 |
9 มีนาคม 2551
|
|
|
|
|
๕."ใส่ใจทำไม กับน้ำที่หกจากแก้ว "
ใส่ใจทำไม กับน้ำที่หกไป สนใจกับน้ำที่เหลือในแก้วดีกว่า"ผมเพิ่งเคยได้ยินการบรรยายคำนี้ มาประมาณ ๒ ปีนี้เอง แต่ที่ติดใจก็เพราะว่า ตัวผมเองมัวแต่เสียดายน้ำที่หกจากชีวิตผมไปถึง เกือบ ๑๗ ปีเต็ม! ครับ... หลังจากอุบัติเหตุเมื่อปี 2529 ผมได้ผ่านความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆ มา อย่างมากมาย มันมากเสียจนไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าตรงไหนดี
เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง กำลังมีชีวิตสดใส มีความหวังในชีวิต แต่จู่ๆ วันหนึ่ง เพียงความคึกคะนอง และความประมาท จากคนที่ "เมาแล้วขับ" เพียงครั้งเดียว ได้พลิกชีวิตของลูกชายคนเดียวของบ้าน รวมทั้งครอบครัวของเขาตลอดไป จนต้องกลายเป็นอัมพาตทั้งตัว และเป็นภาระให้คนทั้งบ้าน
ตรงนี่ น่าจะเป็นน้ำที่หกออกแก้วใบที่มีน้ำเต็มปรี่ อย่างทันที ทันใด และเป็นเหตุผลสำคัญ ๑ ในหลายเหตุผล ของการยอมรับตัวเองในสภาพความพิการ ไม่ได้! เนื่องจากการต้องพึ่งพาผู้อื่นในทุกๆ อย่าง การกินข้าว ดื่มน้ำ ขับถ่าย อาบน้ำหรือแม้แต่ แค่...ปัดมดที่ไต่หน้าอยู่ ที่สำคัญ คนที่เราเป็นภาระให้น่ะ ทั้งพ่อ แม่ อาม่า(ย่าซึ่งตอนนั้น อายุ ๖๖ ปีแล้ว) อีกทั้งน้องสาวที่อ่อนกว่าผมถึง ๑๑ ปี ความรู้สึกเป็นภาระเหล่านี้เอง ทำให้เรารู้สึกไร้คุณค่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ในหัวสมองมีแต่ความคิดต่างๆ ฟุ้งซ่าน สับสน อยู่กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เต็มหัว และความคิดไร้สาระตลอดเวลา
ในช่วงแรกที่พิการ ผมพยายามทุกวิถีทาง ที่จะปลดเปลื้องตัวเองจากสภาพที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้อื่นตลอดไป แต่เป็นอะไรสักอย่าง...... ที่ทำให้ผมมีชีวิตรอด ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น มาจนทุกวันนี้ วันที่ ผมมีความคิดแตกต่างจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง วันที่รู้สึกว่าเรามีคุณค่า ทั้งต่อสังคม และครอบครัว วันที่กลับมามีตัวตน ในสังคมอีกครั้ง แม้ว่าในสภาพที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่กลับรู้สึกว่า นั่นละ...คือเอกลักษณ์ของเรา นายกิตติชัย เนตรพิศาลวนิช คือ คนๆนี้ สภาพร่างกายแบบนี้ นั่งรถเข็นแบบนี้ ไปไหนทีก็ทุลักทุเลบ้างแบบนี้ การเข้าใจและยอมรับตัวเองในสภาพพิการ นี่เป็น เพียง ๑ เหตุผลที่ผมใช้ในการดำรงชีวิต ทุกวันนี้ครับ ยังมีอีกมาก แล้วจะค่อยๆเขียนให้อ่านนะครับ
น้ำที่เหลืออยู่ในแก้วของผมนั้น มีหลากหลายมุมมองมาก ถ้าในทางสภาพร่างกาย หลายคนก็ว่า "เป็นขนาดนี้(เหลือน้อยแค่นี้ )จะไปทำอะไรได้" ซึ่งตรงนี้ ไม่ว่าจะมาในทางคำพูดหรือกิริยา หรืออาการใดก็ตาม ผมจะไม่ให้ความสำคัญเลย แต่ในทางตรงข้าม ผมจะดีใจมากเวลาที่มีคนมาพูดกับผมว่า "ได้เห็นผม ฟังผม พูดคุยกับผม แล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเลยครับ", " ขนาดคุณยังสู้ ยังทำได้ ผมก็ต้องทำได้สิ" ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ ทำให้ผมคงได้รู้สึกว่า น้ำที่เหลือน้อยในแก้วน้ำใบนี้ น่าจะพอมีประโยชน์บ้าง ต่อผู้ที่กำลังกระหาย ที่มีอยู่มากมายในสังคม
ขอขอบคุณอ.ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ผู้บรรยายเรื่อง "น้ำในแก้ว" //kittichaiblog.blogspot.com
| Create Date : 09 มีนาคม 2551 |
| Last Update : 12 มีนาคม 2551 21:11:36 น. |
|
6 comments
|
| Counter : 1018 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: NuHring วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:11:38:01 น. |
|
|
|
โดย: 8e88 วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:15:57:39 น. |
|
|
|
โดย: พี่แหม๋ว (ฟ้าคงสั่งมา ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:16:02:21 น. |
|
|
|
โดย: naragorn วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:21:31:12 น. |
|
|
|
โดย: EGAWA (EGAWA ) วันที่: 10 เมษายน 2551 เวลา:15:09:48 น. |
|
|
|
| |
|
 |
kchai |
|
 |
|
|
Location :
ชลบุรี Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

|
"คนพิการรุนแรง" คือ คนพิการที่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันครับ สำหรับผมเอง แม้แต่กินข้าว กินน้ำ ยังต้องมีผู้ป้อน เนื่องจากไม่สามารถใช้แขน และมือได้เลย
|
|
|
ข้อคิดเรื่องน้ำที่หกจากแก้ว....นำไปใช้ได้กับคนทั้งไปเหมือนกันค่ะ.....
เราต้องใส่ใจกับน้ำที่เหลืออยู่ในแก้ว...ดีกว่าจะมัวเสียดายน้ำที่หกไป.....เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์แล้ว...ทำอะไรไม่ได้แล้ว....