เมษายน 2554

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
ฤดูแห่งการเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้อากาศ ๑ วัน มี ๒ ฤดู คือฤดูร้อน และฤดูฝน ที่ไหนเป็นอย่างไรกันบ้าง
ทำไมโลกโลกจึงร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว..?

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักๆ ก็มาจาก ภาวะก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

"ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) คือ ปรากฏการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ์ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรทที่สะท้อนกลับถูกดูดกลืนโดยโมเลกุลของ ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) และ CFCsไนตรัสออกไซด์ (N2O)ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูงขึ้นมีการถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นการถ่ายเทพลังงานและความยาวคลื่นของโมเลกุลเหล่านี้ต่อๆกันไป ในบรรยากาศ
ภาวะเรือนกระจก เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ จากในประเทศในเขตหนาวมีการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยการควบคุมอุณหภูมิความร้อนโดยใช้หลักการที่พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจก แต่ความร้อนที่อยู่ภายในเรือนกระจกไม่สามารถสะท้อนกลับออกมา ทำให้อุณหภุมิภายในสูงขึ้นเหมาะแก่การเพาะปลูกของพืช จึงมีการเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นนี้ว่าภาวะ เรือนกระจก(greenhouse effect)

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซที่สะสมพลังงานความร้อนไว้มากที่สุดและมีผลทำให้ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น

- การเผาไหม้เชื้อเพลิง

- การเผาไม้ทำลายป่า

นอกจาก CO2 ยังมีก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกได้แก่

-มีเทน ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของอินทรีย์วัตถุ เช่น ขยะมูลฝอยที่ย่อยสลายได้ ของเสีย อุจจาระ เศษอาหาร

-CFC เป็นสารประกอบสำหรับทำความเย็น พบในเครื่องทำความเย็นต่างๆ เป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับฟรีออน และยังพบได้ในสเปรย์ต่าง ๆ อีกด้วย สาร CFC จะทำปฏิกิริยากับรังสีอัลตราไวโอเลตและแตกตัวออกเป็นโมเลกุลคลอลีนและโมเลกุลต่างๆอีกหลายชนิด ซึ่งโมเลกุลเหล่านี้จะเป็นตัวทำลายโมเลกุลของออกซิเจนชนิดพิเศษหรือ O3 บนชั้นบรรยากาศโอโซน เกิดเป็นรูของชั้นบรรยากาศทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต และอินฟาเรดส่องผ่านลงมายังพื้นโลกมากขึ้น ในขณะเดียวกันก๊าซเหล่านี้ก็กันรังสีไม่ให้ออกไปจากบรรยากาศโลก ด้วยว่าที่รังสีเหล่านี้เป็นพลังงาน พวกมันจึงทำให้โลกร้อนขึ้น
ก๊าซเหล่านี้สมควรที่จะต้องลดการปล่อยออกมา ซึ่งผู้ที่จะลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ได้ก็คือ มนุษย์ทุกคน
ภาวะโลกร้อนในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 พบสูงสุด3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าการพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ รุ่นลูกหลานของพวกเราเอง และคุณคิดว่าจะช่วยเขาโดยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไรบ้าง...?




จะใหดูภาพ(ภาพบน) ภาพถ่ายปริมาณน้ำแข็งบริเวณอาร์กติกเซอร์เคิล โดยดาวเทียมเทอราเมื่อปี ค.ศ. 1979

(ภาพล่าง) ภาพถ่ายปริมาณน้ำแข็งบริเวณอาร์กติกเซอร์เคิล โดยดาวเทียมเทอราเมื่อปี ค.ศ. 2003
ปัจจุบันนี้ปี 2011 จะเหลือเท่าไร

ผลการศึกษาภาวะโลกร้อนชิ้นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์นาซ่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบียมหาวิทยาลัยนิวยอร์กและห้องปฏิบัติการลอว์เรนซ์เบิร์กเลย์ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารไซน์ ฉบับล่าสุดสรุปว่าโลกดูดกลืนพลังงานจากดวงอาทิตย์มากกว่าที่สะท้อนหรือแผ่กลับไปสู่อวกาศทำให้พลังงานอยู่ในสภาวะ "ไม่สมดุล" ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น
ความไม่สมดุลของพลังงานมีค่าเท่ากับ 0.85 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งจะทำให้โลกร้อนขึ้น 0.6 องศาเซลเซียส หรือ 1 องศาฟาเรนไฮต์ เมื่อสิ้นสุดศตวรรษนี้

จิม แฮนเซน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จาก NASA"s Goddard Institute for Space Studies อธิบายว่า ความไม่สมดุลของพลังงานเป็นผลมาจากพอลลูชั่นในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน โอโซน และอนุภาคคาร์บอนดำพอลลูชั่นเหล่านี้กั้นความร้อนที่แผ่จากโลกที่ไปยังอวกาศและยังเพิ่มการดูดกลืนแสงอาทิตย์อีกด้วย


เมื่อ 30 ปีก่อน นักอุตุนิยมวิทยาทำนายไว้ว่าภาวะโลกร้อนจะปรากฏเด่นชัดในบริเวณขั้วโลก ขณะนี้มันกลายเป็นความจริงแล้ว

การเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งที่ขั้วโลกไม่เพียงแต่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเท่านั้น แต่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางเคมีในมหาสมุทรการไหลเวียนของบรรยากาศและมหาสมุทรและระบบอากาศของโลกด้วย
และจะเอาภาพน้ำทะเลที่กัดเซาะชายฝั่งประมาณ 500 เมตร ภายใน 1ปี เอามาให้ดูคราวต่อไปว่าเป็นเหตึการณ์ในประเทศไทยนี่เอง...



Create Date : 16 เมษายน 2554
Last Update : 17 เมษายน 2554 9:13:27 น.
Counter : 452 Pageviews.

3 comments
  
ตอนนี้ไปที่ไหนที่ไหนตามป่าเขาล้วนมีทางขึ้นสวยงาม รถวิ่งสะดวกสบายแต่ต้นไม้หายไปเป็นรีสอร์ท ชาวบ้านเองก็เผาป่า คนรวยก็ยิ่งหนัก จะโทษไปไมได้ ต้องโทษที่ดิน
ที่ราคาแพงล่อใจ
โดย: darlingtalang วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:19:30:45 น.
  
การพัฒนามักสวนทางกับการอนุรักษ์ แต่ปัจจุบันนี้ต้องไปคู่กัน..คือเมื่อพัฒนาต้องคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะกระทบกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด..หลายๆเหตุการณ์ทางธรรมชาติมันสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้..สักวันเขาก็ทวงคืน
โดย: khonkoko วันที่: 16 เมษายน 2554 เวลา:23:33:49 น.
  
ส่งภาพงัย....ส่งไม่ได้..ช่วยแนะนำหน่อยจ้า..+
โดย: goodforme วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:15:56:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

khonkoko
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]