้าง จึงเกิดมีม้าสีแซม สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลแก่ขึ้น ม้าทหารม้ากรีกในสมัยนี้ ถ้าฝึกใช้รบได้แล้วจะมีราคาตัวละ ๒๒๕ เหรียญ (อเมริกัน) ขึ้นไป

ชนชาติกรีกเหมือนกับชนชาติโบราณอื่นๆ คือนิยมใช้แต่ม้าผู้ฝักเป็นม้าทหาร และเชื่อกันว่าม้าในสมัยนั้นนอกจากม้าลิบแยนแล้ว เป็นม้าที่ดุกว่าม้าที่ใช้กันทุกวันนี้ อริสโตเติลกล่าวว่า ม้าของทหารม้านั้นมีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีถึง ๒๐ ปี และใช้อาหารข้าวบาเลย์เป็นพื้น ในพงศาวดารกรีกไม่ได้กล่าวถึงการใช้อานทั้งในเวลาปกติและเวลาสงคราม

ที่นี้ลองย้อนไปพิจารณาถึงม้าของชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นศัตรูของกรีก ชาวเปอร์เซียเป็นชาติที่ชอบม้าและขี่ม้าอยู่เป็นนิตย์ ทหารม้าเปอร์เซีย ได้เจริญขึ้นสูงสุดสมัยแซร์เซสผู้เป็นโอรสของดาริอุส ในฤดูใบไม้ผลิก่อนคริตสกาล ๔๘๐ ปี แซร์เวสได้ข่ามช่องเฮลเล็สพอนด์ ด้วยกำลังทหารม้าซึ่งใหญ่ที่สุดมีจำนวน ๘๐,๐๐๐ คน ชาวเปอร์เซีย ชาวเมเดีย ชาวซีเทียส์ ชาวอินเดียและชาวลิบแยนขี่ม้าที่ดีที่สุดของทวีปแอฟริกาและเอเชีย ม้าที่ใหญ่ที่สุดและมีลักษณะดีที่สุด ก็คือม้าอินเดีย ม้าเหล่านี้มิได้เกิดในประเทศเอง แต่เป็นมาที่มาจากเมเดย์หรืออาเมเนีย ถ้าหากว่าแธร์โมพิลาเอเป็นพื้นราบไม่ใช่ช่องเขาที่ข้ามยากที่สุดแล้ว ทหารม้าเปอร์เซียคงเปลี่ยนพงศาวดารของโลกให้เป็นอย่างอื่นเสียแล้ว เมื่อทหารม้าเปอร์เซียรุกเข้าไปในดินแดนของชนชาติกรีก จำนวนมากของทหารม้าก็ผสมกับม้าในพื้นเมืองนั้นๆ

ภายหลังก่อนคริสตกาล ๔๐๐ ปี มีผู้นิยมแข่งม้ามากขึ้น ฟิลิปแห่งประเทศมาเซโดเนียได้เพาะความนิยมในการผสมม้าสำหรับสงครามและกีฬา ทั้งเป็นผู้ได้จัดกำลังทหารม้ากรีกขึ้นอย่างมั่นคงเป็นครั้งแรก อเล็กซานเดอร์มหาราชทรงจัดกำลังและการใช้ทหารม้าอย่างดีเลิศ และนำกองทัพข้ามช่องเฮ็ลเลสพอนด์ ซึ่งมีทหารม้ารวมอยู่ด้วย ๗,๐๐๐ คน เพื่อตีประเทศเปอร์เซีย ม้าที่นำไปนั้นเป็นม้าที่ดีที่สุดของมาเซดเนียและเธสวาลี การที่ตีได้ราชอาณาจักรเปอร์เซีย ทำให้อเล็กซานเดอร์มีม้าที่ดีที่สุดของทวีปเอเซียใช้ เมื่อเข้าอียิปต์และสถาปนาเมืองอเล็กซานเดรียขึ้น ก็ได้นำม้าเลือดบาร์บของอาฟริกาภาคเหนือมาใช้ ม้าประจำที่มีชื่อเสียงของอเล็กซานเดอร์ชื่อ “บรูเซฟา ลุส” เป็นม้าผสมที่เธสซาลีราชอาณาจักรกรีกซึ่งในขณะนั้นการทหารได้เจริญขึ้นอย่างที่สุดมีม้าใช้ดีกว่าของชาวปอร์เซีย ซึ่งเคยเป็นปรปักษ์กันมา นับว่าเป็นอุสรรคอย่างใหญ่หลวงอันหนึ่งแก่เมืองโรมซึ่งกำลังจะเจริญขึ้นตามลำดับ จักต้องแก้ไขก่อนที่จะทำลายกรีกให้พินาศลงไปเมื่อ ๑๔๖ ปีก่อนคริสตกาล

ภายหลังที่โรมูลุสสร้างเมืองโรมขึ้น เมื่อราว ๗๕๐ ปีก่อนคริสตกาล ทหารบกเป็นกำลังส่วนใหญ่ของทหารโรมัน แต่ก็คงมีทหารม้าเป็นส่วนเล็กน้อยผสมอยู่ด้วย ม้าที่ใช้จะเป็นม้าพื้นเมืองเอง หรือได้มาจากเกาะชิชิลี หรือแอฟริกา ภาคเหนือนั้นยังไม่แจ่มแจ้งนัก แต่คงจะได้ม้าลิบแยนมาใช้ภายหลังที่ตีอิตาลีภาคใต้ได้ เมื่อเริ่มการสงครามระหว่างชาวโรมันกับชาวคาร์ธาดกครั้งที่ ๒ เมื่อ ๒๑๘ ปีก่อนคริสตกาล มีทหารม้าแต่ไม่ดี ซึ่งจะเปรียบเทียบกับทหารม้าที่ดีเลิศของอันนิบาลไม่ได้ ซึ่งได้ข้ามภูเขาแอลป์มาตีอิตาลีภาคเหนือ โรมมีหารม้าน้อยกว่า ๓,๐๐๐ คน แต่ฮันนิบาลมีไม่ต่ำกว่า๑๐,๐๐๐ คน และเป็น ทหารม้าอาฟริกาภาคเหนือและม้าบาร์บทั้งสิ้น ชาวมูมิเดียขี่ม้าเล็กรูปร่างสูงโปร่งวิ่งเร็ว และขี่โดยไม่มีบังเหียน ใช้แซ่สั้นๆเป็นเครื่องบังคับ ฮันนิบาลเหลือม้าลิบแยนซึ่งเป็นเลือดบาร์บ และโดยมากเป็นม้าผู้ฝัก ให้พี่ชายฮัสตรูบาลไว้ใช้ในประเทศสเปนเป็นจำนวนมากกว่า ๒,๐๐๐ ตัว ม้าเหล่านี้ผสมกับม้าพื้นเมือง ทำให้ม้าสเปนมีลักษณะดีอยู่จนทุกวันนี้ ทหารม้าโรมันได้เจริญขึ้นสูงสุดในสมัยซิปิโอ เมื่อตีเมืองของชาวคาร์ธาโกได้ ม้าดีของนูมิเดียและสเปนจึงตกมาเป็นม้าของโรมัน

เมื่อซีซาร์เริ่มทำสงครามตีเมืองในปีที่ ๕๘ ก่อนคริสตกาล รู้สึกว่ากำลังสำคัญของพวกกอลส์อยู่ที่ทหารม้า ซึ่งมีม้าดีๆมาจากดินแดนทางภาคใต้ และได้มาด้วยราคาแพง ม้าที่ดีเหล่านี้ เมื่อรวมกันเขาแล้ว ก็เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในการขยายจักรพรรดิโรมัน ในการสงครามระหว่างชาวกอลส์กับชาวโรมัน ซีซาร์มีทหารม้า๑๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้เป็นทหารรับจ้างเยอรมัน สเปน และนูมิเดียอยูเป็นจำนวนไม่น้อย ชาวเยอรันในกองทัพซีซาร์ขี่ม้าของตนเองซึ่งมีลักษณะเลว ทางภาคตะวันนออก ทหารม้าของครัสซูสเปรียบกับกำลังทหารม้าอันใหญ่หลวงของชาวปาร์เธีย ซึ่งมีกำลังเกือบ ๔๐,๐๐๐ คน ไม่ได้ ม้าของชาวปาร์เธียนั้นเปรียวและว่องไว และคงได้รับการฝึกเป็นอย่างดี จึงถูกบังคับด้วยสายรัดจมูกและบังเหียนสายเดียวเท่านั้น ม้าเหล่านี้เป็นม้าสีสวาดและแซม สืบพันธุ์มาจากม้ามิเดีย ซึ่งนับว่าเป็นม้าที่ดีที่สุดในกองทัพแซร์เซสเมื่อ ๕๐๐ ปีมาแล้ว ทหารม้าปาร์เธียแต่งตัวสวมเกราะโลหะเต็มที และทหารม้าโรมันใช้อานผีรัดสายรัดทึบ ไม่มีโกลน

ในสมัยมหาจักรพรรดิ ทหารม้าโรมันเสื่อมลงมาก ประเทศต้องอาศัยทหารจ้างเป็นพื้น แต่ต้องไม่เข้าใจว่าม้าของชาวโรมันเสื่อมลงด้วย เพราะยังมีผู้นิยมการขี่และแข่งม้าอยู่มาก แต่เป็นการแน่นอนที่ว่าม้าประเภทนี้ไม่เหมาะแก่การที่จะใช้เป็นม้าของทหารม้าเลย ในตอนต้นศตวรรษที่ ๔ ความนิยมทหารม้าโรมันทวีขึ้น และตัวม้าเองก็มีเกราะป้องกัน ในตอนท้ายของศตวรรษที่ ๔ นี้ เริ่มใช้อานแท้ คือ มีโครงภายใน เมื่อ ค.ศ. ๔๐๒-๔๑๐ อาลาริคได้นำทหารม้าหลายพันมาทำการรุกรานและปล้นสะดมกรุงโรม ชาวโรมันจึงจำเป็นต้องใช้ทหารม้าอีก ต่อมาอีก ๒-๓ ปี อาติลลา แม่ทัพพวกฮั่น พร้อมด้วยกองทัพทหารม้าขนาดใหญ่ ได้ทำการรุกรานเข้ามาในประเทศอิตาลี ทหารม้าเหล่านี้ขี่ม้าพื้นเมือง ซึ่งเมื่อผสมกับพันธุ์ม้าในภาคใต้แล้ว ก็มีลักษณะดีขึ้น มีขนาดสูงปานกลาง ร่างกายทึบ จมูกโด่ง กระดูกใหญ่ ผมยาว ดูไม่งาม แต่มีความอดทนดีมาก จึงเป็นที่นิยมสำหรับใช้เป็นม้าทหาร

ชาวโรมันและชาวกรีก ได้เริ่มเห็นความจำเป็นที่จะจัดการป้องกันกีบม้า โดยใช้หนังหรือไม้เป็นเกือกม้า สุเอโดนิอุส กล่าวว่าพ่อของนิโรสวมเกือกเงิน และฬ่อของโพเออาภรรยานิโรสวมเกือกทอง ไม่มีสิ่งใดที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าม้าทหารม้าเคยสวมเกือก แต่เข้าใจว่าคงสวมเหมือนกัน โครงกระดูกม้าที่สวมเกือกเหล็กมีอยูที่ฝังศพชิลเดริคที่ ๑ ซึ่งครองอาณาจักรอยู่จนถึง ค.ศ. ๔๘๑ ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า เกือกม้านั้นได้เริ่มใช้กันมาก่อนแล้ว

นิโรบนหลังม้าในเหรียญ

ได้พิจารณาประวัติม้าของทหารม้ามาจนถึงสมัยราชอาณาจักรโรมันภาคตะวันตกเสื่อมลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าม้าของโลกเก่าทั้งหมดได้ปะปนและกระจายกันอยู่ทั่วไป เนื่องจากความพินาศของอาณาจักรโรมัน ได้มีชาติอื่นๆหลายชาติ เริ่มมีอำนาจขึ้น ต่างชาติก็มีม้าทหารไว้ใช้โดยเฉพาะของตน อนึ่งเรื่องนี้จะพิจารณาตำนานของม้าจากประวัติศาสตร์ของคน ย่อมทราบได้ไม่ละเอียดนัก จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากเหตุการณ์สำคัญๆเป็นคราวๆไป

กาฬยุค : ต่อจากเวลาที่ราชอาณาจักรโรมภาคตะวันตกได้พินาศลง จนถึงศตวรรษที่ ๑๑ ความเจริญของชาวโรมันภาคตะวันตกได้เสื่อมทรามลง ความป่าเถื่อนเข้ามาครอบงำแทนที่ ในยุคนี้ตำนานของม้าสืบได้แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุการณ์สำคัญอันแรกของม้าทหารก็คือ การแสดงตัวของมหมัดเมื่อ ค.ศ. ๖๑๐ ผู้พยากรณ์อันประเสริฐของชาวอาหรับนี้มีนิสัยรักม้า และทำให้พลเมืองของเขารักม้าด้วย ม้าอาหรับจึงเจริญตามลำดับ ในสมัยที่พระมหาจักรพรรดิซาราเคนขยายอาณาเขตจากเฮลเล็สพอนต์ ตลอดจนแอฟริกามาจนถึงยิบรอลต้าและสเปนนั้น ได้นำม้าเอเชียและบาร์บของแอฟริกาภาคเหนือมาด้วยความมีชัย ในการขยายอาณาจักรอันไพศาลนี้ ได้อาศัยทหารม้าที่ดีเป็นส่วนใหญ่ การรุกรานของพวกซาราเคนต้องหยุดชะงัดลงที่ทุ่งบัวติเยรส์ เมื่อ ค.ศ. ๗๓๒ ด้วยนักรบของชาร์ลมาร์เดล ม้าทหารม้าของพวกแฟรงค์หนักกว่าม้าของพวกซาราเคน ควรจะสังเกตไว้ด้วยว่าทหารม้าราซาเคนได้เริ่มใช้โกลนทั่วไปเป็นครั้งแรก

ราวกลางศตวรรษที่ ๑๐ ได้เกิดมีนักรบขึ้นในยุโรป ซึ่งใส่เกราะหนักขึ้นและมีการแข่งขันรำทวนบนหลังม้า ดังนั้นม้าทหารจึงจำเป็นต้องมีขนาดโตขึ้นสำหรับรับน้ำหนักของผู้ขี่และเกราะซึ่งหนัก ๒๐๐-๔๐๐ ปอนด์ เมื่อพิจารณาดูจากรูปแล้ว จะเห็นว่าม้าทหารในยุคนั้นคล้ายกับม้าไถนาในสมัยปัจจุบัน ซึ่งเรียกกันว่าม้าใหญ่ ประเทศต่างๆในยุโรปได้ใช้ม้าประเภทนี้เป็นม้าทหาร ต่อมาจนถึงเวลาภายหลังที่ได้มีผู้ประดิษฐ์อาวุธยิงขึ้น การที่นายทหารมีม้าขี่สองตัวในสมัยนี้ก็เนื่องมาจากนายทหารในสมัยนั้น ต้องขี่ม้าชนิดที่มีลักษณะเปรียวและว่องไวในเวลาเดินทาง เพราะไม่ได้ใส่เกราะ ต่อเมื่อเข้าใกล้อันตรายจึงสวมเกราะ และเปลี่ยนขี่ม้าใหญ่เข้าทำการรบ

เมื่อครั้งชาวนอร์มันในบังคับวิลเลียมเดอะคองเคอเรอ ตีอังกฤษได้ในปี ค.ศ. ๑๐๖๖ มีสิ่งที่น่ารู้เป็นพิเศษว่า ในการยุทธที่เฮสติง ฝ่ายอังกฤษไม่มีทหารม้าใช้ แต่ฝ่ายนอร์มันขี่ม้าเกือบทั้งนั้น เนื่องจากมีม้าและขี่ม้าได้คล่องแคล่ว ความมีชัยจึงตกอยู่กับชาวนอร์มัน ม้านี้มีรูปร่างสูงใหญ่ เพราะผู้ขี่ใส่เกราะมีน้ำหนักมาก ต่อจากที่ชาวนอร์มันได้ชัยชนะแล้ว ได้เกิดมีทหารม้าขึ้นในอังกฤษอย่างรวดเร็ว

ต่อจากนี้เหตุการณ์ที่สำคัญก็คือ สงครามครูเสด ซึ่งกระทำกันเป็นเวลานานกว่า ๒ ศตวรรษ ทหารม้าหนักของยุโรปทำการต่อสู้กับทหารม้าเบาของชาวซาราเคน ในสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ ทหารม้าคริสเตียนมีกำลัง ๑๐๐,๐๐๐ คน ส่วนเซราเคนมีกำลังทหารม้า ๒๐๐,๐๐๐ ตัว ม้าของซาราเคน เป็นม้าชนิดเดียวกับเมื่อเข้าตีสเปน เมื่อทหารคริสเตียนกลับก็พาม้าอาหรับมาด้วยเป็นอันมาก


ในตอนต้นศตวรรษที่ ๑๓ แห่งคริสตกาล ชาติมองโกลได้จัดให้มีกำลังทหารม้าขึ้น อย่างใหญ่ที่สุดในประวัติการ กล่าวกันว่า ออคไท ข่าน มีทหารม้าเกือบ ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน กำลังส่วนนี้ได้ทำการปราบปรามส่วนใหญ่ของทวีปเอเซีย และด้วยกำลังทหารม้า ๕๐๐,๐๐๐ คน ได้ทำการรุกรานรัสเซียและส่วนหนึ่งของโปแลนด์ ได้ต่อสู้ต้านทานไว้อย่างแข็งแรงและเหนียวแน่น ชาวตาร์ตาร์ขี่ม้าพื้นเมืองสีสวาดหรือม้ามองโกลสีขาว ซึ่งเหมือนกับม้ามองโกลที่มีอยู่ในประเทศจีนทุกวันนี้ มีขนาดสูงระหว่าง ๑๒ ถึง ๑๓ แฮนด์ แข็งแรงปะเปรียวพอใช้ และมีความอดทนดีมาก แต่ในการประจัญบาน สู้ม้าขนาดใหญ่ของโปแลนด์ไม่ได้ การที่นำม้าขนาดเล็กเข้าไปทำรุกรานรัสเซียนี้ได้ทำให้พันธุ์ม้าของรัสเซีย โตไม่ถึงขนาดที่ควรมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งได้เริ่มใช้อาวุธปืนในการสงคราม ราวศตวรรษที่ ๑๔ ม้าทหารม้าในยุโรป ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่เพียงเล็กน้อย เพราะทหารม้าเพิ่มน้ำหนักขึ้น และม้าก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ต่อมาชาติหนึ่งๆ ก็มีพันธุ์ม้าและชนิดม้าโดยเฉพาะ




Create Date : 07 พฤษภาคม 2555
Last Update : 2 ธันวาคม 2560 19:58:33 น. 27 comments
Counter : 6504 Pageviews.

 


แวะมาบอกเพื่อน ๆ ว่ายังอยู่ค่ะ....ยังมีชีวิตอยู่!!!
ถึงแม้นสถานการณ์ที่ระยองตอนนี้จะ...วุ่นวายไปด้วยสารเคมี นั่น โน่น นี่ ....

มีความสุขกับทุก ๆ วันที่เป็นของเรานะค่ะ..^^



โดย: Lika ka วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:20:43 น.  

 
เรื่องวันนี้รายละเอียดแยะจังนะคะ
ป๋าของหนูก็เป็นทหารม้า อยู่สนามเป้าตั้งแต่หนุ่ม ๆ
ดูคนนั่งบนหลังม้าแล้วสง่างามมาก
ยิ่งมีม้าประกอบขบวนต่าง ๆ เพิ่มเสน่ห์อีกมากมาย
หนูเคยไปขี่ม้าที่ฟาร์มโชคชัยค่ะ
ไม่ประทับใจเพราะมีคนจูง
แต่ก็ไม่อยากเริ่มไปหัดขี่ม้าแล้วล่ะค่ะ
แก่เกินแกงเสียแล้ว


โดย: kimmy (kimmybangkok ) วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:10:05:38 น.  

 
บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Insignia_Museum Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

หวัดดีค่ะคุณ IM อัพบล็อกไล่เลี่ยกันเลยค่ะ เลยเข้ามาเยี่ยมพร้อมโหวต อิอิ หวังว่าคุณ IM คงสบายดีนะคะ


โดย: Oops! a daisy วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:10:20:38 น.  

 
ถ้าตอนเป็นเด็กก็คงได้แต่เล่นม้าก้านกล้วย หรือไม่ก็เล่น

ม้าส่งเมืองกัน แบบสนุก แต่จะว่าไปสมัยก่อนม้าช่วยประเทศ

ชาติเยอะ ส่งข่าวสาร ออกรบ ฯลฯ

ขอบคุณที่นำข้อมูลดีๆมาให้อ่านกันค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:12:23:43 น.  

 


เชิญไปชม MV Richie
วิ่งแข่งกับพ่อบนหาดทรายที่ระยองฮะ
ประกอบเพลง : ที่รัก ช๊านรักเธอ ได้ยินหมายอะอาย...


โดย: โสมรัศมี วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:18:39:17 น.  

 
ไม่ได้มาเยี่ยมพี่อิมนานมาก เนื้อหาแน่นเหมือนเช่นเคย เดี๊ยวกลับมาอ่านต่อค่ะ


โดย: popang IP: 124.120.169.206 วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:21:13:38 น.  

 


ขอบคุณ..สำหรับความห่วงใยที่มีให้กันเสมอมาค่ะ..^^



โดย: Lika ka วันที่: 8 พฤษภาคม 2555 เวลา:10:23:17 น.  

 
รับการโหวตสำหรับเรื่องราวดีๆของบล็อคนี้ด้วยจ้า



โดย: deco_mom วันที่: 8 พฤษภาคม 2555 เวลา:14:55:13 น.  

 


ขอบคุณค่ะที่นำเรื่องราวดีดีมาแบ่งปันค่ะ ได้ความรู้อีกเยอะเลย
แวะมาทักทายยามบ่าย ขอให้คุณมีสุขกับการงานที่ทำนะคะ
สวัสดีค่ะ ^_^


โดย: andrex09 วันที่: 8 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:39:11 น.  

 

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

มาอ่านเรื่องราวในบล็อกนี้แล้วก็ได้รู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของทหารม้าในยุดโบราณเลยครับ อ่านตามแล้วคิดถึงฉากในหนังฝรั่งที่เค้าขี้ม้ารบกันในสงครามครับ ซึ่งดูแล้วก็คล้าย ๆ กับบางภาพที่นำมาประกอบเรื่องครับ

อิอิ


โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 8 พฤษภาคม 2555 เวลา:16:53:04 น.  

 

เก็บประวัติม้าศึกมาครบถ้วยทั่งเลยนะคะ
อ่านๆไปรอให้ถึงคนบ้านป่าเมืองเถื่อนของมองโกล
ยังไม่ได้แจ้งไว้..
ขอเติมเพราะจำได้จากเพลง ของ วงไทย
รอ-ไย๊-สะ-เปิ่น="Royal Spite"
และประวัติศาสตร์เท่าที่แวบมาในสมอง..
ฝั่งเอเซีย ก็ เจ็งกีส ข่าน หรือ"เตมูจิน" นี่แหละค่ะ
ที่ได้ม้าพันธ์ดีจากอินเดีย..ตีเอาแผ่นดินเกือยทั่งเอเซียไปเลยในยุคนั้น



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
nulaw.m Home & Gargen Blog ดู Blog
Insignia_Museum Diarist ดู Blog




โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:40:44 น.  

 
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
พรหมญาณี Dharma Blog ดู Blog
nulaw.m Home & Gargen Blog ดู Blog
Insignia_Museum Diarist ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

ยังมาโหวตให้บล็อกนี้ทันค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:10:16:38 น.  

 
Insignia_Museum Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
-------------------
มารับรู้เรื่องราวจากอดีต ความรู้ที่ไม่เคยรู้จากคุณimค่ะ


โดย: เกศสุริยง วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:11:38:51 น.  

 
Insignia_Museum Diarist ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
----------------------
แวะมาโหวตให้คุณimค่ะ


โดย: เรือนเรไร วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:12:14:55 น.  

 

สวัสดีค่ะ..เอากล้วยไม้มาฝาก...ยามบ่ายแก่ ๆ ค่ะ...



โดย: Lika ka วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:04:47 น.  

 
ครั้งแรกของผมเลยฮะ ในวัยสามเดือนของผม ผมได้สัมผัสลมแรงจนน้ำตาไหล

เม็ดทรายหยาบๆแต่วิ่งแข่งกับพ่อแล้วสนุกชะมัด

อาหารเช้าที่ รร. ที่พ่อป้อนผมตอนผมนั่งบนตัก่พอ

ได้นอน รร. หรู ผมชอบฮะ

ได้เห็นแมวตัวใหญ่เป็นครั้งแรก

เห็นพี่มะหมาเจ้าถิ่นจะมาดีดติ่งหูผมเป็นครั้งแรก

และอื่นๆอีกมากมาย

ขอบคุณฮับ อย่าลืมมาดูผมอีกนะฮะ

ลงนาม Richie



โดย: โสมรัศมี วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:19:58:25 น.  

 
สวัสดีค่ะ
Net ที่บ้านมีปัญหาเข้าไม่ได้เลยมาหลายวันเลยมาช้า

มีความสุขกับวันพืชมงคลนะ
มีขนมมาฝากค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Insignia_Museum Diarist ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:20:30:24 น.  

 


อรุณสวัสดิ์ค่ะ...^^




โดย: Lika ka วันที่: 10 พฤษภาคม 2555 เวลา:8:09:18 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะ
ที่ศูนย์ประชุมสิริกิตติ์ มีงานท่องเที่ยวอีกแล้ว
วันนี้จะไปซื้อบัตรซาฟารีเวิล์ดค่ะ
ลูกสาวกะผองเพื่อนซี้จะไปเที่ยวกัน
ก็อาศัยซื้อในงานได้ราคาถูกกว่าซื้อที่โน่น
ข้าวของแพงไปหมด ต้องประหยัดแบบนี้ล่ะค่ะ


โดย: kimmy (kimmybangkok ) วันที่: 10 พฤษภาคม 2555 เวลา:10:11:21 น.  

 


HAVE A NICE DAY ...^_^


โดย: andrex09 วันที่: 10 พฤษภาคม 2555 เวลา:16:59:15 น.  

 
แวะมาชมตำนานเรื่องม้าทหาร และทักทายยามมืดค่ะ



โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 10 พฤษภาคม 2555 เวลา:20:21:30 น.  

 


สวัสดี...ยามเช้าค่ะ..^^






โดย: Lika ka วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:8:14:43 น.  

 
ขอบคุณค่ะ

คิดว่าจะเข้มแข็งค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:14:58:24 น.  

 



More Friday Comments

------------------------------
เย่ เย่ พรุ่งนี้เสาร์ตื่นสายได้ แวะมาทักทายสั้นๆค่ะคุณim


โดย: เกศสุริยง วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:17:11:08 น.  

 



ขอบคุณค่ะที่แวะไปทักทาย ดิฉันชอบคำคอมเม้นท์ของคุณค่ะ
เป็นตัวของตัวเอง ทำให้พอที่จะเดาบุคคลิกของ จขบ ได้บ้างค่ะ
สรุปว่าดีค่ะ แวะมาทักทายยามเย็น มีความสุขมากๆกับการทำงานนะคะ
สวัสดีค่ะ ^_^


โดย: andrex09 วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:17:29:57 น.  

 
สวัสดีวันศุกร์หรรษาค่ะ
จขบ เป็นทหารด้วยป่าว

วันหยุดพักผ่อนให้เต็มที่นะคะ
มีไอติมมาฝากค่ะ



โดย: pantawan วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:21:20:10 น.  

 
สวัสดีค่ะ
มาเก็บความรู้และรูปสวยๆค่ะ


โดย: ลูกสาวเมืองโอ่ง (fuzz_zi3 ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:21:48:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Insignia_Museum
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]




ความตั้งใจในการทำบล็อกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เริ่มต้นด้วยการเขียนถึงถิ่นที่อยู่ในวัยเด็ก ต่อมาเป็นเรื่องเครื่องหมายต่างๆ เรื่องศิลปะ ภาพถ่ายในยุคก่อนๆ อาหารการกิน และอะไรต่อมิอะไรที่ประสบพบเห็น สนใจอะไรขึ้นมาก็อยากรู้ให้มากขึ้น กลุ่มเนื้อหาจึงแตกแขนงไปเรื่อยๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add Insignia_Museum's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.