ทำในสิ่งที่รักคืออิสระ รักในสิ่งที่ทำคือความสุข
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
22 กุมภาพันธ์ 2550
 
All Blogs
 
เด็กหอ : a lively ghost story



บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี เด็กหอ นับตั้งแต่เข้าโรงฉายในวันที่ 23 ก.พ. 2549 และเพื่อเป็นการทำความเข้าใจว่าทำไม เด็กหอ จึงได้รับการชื่นชมทั้งในวงการหนังบ้านเราและในเวทีหนังโลก







เด็กหอ
A Lively Ghost Story




‘ใครว่าผีไม่มีเงา แล้วใครกำหนดว่าผีต้องออกมาตอนกลางคืนเท่านั้น’


พี่ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับเรื่องเด็กหอ ตอบข้อสงสัยเรื่องผีในภาพยนตร์ของเขาด้วยการถามกลับ


‘มีสักกี่คนที่เคยเห็นผีจริงๆ แล้วเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าผีจริงๆมันเป็นแบบไหน’


ดังนั้น “ผี” ในหนังเรื่องเด็กหอจึงมีส่วนผสมของคุณลักษณะต่างๆตามแต่ละวัฒนธรรมจะนิยามความเป็น “ผี” ตามความเชื่อของตนเอาไว้ การทำเช่นนั้นอาจจะดูมั่ว และทำให้การมีอยู่ของผีกลายเป็นอะไรที่น่ากังขามากยิ่งขึ้น แต่เป็นเพราะเด็กหอไม่ใช่หนังผีที่เล่าเรื่อง “ผี” อย่างดาดๆ หากภาพยนต์เรื่องนี้กำลังพูดถึงผีในแง่มุมที่เป็นสากลและมีชีวิตชีวากว่าหนังผีอีกหลายๆเรื่องต่างหาก







พวกเราโดยส่วนใหญ่แม้จะไม่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์ในเรื่องผี วิญญาณ และชีวิตหลังความตาย หากว่าเราทุกคนล้วนต้องเคยได้ยินได้ฟังและมีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ไม่มากก็น้อย ความจริงแล้วมนุษย์มีความสนใจในชีวิตหลังความตายมาตั้งแต่ครั้งบุพกาล ทั้งในประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ตำนาน นิทานท้องถิ่น เรื่องเล่าขานปากต่อปาก บทเพลง คำกลอน ระบบปรัชญา กระทั่งลัทธิศาสนาล้วนกล่าวถึงเรื่องภูติผีวิญญาณทั้งสิ้น ราวกับว่าชีวิตหลังความตายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถอธิบายได้ว่าเมื่อคนเราละสังขารหมดลมหายใจไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป วิญญาณกลายเป็นเครื่องรับประกันว่าสิ่งที่เราทำมาชั่วชีวิตจะไม่สูญเปล่าไร้ความหมายเหมือนฝันที่ถูกลืมเลือนจนหมดสิ้นทันทีที่เราลืมตาตื่นขึ้นมา


แม้ว่านักปรัชญาสำนักวัตถุนิยมตลอดจนทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนรากฐานความคิดเชิงจักรวาลกลจักรแบบนิวตันจะปฏิเสธและกล่าวว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ประกอบด้วยสสารและพลังงานที่ตวงวัดได้เท่านั้น นอกเหนือจากนี้เป็นเพียงแค่จินตนาการ จิตใจเองก็คือผลพวงการทำงานของสารเคมีและกระแสประสาท ไม่มีวิญญาณที่ออกจากร่างหลังจากกายซึ่งเป็นเนื้อหนังหยุดทำงาน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีสวรรค์หรือนรกว่ามีจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ กระนั้น...มนุษย์เราก็ไม่เคยละความสนใจในชีวิตหลังความตายและเรื่องภูติผีลงไปแม้แต่น้อย







คุณลักษณะของ “ผี” ในแต่ละลัทธิความเชื่ออาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดก็จริง ทว่าเราก็พอจะสรุปสาระสำคัญของชีวิตหลังความตายที่แต่ละวัฒนธรรมมีร่วมกันได้ กล่าวคือ “ผี” นั้นเป็นวิญญาณของคนตายซึ่งไม่สามารถไปผุดไปเกิดในชาติภพใหม่ อีกทั้งไม่อาจเดินทางไปสู่สรวงสวรรค์เพื่อเสวยสุขหรือได้รับโทษทัณฑ์ในขุมนรกได้ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น กระทำบาปร้ายแรงตามที่มีบทบัญญัติไว้, เสียชีวิตก่อนหมดอายุขัย, ตายด้วยความอาฆาตแค้นหรือคับข้องใจอะไรบางอย่าง, ยังยึดติดกับทรัพย์สมบัติหรือคนรัก, ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนอยากทำหรือทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จลุล่วง วิญญาณพวกนี้จึงไม่อาจก้าวล่วงผ่านช่องประตูซึ่งเปิดไปสู่ชีวิตหน้าได้ หากจำต้องวนเวียนอยู่ร่วมกับคนเป็น และใช้ชีวิตแบบเดิมๆอย่างที่ตนคุ้นเคย


อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า “ความเป็นผี” แท้จริงนั้นคือการยึดติดอยู่กับความนึกคิดถึงอดีตและการดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิม ขณะที่โลกแวดล้อมและสภาวะที่เราดำรงอยู่ได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว


ถ้าเราจะเปิดใจให้กว้าง ทั้งมองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จะพบว่าความเป็นผีตามที่เรานิยามมาข้างต้น มิได้จำกัดใช้ได้เฉพาะดวงวิญญาณที่ไร้ซึ่งชีวิต ทว่าสามารถหมายรวมถึงผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้อีกด้วย บุคคลเหล่านี้แม้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ติดค้างอยู่กับความทรงจำในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ความคับแค้นใจ ความรู้สึกผิดบาป หรือความสงสัยค้างคาใจใดๆ จนไม่อาจดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าได้ กลับต้องจมอยู่กับปัญหาและหาทางออกไม่ได้ ถ้าเป็นหนักก็อาจแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงขนาดปฏิเสธโลกของความเป็นจริงภายนอก และตัวละครในภาพยนตร์เรื่องเด็กหอ ก็มีความเป็น “ผี” ทั้งในรูปแบบเดิมที่เรารับรู้กับอยู่แล้ว และเป็นผีทั้งๆที่มีลมหายใจอยู่อย่างครบถ้วน







วิเชียร เด็กมัธยมต้นของโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งคือตัวแทนของความเป็นผีในรูปแบบแรก เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำในสระเก่าหลังโรงเรียน และต้องมากระโดดน้ำตายที่เดิมทุกวันๆ ดวงวิญญาณของเขายังวนเวียนอยู่ในโรงเรียน ใช้พื้นที่ร่วมกับเพื่อนๆ ทั้งในห้องเรียน ห้องอาบน้ำ ห้องส้วม กระทั่งห้องนอน


ไม่ใช่เป็นเพราะวิเชียรไม่รู้ว่าตนได้ตายไปแล้วจึงยังคงสิงสู่อยู่บนโลกของคนเป็น แต่เป็นเพราะเขาไม่สามารถเรียนรู้วิธีการดำรงชีวิตในโลกของคนตายได้ต่างหาก ถึงแม้เรื่องในภายหลังจะเปิดเผยให้เห็นถึงที่มาที่ไปของอุบัติเหตุจมน้ำของวิเชียร แต่เราก็ไม่อาจเข้าใจเหตุที่ทำให้ดวงวิญญาณของวิเชียรไม่สามารถไปผุดไปเกิดในชาติพบใหม่ได้อย่างชัดเจนนัก เรารู้แต่เพียงว่าการตายของเขาไม่เกี่ยวข้อง(อย่างน้อยก็โดยตรง)กับการที่พ่อของเด็กหนุ่มถูกจับเข้าคุก แต่ความสัมพันธ์ของวิเชียรกับครอบครัวกลับเป็นประเด็นที่ผู้กำกับจงใจละไว้ให้คลุมเครือ ทั้งๆที่มันสามารถอธิบายพฤติกรรมการตายอย่างซ้ำซากของวิเชียรได้เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตามเราอาจคาดเดานิสัยใจคอ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของวิเชียรขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ได้โดยการมองผ่านตัวละครอื่นๆ โดยเฉพาะบทของ “ต้น” เด็กนักเรียนคนเดียวที่มองเห็นวิญญาณของเขา







กล่าวกันว่าคนที่สามรถมองเห็นดวงวิญญาณได้นั้นเป็นเพราะมีสัมผัสพิเศษ หรืออาจเป็นเพราะในช่วงนั้นดวงตกหรือจิตอ่อน แต่ถ้าเรามองกันว่าวิญญาณคือคลื่นพลังงานในรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุ จิตของคนที่มีคลื่นความถี่ในย่านเดียวกับคลื่นพลังงานนั้นก็อาจรับสัญญาณจากดวงวิญญาณได้ เหมือนตอนที่เราหมุนหน้าปัดวิทยุเพื่อปรับย่านความถี่ให้ตรงกับสถานีที่เราต้องการรับฟัง


วิเชียร กับ ต้น ก็น่าจะมีย่านความถี่ตรงกัน สิ่งนี้แสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมทั้งในบทพูดและภาพ เด็กหนุ่มทั้งสองเหมือนกันในหลายๆทาง ทั้งความรู้สึกแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ และพยายามหาที่ทางของตนเองในโลกซึ่งตนไม่คุ้นเคย ทั้งสองคนไม่มีเพื่อน ต้องเล่นอยู่คนเดียว(เล่นเกมกดกับเล่นเรือในอ่างอาบน้ำ) และ “ไม่อยู่ในสายตาใคร” เพราะ “ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา”







ทั้งวิเชียรและต้นยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ เรียกร้องความสนใจ และไม่รับฟังคนอื่น ต้นรู้สึกคับข้องใจที่ตนถูกส่งมาที่โรงเรียนประจำ ด้วยคิดว่าสาเหตุเกิดจากตนจับได้ว่าพ่อมีความสัมพันธ์นอกลู่นอกทางกับสาวใช้ เขาเชื่อเหลือเกินว่าพ่อแม่ใส่ใจรักใคร่แต่น้องชาย ดังนั้นตนจึงเป็นเพียงส่วนเกินที่จะถูกผลักไสอย่างไรก็ได้ โดยไม่อาจมีปากเสียง ขณะที่วิเชียรเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนร่วมชั้นด้วยการแกล้งจมน้ำเพื่อให้เพื่อนเห็นความสำคัญ ตนเอง


เราอาจมองได้ว่าเหตุที่ทำให้วิเชียรแกล้งจมน้ำให้เพื่อนช่วย นอกจากเป็นเพราะต้องการแกล้งเพื่อนเพราะนึกสนุกตามประสาของเด็กวัยคะนองแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าวิเชียรเองก็มีความสัมพันธ์กับครอบครัวที่คลอนแคลนและไม่เข้าใจกันเช่นเดียวกับครอบครัวของต้นก็เป็นได้ จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของเด็กหนุ่ม







ปัญหาในจิตใจที่เกิดกับต้นจึงเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับวิเชียร ขณะที่เด็กหอเปิดเรื่องในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤตในชีวิตของเด็กชายซึ่งกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่นของต้นกำลังสุกงอม ทว่าเรื่องราวของวิเชียรเป็นเพียงอดีตที่ผ่านพ้นและไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือนำความผิดพลาดในอดีตเป็นบทเรียนเพื่อที่เราจะได้ไม่ผิดซ้ำอีกแล้วจึงก้าวไปข้างหน้าต่อไป


วิเชียรไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ เขายังคงต้องโดดน้ำตายซ้ำๆซากๆตอน 6 โมงเย็นของทุกวัน แต่ความผิดพลาดของวิเชียรเป็นบทเรียนไม่ให้ต้นทำผิดซ้ำอีก วิเชียรสอนให้ต้นรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดูแปลกแยกนั้นอย่างไรต้นเคยแขวนผ้าเช็ดตัวบนราวตากโดยการผลักไส(ผ้าของ)คนอื่นให้พ้นทาง และได้รับผลสนองด้วยการถูกผลักไส(จากเจ้าของที่แขวนเดิม)ซะเอง อาจเดาได้ว่าวิเชียรก็เคยลองผิดเช่นนั้นมาก่อน เขาจึงสอนต้นว่าจะแทรก(ผ้าเช็ด)ตัวอย่างไรในที่ทางของคนอื่นโดยไม่ถูกผลักไสออกมา







นอกจากนี้วิเชียรยังสอนให้ต้นตระหนักว่าชีวิตเป็นเรื่องเปราะบางและสั้นกว่าที่ตนคิดมากนัก เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ควรทำดีกับคนอื่นโดยเฉพาะครอบครัว ควรที่จะให้อภัย(พ่อ) เปิดใจ(ต่อเพื่อนใหม่) และสอนให้รู้ว่าแท้จริงแล้วการได้รับความอบอุ่นจากคนในครอบครัวนั้นสำคัญเพียงใด


เป็นเรื่องน่าคับแค้นใจอยู่แล้วในการที่ใครสักคนจะไม่ได้รับความเข้าอกเข้าใจหรือความยุติธรรม สำหรับต้นมันยิ่งน่าขัดข้องใจเป็นเท่าทวีคูณเมื่อความอยุติธรรมที่ตน(คิดว่า)ได้รับนั้นมาจากบุคคลซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “พ่อ” ต้นโกรธที่พ่อส่งตนมาโรงเรียนประจำไกลจากครอบครัวและเพื่อนเก่า เมื่อไม่มีอำนาจทัดทานการตัดสินใจของพ่อได้ เขาจึงมีปฏิกิริยาต่อต้านด้วยการไม่พูดคุยและไม่รับโทรศัพท์จากพ่อ แม้เมื่อรู้ว่าพ่อมาหาถึงที่โรงเรียนก็หาทางเลี่ยงหลบไปไม่ยอมมาพบ ต้นโยนห่อของที่พ่อฝากมาให้เข้าตู้ล็อกเกอร์โดยไม่คิดจะเปิดดูด้วยซ้ำว่าข้างในนั้นเป็นอะไร



ต่อเมื่อถูกวิเชียรตอกหน้ากลับมาด้วยคำพูดแทงใจดำที่ต้นเคยพูดเสมอว่าไม่มีใครเห็นเขาอยู่ในสายตานั้น เป็นเพราะต้นเองนั่นแหละไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาก่อน ต้นจึงเริ่มลดทิฐิที่มีต่อพ่อลง เขาเปิดถุงกระดาษออกดูและพบว่ามันคือเสื้อวอร์ม หลังจากนั้นในฉากที่ต้นได้รู้สาเหตุการตายของวิเชียร คำพูดส่งท้ายของวิเชียรที่ว่า....ข้างล่าง(สระน้ำ)หนาวชะมัด.....ประกอบกับลมยามโพล้เพล้พัดโชยมาให้หนาวสะท้านยังเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า คนเราต้องการความอบอุ่นมากเพียงใด และความอบอุ่นไหนเล่าจะโอบล้อมดวงใจที่เย็นชาของต้นได้ดีเท่าไออุ่นจากครอบครัว ในฉากต่อมาเราจึงได้เห็นต้นกลับไปเอาเสื้อวอร์มที่ถูกทิ้งไว้ในตู้ล็อกเกอร์มาสวม ไม่ใช่เพียงเพื่อประทังความหนาวทางกาย แต่ยังเป็นการแสดงว่าเด็กหนุ่มให้อภัยและเปิดรับอ้อมกอดของพ่อที่ส่งผ่านมาทางเสื้อวอร์มแล้ว








แน่นอนว่าวิเชียรไม่ได้ช่วยให้ต้นหลุดพ้นจากทิฐิ ความคับข้อง และความเอาแต่ใจตัวเองที่สิงสู่ประหนึ่งภูติผีซึ่งเฝ้าหลอกหลอนจิตใจของต้นจนไม่สามารถเปิดรับการเปลี่ยนแปลงแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้นเองก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ชักพาให้ดวงวิญญาณของวิเชียรเป็นอิสระไม่ต้องกระโดดน้ำตายซ้ำซากอยู่ทุกวี่วันได้ในที่สุด


อาจเหมือนที่หว่องกาไหว่ ผู้กำกับชาวฮ่องกงว่าไว้.....คนเราต้องพึ่งพาบางสิ่งที่ทรงพลังมากๆเช่นความรัก จึงจะสามารถผลักดันเราไปสู่วงโคจรที่แตกต่างจากเดิมได้ เพียงแต่ “เด็กหอ” เป็นเรื่องราวในโรงเรียนประจำชายล้วน ความรักที่ผลักดันให้วิเชียรหลุดพ้นจากพันธนาการที่ต้องตายซ้ำซากจึงเป็นความรักของมิตรภาพระหว่างเพื่อนมากกว่าความรักฉันท์ชู้สาวของชายหญิง






มิตรภาพนั้น ได้มาจากการที่ต้นเริ่มเห็นคนอื่นในสายตา เข้าใจและเปิดใจยอมรับ ผู้อื่น เราอาจมองได้ว่า “การถอดวิญญาณ” แท้จริงแล้วเป็นสัญลักษณ์ของการคิดและมองอะไรพ้นไปจากตนเอง มันคือการไม่ยึดถือตนเป็นศูนย์กลางลดทิฐิการถือตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมื่อเราไม่ยึดความคิดเห็นและความต้องการของตนเป็นใหญ่ เมื่อเราไม่เอาแต่ได้ และรู้จักการให้ เราจะรู้สึก “เบา” แล้วความคิดจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากกรอบที่เราเองนั่นแหละสร้างขึ้นเพื่อล้อมตัวตนของเราเอาไว้ นั่นจึงเป็นวิธีการเดียวที่จะปลดปล่อยดวงวิญญาณของวิเชียรให้เป็นอิสระ และผลักดันให้เพื่อนรักไปสู่ชีวิตหน้า ณ วงโคจรที่แตกต่างจากเดิมได้


ไม่ใช่แค่เพียงชีวิตที่ล่วงลับไปแล้วของวิเชียรเท่านั้นที่ได้รับอิสระภาพ แม้แต่ร่างที่เกือบจะไร้ซึ่งชีวิตของครูปราณีเองก็ได้รับการปลดเปลื้องจากความรู้สึกผิดบาปที่ฝังลึกอยู่ในใจมาช้านาน



ครูปราณีไม่ต่างจากวิเชียรหรือต้นมากนัก ครูถูกอดีตฝังใจหลอกหลอนและฉุดรั้งไม่ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ครูรู้สึกว่าตนมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของลูกศิษย์ ด้วยเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวการถูกจับกุมของพ่อวิเชียร เป็นเหตุให้ศิษย์คิดสั้นกระโดดน้ำจบชีวิตในเย็นวันนั้น ครูปราณีคงอดโทษตัวเองไม้ได้ว่า....ถ้าตนเก็บหนังสือพิมพ์ไว้มิดชิดกว่านี้ หรือถ้าสามารถยับยั้งชั่งใจไม่ลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุตอนที่พบว่าวิเชียรแอบหยิบหนังสือพิมพ์ออกมาอ่าน ในฐานะครูผู้ดูแลหอ ครูปราณีรู้สึกว่าตนควรจะยับยั้งโศกนาฏกรรมครั้งนั้นได้ ตนควรจะเป็นที่พึ่งให้กับลูกศิษย์ได้ทั้งในเรื่องการเรียนและในเรื่องชีวิตส่วนตัว






วิเชียรจากไปพร้อมกับทิ้งรอยแผลไว้ในใจของครูเช่นที่เขาทำให้แผ่นเสียงเป็นรอย เสียงเพลงตกร่องสะท้อนให้เห็นถึงความสำนึกเสียใจและผิดบาปที่เฝ้าวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของครูปราณีเรื่อยมา ครูมักจะเล่นแผ่นเสียงแผ่นเดิม เหม่อมองลิ้นชักที่ว่างเปล่า ครุ่นคิดสิ่งที่ผ่านไปแล้วเพียงลำพังทั้งที่มันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ จิตใจที่อ่อนแอและอ่อนแรงแฝงตัวอยู่ในท่าทีที่แข็งกร้าวเจ้าระเบียบ นั่นช่วยอธิบายได้ว่าทำไมครูปราณีถึงมีปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อการที่ต้นหายไปในช่วงอาหารเย็นมากกว่าการที่เด็กหนุ่มแอบดูหนังสือลามกในหอนอน


ต่อเมื่อต้นยื่นหนังสือฉบับที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคืนให้ครูปราณี พร้อมทั้งถ่ายทอดความในใจของวิเชียรให้ครูปราณีทราบ จึงเท่ากับเป็นการปลดเปลื้องความรู้สึกผิดบาปที่อยู่ในใจของครูออกไป เสียงเพลงตกร่องที่คลออยู่ด้านหลังจึงสามารถบรรเลงท่วงทำนองในท่อนต่อไปได้ในที่สุด







ครูปราณี ต้น และวิเชียร ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในที่สุดทั้งสามคนเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและก้าวไปข้างหน้า แผ่นเสียงไม่ตกร่องอีกแล้วเพราะครูปราณีจะไม่รู้สึกผิดบาปต่อการตายของลูกศิษย์อีกต่อไป ต้นก็ไม่โกรธพ่อแต่เรียนรู้ที่จะให้อภัยและเปิดใจรับสิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิตไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนใหม่หรือเพื่อนใหม่ วิญญาณของวิเชียรเองก็จะไม่เร่ร่อนต้องคอยกระโดดน้ำตายซ้ำๆซากๆที่สระร้างอีก


ที่สุดแล้วทั้งสามคนก็ได้ก้าวต่อไป


วิเชียรกำลังจะได้ใช้ชีวิตหลังความตายที่แท้จริง


บนถนนที่วิเชียรลาจากต้นเป็นครั้งสุดท้ายนั้น......เขาก้าวเดินไปสู่เส้นทางที่ถูกขีดคั่นด้วยเส้นประบางๆแบ่งถนนออกเป็นสองช่องทาง โลกของคนเป็นกับคนตายก็แยกจากกันด้วยเส้นบางๆคล้ายกันนั้น ทว่าเส้นทางทั้งสองสายต่างก็มุ่งตรงไปสู่อนาคตที่เลือน ลางเช่นเดียวกัน



ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า.....
วิเชียรกับต้นเดินอยู่บนถนนคนละเลน มีเส้นแบ่งถนนแยกโลกของคนเป็นและคนตาย





แต่ทั้งคู่ต่างก็เดินตรงไปสู่ทางเบื้องหน้า มุ่งไปยังอนาคตที่พร่ามัว





เส้นทางของต้นทอดข้ามห้วงน้ำแห่งปัญหาและอุปสรรค(Bridge over troubled water) มีความรักความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัวเป็นดังสะพานพาเขาข้ามผ่านวัยเยาว์เพื่อก้าวสู่วัยหนุ่มอย่างเต็มตัว เขายังต้องเติบโตและเรียนรู้อีกมาก อาจจะมีเสียงหัวเราะและรอยน้ำตารออยู่เบื้องหน้า แต่ต้นไม่รู้สึกหวาดหวั่นที่จะก้าวไปเผชิญหน้ากับมันอีกแล้ว เพราะเขารู้แล้วว่ามีคนอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ







ด้วยอาชีพ ครูปราณีอาจยังต้องสอนบทเรียนเก่าๆในชั้นเรียนเดิมๆ ประสบพบเจอกับนักเรียนที่แม้จะเปลี่ยนหน้าเข้ามาแต่ก็ยังซุกซน ท้าทายกฎระเบียบ อยากรู้อยากเห็น และเต็มไปด้วยฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านไม่ต่างไปจากต้นและเพื่อนๆปีแล้วปีเล่า เช่นเดียวกับแผ่นเสียงที่ยังต้องหมุนเป็นวงซ้ำแล้วซ้ำอีก หากแต่เข็มอ่านบนเครื่องเล่นจะเคลื่อนไปสู่ร่องเสียงถัดไป ท่วงทำนองจะขับกล่อมตามเนื้อร้องและจังหวะดนตรีจนกว่าจะจบเพลง หลังจากนั้นก็จะเล่นเพลงแทร็คใหม่ไปจนกว่าจะมาถึงแทร็คสุดท้ายของแผ่น แล้วเสียงก็จะเงียบลงอีกครั้ง แผ่นเสียงแผ่นนั้นก็จะหยุดหมุน แต่นั่นไม่ใช่การสิ้นสุด หากเป็นการเปิดโอกาสให้เปลี่ยนแผ่นเสียงแผ่นใหม่ แล้วการเริ่มต้นก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง






หลายคนอาจมองว่าเด็กหอย้ำประเด็นการก้าวพ้นข้ามวัย(coming of age)มากกว่าจะเป็นหนังผี แท้จริงแล้วภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ได้นิยามขนบของหนังผีใหม่ไม่ให้จำกัดแต่เป็นเพียงเรื่องของคนที่ตายแล้วเท่านั้น ภูติผีและวิญญาณถูกขยายความให้เป็นเรื่องของคนเป็นซึ่งยังมีลมหายใจอยู่แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากอดีตฝังใจได้อีกด้วย



เด็กหอจึงเป็นหนังผีที่มีชีวิตชีวามากที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว















ภาคผนวก

เนื้อหาในส่วนนี้อาจซ้ำกับบทวิเคราะห์ข้างบนบ้างบางประเด็น

ได้อ่านเจอเพื่อนสมาชิก bloggang ท่านนึงเขียนถึงเด็กหอในแง่ชื่นชม แต่เจ้าของบล็อคยังมีข้อสงสัยเด็กหอในทำนองว่า.....

ขาดตัวเชื่อมเหตุและผล + การคลี่คลายง่ายๆเกินไป ในแง่ที่ว่าตัวละครอย่างต้น เหมือนจะรู้วิธีการช่วยวิเชียรได้ง่ายเกินไป ทั้งๆที่เนื้อเรื่องไม่ได้ปูมาหนักแน่นพอว่าต้นรู้ได้ยังไงว่าควรจะช่วยวิเชียรอย่างไร และทำไมวิธีนั้นถึงได้ผล

เช่นเดียวกับเพื่อนๆของต้นก็ดูเหมือนจะรู้วิธีการช่วยต้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อีกข้อที่เจ้าของบล็อคท่านนั้นสงสัยคือทำไมในฉากฉายหนังกลางแปลงวิเชียรต้องทำหน้าตกใจ

และในฉากที่ต้นมาแอบขโมยอีเธอร์ในห้องแล็ป แล้วกระต่ายมันเกิดฟื้นขึ้นมาก่อนตัดฉากไปเห็นวิญญาณต้นออกจากร่างไปช่วยวิเชียรที่สระน้ำแล้ว มันดูไม่ต่อเนื่อง

รวมทั้งตอนจบที่ดูเหมือนว่าต้นจะเข้าใจพ่อเร็วเกินไป จนดูเหมือนว่าหนังจะรีบสรุปเรื่องง่ายๆอย่างนั้นเอง

ผมขอตอบข้อสงสัยเหล่านั้นตามมุมมองของผมดังนี้ครับ......


ข้อที่คุณติดใจว่า...ทำไมตัวละคร(เด็ก)ถึงรู้ดีจังว่าควรช่วยผี(วิเชียร)และเพื่อน(ต้น)ยังไง

ผมว่าจริงๆแล้วตัวละครพวกนั้นไม่ได้รู้อะไรมากมายเลยครับ และก็เพราะว่าไม่รู้นั่นแหละถึงมีพฤติกรรมอย่างในหนัง ก็ถ้าเด็กพวกนี้มีวิชาอาคมเชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์แล้ว ก็คงทำพิธีจับวิญญาณวิเชียรลงหม้อ หรือนั่งล้อมวงประทับทรงเปิดประตูวิญญาณอย่างที่เห็นตามสารคดีล่าวิญญาณในเคเบิ้ลทีวีแล้วล่ะครับ

จริงๆแล้วเด็กพวกนี้ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับวิญญาณหรือไสยศาสตร์หรอก ที่พอจะมีความรู้บ้างก็คือหมอหนุ่ย เพราะที่บ้านทำกิจการขายหีบศพ ก็คงพอได้ยินได้ฟังพ่อ-แม่หรือคนงานที่บ้านเล่าต่อๆกันมาบ้างเท่านั้นเอง จึงให้คำแนะนำต้น(แบบกึ่งๆมั่ว)ไปว่า....จะช่วยผีก็ต้องเป็นผีซะก่อน

ก่อนที่ต้นจะเอาเรื่องวิเชียรไปปรึกษาหมอหนุ่ย ต้นก็เคยกระโดดลงสระน้ำร้าง พยายามช่วยวิญญาณวิเชียรไปทีนึงแล้ว แต่เพราะไม่รู้ว่าการจะช่วยวิญญาณมันไม่สามารถช่วยวิธีการเดียวกันกับช่วยคนเป็นๆได้ จึงต้องเจ็บตัวตกลงไปในสระน้ำโดยเปล่าประโยชน์

ทีนี้...พอต้นได้คำแนะนำจากหมอหนุ่ยแล้ว ก็เกิดความคิดได้ว่าจะช่วยวิเชียรซึ่งเป็นวิญญาณได้นั้น ตนเองก็ต้องเป็นวิญาณให้ได้เสียก่อน หนังมันปูเรื่องในฉากก่อนหน้านั้นแล้วว่ามีเด็ก(แจ็ค)อุตตริสูดอีเธอร์จนมีอาการหมดสติคล้ายวิญญาณออกจากร่าง ต้นมันก็นึกขึ้นได้ เลยเชื่อตามไปว่าวิธีสูดอีเธอร์อาจจะทำให้วิญญาณออกจากร่างได้จริง และจะทำให้ตนไปช่วยวิเชียรได้ในสภาพของ "ผี" อย่างที่หมอหนุ่ยแนะนำ

ฉากที่ต้นแอบไปขโมยอีเธอร์ที่ห้องแล็ป แล้วกระต่ายที่นอนสลบเพราะฤทธิ์ยาเกิดสะดุ้งฟื้นขึ้นมา จากนั้นภาพก็ตัดไปเห็นต้นวิ่งไปที่สระน้ำแล้ว แล้วคุณว่ามันดูไม่ต่อเนื่อง ผมมองว่าเป็นการเลือกเรื่องที่จะเล่าของผู้กำกับครับ โดยการตัดฉากนต้นดมอีเธอร์ออก เพราะเรื่องปูมาชัดอยู่แล้วว่าต้นมาทำอะไรที่ห้องแล็ป จึงสามารถตัดข้ามไปเล่าเรื่องที่สระน้ำได้เลย

ส่วนที่ต้องมีช็อตกระต่ายฟื้นคืนชีพ อาจเป็นเพราะว่าช็อตนี้มันทำหน้าที่ 2 อย่างครับ อย่างแรกหลอกให้คนดูตกใจ จนสะดุ้งไปด้วยเพื่อรักษาหน้าหนังว่ามันก็ยังเป็นหนัง horror อยู่นะ อย่างที่สองเพื่อตอกย้ำกับคนดูอีกหนว่า กระต่ายที่ดมอีเธอร์ไปมันไม่ได้ตายจริง แค่สลบ ฉะนั้นต้นก็ไม่ได้ตายไปจริงๆ เป็นเพียงการถอดวิญญาณชั่วคราวเพื่อไปช่วยวิเชียร เสร็จเรื่องแล้วก็สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้เอง

ดังนั้นการที่พวกเพื่อนๆพา(ร่างของ)ต้นมาที่สระน้ำ จึงไม่ได้เป็นการช่วยต้นแต่อย่างใด วิญญาณของต้นกลับเข้าร่างเองต่างหาก มันเป็นความเข้าใจไปเองของเด็กๆ เพราะพวกเด็กไม่ได้มีความรู้จริงๆในเรื่องพวกนี้ หมอหนุ่ยเพียงแค่รู้ต้นสายปลายเหตุที่ต้นดมอีเธอร์ไปเท่านั้น จึงคิดเอาเองว่าถ้านำร่างไปไว้ใกล้ๆที่ที่วิญญาณอยู่ก็จะทำให้วิญญาณหาทางกลับเข้าร่างได้ (ลองคิดดู...ถ้าวิเชียรมันไปจมน้ำตายในสระที่เชียงใหม่ ไม่ต้องแบกร่างต้นขึ้นรถบขส.ตามไปเชียงใหม่ด้วยเหรอ!!!)

จะเห็นได้ว่าพอเด็กๆแบกต้นมาที่สระน้ำแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอื่นนอกจาก ร้องไห้และร้องเรียกให้ต้นฟื้น

ส่วนต้นก็ไม่ได้มีวิชาอาคมอะไรที่จะสามารถช่วยวิญญาณวิเชียรเช่นกัน วิธีที่ต้นช่วยเป็นเพียงสามัญสำนึกเท่านั้นเอง สามัญสำนึกของเราบอกว่าในการที่จะช่วยคนกำลังจะจมน้ำนั้น เราจะต้องกระโดดลงไปในน้ำแล้วล็อคคอดึงขึ้นฝั่ง ต้นก็คิดออกเพียงแค่นั้นเหมือนกันว่า....จะช่วยผีจมน้ำได้ก็ต้องให้ผีอีกตนกระโดดลงไปล็อคคอผีตนแรกแล้วดึงขึ้นฝั่ง เผอิญว่าวิธีคิดแบบเด็กๆของต้นมันได้ผล นั่นก็เป็นเพราะว่า "ผี" ในหนังเด็กหอมันไม่ได้เป็นแค่ "ผี" แต่เป็นสัญลักษณ์ของการติดยึดอยู่กับอะไรบางอย่างในอดีตต่างหาก

อะไรบางอย่างในอดีตของวิเชียรก็คือการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น แล้วคนอื่นไม่ได้สนองตอบต่อสิ่งที่ตนเรียกร้อง เหมือนที่วิเชียรเคยตอกหน้าต้นมาแล้วว่า....ต้นเอาแต่ว่าคนอื่นไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตา แต่ตัวต้นเองกลับไม่เคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเช่นกัน

แท้จริงแล้วคำๆนี้สะท้อนถึงสิ่งที่วิเชียรเคยเป็น คือเรียกร้องให้คนอื่นสนใจตนเพียงฝ่ายเดียว แต่เมื่อต้นเข้ามาในชีวิตของวิเชียร ทำให้เขาได้เห็นภาพสะท้อนของตนอย่างเด่นชัดว่า เราเองควรเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก่อน คนอื่นจึงจะเห็นอกเห็นใจตน จะเรียกร้องให้คนอื่นสนใจตนแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้

การช่วยวิญญาณวิเชียรจากการจมน้ำ จึงเป็นเพียงรูปแบบเชิงนามธรรมเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนการไถ่บาปและการแก้ไขความผิดพลาด(หรือเติมเต็มความปรารถนา - - มีคนเห็นความสำคัญ)ในอดีตของวิเชียรนั่นเอง

วิเชียรก็ช่วยต้นแก้ไขความผิดพลาดในอดีตเช่นกัน ย้อนไปฉากที่ต้นพยายามช่วยวิเชียรครั้งแรก ต้นยังไม่ได้ถอดวิญญาณจึงไม่สามรถช่วยวิเชียรได้สำเร็จ แต่เพราะความพยายามครั้งนี้ทำให้ต้นเข้าใจเพื่อนดีขึ้น ทั้งคู่นั่งคุยกันใต้สระน้ำ วิเชียรบอกว่าข้างล่างนี้หนาวเหลือเกิน แล้วต้นก็เกิดความรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ อากาศยามสนธยาชวนให้ยะเยือกก็จริง แต่อาการขาดความอบอุ่นทางใจมันหนาวเหน็บยิ่งกว่า ฉากต่อมาต้นจึงกลับไปที่ตู้ล็อคเกอร์ของตน รื้อถุงที่พ่อฝากครูปราณีมาให้เปิดออกดู ความจริงต้นได้ของฝากจากพ่อมาหลายวันแล้ว แต่ก็โยนเข้าตู้ล็อคเกอร์อย่างไม่แยแส เพราะยังเคืองพ่อที่ส่งตนมาอยู่โรงเรียนประจำ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นการลงโทษที่ฝ่ายลูกจับพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของคนเป็นพ่อได้ ต้นคงเข้าใจไปว่าพ่อไม่ได้รักตนจริง

แต่วิเชียรทำให้ต้นเข้าใจว่า ไออุ่นที่ได้จากคนในครอบครัวมันสำคัญเพียงไหน ต้นจึงลดทิฐิและอาจตรึกตรองในใจดูอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วตนถูกส่งมาโรงเรียนประจำอาจะด้วยความปรารถดีของพ่อจริงๆก็ได้ ของฝากซึ่งก็คือเสื้อวอร์มเป็นประจักษ์พยานถึงความห่วงใยของผู้พ่อได้เป็นอย่างดี เมื่อต้นคิดได้เขาก็อ้าแขนรับไออุ่นและความหวังดีของคนในครอบครัว ต้นสวมเสื้อวอร์มที่พ่อฝากมาแล้วเขาก็ไม่ต้องหนาวเหน็บเหมือนวิเชียรอีกแล้ว

ต้อนท้ายเรื่องที่เราต้นเป็นฝ่ายเข้าไปคืนดีกับพ่อก่อนจึงไม่ได้เป็นการสรุปจบเรื่องแบบง่าย หากต้นต้องอาศัยเวลาทั้งปีในโรงเรียนประจำเพื่อเรียนรู้ เข้าใจ และเติบโต



ส่วนเรื่องวิเชียรทำหน้าแปลกใจในฉากหนังกลางแปลง เมื่อเพื่อนนักเรียนเลียนแบบฉากในหนังด้วยการอุดจมูกจนทำให้วิเชียรมองไม่เห็นคนอื่นๆ ตรงนี้ผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่คุณยังดีกว่าผมที่ตีความได้ถูกทางที่ว่าวิเชียรรู้อยู่ก่อนแล้วว่าตนเองเป็นผี ครั้งแรกผมตีความไปว่าวิเชียรเพิ่งรู้ในฉากนี้เองว่าตนเองเป็นผี จึงทำหน้าประหลาดใจ แต่พี่ย้ง(ผู้กำกับ)บอกว่า.....ไม่ใช่! ที่วิเชียรไม่รู้คือการที่คนอุดจมูกแล้วทำให้ผีไม่เห็นคนต่างหาก วิเชียรมันถึงทำหน้าประหลาดใจอย่างในหนัง









รวบรวมรางวัลที่ เด็กหอ ได้รับ (Last Update 12 มี.ค. 2550)


12-20 ตุลาคม 2549
Pusan International Film Festival (PIFF) ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
น้องแน็ก ได้รับรางวัล Star Submmit Asia จากผลงาน แฟนฉัน และ เด็กหอ

1-9 ธันวาคม 2549
เด็กหอ ได้รับเลือกให้ฉายและเข้าชิงสายประกวดหลัก ใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาร์ราเคช (International Film Festival of Marrakech a.k.a. Festival International du Film de Marrakech) ถึงแม้เด็กหอจะไม่ได้รับรางวัลจากการประกวดในเทศกาลหนังครั้งนี้..อย่างน้อยผลงานของคนไทย
ก็ได้ไปปักหมุดยังต่างประเทศให้ได้ชมกันมาแล้ว...

23 ธันวาคม 2550 รางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ณ สยามพารากอน
เด็กหอได้รับ 3 รางวัล
- รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
- รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม น้องแน็ก
- รางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยม พี่แหม่ม จินตรา สุขพัฒน์


มกราคม 2550 Starpics Thai Films Award ครั้งที่ 4
- รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
- รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม พี่แหม่ม จินตรา สุขพัฒน์
- รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
- ลำดับภาพยอดเยี่ยม

17 มกราคม 2550 รางวัล คม ชัด ลึก อวอร์ด
เด็กหอได้รับ 2 รางวัล
- รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม พี่แหม่ม จินตรา สุขพัฒน์
- รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม น้องไมเคิล


9 กุมภาพันธ์ 2550 รางวัล สุพรรณหงส์ ณ บริเวณสวนรัก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา
เด็กหอได้รับ 2 รางวัล
- รางวัลกำกับศิลป์ ยอดเยี่ยม
- รางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม


8-18 กุมภาพันธ์ 2550
Berlin International Film Festival a.k.a. Internationale Filmfestspiele Berlin
เด็กหอเข้าประกวดในสาย Generation Kplus
ประกาศผลออกมาแล้วในวันที่ 17 กุมภาพันธ์
"เด็กหอ" คว้ารางวัลสูงสุด "หมีคริสตัล" หรือรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาภาพยนตร์เด็ก (Generation Kplus)

เทศกาลหนังที่ประเทศอิหร่านพี่ย้ง ได้รับมาอีก 1 รางวัลคือ
รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Crystal Simorgh for Best Director: Songyos Sugmakanan for DORM (Thailand)


วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 ชมรมวิจารณ์บันเทิง


1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
2. ผู้กำกับยอดเยี่ยม
3. ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
4. กำกับภาพยอดเยี่ยม
5. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม



12 มี.ค. 2550 รางวัล Star Entertainment Awards 2006



1. รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
2. รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
3. รางวัลผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (พี่แหม่ม จินตรา)


























Bridge Over Troubled Water

When you're weary, feeling small,
When tears are in your eyes, I will dry
them all;
I'm on your side. When times get rough
And friends just can't be found,
Like a bridge over troubled water
I will lay me down.
Like a bridge over troubled water
I will lay me down.

When you're down and out,
When you're on the street,
When evening falls so hard
I will comfort you.
I'll take your part.
When darkness comes
And pain is all around,
Like a bridge over troubled water
I will lay me down.
Like a bridge over troubled water
I will lay me down.

Sail on silvergirl,
Sail on by.
Your time has come to shine.
All your dreams are on their way.
See how they shine.
If you need a friend
I'm sailing right behind.
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind.
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind.



p.s. นักฟังเพลงมักจะคุ้นกับเพลง Bridge Over Trouble Water เวอร์ชั่นของ Simon and Garfunkel มากกว่า แต่ผมว่าที่ Jonny Cash ร้องไว้ก็เพราะไปอีกแบบ จึงเลือกเวอร์ชั่นนี้มาแปะในบล็อค ใครสนใจอยากรู้เรื่องของ Johnny Cash มากไปกว่านี้ ลองหาหนังเรื่อง Walk The Line ซึ่งเป็นหนังอิงชีวประวัติของนักร้องเพลงคันทรี่ท่านนี้มาดูซิครับ







Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 27 มีนาคม 2550 2:57:10 น. 5 comments
Counter : 4484 Pageviews.

 

อ่านแล้วทราบเลยว่า...
ขอบคุณจริงๆที่คุณเข้าไปทักทายและทำให้ต้องย้อนมาพบบล็อคนี้

อ่านแล้วทราบเลยว่า
สิ่งดีๆมากมายรอบตัวนั้น ต้องเดินออกไป และพร้อมจะเอื้อมมือออกไปพบด้วยตนเอง

ไม่ใช่รอ...และอยู่กับที่เฉยๆ วิ่งวนกับตัวเองเท่านั้น


เหมือน..ที่ไม่เคยเปิดโลกออกมาพบบล็อคของเพื่อนๆ เข้ามาเพียงเพื่อจะเขียนสิ่งที่ต้องการและ อยู่แต่ในโลกของ(บล็อค)ตัวเอง

จนเกือบพลาดบทความที่ทำให้ได้เห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนขึ้น

ที่สำคัญ... ได้แง่คิดมากมายกลับไป


ขอบคุณมาก--จริงๆ--ค่ะ


โดย: รอยคำ วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:2:58:00 น.  

 
เขียนได้ละเอียดดีจริงๆ โดยในส่วนภาคผนวก ก็เห็นด้วยตามนั้นเลยครับ หนังที่ทำออกมาได้ละเอียด แทบทุกแง่มุมอย่างคุณว่า แต่ภาพรวมผมก็ยังเห็นแบบที่ผมเขียนในบล๊อกอยู่ดี

ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนครับ จะกลับมาเยี่ยมอีกครับ


โดย: Untrue (Untrue ) วันที่: 27 มีนาคม 2550 เวลา:8:38:38 น.  

 
ขอบคุณมากคระที่เขียนอะไรดีๆมาให้เราดูและรูปภาพที่สวยทุกรูปนะค่ะ(รักไมเคิลมากๆๆๆๆเลย) รักและห่วงใยเสอมมา


โดย: มิ้น IP: 210.203.161.60 วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:11:41:47 น.  

 
มาฉลองด้วย ชอบเรื่องนี้เอามากๆเหมือนกัน
เพราะตัวเองก็เป็นเด็กหอมาก่อน รู้สึกว่ามันใช่เลย แล้วก็แนวคิดของหนังเจ๋งดี
ประทับใจกับคำว่า "วิเชียรกับต้นเดินบนถนนคนละเลน มีเส้นแบ่งถนนแยกโลกของคนเป็นกับคนตาย"
อ่านแล้วขนลุกเลย
และขอชื่นชม ฝีมือการแสดงของน้องแนท สุดยอดจริงๆ


โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:15:59:41 น.  

 
น่ากลัวจิงๆเรย


โดย: แพร IP: 125.26.10.93 วันที่: 8 ตุลาคม 2554 เวลา:9:11:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

das Kino
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




film lovers are sick people




Google



Friends' blogs
[Add das Kino's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.