ทำในสิ่งที่รักคืออิสระ รักในสิ่งที่ทำคือความสุข
Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
16 เมษายน 2550
 
All Blogs
 

Little Miss Sunshine : ดังนั้นครอบครัวฮูเวอร์จึงหยุดพล่าม


คุยกันก่อนเข้าโรง

- บทความชิ้นนี้วิเคราะห์ตามหลักปรัชญาของ Nietzsche ที่เขียนไว้ในหนังสือ คือพจนาซาราทุสตรา(Thus Spoke Zarathustra) ขอออกตัวไว้ตั้งแต่แรกว่า....ผู้เขียนไม่มีความรู้ลึกซึ้งอะไรนักหนา ดังนั้นการอ้างอิงหลักปรัชญาใดๆอาจมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ หวังว่าผู้รู้คงให้อภัย และถ้ามีข้อแนะนำหรืออยากให้แก้ไขในส่วนใด ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ

- ก่อนจะมาเป็นบทความในแบบที่ทุกๆคนกำลังจะได้อ่านอยู่ข้างล่างนี้ ผมได้ทำการเขียนลบ เขียนแก้อยู่หลายรอบ เพื่อจะทำให้บทวิเคราะห์อ่านง่าย กระชับ และชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอเอาเข้าจริงรู้สึกว่ายิ่งเขียนจะยิ่งเลอะ ยิ่งแก้ก็ยิ่งเปรอะ ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกงงๆ แนะนำว่าให้หาหนังสือ คือพจนาซาราทุสตรา มาอ่านประกอบ หรืออย่างน้อยลองเข้าไปตามลิงค์ที่ให้ไว้ด้านล่าง แต่ถ้าอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจบทวิเคราะห์ชิ้นนี้อยู่ดี นั่นอาจเป็นเพราะความสามารถของผมมีอยู่จำกัด จึงขอรับผิดทุกกระทงโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ










แอบเมาส์ตอนหนังฉาย







Little Miss Sunshine
Thus Stop Spoke The Hoovers




ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Jonathan Dayton และ Valerie Faris ผู้กำกับคู่หูดูโอที่เคยทำแต่หนัง MV กลายมาเป็นหนังขวัญใจเทศกาลหนังหลายๆเทศกาล ถึงแม้จะพลาดรางวัลใหญ่จากเวทีออสการ์ไปอย่างค้านสายตาคนดูหนังทั่วโลก แต่หนังเชิดชูสถาบันครอบครัวอย่าง little miss sunshine กลับครองตำแหน่งต้นๆบนตารางหนังในดวงใจของทั้งนักวิจารณ์และนักดูหนังโดยทั่วไปได้อย่างไม่ยากเย็น


ด้วยการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงตัวน้อยตัวใหญ่ มุกตลกเสียดสีพอแสบๆคันๆ สอดแทรกด้วยคำคมที่เป็นแง่คิด การสอดประสานระหว่างความเป็นดราม่าและคอมเมอดี้ได้อย่างลงตัว ผสมผสานกับบทอันทรงเสน่ห์ Little Miss Sunshine เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ควรจะเรียกทุกคนในบ้านมานั่งล้อมวงหน้าทีวีโดยพร้อมเพรียง ก่อนชวนออกไปเข็นรถด้วยกัน


Little Miss Sunshine เกือบๆจะเป็นหนังเย้ยหยันความเน่าเฟะของสังคมอเมริกัน เหมือนๆกับที่ American Beauty(1999) และ Sitcom(1998) เคยทำมาก่อน หนังเรื่องนี้วิพากษ์ความฝันเฟื่องของเหล่าอเมริกันชนที่ปรารถนาจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่ง เป็นผู้ชนะ เป็นคนแถวหน้า หรือเป็นอะไรต่ออะไร(to be somthing) ตามแบบฉบับ American Dream เพราะพวกเขากลัวการถูกทิ้งรั้งท้ายและอยู่นอกสายตา(to be nothing) มากกว่าอะไรทั้งหมด



บันได 9 ขั้นของริชาร์ดมีรูปทรงเหมือนปิรามิด ฐานกว้างยอดแหลม
จึงมีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถก้าวไปอยู่ที่จุดสูงสุด ผู้ชนะจะมีเพียงหนึ่งเดียว ที่เหลือจึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้แพ้





Little Miss Sunshine เล่าเรื่องของครอบครัว Hoover ที่ประกอบไปด้วย......

ริชาร์ด(Greg Kinnear) พ่อผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความสำเร็จ แต่ยิ่งก้าวขึ้นสูงขึ้นเท่าไหร่ ริชาร์ดก็ยิ่งห่างไกลจากคำว่า "ประสบความสำเร็จ" มากขึ้นเท่านั้น

เชอรีล(Toni Collette) แม่บ้านลูกสองที่ไม่ขออะไรมากไปกว่าให้ครอบครัวตัวเองพ้นจากภาวะเกือบล้มละลายอยู่รอมร่อ

แฟรงค์(Steve Carell) พี่ชายของเชอรีล เขาเป็นนักเรียนทุนชั้นแนวหน้า เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงวิชาการ เป็นเกย์ เป็นคนอกหักรักคุดถูกหนุ่มคู่ขาทิ้งไปหาคู่แข่งในอาชีพของแฟรงค์ เป็นคนตกงาน เป็นคนไร้บ้าน และเป็นคนที่เกือบฆ่าตัวตายได้สำเร็จ

Alan Arkin เล่นเป็นคุณปู่จิตป่วย เขาติดเฮโรอีนขนาดหนักถึงขั้นโดนเตะออกมาจากบ้านพักคนชรา

ดเวย์น(Paul Dano) ลูกชายคนเดียวผู้ตั้งปณิธานว่าจะไม่ยอมพูดอะไรจนกว่าจะสอบเข้าโรงเรียนการบินติด

และ หนูน้อยโอลีฟ(Abigail breslin) สาวแว่นหุ่นตุ้ยนุ้ยผู้ใฝ่ฝันจะครองมงกุฏนางงามเด็ก



ทุกคนในครอบครัวฮูเวอร์ต่างมีความฝันแบบอเมริกันด้วยกันทั้งนั้น ราชาร์ดฝันจะเห็นทฤษฎีที่ตนคิดขึ้นตีพิมพ์เป็นหนังสือออกวางขายทั่วประเทศ เชอรีลฝันที่จะเลิกสูบบุหรี่และยกฐานะทางการเงินของบ้านให้ดีขึ้น แฟรงค์ฝันว่าคู่รักจะเกิดเปลี่ยนใจกลับมาพร้อมๆกับเกียรติยศชื่อเสียงที่ตนสมควรจะได้รับในฐานะนักเรียนทุนอันดับหนึ่ง คุณปู่ฝันว่าก่อนตายเขาน่าจะอึ๊บสาวได้มากกว่านี้ ดเวย์นฝันที่จะบิน...บินไปให้ไกลจากครอบครัวของเขาเอง เพราะเขาเกลียดทุกคน(ขีดเส้นใต้) และแน่นอนโอลีฟฝันว่าเธอจะเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในอเมริกา







พวกฮูเวอร์ฝันที่จะเป็นอะไรบางอย่าง และป่าวประกาศออกมาให้คนอื่นรับรู้ด้วยเสียงอันดัง ดังนั้นบ้านทั้งหลังจึงเต็มไปด้วยเสียงเอะอะเซ็งแซ่ ไม่มีใครฟังใคร และไม่มีใครอยากฟังใครด้วย เพราะต่างคนต่างก็พูดแต่ในสิ่งที่ตนเองต้องการ


มีเพียงครั้งเดียวบนโต๊ะกินข้าวที่หลานโอลีฟตั้งใจฟังลุงแฟรงค์เล่าว่าทำไมเขาจึงคิดฆ่าตัวตาย แต่นั่นก็เป็นตอนก่อนที่สาวน้อยจะรู้ว่าตนเองมีสิทธิ์เข้าประกวดเวที Little Miss Sunshine รอบสุดท้ายไปแบบส้มหล่น หลังจากนั้นเธอก็ได้แต่ร้องกรี๊ดๆ วิ่งไปทั่วบ้านเที่ยวเก็บข้าวของลงกระเป๋า จนไม่ทันสังเกตุว่าพ่อแม่กำลังถกเถียงกันอยู่ว่าจะพาลูกสาวไปประกวดที่อีกรัฐอย่างไรดี


แม้แต่ดเวย์น--เด็กหนุ่มที่ทำตัวงี่เง่าเหมือนๆกับวัยรุ่นทั่วไปซึ่งสัญญากับตนเองไว้ก่อนแล้วว่าจะไม่ยอมพูดอะไรสักคำจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน--ก็ยังพูด เพียงแต่เขาพูดผ่านทางเสียงของนิทซ์เช่นักปรัชญาคนโปรด แทนที่จะจะเป็นเสียงจากลำคอของเขาเอง หนังสือของนิทซ์เช่ที่ดเวย์นอ่านคือ Thus Spoke Zarathustra (คือพจนาซาราทุสตรา) สามารถเปล่งเสียงแทนเขาได้ดังพอๆกับเสียงกรี๊ดของน้องสาว มันประกาศอัตตาของเด็กหนุ่มได้ชัดเจนและใหญ่โตกว่ารูปวาดบนผืนผ้าในห้องนอนเสียอีก



ดเวนย์ปฎิญาณตนว่าจะไม่พูด แต่เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพูด!!!




ในหนังสือของนิทซ์เช่เล่มนั้นมีการกล่าวถึง การก้าวขึ้น และ การก้าวลง อยู่บ่อยครั้ง


การก้าวขึ้น (Übergang) คืออุปมาของความทะเยอทะยานอยากตามแรงกิเลสของมนุษย์เรา ไม่ต่างไปจากการก้าวขึ้นบันได 9 ขั้นสู่การเป็นผู้ชนะเหนือผู้อื่นตามทฤษฎีของริชาร์ดนั่นเอง และทุกๆคนในครอบครัวฮูเวอร์ต่างก็กำลังพยายาม "ก้าวขึ้น" เพื่อไขว่คว้าหาความฝันด้วยกันทั้งนั้น


การก้าวขึ้นของพวกฮูเวอร์แสดงออกมาผ่านทางการเดินทางบนรถ VW Minibus สีมัสตาร์ดจากบ้านเกิดในรัฐนิวแม็กซิโกไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อพาลูกสาวคนเล็กไปชิงมงกุฏนางงามเด็ก ถึงแม้จะดูเหมือนว่าต่างคนต่างร่วมใจกันผลักดันให้สาวน้อยโอลีฟไปถึงฝั่งฝัน แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเขาแต่ละคนต่างก็หมกมุ่นอยู่กับความฝันของตนเองด้วยกันทั้งนั้น



เมื่อเริ่มออกเดินทาง ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างหมกมุ่นอยุ่กับความคิดความฝันของตนเอง




ดเวย์นยอมร่วมคณะทัวร์เพียงเพราะแม่สัญญาว่าจะให้เขาเข้าโรงเรียนการบิน แฟรงค์ทำหน้าบูดตลอดเวลา ปู่สบถและพร่ำบ่นถึงอดีตที่สวยหรูกว่าปัจจุบัน ริชาร์ดโทรจิกตามเรื่องหนังสือของตนอย่างไม่ลดละ และโทนี่ถึงกับสติแตกเมื่อรู้ว่าความฝันที่จะให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นนั้นกลายเป็นเพียงวิมานในอากาศพอๆกับเรื่องหนังสือของสามี ทุกคนกำลังพยายามตะเกียดตะกายปีนป่ายตามขั้นบันใดสู่จุดสูงสุดตามลำพัง โดยไม่สนใจใคร







ริชาร์ดเคยพูดเอาไว้ว่า....ในโลกนี้มีคนอยู่แค่ 2 จำพวก คือ ผู้ชนะ และ พวกขี้แพ้ และพวกเขาก็คือ "พวกขี้แพ้" ขนานแท้และดั้งเดิม ยิ่งพวกเขาปีนป่ายไปตามขั้นบันไดสูงขึ้นเท่าใด ความสำเร็จกลับยิ่งหลุดลอยไปไกลเท่านั้น สิ่งที่พวกฮูเวอร์พบบนยอดปิรามิดไม่ใช่ความฝันที่หวังไว้ มันกลับมีเพียงแต่ความล้มเหลวและพ่ายแพ้


รถ VW Minibus แสดงภาวะสิ้นหวังของพวกเขาได้เป็นอย่างดี มันเดินทางไกลแต่(เกือบ)หมดสภาพก่อนถึงจุดหมาย และเมื่อไปถึงแล้วก็แทบหลุดเป็นชิ้นๆ


ริชาร์ดก้าวไปไม่ถึงบันไดขั้นที่ 9 เขาหล่นแอ๊กลงมาเมื่อทำทุกทางแล้วหนังสือก็ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ตีพิมพ์ ชะตากรรมของหัวหน้าครอบครัวฉุดเอาความฝันของเชอรีลร่วงลงมาด้วย แฟรงค์ถูกตอกย้ำความพ่ายแพ้เมื่อบังเอิญพบคู่รักเก่ามาฮันนี่มูนกับศัตรูคู่อาฆาตระหว่างทาง คุณปู่อัพยา(แสลงภาษาอังกฤษเรียก get high)เกินขนาด จนต้องไป get high in heaven เข้าจริงๆ ปีกของดเวย์นหักก่อนที่เขาจะได้ขึ้นบินจริงเสียอีกเมื่อพบว่าตนเองตาบอดสี สิ่งเดียวที่ยังผลักดันให้พวกเขาไปต่อก็คือความฝันสุดท้ายของลูกสาวคนสุดท้อง


แต่แล้วเมื่อถึงรอบประกวดความสามารถพิเศษ ท่าเต้นก๋ากั่นของสาวน้อยโอลีฟที่คุณปู่อุตส่าห์ติวเข้มให้ทำเอากองประกวดเกิดอาการ "ไม่ปลื้ม" ขึ้นมา ความหวังที่จะครองมงกุฏนางงามน้อยจึงเป็นอันปิ๋วไปโดยปริยาย ตอนนั้นเองที่พวกฮูเวอร์เริ่ม การก้าวลง (Untergang)







ตอนที่รถเสีย ช่างซ่อมบอกว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนคลัชใหม่หรือไม่ก็ต้องปล่อยรถลงเนินเพื่อที่จะสตาร์ทเครื่องได้ แต่ถนนที่พารถ VW ออกไปจากอู่ไม่มีเนิน พวกฮูเวอร์จึงต้องช่วยขันเข็น ดัน และผลักรถให้ไหลไปก่อนกระโดดขึ้นรถแล้วเดินทางต่อไป


การร่วมแรงร่วมใจกันของสมาชิกในครอบครัวจึงเป็น "เนินเขา" ให้รถที่ทำท่าจะเสียแหล่ไม่เสียแหล่ยังดันทุรังขับเคลื่อนต่อไปได้ และนั่นคือความหมายของการก้าวลง



พวกเขาเลิกพร่ำบ่นถึงความฝันของตน และเริ่มฟังซึ่งกันและกัน (ในกรณีของดเวย์น เขาเลิกถือเงียบ และหันมาพูดด้วยเสียงของตัวเองแทนการถืออัตตา) การก้าวลงจึงไม่ใช่การถดถอย แท้จริงแล้วมันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเคลื่อนไปข้างหน้า


เหมือนที่ใครคนหนึ่งในเรื่องพูดว่า "We had our shot. It didn't fly, we move on." (เราลองยิงไปแล้ว ถ้ามันไม่โดนใจ ก็ต้องไปเรื่องอื่นต่อ) ความล้มเหลวไม่ใช่การสิ้นหวัง ความพ่ายแพ้ไม่ใช่การสูญสิ้น และความสำเร็จไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่าความสุข





การก้าวลงในหนังสือของนิทซ์เช่ตามความเข้าใจของผม หมายถึงการก้าวลงมาจากการเป็นมนุษย์ขั้นสุดท้าย(lastman) ซึ่งเป็นผู้ที่ยังแสวงหาความสำเร็จและชัยชนะ แล้วลงมาคลุกคลีกับ(และกลายเป็น)สามัญชน เหมือนเช่นศาสดาซาราทุสตราที่ก้าวขึ้นภูเขาเพื่อแสวงหาโมกขทรัพย์ แต่แล้วก็ก้าวลงมาประกาศบรมธรรมให้กับปวงชน


ด้วยการก้าวลงมานี้เองที่ทำให้มนุษย์เรากลายเป็น ผู้หลุดพ้น(จากกิเลสและอัตตา) หรือ overman ตามคำของนิทซ์เช่ เพราะการยึดถือว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น เป็นผู้ชนะและประสบความสำเร็จ ยังไม่ถือว่าเป็นผู้หลุดพ้น


เมื่อสมาชิกในครอบครัวฮูเวอร์เริ่มการก้าวลง พวกเขาทิ้งอัตตาและความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของตนไว้ข้างบน แล้วลงมาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อว่า "ครอบครัว" ไม่ใช่ริชาร์ด แฟรงค์ ดเวย์น โอลีฟ หรือใครคนใดคนหนึ่ง


เมื่อความเป็นปัจเจกชนจึงหายไป พวกเขาจึงสามารถก้าวพ้นปัญหาและอุปสรรคแบบที่ตัวเองเพียงลำพังไม่สามารถทำได้ พวกเขาทั้งดันทั้งผลักกันและกัน(แม้แต่ร่างไร้วิญญาณของปู่)ให้ยังคงมุ่งต่อไปข้างหน้า


ถ้าปิรามิดคือครอบครัวและสังคม ฐานรากคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ปิรามิดตั้งอยู่ได้ การก้าวลงของครอบครัวฮูเวอร์จึงเป็นการเสริมความมั่นคงให้กับรากฐานของครอบครัว เช่นเดียวกับความผาสุขของชนชั้นกรรมชีพคือความมั่งคั่งของนายทุน



เมื่อครอบครัวฮูเวอร์เริ่มก้าวลง แม้แต่ร่างไร้ชีวิตของปู่ก็ยังก้าวลง(จากหน้าต่าง)




ในหนังสือคือพจนาซาราทุสตรา นิทซ์เช่เขียนถึงการกลายสภาพทางจิต 3 ขั้นเพื่อการเป็นผู้หลุดพ้น แรกเริ่มจิตกลายเป็นอูฐ อูฐกลายเป็นสิงโต และสิงโตกลายเป็นเด็กในที่สุด


ใน Little Miss Sunshine มีการกล่าวถึงการกลายสภาพทางจิตแบบนิทซ์เช่เช่นกัน จะเห็นได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่จะชัดมากในฉากที่โอลีฟขึ้นเวทีประกวดในรอบแสดงความสามารถพิเศษ


แม้ว่าในขั้นสุดท้าย "การหลุดพ้น" ตามแบบในหนังนั้นจะเป็นเพียงการหลุดพ้นในขั้นโลกียะ คือการหลุดพ้นจากการถือความคิดความฝันของตนเป็นใหญ่ มาเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัว มากกว่าการหลุดพ้นจากกิเลสตามที่ศาสดาซาราทุสตราพจนา(พูด)เอาไว้ในหนังสือก็ตาม



ริชาร์ดไม่สามารถแก้ปัญหา(สตาร์ทรถ)ได้ตามลำพัง เขาต้องก้าวลง(จากการจมอยู่กับปัญหาของตน)
แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งกับครอบครัว รถจึงเคลื่อนต่อไปได้





อูฐ เป็นตัวแทนของการเผชิญความยากลำบากของครอบครัวฮูเวอร์ในตอนต้นเรื่อง พวกเขาเหมือนอูฐที่คู้เข่าลงแบกรับความฝันของตนเสมือนหนึ่งสัมภาระอันหนักอึ้งข้ามทะเลทรายจากนิวแม็กซิโกสู่แคลิฟอร์เนีย เพื่อขึ้นสู่ยอดเขาคือความสำเร็จ

ชุดเต้นของโอลีฟก็เช่นกัน มันดูรุ่มร่ามเหมือนภาระที่เด็กอย่างเธอต้องแบกรับ "ความคาดหวัง" ต่างๆนานาเอาไว้ว่าคนจะเป็นนางงามได้ต้องทั้งสวย(ผ้าคาดผม) ทั้งเก่ง(เชิ้ตผูกไทด์) และต้องฉลาด(แว่น)







ต่อมาอูฐกลายเป็น สิงโต มันคำรามด้วยเสียงกึกก้องออกมาเป็นคำว่า "ไม่" เพื่อปลดแอกตนเองจากภาระและตอบโต้ใครก็ตามที่บังอาจขัดขวางการก้าวสู่ความสำเร็จของตน


ครอบครัวฮูเวอร์ไม่ยอมล้มเลิกการเดินทางเพียงเพราะช่างเครื่องบอกว่ากว่าจะได้อะไหล่มาซ่อมรถก็ต้องรอถึงวันพฤหัส หรือการที่ริชาร์ดไม่ยอมรับการปฏิเสธจากบรรณาธิการของเขาจนต้องลงทุนขี่มอเตอร์ไซค์ไปหา แม้แต่การมาถึงช้ากว่ากำหนดเวลาไป 4 นาทีก็ไม่ทำให้ครอบครัวนี้เลิกความตั้งใจที่จะส่งหนูน้อยโอลีฟเข้าประกวด รวมทั้งคำพูดของดเวย์นที่ว่าเขาจะหาทางบินให้ได้ โดยไม่ยอมปล่อยให้อาการตาบอดสีมาเป็นอุปสรรค


แม้แต่ชุดที่โอลีฟใส่บนเวทีรอบแสดงความสามารถก็ดูแตกต่างจากคนอื่นๆ ชุดเสื้อผ้าที่ดูรุ่มร่ามนั้นถูกปลดออกทีละชิ้นเพื่อเผยชุดรัดรูปข้างใน มันบอกเป็นนัยยะถึงการปลดภาระและเผยวิญญาณขบถที่อยู่ภายในออกมา เพราะชุดข้างในไม่ใช่ชุดที่ผู้เข้าประกวดความงามควรจะใส่ มันคือการขบถต่อภาพลักษณ์ที่นางงามถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น


การปฏิเสธ และ วิญญาณขบถนี่เองคือคุณลักษณะของสภาพจิตแบบสิงโต



โอลีฟลงคลานและคำรามด้วยจิตแบบสิงโต เธอก่อขบถภาพลักษณ์ของนางงาม ด้วยลีลาแบบนางโชว์




ขั้นสุดท้าย สิงโตกลายสภาพเป็นเพียง เด็ก มันคือขั้นตอนการก้าวลงของจิต จากการปฏิเสธว่า "ไม่" สู่การตอบรับว่า "ใช่" อันเป็นสภาวะการเริ่มต้นใหม่ เหมือนเด็กแรกเกิดที่ยังใสซื่อบริสุทธิ์และตอบรับในทุกสิ่ง เด็กเห็นทุกอย่างเป็นเพียงการละเล่น และเล่นกับทุกอย่างด้วยความสุขและสนุกสนาน


ชุดที่โอลีฟใส่ซึ่งกล่าวถึงในย่อหน้าก่อนๆแล้วว่าเป็นการก่อ "ขบถ" ต่ออัตลักษณ์ของนางงาม มาถึงขั้นนี้สาวน้อยปลดปล่อยแม้แต่วิญาณขบถของสิงโต เหมือนจะบอกว่าแม้แต่การต่อต้านภาพลักษณ์ซึ่งยังไงก็ยังคงเป็นการยึดถือในตัวตน(อัตตา)อยู่ดีก็ไม่เป็นที่ปรารถนา


ครอบครัวฮูเวอร์(ที่เหลือ)ก็รู้สึกมีความสุขและสนุกสนานเช่นกันที่ได้กระโดดเต้นแร้งเต้นกาบนเวที โดยไม่รู้สึกกระดากอายหรือสะทกสะท้านต่อสายตาดูถูกของกรรมการและผู้ปกครองของเด็กที่ร่วมเข้าประกวด พวกเขายอมรับสภาพและยิ้มได้ แม้ต้องถูกพาตัวมาโรงพักพร้อมถูกภาคทัณฑ์เอาไว้ว่าหนูน้อยโอลีฟจะไม่มีวันเข้าประกวดบนเวทีใดๆในนามของแคลิฟอร์เนียอีกเลยตลอดชีวิต


นี่คือการกลายสภาพกลับไปเป็น "เด็ก" ใหม่อีกครั้งของครอบครัวฮูเวอร์ มันจึงเป็น "การก้าวลง" เพื่อมุ่งไปสู่การเป็น "ผู้หลุดพ้น" จากการยึดติดกับความฝันของตนเอง







ครอบครัวฮูเวอร์คือพวกขี้แพ้อย่างแท้จริง พวกเขาไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ไม่มีใครไปถึงฝั่งฝัน จนจบเรื่องปัญหาทั้งหลายก็ยังคงแก้ไม่ตก แต่สิ่งที่พวกเขาได้คืนมาคือ "ครอบครัว" และ "ความสุข" นี่เองที่ทำให้ Little Miss Sunshine แตกต่างจากหนังแนว Road Movie เรื่องอื่นๆ


มันไม่ได้จบลงด้วยความสำเร็จอันสวยหรู หรือทิ้งท้ายด้วยอุดมคติอันเลื่อนลอย หากแต่ตัวละครในหนังเรื่องนี้คือคนธรรมดาๆที่พบเห็นได้อยู่รอบๆตัวเรา หรือแม้แต่เหมือนกับตัวเราเองด้วยซ้ำ และนี่เองที่ทำให้ Little Miss Sunshine เป็นหนังในดวงใจของใครหลายต่อหลายคน














นินทาข้างหลังโรง


ผมคิดเล่นๆว่า.... ชื่อหนัง Little Miss Sunshine นอกจากเป็นชื่อเวทีประกวดนางงามเด็ก ยังอาจแปลได้ว่า "คลาดจากแสงตะวัน(ความสำเร็จ)ไปนิดหน่อย"







ศาสดาซาราทุสตรามีตัวตนจริง อยู่ในช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล เป็นผู้ให้กำเนิดศาสนา Zoroaster ของเปอร์เซียโบราณ แต่คำสอนในหนังสือคือพจนาฯเป็นแนวความคิดของนิทซ์เช่เอง





หนังสือ คือพจนาซาราทุสตรา ฉบับภาษาไทย แปลโดย มนตรี ภู่มี ของ แพรวสำนักพิมพ์
หนังสือเล่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่ศาสดาซาราทุสตราประกาศคำสอนกับชาวบ้าน โดยมีวรรคทองว่า พระเจ้าตายแล้ว! ว่ากันว่าปรัชญาของนิทซ์เช่ไม่ได้เสนอแง่มุมอะไรใหม่(thesis) เป็นเพียงการปฎิเสธหลักศีลธรรมและความเชื่อเดิมๆ(anti thesis)




เว็บไซต์อ้างอิง


บทวิเคราะห์เรื่องการกลายสภาพของจิต (ภาษาอังกฤษ)

บทวิเคราะห์ปรัชญาของนิทซ์เช่ ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน(ภาษาไทย)












 

Create Date : 16 เมษายน 2550
54 comments
Last Update : 19 กันยายน 2550 21:24:58 น.
Counter : 5343 Pageviews.

 

หนังออกโรงหรือยังคับ ตอนนี้กำลังตามเก็บหนังออสการ์อยู่คับ

 

โดย: frank3119 16 เมษายน 2550 0:50:27 น.  

 

หนังเรื่องนี้ไม่ฉายโรงครับ แต่ออกเป็นดีวีดีลิขสิทธิ์แล้ว

 

โดย: Kino (das Kino ) 16 เมษายน 2550 0:52:01 น.  

 

ชอบหนังเรื่องนี้เช่นกัน

" แค่เพียงยอมรับความพ่ายแพ้"

การเอาความคิดของนิทเช่ มาถอดรหัสหนังดีมากเลยค่ะ

 

โดย: grappa 16 เมษายน 2550 8:58:00 น.  

 

ข้อมูลเพียบเลยครับ
เป็นนักดูหนังคุณภาพจริงๆ


.....................


ดีใจที่ชอบเพลงเก่านะครับ
รื่นรมย์....เป็นความรู้สึกที่ผมรู้สึก
ตอนที่ได้ฟังเพลงเหล่านี้ครับ

 

โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) 16 เมษายน 2550 15:22:45 น.  

 

ซื้อแผ่นมาดูด้วยกันทั้งบ้าน

ถูกใจ แทงใจ ซาบซึ้ง หนังให้แง่มุมที่ดีกับทุกคนในครอบครัว

ชอบความจริงจัง สาระหนักแน่น ในรูปแบบที่มากับความบันเทิงด้วยเช่นกัน

ขอบคุณและรออ่านเรื่องต่อไปด้วยค่ะ

 

โดย: bua ja 16 เมษายน 2550 23:31:29 น.  

 

ข้อมูลเยอะจังค่ะ...ขอบคุณที่แวะไปนะคะ แล้วจาแว้บมาอ่านบ่อยๆค่ะ

 

โดย: MM (Aampous ) 17 เมษายน 2550 0:51:39 น.  

 

ชอบฉากประกวดนางงามช่วงท้ายเรื่องค่ะ นางงามเด็กๆ หลอนได้ใจมาก .. เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม คุณพ่อ กับ คุณพี่ ถึงไม่อยากให้โอลีฟเข้าประกวด

 

โดย: แม่มดพันปี 18 เมษายน 2550 0:14:24 น.  

 



ยังไม่อ่าน แหะๆ..แปะไว้ก่อน
เดี๋ยวมาแว๊บอ่านใหม่ค่ะ

เข้าบ้านนี้ ต้องมีสมาธิเท่ากับการฟังเลคเชอร์วิชา เศรษฐศาสตร์(ที่ใครไม่ทราบมาบังคับให้อยู่ในหลักสูตร.. )

จะบอกว่าแวะมาสวัสดี และขอบคุณพรวันสงกรานต์นะคะ



 

โดย: รอยคำ 20 เมษายน 2550 22:30:54 น.  

 

เพิ่งได้แผ่นมา กะจะดูซะก่อน แล้วค่อยมาอ่านรีวิว...

อ้อ มีท่านผู้รู้ (ประมาณวงในมั่กๆ) มาตอบกระทู้เบื้องลึกเกี่ยวกับปัญหาเซนเซอร์ เรตติ้ง และเบื้องหลังมันๆ ของวงการหนังไทย ว่างๆ ก็แวะไปอ่านได้ในบล็อกนะครับ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=thaibear&date=14-04-2007&group=2&gblog=10

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 20 เมษายน 2550 23:09:29 น.  

 

หามาดูบ้างดีกว่า
ชอบคุณครับที่แนะนำข้อมูลดีดี

 

โดย: นายกาเมศ 21 เมษายน 2550 11:42:50 น.  

 

สุดยอด !!!
ผมได้แค่ดู และเข้าใจ
แต่จะให้เขียนแบบนี้คงทำไม่ได้
พี่เจ๋งมากครับ ^^

 

โดย: Nobody Knows 21 เมษายน 2550 12:15:39 น.  

 

ดูแล้วล่ะค่ะสำหรับ Little Miss Sunshine

การมองหาประเด็นหรือแง่งามในหนังนั้น
ย่อมไม่ต่างจากคุณหมอ ที่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคอะไรได้เกินกว่าที่ตัวคุณหมอเองจะเคยเรียนและรู้

ชื่นชมในความเป็น "นักคิด" และวิสัยทัศน์ของเจ้าของบล็อกเป็นอย่างมากนะคะ

ต่อแต่นี้ไปจะไม่พลาดตามเข้ามาอ่านเลยค่ะ

 

โดย: Gloomy Sunday 22 เมษายน 2550 1:06:18 น.  

 

แวะเข้ามาทักทายเช่นกัน
ไว้วันหลังมีเวลาเยอะกว่านี้แล้วจะมาอ่านบล็อกของคุณเรื่อง BTT และ Little MIss Sunshine ให้จบครับ

:-)

 

โดย: MrET_TK 22 เมษายน 2550 11:36:57 น.  

 

ชอบหนังเรื่องนี้สุดๆ ครับ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ถูกโรคกับปรัชญามากๆ (ทั้งที่ตัวเองก็เคยเรียนมาบ้าง -_-) แต่พออ่านแล้วทำให้เข้าใจมากขึ้นเยอะเลยครับ
ชอบที่แปลชื่อเรื่องอาจจะหมายถึง "คลาดจากแสงตะวัน(ความสำเร็จ)ไปนิดหน่อย" ด้วยอะครับ น่าคิดดี
ป.ล.ขอบคุณที่แวะมาคอมเม้นท์ที่บล็อกของผมนะครับ (เพิ่งเริ่มเปิดบล็อกเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ยังงๆ อยู่เลยครับ ^^)

 

โดย: Antoine Doinel 22 เมษายน 2550 12:21:47 น.  

 

ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยครับ ไว้ได้ดูแล้วจะแวะมาอ่านอีกที

วันนี้(23 เม.ย.) มีแถลงข่าว+เสวนาเกี่ยวกับกรณีแสงศตวรรษ ที่ house นะครับ
ถ้าว่างแวะไปสิ
//www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=201.0

 

โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ 23 เมษายน 2550 3:50:11 น.  

 

วิเคราะห์ได้สุดยอดมากครับ

หนังของพวกขี้แพ้ ที่ใครๆต่างก็หลงรัก จิกกัดสังคมเล็กได้เผ็ดลึก แต่น่าประทับใจ

ตอนจบถึงขั้นหัวเราะทั้งน้ำตาเลยครับ

enjoy your day

 

โดย: Holden Caulfield 23 เมษายน 2550 19:02:18 น.  

 

เป็นบทความที่เขียนได้ลึกดีครับ
ขอคารวะ...

 

โดย: nanoguy 24 เมษายน 2550 10:11:03 น.  

 

หวัดดีครับพี่ Kino ขอบคุณครับที่แวะไปเยี่ยม
บล๊อกผม ดีใจๆ
ผมเข้าเว๊บพี่ย้งบ่อยๆครับ ผมเคยเอาหนังสั้นไปให้พี่ๆดูด้วยนะครับ จากนี้ไง

//www.directedbyyong.com/webboard/viewtopic.php?t=289

จำกันได้รึเปล่าเอ่ย

 

โดย: Beanybrain2232 26 เมษายน 2550 9:47:24 น.  

 

เป็นการเอาหลักปรัชญาของ Nietzsche มาวิเคราะห์หนังได้น่าสนใจดีครับ เสียใจที่ไม่ได้มาอ่านตั้งแต่แรก ต้องขอโทษด้วยเพราะไม่เคยดูเรื่องนี้เลย แต่น่าจะเป็นตลกที่มีแนวคิดปรัชญาลึกซึ้งเหมือนกับ Sideways ลูคัสเค้าหมายถึง หุ่นสองตัวนั้นแน่นอนครับ ลองไปดูที่ IMDB .com โดยคีย์คำว่า hidden fortress และดูที่ trivia ดูนะครับ

 

โดย: Johann sebastian Bach 30 เมษายน 2550 21:34:12 น.  

 

เป็นหนังในหัวใจของผมอีกเรื่องด้วยเหมือนกันครับ หนังเล็กๆของคนเล็กๆที่เล่าเรื่องราวยิ่งใหญ่...ชอบมากครับ
อ้อ แล้วก็ชอบบทวิเคราะห์มากด้วยนะครับ

 

โดย: julian (luckymelodie ) 1 พฤษภาคม 2550 1:11:48 น.  

 

I 'll keep in my memory, than i wait for look this movie

 

โดย: zeda (zeda ) 1 พฤษภาคม 2550 22:05:30 น.  

 

กลับมาอ่านอีกหนหลังดูหนังจบ..

คุณน้องคิดลึกไปปะ..5555
พี่หมีว่าคนเขียนมันคงไม่ได้ลงลึกอะไรขนาดนั้นหรอก กะแค่เอานิทเช่มากัดพอแสบๆ คันๆ

แต่ไม่เป็นไรดอก หากเราจะตีความได้มหัศจรรย์กว่าเนอะ.. มีอยู่หลายตอนที่การตีความบทของแต่ละคนดูจะแตกต่างไปจากที่พี่หมีคิด..

ในส่วนตัวพี่หมียังเห็นข้อบกพร่องของบทและการกำกับอยู่บ้าง แต่ทีมนักแสดงที่เล่นเข้าขากันได้เข้าที ก็พาเรื่องให้มาถึงจุดจบได้(อย่างเหนื่อยใจคนดูพอควร)

ส่วนความชอบไม่ชอบนั้นเป็นรสนิยมของปัจเจกบุคคล คนรุ่นใหม่อาจจะเก็ตกับมุกเสียดสีแนวนี้ แต่ส่วนตัวพี่หมีรู้สึกลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ ดูแล้วครึ่งๆ กลางๆ พิกล น้องคีโนคงได้อ่านที่เขียนในบล็อกไปแล้ว

ว่างๆ คงมีหนังมาถกกันใหม่..

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 3 พฤษภาคม 2550 0:12:13 น.  

 

ชอบ Ozu หรือครับ ? เสียดายผมได้ดูแค่เรื่องเดียวเองคือ Tokyo Story หนังของเขาค่อนข้างจะหายากสักนิดหน่อย ส่วน Antonioni นี่เดี๋ยวคอยดูในตอนต่อไปนะครับ รับรองว่าติดหนึ่งในร้อยแน่

 

โดย: Johann sebastian Bach 4 พฤษภาคม 2550 13:49:10 น.  

 

ฉากตอนจบที่งานประกวดเด็กแรด!(ขอใช้คำนี้เพราะมันเหมาะจริงๆ)

มันทำให้ผมกระทืบเท้าตบมือได้อย่างไม่เคอะเขินเลยครับ....

ดีจังที่ความรู้สึกสะใจมีความสุขแบบนี้ได้กลับมาอีกครั้ง

 

โดย: คำห้วน-lopzang-เฉือนคำรัก 9 พฤษภาคม 2550 9:22:00 น.  

 

แวะมาอ่านค่ะ...ชอบ...แล้วจาแวะมาบ่อยๆนะคะ

 

โดย: M (Aampous ) 9 พฤษภาคม 2550 22:03:37 น.  

 

แวะมาเยี่ยมคุณ das kino ครับ สบายดีหรือครับ ?

 

โดย: Johann sebastian Bach 13 พฤษภาคม 2550 7:56:23 น.  

 

ป๋าไม่เห็นอัพอันใหม่เลย

 

โดย: kennetto 17 พฤษภาคม 2550 20:32:58 น.  

 

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อคครับ

ขอโทษทุกคนที่เข้ามาแล้วก็ยังไม่เห็นจขบ.อัพซะที

ขอชี้แจงว่า....ช่วงนี้คงไม่ได้อัพบล็อคไปพักใหญ่ๆ เพราะ.....

- เพิ่งได้งานทำเป็นครั้งแรกในชีวิต เวลาส่วนตัวเลยหายไปเยอะ

- มีโปรเจ็คทำหนังสั้นกับเพื่อน ลากยาวมาเป็นเดือนก็ยังถ่ายไม่เสร็จ แถมยังต้องตัดต่อกันอีก น่าจะเป็นเดือนเช่นกัน

- ไม่สบายครับ ไอค็อกแค็กกระด๊อกกระแด๊กไม่หายขาดสักที

- ยังหาหนังที่จะมาเขียนไม่ได้ เวลาดูหนังก็มีน้อยอยู่แล้ว แถมดูแล้วก็ยังหาประเด็นมาเขียนไม่ได้ซะด้วย คิดว่าอาจต้องเปลี่ยนแนวการรีวิวจากวิเคราะห์เชิงลึก มาเป็นการแนะนำหนังน่าดูแทนซะล่ะมั้ง

ด้วยเหตุผลที่ยกมาเป็นข้อแก้ตัวเหล่านี้แหละครับที่ทำให้บล็อคนิ่งตายสนิทมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่สัญญาครับว่าไม่หายไปไหนแน่นอน มีโอกาสจะมารีบอัพทันที

ขอให้คนอ่านบล็อคผมทุกคน...หล่อๆสวยๆ รวยๆสุขๆ ทุกทุกข์ไม่มี โชคดีตลอดไป ใครๆก็รัก มักมีเงินตรา โรคภัยไม่ถามหา ถ้วนหน้าทุกคนคร๊าบบบบ

 

โดย: จขบ. (das Kino ) 18 พฤษภาคม 2550 10:19:18 น.  

 

สาธุ!!

ขอบคุณหลาย ๆ เด้อ
ขอให้หายไว ๆ ^^

 

โดย: Nobody Knows 20 พฤษภาคม 2550 20:26:23 น.  

 

ยังไม่ได้ดูเล้ยยยย

 

โดย: merveillesxx 12 มิถุนายน 2550 1:58:48 น.  

 

กลับมาเยี่ยมเยียนค่ะ หลังจากหนีหายไปเคลียร์งานยุ่งเหยิงทั้งหลายเหมือนกัน

เวลาก็ยังไม่ค่อยลงตัว แต่คิดถึงเพื่อนๆ บล๊อกแก๊งค์เช่นกันนะคะ

ขอแสดงความยินดีเรื่องงานด้วยค่ะ ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ... เป็นกำลังใจให้และรอติดตามผลงานคุณภาพเสมอนะคะ

 

โดย: bua ja 11 กรกฎาคม 2550 18:15:31 น.  

 

อ่านแล้วต้องเอาชื่อหนังเรื่องนี้ใส่ list ค่ะ ขอบคุณที่เขียนนะจ๊ะ

 

โดย: angy_11 24 กรกฎาคม 2550 10:23:24 น.  

 

แวะมาเยี่ยมครับ รู้สึกว่าคุณ kino จะหายไปนานเลย

 

โดย: Johann sebastian Bach 20 สิงหาคม 2550 19:33:53 น.  

 

จขบ ดองนานไปแล้วเพ่

 

โดย: kennetto 13 กันยายน 2550 20:28:44 น.  

 

แวะมาเยี่ยมชมครับ

ผมไม่ค่อยจะดูหนังเท่าไหร่ครับ

อิอิ

 

โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) 5 ตุลาคม 2550 11:55:14 น.  

 



::::::: H A P P Y :: B I R T H D A Y :::::::


ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ

 

โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ 6 ตุลาคม 2550 0:17:23 น.  

 

สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีความสุขมากๆและมีความสุขในทุกๆวันนะครับ

 

โดย: veerar 6 ตุลาคม 2550 0:53:16 น.  

 

มีความสุขมากๆ นะคะ

<

 

โดย: จอยจัง&ฮิเดชิ 6 ตุลาคม 2550 2:56:40 น.  

 

ขอให้มีความสุข สดชื่น สมหวัง
กายและใจแข็งแรง
เป็นที่รักของทุกคนค่ะ

 

โดย: ปักเป้าจุด 6 ตุลาคม 2550 7:52:57 น.  

 

ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

โดย: อวดดี (auwddee ) 6 ตุลาคม 2550 9:38:09 น.  

 


H B D ค่า

 

โดย: โสมรัศมี 6 ตุลาคม 2550 10:16:36 น.  

 

สุขสันต์วันเกิดนะคะ ขอให้มีความสุขมากๆๆๆๆนะ

 

โดย: littlephantom 6 ตุลาคม 2550 10:21:52 น.  

 




ป้าพานางฟ้ามาอวยพรวันเกิดค่ะ
ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ คนที่ดีมีจิตใจดี
และเหตุการณ์ดีๆนะคะ
หวังว่าคงจะไม่ช้าไปนะคะ
*********
*****


 

โดย: %u0E1E%u0E34%u0E21%u0E1E%u0E4C%u0E0A%u0E37%u0E48%u0E2D%u0E02%u0E2D%u0E07%u0E04%u0E38%u0E13%u0E17%u0E35%u0E48%u0E19%u0E35%u0E48%u0E04%u0E23%u0E31%u0E1A (fifty-four ) 6 ตุลาคม 2550 10:36:42 น.  

 

สุขสันต์วันครบรอบวันเกิดค่ะ เจนนี่ขอให้คุณเจ้าของวันเกิดวันนี้ มีความสุขมากๆน่ะคะ คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้สมหวังดังใจปรารถนา เจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงานน่ะคะ เป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง สุขภาพแข็งแรงตลอดปีและตลอดไปค่ะ เพี้ยง เพี้ยง เพี้ยง ฮิฮิ

ป.ล. ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าของบล็อคค่ะ ว่างๆก็แวะมาทักทายเจนนี่ได้เสมอน่ะคะ ยินดีต้อนรับค่ะ

 

โดย: สาวอิตาลี 6 ตุลาคม 2550 10:48:33 น.  

 


::::: H A P P Y B I R T H D A Y :::::


มีความสุขสมหวังดั่งตั้งใจ


วันเกิดปีนี้...ปีไหนให้สมหวัง


แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ๆอวยพรให้ฟัง


อยากให้เธอรู้จัง...HappyBirthDay

 

โดย: ยายจ๋า 6 ตุลาคม 2550 11:21:27 น.  

 

เซฟไว้ก่อนนะครับ เด๋วกลับมาอ่านแน่ วิเคราะห์น่าสนใจมากครับ ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ

 

โดย: joblovenuk 6 ตุลาคม 2550 13:44:06 น.  

 

Happy Birth Day
Best Wish For You

 

โดย: Pook_nana 6 ตุลาคม 2550 17:30:19 น.  

 

สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีความสุขมาก ๆ คุณ Kino

 

โดย: Johann sebastian Bach 6 ตุลาคม 2550 18:41:25 น.  

 

สุขสันต์วันเกิดค่ะ มีความสุขมากๆ คิดอะไรสมปรารถนา
สุขภาพแข็งแรงค่ะ

แวะมาอวยพรคนเกิดวันเดียวกันนะขอร๊าบบ

 

โดย: ชฎาแหลม 6 ตุลาคม 2550 19:14:27 น.  

 


 

โดย: ป้าตุ้ย (amornsri ) 7 ตุลาคม 2550 0:18:07 น.  

 

ขอบคุณที่แวะเข้ามาดื่ม smoothie ครับ ผมขอให้มีความสุขในการดื่ม tropicana milkshakes smoothie ทุกๆวันนะครับ(ส่วนเรื่องเครื่องปั่นผมคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆครับ อิอิ)

 

โดย: veerar 9 ตุลาคม 2550 21:34:21 น.  

 

แฮะๆ ลืมดูว่าคุณแวะเข้ามาชมที่ blog ผมตั้งสามครั้ง ผมขอบคุณมากๆเลยครับ เลยไม่รู้จะอวยพรยังไงดี เอาเป็นว่าขอให้คุณดื่มเครื่องคื่มของผมอย่างมีความสุขในวันสบายๆนะครับ ส่วนเรื่อง "ร่มของเล่น" เรียกว่า parachute toy หรือ พา - รา - ชุ๊ต ทอย ครับ (สมัยตอนเด็กๆผมก็ซื้อของเล่นมาจะตาแป๊ะร้านชำครับ แต่ตาแป๊ะมันขายแพง เลยนั่งทำเองกับเพื่อนๆสมัยนั้น โดยเอาของเล่นพวกตุ๊กตาทหาร superhero มาห้อยไว้ แต่มันปลิวตามลมมากไปหน่อย เลยต้องใช้ของหนักแทน เพราะปลิวตามลมไปไม่ไกลแล้วยังตกถึงพื้นช้าด้วย การทำของเล่นครั้งนั้นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดการณ์ ผมกลายเป็นนักจับจินตนาการมาบวกกับความเป็นจริงแบบที่คุณเห็นใน blog นั้นแหละครับ)

 

โดย: veerar 9 ตุลาคม 2550 21:49:07 น.  

 

แวะมาเยี่ยมครับ

จะมาบอกว่า ...

อัพบล็อคใหม่แล้วนะครับ

ชื่อเรื่อง "เหตุเกิดที่คาเฟ่" ครับ

อย่าลืมชวนเพื่อน ๆ แวะเข้าไปอ่านกันนะครับ

อิอิ

emo

 

โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) 18 ตุลาคม 2550 16:11:27 น.  

 

ตามมาจากเฉลิมกรุงค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ที่แนะนำเพลงให้ เพราะ
และถูกใจ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

 

โดย: mambymam 8 กันยายน 2554 10:55:23 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


das Kino
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




film lovers are sick people




Google



Friends' blogs
[Add das Kino's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.