กันยายน 2553

 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
ชีวิตในโลกของผู้ใหญ่เนี่ย มันเป็นแบบนี้เองน่ะหรือ
บล็อกแรกของฉันไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นบล็อกที่ฉันจะเขียนขึ้นเพื่อระบายความหนักอึ้งและเจ็บปวดในหัวใจของฉัน

ฉันไม่ได้กำลังเจ็บปวดหรือผิดหวังกับความรักหรอก ตรงกันข้ามเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่า ฉันอยากมีใครซักคนที่รับฟังเรา เป็นเหมือนหมอนอิงให้ฉันได้พักพิงยามอ่อนล้า ยามที่เราไม่รู้จะหันไม่หาใคร แต่ยังมีใครคนนึงที่พร้อมจะยืนข้างๆเรา ไม่ต้องมีคำปลอบใจมากมาย แค่อ้อมกอดก็พอ

ความรู้สึกแบบนี้เขาคงเรียนกันว่าเหงามั้ง มองไปทางไหนใครๆเขาก็มีชีวิตของตัวเองกันหมด บางครั้งฉันก็ไม่รู้จะไปไหน เลิกงานแล้วก็กลับบ้าน น่าแปลกนะที่บ้านก็มีคนอยู่ตั้งหลายคน แต่บางครั้งฉันกลับรู้สึกว่า เวลามีเรื่องอะไรฉันไม่รู้จะหันไปพูดกับใคร ถึงแม้ว่าแม่จะเป็นคนที่ใกล้ชิดฉันที่สุด แต่ฉันไม่อยากเอาเรื่องทุกข์ใจไปเล่าให้แม่ฟัง แม่มีเรื่องที่ต้องคิดต้องทุกข์มากพอแล้ว อย่าให้ต้องมาทุกข์กับความทุกข์ของฉันเลย

ฉันได้ทุนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ม.ต้นจนจบปริญญาตรี หลายปีที่ต้องไปๆมาๆระหว่างสองประเทศ ใจจริงฉันอยากเรียนต่อโทที่ต่างประเทศแต่ความคิดก็ต้องแท้งตั้งแต่ยังไม่คลอด เพราะแม่ไม่ต้องการให้ฉันไปเรียนที่ไหนไกลๆอีกแล้ว ตอนนี้เรียนจบกลับมาอยู่บ้านถาวร ทำให้ฉันรู้อะไรหลายอย่าง และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และวัยที่มากขึ้นของแต่ละคน

อย่างแรก ฉันเคยชินกับการอยู่กับตัวเอง การไปเรียนต่างประเทศคนเดียวตั้งแต่เด็กเลยทำให้เป็นคนโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง เป็นคนที่ถ้าอยากอยากอยู่เงียบๆจะไม่ชอบให้ใครมายุ่งเลย ช่วงแรกๆที่กลับมาอยู่บ้านต้องปรับตัวพอสมควร เพราะถ้าเข้าโหมดนั้นแล้วใครมายุ่งวุ่นวายจะหงุดหงิด และอาจเผลอเหวี่ยงใส่ เพราะเมื่อก่อนนานๆกลับบ้านที กลับมาก็อยู่ไม่นานก็ต้องกลับไปเรียนต่อ เลยไม่ค่อยเป็น ตอนนี้ก็ดีขึ้นนิ่งมากขึ้น

มาถึงชีวิตการทำงาน.....นี่แหละคือสิ่งที่หนักใจที่สุดของฉัน ด้วยเนื้องานถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ฉันชอบที่จะทำที่สุด แต่ฉันก็ค่อนข้างมีความสุขที่ได้ทำ เหนื่อยบ้าง เครียดบ้างแต่ก็ไม่เป็นไร
เพื่อนร่วมงานหลายคนเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ดีมากๆด้วยสนุกสนานเฮฮาบ้าบอกันได้ตลอด แต่ก็มีเพื่อนร่วมงานบางส่วนที่ฉันเองหรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่น(บางคน)ก็เบื่อที่จะร่วมงานด้วย เหตุผลหลักคือกินแรงคนอื่น แต่อยากได้หน้า
ผู้บริหารบางคนที่ทำเหมือนจะดีแต่ที่จริงก็เหลว สั่งงานอะไรไม่เคยมองว่างานต้องทำอะไรมั่ง เหนื่อยยากแค่ไหน สั่งอย่างเดียวบางงานต้องเป็นทาสทำให้คนอื่นด้วยทั้งๆที่มันก็หน้าที่เขาด้วยเหมือนกัน และต้องทำให้ได้
ชอบให้ผู้น้อยยกยอปอปั้น ท่านดี ท่านเก่ง ท่านทำได้ไงคะเนี่ย แต่ฉันทำไม่ลง ตอ...ไม่เป็น

องค์กรที่ระบบไม่ค่อยมี ทำอะไรดีมากก็หาว่าทำอะไรไม่ปรึกษา จัดการงานอะไรไม่ดีก็หนีหาย ปล่อยให้ลูกน้องต้องรับหน้าดูแลรับผิดชอบ พอเกิดอะไรขึ้นก็โวยวายว่า ทำไม่ไม่บอก (แล้วอยู่ให้บอกนักนี่) และอื่นๆมากมายจำไม่หมด

ส่วนครอบครัว......ตั้งแต่เกิดเรื่องบางอย่างกับครอบครัวพี่ชายฉันจนเกือบจะต้องแยกทางกัน ตั้งแต่นั้นมาฉันรู้สึกว่าพี่ชายคนเดิมของฉันได้ตายจากฉันไปแล้ว เขากลายเป็นคนใหม่ที่ฉันเองก็ไม่รู้จัก คนที่เป็นพี่ที่ดีของน้อง เคยหยอกล้อเล่นกัน เอาใจใส่ดูแล ทุกวันนี้เราเหมือนเป็นคนอื่นต่อกัน ไม่สิไม่ใช่แค่ฉัน แต่เป็นกับทุกคนเลยก็ว่าได้ บ้านสำหรับเขาเป็นเพียงแค่ที่ซุกหัวนอน แทบไม่มีวันไหนที่เขากลับบ้านก่อนห้าทุ่ม เที่ยงคืน-ตีหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติ บางทีในหนึ่งสัปดาห์ฉันแทบไม่ได้พูดกับเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยอยู่ให้พูด หลังๆเลยกลายเป็นว่า ไม่รู้จะพูดอะไรกัน

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้แห้งเหือดไปจากเขา เหมือนคนที่ใช้ชีวิตไปวันๆทำงานไปวันๆ กับญาติพี่น้องเขาก็ไม่ค่อยเข้ามาพบปะสังสรรค์เท่าไหร่ แต่เวลาที่ฉันต้องไปทำธุระอะไร กลับมานั่งโทรตามเช็คว่าอยู่ไหนเมื่อไหร่กลับทั้งๆที่ฉันไม่ได้ไปคนเดียว ทั้งๆที่ฉันดูแลตัวเองได้ แต่บางวันที่ไม่มีใครอยู่บ้าน มีฉันอยู่คนเดียวอันที่จริงก็อยู่ได้แหละนะ แต่ละแวกบ้านฉันมีขโมยขึ้นหลายหนอยู่ เวลาแบบนี้กลับให้ฉันอยู่บ้านคนเดียว เออคิดแล้วก็แปลกนะทีอย่างนี้ไม่ห่วง
กับคนอื่นเขาหยอกล้อหัวเราะได้ แต่กับคนในครอบครัว แม้แต่รอยยิ้มก็หายากนักจากเขา ยิ้มที่ได้มักจะเป็นยิ้มฝืนๆแกนๆ

ฉันยอมรับว่าน้อยใจนะ หลายครั้งกับการกระทำของเขาที่ฉันน้อยใจจนต้องแอบไปร้องไห้ เอ้อ...ลืมบอกไปว่า เขาก็เป็น๑ในหัวหน้างานฉันเหมือนกัน บางครั้งที่ฉันถูกตำหนิเรื่องงาน ฉันยอมรับว่าผิด แต่ที่น้อยใจคือ คนที่ทำผิดเหมือนกันทำมากกว่าฉัน ทำไมไม่โดนว่าบ้าง เพราะคนพวกนั้นผมเปลี่ยนสีแล้วน่ะหรอ และเป็นเพื่อนกันมาก่อน ????

ฉันเคยถูกเหน็บแนม ว่าง่ายๆโดนด่าแบบไม่ออกชื่อกลางที่ประชุม ทั้งๆที่ฉันทำไปฉันทำเพื่อองค์กร แต่เพราะทำให้คนบางคนเสียหน้า ฉันเลยต้องกลายเป็นจำเลย

ถ้าเป็นคนอื่นพูดฉันคงไม่เจ็บใจเท่าคนที่พูดเป็นคนกันเอง เป็นพี่ชายของฉันแท้ๆ แต่เขากลับเห็นความหวังดีของฉันเป็นประสงค์ร้าย และทำให้ฉันตกเป็นจำเลย

ฉันเหนื่อยและเบื่อกับสภาพที่เป็นอยู่นี้ จะเล่าให้แม่ฟัง ก็ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ จะเล่าให้แม่บุณธรรมฟัง ก็เดี๋ยวแม่ก็โมโห ฉันยังไม่อยากฟังใครว่าพี่ชายฉันหรอกนะ จะเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง มันก็เป็นเรื่องในครอบครัว ฉันเลยไม่รู้จะหันไปหาใคร อยากจะลาออก แต่ก็ยังห่วงงานที่รับผิดชอบอยู่ ยังทิ้งไปไม่ได้

บางทีฉันรู้สึกโดดเดี่ยว และก็เหงา ฉันแค่ต้องการคนรับฟังเท่านั้นเอง ฉันไม่อยากหนีปัญหา ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แต่ก็ท้อนะ ที่คำพูดของฉันและเพื่อนร่วมงานเป็นเหมือนแค่ลมที่พวกเขา(ผู้บริหารและบริวารเน่าๆ)ไม่เคยรับฟัง

เขียนได้ยาวเหมือนกันนะ เขียนไปบางวรรคบางตอน น้ำตาอยู่ๆมันไหลออกมาเอง คงจบเท่านี้ก่อนนะ ขอบคุณที่สละเวลาอ่านเรื่องราวเวิ้นเว้อของฉัน ขอบคุณที่รับฟังกันค่ะ ฝากกลอนทิ้งท้ายไว้หน่อย เอาไว้เตือนตัวเองและคนอื่นๆ

ผิดคนอื่นเราเห็นเท่าภูเขา ผิดของเราเราเห็นเท่าเส้นผม
ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเหลือจะทน ตดของตนหอมดีมีสกุล

Love In Mist



Create Date : 05 กันยายน 2553
Last Update : 5 กันยายน 2553 22:02:26 น.
Counter : 101 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Love In Mist
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]