ถนนทอดยาว...ถ้าไม่ก้าวก็ไปไม่ถึง
Group Blog
 
 
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
บันทึกการเดินทาง " หลวงพระบาง'50 "

13/4/2550 06.33น.

ออกรถจากบ้านที่อุดรธานีข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว8.15 น. กว่าจะออกจากด่าน ตม.ลาวได้ก็ 9 โมงกว่า ก่อนออกจาก ตม.ลาวแวะเข้าห้องน้ำที่ Duty free เจอสาวลาวน่ารักมาก วันนี้ฟ้าครึ้มเมฆมาก แต่ก็ดีนะไม่ร้อน อุ๊ย! เมื่อตะกี้เห็น CP ลาว ด้วยเว้ย สภาพถนนในเวียงจันทร์เป็นถนนคอนกรีต สภาพบ้านเมืองที่นี่ก็คล้ายๆบ้านนอกแถวบ้านเราในปัจจุบัน ก็คือว่าเริ่มเจริญขึ้นในระยะแรกๆ ก็เป็นบ้านเรือนธรรมดา พอเวลา10.00 น.ก็มาพักกินข้าวเช้าที่ “ภูโฮม” ซึ่งห่างออกมาจากตัวเวียงจันทร์ไม่ไกลมากนัก พอกินข้าวเสร็จก็เดินทางต่อ ผ่านโรงเรียนปฐมของลาวแห่งหนึ่งเห็นเด็กผู้หญิงแต่งชุดนักเรียนด้วยเสื้อ เชิ้ตสีขาวและผ้าซิ่นสีดำทุกคนเลย ส่วนผู้ชายก็ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงแสลกสีเข้มๆ(คล้ายๆเด็กเทคนิค)ช่วง นี้เป็นช่วงสงกรานต์ชาวบ้านแถวๆนี้ก็มีงานเลี้ยงคล้ายๆกับโต๊ะจีนเกือบทุก หมู่บ้านเลย หลังจากพ้นเวียงจันทร์ไปหน่อย ทางไปวังเวียงเริ่มเห็นภูเขาขวางหน้าและเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆเมื่อรถแล่น เข้าไป อากาศค่อนข้างเย็นดีเพราะฟ้าครึ้ม แล้วฝนก็ตกช่วงแถวๆวังเวียง ภูเขาวังเวียงสวยมากเป็นหุบเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆเขียวชอุ่มไปหมด ภูเขาสูงเสียดฟ้าเวลาแหงนหน้าขึ้นไปมอง เบื้องล่างก็มีลำธารเล็กๆไหลอยู่ระหว่างช่องเขา ที่ที่รถกำลังแล่นอยู่นี้คนลาวเรียกว่าผาตั้ง เพราะเนื่องจากภูเขาที่ที่สูงจนเวลามองต้องตั้งคอมองนี่เอง เหตุที่ต้องตั้งคอมองก็เพราะ ถนนตัดไปตามซอกเขาเลยทำให้ภูเขาดูสูงชัน บ้านช่องแถวๆนี้ก็ยังคล้ายๆกับบ้านเราอยู่ จะเริมแตกต่างกันเมื่อเริ่มเข้าสู่เมืองกาสี เพราะเริ่มวิ่งอยู่บนสันเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขา บ้านเรือนทำเป็นฝาขัดแตะหลังคาเป็นไม้ไผ่ทุบๆแต่ไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร ลักษณะคล้ายๆบ้านม้งในประเทศไทย พอถึงเมืองกาสีก็แวะพักรถเติมน้ำมันเข้าห้องน้ำ โห....อากาศเย็นมากเลย จุดที่เราพักรถอยู่นี้เป็นตลาดขายของป่ามีอีเห็นห้อยต่องแต่งรอคนมาซื้ออยู่ เมืองกาสีนี้ยังมีทางแยกอีกทางหนึ่งไปยังแขวงเชียงขวงซึ่งเมืองนี้คนทั่วไป อาจไม่ค่อยรู้จักเท่าใดแต่หากพูดถึงทุ่งไหหินทุกคนก็จะอ๋อทันที ใช่แล้วเมืองเชียงขวงคือแขวงที่มีทุ่งไหหินนี่เอง แต่เราไม่มีเวลาพอที่จะเลี้ยวรถไปยังเมืองเชียงขวงเพราะมันเป็นคนละทางกับ เมืองหลวงพระบางจุดหมายปลายทางของเรา หลังจากผ่านเมืองกาสีแล้วก็ผ่านไปอีกหลายๆเมืองที่จำได้ก็ ไชยะบูลี เมืองเดียวเพราะเคยได้ยินมาก่อน เส้นทางโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นการวิ่งบนไหล่เขาน่าหวาดเสียวมากถนนก็แคบโค้งไป โค้งมาคนขับจึงต้องระมัดระวังมากเลยทีเดียว บ้านแต่ละหลังห่างกันมาก การดำรงชีวิตก็เป็นแบบชาวเขา (แต่สาวๆชาวเขาก็น่ารักอยู่นะ) มีสาวๆมาอาบน้ำอยู่ริมถนนด้วยแฮะ! (เป็น น้ำตกแล้วมีลำธารข้างทาง)เวลานี้ก็เริ่มเย็นแล้วพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ชาวเขาก็เริ่มกลับบ้าน หลายๆคนก็แบกฟืน แบกอะไรต่อมิอะไรเต็มตะกล้าที่สะพายไว้ข้างหลัง ภูเขาแถวนี้สวยงามมากซับกันไปซ้อนกันมาเป็นร้อยๆลูกมองไปทางไหนก็เห็นภูเขา สุดลูกหูลูกตา บรรยากาศในรถก็ธรรมดามีเฮฮากันบ้างหลับกันบ้างตามประสา เพราะใช้เวลาในการเดินทางมาทั้งวัน ชาวเขาที่นี่ชอบเลี้ยงหมูกี้เป็นอาหาร ในที่สุดจากการเดนทางมาทั้งวัน เราก็มาถึงหลวงพระบางจุดหมายของเราในเวลาประมาณ 20.00 น.พอเข้ามาถึงก็เข้ามาที่เฮือนพักเลย เรามาพักที่เฮือนพัก รัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว ชื่อว่า “เฮือนพักป่องคำ” เฮือน พักนี้ใช้ได้เลย มีแอร์ด้วยแล้วก็สภาพดีเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ สะอาดสะอ้านดีใช้ได้เลย เราเข้ามาพักและเก็บข้าวของที่เฮือนพักสักประมาณครึ่งชั่วโมงจากนั้นก็ไปหา อะไรกินกัน(ก็หิวน่ะสิเดินทางมาทั้งวัน) ตอนแรกๆเข้าไปในตลาดมืดจะไปหาอะไรกินแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่รู้จะกินอะไร รถที่เรานั่งมาก็ส่งเราไว้แล้วไปทำธุระ เมื่อในตลาดมืดไม่มีของกินเราจึงจำเป็นต้องไปที่อื่นรถก็ไม่มีเลยต้องใช้ บริการรถสกายแลป พาขี่วนเกือบทั่วเมือง ผลสุดท้ายเลยได้มากินอาหารจีนที่ภัตตาคารลาว-สากน(laos-inter restaurant) กะว่าจะได้กินกันแค่กระเพราะคนละจาน อาหารมื้อแรกของเราในนครหลวงเก่าแห่งนี้นี้กลายเป็นอาหารเหลาไปเลย ค่าอาหารตกไป 800กว่า บาท (เกิดจากการสื่อสารกันไม่รู้เรื่องระหว่างสกายแลปกับผู้โดยสาร)ถึงแม้ว่ามัน จะฉุกละหุกและผิดพลาดบ้าง เนื่องจากมาต่างบ้านต่างถิ่นแต่โดยรวมสำหรับผมนั้นได้หลงรักเมืองนี้เข้า เสียแล้วปานชายหนุ่มประทับใจสาวงามเมื่อแรกเห็น

หลวง พระบางเมืองนี้ฝรั่งเยอะมากเหมือนเชียงใหม่เลย ตลาดมืดที่นี่ก็คล้ายๆถนนคนเดินที่เชียงใหม่ ของที่นำมาขายก็คล้ายๆกัน ชอบมากเลย เป็นงานศิลปะท้องถิ่นที่ชาวบ้านทำขึ้นเองเช่น ผ้าพันคอ โคมไฟ รูปวาด เป็นต้น เสียดายแต่ว่าตอนนั้นยังไม่ได้กินข้าวเลยแค่เดินผ่านๆ ไม่เป็นไรเดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องมาเดนให้ได้ พอกินข้าวที่ร้านลาวสากนเสร็จแล้วไม่มีเบอร์ติดต่อรถเลยเดินกลับมาที่เฮือน พัก ก็ไกลพอสมควรนะ พอมาถึงเฮือนพักก็ได้ย้ายห้องข้างล่างมายังข้างบน แล้วก็อาบน้ำนอนเก็บแรงไว้ลุยต่อพรุ่งนี้

14/4/50

วันนี้ตื่นเช้ามาตั้งแต่ 6 โมง เช้าสดชื่นมากเลย หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง อาจเป็นเพราะตื่นเต้นที่จะได้เริ่มท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางจริงๆซะทีก็ได้ หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วก็ออกมาถ่ายรูป เดินเล่นที่หน้าเฮือนพัก อากาศวันนี้แจ่มใสดี พอประมาณ 7 โมงครึ่ง รถก็มารับออกจากเฮือนพักเพื่อเดินทางไปถ้ำติ่ง แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง แต่ก่อนไปได้แวะกินข้าวแถวๆวัดเชียงทอง ริมแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับบ้านเชียงแมน อาหารเช้าในวันนี้เป็นอาหาร Break fast สไตล์ชาวต่างชาติเลย โชคดีที่ร้านนี้มีอาหารไทยขายด้วย ด้วยความที่ผมสำนึกรักบ้านเกิด “กระเพราไข่ดาว” จึงเป็นอาหารมื้อแรกของผมในวันนี้ ร้านอาหารที่นี่บรรยากาศสบายๆสไตล์ฝรั่ง นั่งมองน้ำโขงไป กินผัดกระเพราไป มีความสุขอย่าบอกใครเชียว ข้างหน้าร้านที่ผมทานอยู่นี่เป็นบรรยากาศของตึกทรงฝรั่งสไตล์โคโลเนียน สวยงามและclassic มากๆ เหมือนกับเป็นการบอกให้ทราบว่า ครั้งหนึ่งเคยมีฝรั่งเศสมาตั้งรกรากที่นี่และนี่คงเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง ที่ยืนยันได้ พอพวกเรากินข้าวเสร็จก็เริ่มเดินทางกันต่อไประหว่างทางไปถ้ำติ่งเรามาแวะกัน ที่ “บ้านส้างไห” หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงในการต้มเหล้าดองงู โดยเขาจะนำงูพิษชนิดต่างๆมาใส่ในขวดโหลให้เห็นจะจะแล้วก็ดองเหล้า ผมเป็นคนที่กลัวงูอยู่แล้วมาเห็นจะจะอย่างนี้ ขนลุกสิครับ เหล้าดองงูของบ้านส้างไหนี้เขาส่งไปขายทั้งเมืองลาวเลย ถ้าเป็นในเมืองไทยเขาคงเรียกว่าOTOPของ หมู่บ้าน สร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านมาก ในบ้านนี้มีร้านกาแฟเล็กๆอยู่ร้านหนึ่งแต่ไม่ได้กินกาแฟหรอกมานั่งคุยกะสาว เจ้าของร้าน น่ารักดีนะ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน พี่เฟริทวานให้ถ่ายรูปให้ จากนั้นก็เดินดูพวกผ้าทอและเครื่องเงินสักพักก็ขึ้นรถเตรียมตัวเดินทางต่อ วันนี้ได้รู้จักไกด์น้อยด้วย เป็นลูกชายของคนที่ขับรถพาเรามาเที่ยวที่นี่ ชื่อน้องทอมมี่ ผอมๆขาวๆตัวเล็กๆดูคล่องแคล่วน่ารักดี เลยนั่งคุยด้วยพักใหญ่เลย น้องเขาเรียนอยู่ม.3 และยังเป็นนักกีฬาแบดมินตันเยาวชนทีมชาติลาวด้วย ก่อนเดินทางออกจากบ้านส้างไห ได้ถ่ายรูปเด็กๆชาวบ้านกันยกใหญ่ พอออกจากบ้านส้างไห ก็ไปจอดรถที่บ้านปากอูซึ่งอยู่ตรงข้ามกับถ้ำติ่งจุดหมายต่อไป พอลงรถได้ก็จะมีสาวชาวบ้านมาติดโบว์ให้พร้อมทั้งต้องบริจาคเงินตามกำลัง ศรัทธา เราก็ให้เงินไป แล้วเดินเลาะไปลงแม่น้ำโขงไปลงเรือข้ามฟาก ในการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางมีน้อยนักที่จะไม่มีภาพของถ้ำ ติ่งอยู่ด้วย ถ้ำติ่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้มากซึ่งใครๆที่ได้มาหลวงพระ บางย่อมไม่ยอมที่จะพลาดการมาเยือนถ้ำติ่งเป็นแน่ เรีอโดยสารพาเราข้ามแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่มายังถ้ำติ่ง มีนักท่องเที่ยวมากมายหลายชาติเยอะแยะมากมายหลายชาติบ้างเดินขึ้นบันไดเข้า ไปภายในถ้ำ บางส่วนก็ทยอยกันลงมาเพื่อจะลงเรือข้ามกลับไปฝั่งปากอู ส่วนคณะเราเพิงมาถึงจึงเดินขึ้นบันไดกันเป็นแถว ก่อนเข้าไปชมก็จะมีคนคอยเก็บตั๋วเข้าชมก่อน จึงจะเช้าไปได้ ทางขึ้นถ้ำติ่งค่อนข้างชันและแคบ การเดินขึ้นไปจึงต้องระมัดระวังพอสมควร ภายในถ้ำมีเจดีย์อยู่ข้างในและพระพุทธรูปโบราณวางกระจายกันอยู่ในถ้ำซึ่งจะ ให้นักท่องเที่ยวมากราบไหว้บูชา บริเวณถ้ำติ่งนี้จะมีสองโซนที่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ คือ ถ้ำลุ่ม และ ถ้ำเทิง ที่ผมเข้าไปชมเมื่อสักครู่นี้คือถ้ำลุ่ม ตอนแรกก็ว่าจะกลับแล้วเพราะรู้สึกเมื่อยกับทางขึ้นสูงชันที่เพิ่งขึ้นมา แต่คุณลุงสัญญา เดินขึ้นไปที่ถ้ำเทิง แล้วลงมาบอกว่าข้างบนสวยงามมาก ทุกคนเลยพากันขึ้นไป(ทั้งๆที่แทบจะหมดแรงกันแล้ว) ถ้ำเทิงก็จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่ากับถ้ำลุ่ม พวกเราอยู่ชมวิวที่ถ้ำเทิงสักพักจึงลงมายังท่าเรือ วิวรอบๆถ้ำติ่งสวยงามมากเห็นภูเขาซ้อนกันหลายๆชั้นปานว่ามีจิตรกรชั้นเทพจง ใจแต่งแต้มเอาไว้ มีหน้าผาสูงชัน มีป่ารกทึบ ธรรมชาติยังคงความงดงามไว้อย่างอุดมสมบูรณ์ ขากลับเรานั่งเรานั่งเรือข้ามฟากเช่นเดิมข้ามแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ มองรอบๆเห็นสายน้ำไหลเข้าไปในซอกเขา แล้วรู้สึกประทับใจมากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ภูเขาที่นี่เยอะมากจริงๆ หลังจากที่เรือมาส่งเราสู่ฝั่งบ้านปากอูอย่างปลอดภัยแล้ว ก็เดินขึ้นตลิ่งที่ค่อนข้างชันไปยังที่จอดรถ เราใชแวลาในการเที่ยวบ้านส้างไหและถ้ำติ่งมาครึ่งวันแล้ว หลายๆคนหิวแล้ว จึงตกลงกันว่าจะไปกินข้าวกัน โชว์เฟอร์ของเราที่ทำหน้าที่เป็นไกล์ด้วย พาเราไปกินข้าวที่ริมแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบ้านปากอูมากนัก ร้านนี้เนร้านปลาแม่น้ำโขง มีอาหารให้เราลิ้มลองหลายเมนูเลย แต่ที่สำคัญมีแต่เมนูที่เป็นปลาเท่านั้นเลย เช่น แจ่วขี้ปลา ไคแผ่น(สาหร่ายน้ำจืดที่ขึ้นในแม่น้ำโขง) เอาะหลาม ลาบปลา เป็นต้น ด้วยความที่เป็นอาหารที่แปลก อร่อยหรือเพราะพวกเราหิวกันแน่ ทำให้อาหารอร่อยไปซะทุกอย่างเลย อาหารที่นี่ถือว่าเป็นอาหารที่หากินยากในบ้านเรา เช่น ไคแผ่น แจ่วขี้ปลา เอาะหลามเป็นต้น เพราะเป็นอาหารประจำเมืองหลวงพระบางเลย พออิ่มหนำสำราญแล้วก็กลับมาตั้งหลักอยู่ที่เฮือนพักก่อน ต่างคนต่างพักผ่อนตามอัธยาศัย วันนี้เป็นวันสงกรานต์ ที่ฝั่งเมืองเชียงแมนทุกปีจะมีการก่อปราสาททรายกันที่ริมฝั่งโขง พวกเราจึงตกลงกันว่าใครจะไปข้ามฝั่งก็ไป ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนก็รอที่เฮือนพัก (เนื่องจากวันนี้เดินขึ้นถ้ำติ่งเหนื่อยมาก แทบไม่อยากทำอะไรแต่เราต้องไป เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่) พอบ่ายสองถึงเวลานัด ก็มรอรถกันที่หน้าเฮือนพัก แล้วพาพวกเราไปหน้าวัดเชียงทอง เพื่อไปลงเรือข้ามฟาก ระหว่างทางเห็นบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนานของชาวเมืองหลวง พระบางด้วย พอเราลงรถก็มาที่ท่าเรือไปเมืองเชียงแมน นั่งเรือเร็วข้ามฟาก ด้วยความตั้งใจที่ว่าจะไปก่อปราสาททรายที่นั่น แต่เนื่องจากปีนี้น้ำมากขึ้นหรืออย่างไรไม่ทราบจึงไม่มีหาดทรายให้ก่อปราสาท ทราย มีแต่ตมก็เลยผิดหวังกันเล็กน้อย คนส่วนใหญ่ที่นี่ก็มีประเพณีที่ว่าในวันสงกรานต์จะต้องมาก่อพระทราย จึงมีคนจำนวนมากทั้งคนลาวและชาวต่างชาติมุ่งหน้ามา ทำให้ชายหาดแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน จนแทบไม่มีทางให้เดินเลย บนชายหาดมีกิจกรรมมากมายเช่น รำวง,ร้านขายเหล้า เป็นต้น เป็นที่ให้วัยรุ่นมาสนุกกันเต็มที่ จะมีชาวต่างชาติมาร่วมแจมด้วยก็นิดหน่อย เราก็ดินเล่นเอาบรรยากาสสักพัดก็นั่งเรือกลับมาหน้าวัดเชียงทอง น้าสุริย์จัน โชว์เฟอะจองเรา พาขับรถเที่ยวชมบรรยากาศการเล่นสงกรานต์ของชาวลาวไปรอบๆเมือง ดูน่าสนใจมาก เห็นวายๆน่ารักๆออกมาเล่นน้ำเยอะมากเลย(นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมหลง รักหลวงพระบาง) แต่ไม่น่าสนุกคือเขาชอบเอาดินหม้อกับแป้งมันมาทาหน้ากัน ไม่ใช่มีแค่วัยรุ่นที่มาเล่น เรายังเห็นเด็กเล็กๆออกมาเล่นกับพ่อกับแม่ดูน่ารักนิอบอุ่นจริงๆ หลังจากนั่งรถชม บรรยากาศรอบเมืองแล้ว น้าสุริย์จัน ก็พาพวกเรากลับมายังที่พัก แต่ก่อนจะกลับมาที่พักเราได้ไปตลาดจีนกับ ตลาดจีนแห่งนี้ลักษณะคล้ายๆตลาดอินโดจีนบ้านเราส่วนใหญของที่ขายก็จะเป็นของ จีนแดงจำพวก เสื้อผ้า โทรศัพท์ mp3 ผ้าห่ม เครื่องใช่ไฟฟ้า เป็นต้น เราใช้เวลาเดินที่ตลาดจีนสักพักจึงกลับมายังที่พัก แต่ด้วยความกระหายที่อยากจะเที่ยวในเมืองนี้ผมจึงไม่พลาดแน่ เมื่อลุงสัญญาและพ่อชวนไปเดินเล่นรอบๆเมืองหลวงพระบางผมได้ใช้เวลาในการพัก จากตลาดจีนสักชั่วโมงได้ แล้วก็ไปต่อ โดยมีคนไปด้วยคือ คุณลุงสัญญา คุณป้าจรรยา พ่อ พี่รัตน์ พี่บู่เรารู้สึกมีความสุขมากที่ได้เดินเล่นในเวลายามเย็นเช่นนี้ เพราะแดดไม่ร้อนและไม่มืดมากยังพอมีแสงให้ถ่ายรูปได้ เราเดินเล่นกันมาเรื่อยๆจนเกือบถึงพูสี เลย พอ หกโมงครึ่งคนอื่นๆก็นั่งรถตามมาและสั่งอาหารตามสั่งกินกันพอประมาณหนึ่งทุ่ม ก็มาเดินตลาดมืดกันเดินเลือกซื้อของกันตามสบาย สิ้นค้าหัถกรรมพื้นเมืองเยอะมากอยากได้หลายย่างแต่ไม่รู้จะซื้อของอะไรดีก็ เลยได้แค่ของพื้นๆที่เขาฝากกัน เช่น โป๊สการ์ด ผ้าพันคอ สมุดฉีก และกระเป๋าฝากพี่จิน ของขายคล้ายๆถนนคนเดินที่เชียงใหม่ แต่สินค้าหลักๆที่นี่ จะเป็นผ้าทอ มีเยอะมากจากนั้นพอประมาณสามทุ่มก็กลับมายังเฮือนพักพอไปถึงไฟดับก็นั่งเล่น อยู่หน้าเฮือนพักพอไฟติดก็เข้าไปนอน หลับเป็นตายเลย เหนื่อยมาทั้งวัน....

15/04/2550

วันนี้รู้สึกตัวมาด้วยเสียงปลุกของพ่อกับลุงหวงในเวลาประมาณ 06.00 น. อาบน้ำอาบท่าชำระล้างร่างกายแล้วออกมารวมตัวกันที่หน้าเฮือนพัก พอลงมาครบทุกคนแล้วก็ขึ้นรถมินิบัสเตรียมตัวท่องล้านช้างกันต่อ โปรแกรมแรกของพวกเราในวันนี้ได้ออกกำลังกันแต่เช้าเลย ด้วยการขึ้นพูสี วัดพูสี นี้มีทางขึ้นสองฝั่ง คือ ฝั่งแม่น้ำคาน กับ ทางขึ้นฝั่งพระราชวังเดิม เราขึ้นทางฝั่งแม่น้ำคาน ระหว่างทางที่เดินขึ้นพูสี เห็นสายน้ำคานทอดยาวมาก บรรยากาศดีมาก ทางขึ้นค่อนข้างชัน เลยต้องใช้พลังงานมาก ตอนแรกก่อนขึ้นพูสี ได้รวมกันถ่ายรูปหมู่กันก่อนที่บริเวณบันไดทางขึ้น ระหว่างทางที่ขึ้นไปจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆเป็นระยะๆให้ได้กราบไหว้ตามราย ทาง พอขึ้นไปถึงยอด ก็ถ่ายยอดพูสี แล้วก็ถ่ายรูปกับหมู่คณะ และที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพวิวของเมืองหลวงพระบางที่อยู่เบื้องล่าง พอขึ้นมาถึงยอดพูสีแล้ว ความเหนื่อยระหว่างทางที่ผ่านมา หายเป็นปลิดทิ้งเลย วิวรอบๆด้านสวยงามมาก มองเห็นลำน้ำโขงที่คดโค้งสุดลูกตา และน้ำคานที่กว้างใหญ่ ซึ่งแม่น้ำทั้งสองเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของคนหลวงพระบางทั้งหมด เห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองนับว่าคุ้มค่าจริงๆที่ได้ขึ้นมาที่นี่ เคยมีชาวหลวงพระบางกล่าวว่า “หากมาเมืองหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นพูสีก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงเมืองหลวงพระบาง” ซึ่งพอผมได้ขึ้นมาสัมผัสแล้ว ผมไม่อาจปฏิเสธคำพูดของเขาได้เลย นี่เป็นความคิดส่วนตัวของผมนะครับ อาจจะคล้ายๆกับการที่เราไปเที่ยวเชียงใหม่แต่ไม่ขึ้นดอยสุเทพก็ถือว่ามาไม่ ถึงเชียงใหม่ กระมังครับ เราชื่นชมบรรยากาศบนยอดพูสีสักพักก็จำใจต้องลงมาเพราะเวลาในการท่องเที่ยวมี จำกัด ขาลงเรามาลงฝั่งหน้าพระราชวังเจ้ามหาชีวิต(เดิม) หรือปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น “หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง” ขา ลงมันเป็นอะไรที่ช่างสบายเช่นนี้ไม่เหนื่อยเหมือนขาขึ้น พอเราลงมาถึงหน้าหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ก็แวะชมแม่ค้าตุ๊กตาญวณสักพักแล้วก็เข้าไปชมความงดงามของพระราชวังแห่ง อาณาจักรล้านช้างแห่งนี้ พอเดินเข้าไป ฝั่งขวามือจะเป็นท้องพระโรงสำหรับเก็บโกศและราชรถที่ใช้สำหรับเคลื่อนพระศพ ของเจ้ามหาชีวิต เป็นลายสลักศิลปะล้านช้างสวยงามมากทั้งโกศ ราชรถ และ ภายในท้องพระโรง ไม่ว่าจะเป็นเสาทุกต้น หลังคา หรือบานประตู พอเดินออกมาจากโรงเมี้ยนโกศ เลี้ยวขวาเข้าไป หรือจากประตูทางเข้าหอพิพิธภัณฑ์ แล้วเดินตรงไปจะเห็นต้นตาลเป็นทิวสองฝั่งทางเดิน พอมองตรงไปก็จะเป็นพระราชวัง ทิวต้นตาลทั้งสองฝั่งทำให้ตัวพระราชวังดูเด่นขึ้นมา หน้าบันของอาคารมีสัญลักษณ์ “ล้านช้างร่มขาว”ซึ่ง เป็นรูปช้างสามเศียรอยู่ใต้เศวตรฉัตรสีขาว ล้อมรอบไปด้วยหมู่พญานาคที่ขดกันเป็นเกรียวไปมา ว่าจะเข้าไปชมภายในพระราชวังแต่หมู่คณะไม่มีใครเข้าเลยอดไปเลย(คอยดูนะคราว หน้ามาจะไม่ให้พลาดเลย) เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ข้างนอก ฝั่งขวาของอาคาร เป็นฐานที่ประทับพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง(แต่ในปัจจุบันพระบางถูกเก็บรักษาไว้ที่เวียงจันทร์) พระราชวังเจ้ามหาชีวิตแห่งนี้แค่ดูข้างนอกก็ยังวิจิตรตระการตาขนาดนี้การ ตกแต่งเป็นไม้แกะสลักปิดทองอย่างประณีตอ่อนช้อยสวยงามมาก โดยเฉพาะรูปพญานาคที่หน้าบันดูมีชีวิตจริงๆ หลังจากชื่นชมพระราชวังอย่างอิ่มเอมเปรมหทัยแล้ว ท้องที่ยังไม่เจออะไรมาตั้งแต่เช้า ก็เริ่มส่งเสียงแล้ว เราจึงตกลงกันไปกินร้านอาหารเช้าที่ริมแม่น้ำโขงเช่นเคย บรรยากาศของร้าน คราสสิคมาก แต่งสไตล์ยุโรป บ้านเรือนที่อยู่แถวๆร้านก็ยังดูเป็นตึกแบบยุโรปสมัยล่าอาณานิคม นั่งกันไปดูบรรยากาศไปเพลินตาดีรู้สึกตัวอีกที อ้าว!!เชคบิลล์ แล้วเหรอ หลังจากอิ่มหนำสำราญเพิ่มพลังกันเรียบร้อยแล้ว เรี่ยวแรงก็กลับมาพร้อมจะเดินทางต่อแล้ว โปรแกรมต่อไปของเรา คือน้ำตกตาดกวางสี ที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของลาว การเดินทางไปน้ำตกตาดกวางสีนี้ เส้นทางโดยทั่วไปก็คล้ายๆกับทางขึ้นอุทยานแห่งชาติต่างๆในบ้านเรา มีขึ้นเขาลงเขาเลี้ยวไปเลี้ยวมา ทางก็ขลุขระบ้างลาดยาวบ้างเป็นธรรมดา บริเวณที่จอดรถเขาจัดไว้ข้างนอกทางเข้าน้ำตกโดยเฉพาะรอบๆบริเวณลานจอดรถก็จะ มีของขาย ส่วนใหญ่จะเป็นของท้องถิ่นพวกไม้แกะสลัก ผ้าทอ ตุ๊กตาปู่เยอย่าเยอ ฯลฯ ภายในอุทยานแห่งนี้ป่าไม้เขียวขจีมากมีต้นไม้ใหญ่ๆครึ้มไปหมด มีทางลงไปเล่นน้ำ น้ำที่นี่ใสมาก ใสจนเขียวเหมือนน้ำทะเลเลย ตั้งแต่เกิดมาเล่นน้ำตกมา ที่นี่น้ำใสที่สุดเลย น้ำ น่าเล่นมาก แต่ไม่ได้ลงเล่น เพราะไม่มีชุดเปลี่ยน ทำได้แค่เพียงใช้มือวิดน้ำมาล้างหน้าเท่านั้น ที่นี่มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวลาวและชาวต่างชาติ ที่มาดับร้อน พักผ่อนหย่อนใจกับน้ำตกใสๆอย่างนี้ น้ำตกตาดกวางมีมีหลายชั้น น้ำตกที่ตกลงมา สูงมากเป็นสาย สวยงาม น้ำก็เยอะดี เราแวะถ่ายรูปละนั่งชมความงามของธรรมชาติสักพักก็มาที่รถเพื่อจะเดินทางต่อ ไปวันนี้เป็นวันสงกรานต์ เป็นวันหยุดปีใหม่ของชาวหลวงพระบาง จึงมีผู้คนเดินทางมาท่องเที่ยวกันไม่ขาดสายทำให้รถติด และมีปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอ รถของเราถูกขวางทาง ออกไม่ได้ ทำให้เสียเวลาอยู่ที่ลานจอดรถเป็นชั่วโมงเลย แต่เรื่องอะไรจะมัวมานั่งรอให้หงุดหงิดใจ เรากับพ่อและน้องทอมมี่ก็เลยไปเดินเล่นดูของขายรอบๆลานจอดรถ พ่อได้ เสื้อ กางเกง และช้างสามเศียรที่แกะจากไม้ พอซื้อของเสร็จ ก็มานั่งรอสักพักจึงเคลื่อนรถที่ขวางออกไปได้ พวกเราจึงพากันขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ พอขาเข้ามาในเมืองป้าดวงอยากได้ข้าวสารข้าวก่ำ น้ำสุริจันทร์ คนขับรถจึงพาไปซื้อที่ตลาดโพสี นี่ก็เป็นเวลาบ่ายแล้วหลายๆคนก็หิวแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะกินอะไร ผ่านมาร้านข้าวเปียกเส้น เลยมานั่งกินข้าวเปียกเส้นกัน ข้าวเปียกเส้นที่นี่คล้ายๆก๋วยเตี๋ยว เส้นเขาทำออกมาสดๆเลย บรรยากาศคล้ายๆร้านก๋วยเตี๋ยวตามชนบทบ้านเรา หลังจากกินข้าวเปียกเส้นกันเสร็จแล้ว ก็นั่งรถเข้าไปในเมือง มาเนื่องในโอกาสปีใหม่ลาวทั้งทีจะพลาดขบวนแห่นางสังขารได้อย่างไรนี่ก็ใกล้ เวลาแล้ว มารอดูอยู่พอดี จุดไคล์แมกส์ของการมาเที่ยวหลวงพระบางในครั้งนี้ก็คือได้มาดูขบวนแห่นาง สังขารนี่แหละ ขบวนแห่ก็จัดได้งดงามดี มีการให้ความร่วมมือกันหลายๆหน่วยงานทั้งพระสงฆ์ โรงเรียน หน่วยงานราชการต่างๆในลาว ได้เห็นความเป็นวัฒนธรรมของชาวหลวงพระบางจริงๆ ถึงเวลาหน้าเทศการหนุ่มสาวชาวเมืองหลวงพระบางออกมาสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ขบวนแห่ นำมาด้วยธงชาติลาวและป้ายเมืองมรดกโลก จากองค์การ UNESCO จาก นั้นเป็นขบวนแห่พระและอื่นๆตามมาและที่สำคัญที่สุดคือ รถนางสังขาร ปีนี้แต่งรถเป็นรูปนกยูงอลังการมากผู้คนทั้งชาวลาวและต่างชาติมาดูกันจนแน่น ไปหมด คนที่มารอดูขบวนแห่ก็ฉีดน้ำเข้าไปในขบวนกันสนุกกันใหญ่ ขนาดรถที่พระสงฆ์นั่งมาก็พากันรดน้ำกันด้วย ต่างคนต่างเปียกไปตามๆกัน ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่วัดเชียงทองในขบวนแห่นางสังขารของชาวเมืองหลวงพระบาง จะขาดไม่ได้เลยคือการแสดง ปู่เยอ ย่าเยอ และ สิงห์แก้ว ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเมื่อมีงานสงกรานต์ ปู่เยอย่าเยอ คือ ความเชื่อของชาวหลวงพระบางว่าเป็นคนช่วยขุนบรมสร้างบ้านแปลงเมืองมาเป็น อาณาจักรล้านช้าง ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงทำให้ชาวลาวเชื่อว่า ปู่เยอ ย่าเยอมีบุญคุณกับคนลาว แล้วจึงมีการแสดงเป็นตัวแทนของปู่เยอ ย่าเยอ การแสดงก็คล้ายๆกับเชิดสิงโตบ้านเรา มีคนมารุมดูเยอะมาก โดยเฉพาะเด็กๆ ผมอาศัยเป็นคนตัวเล็กเลยมุดเข้าไปดูถึงข้างหน้าเลย ได้ถ่ายรูปชัดๆ การแสดงปู่เยอย่าเยอนี้จะจัดขึ้นในบริเวณวัดเชียงทอง

ส่วน นางสังขารหรือนางสงกรานต์พอเข้ามาถึงบริเวณวัดแล้วจะเข้าไปทำพิธีในโบสถ์ จากนั้นก็จะมาทำพิธีกันต่อที่ท่าน้ำหน้าวัดเชียงทอง คนมามุงถ่ายรูปกันเยอะมา ด้วยความตัวเล็ก(อีกแล้ว) ผมจึงมุดไปอยู่ข้างหน้าได้ถ่ายรูปชัดๆเลย นางสังขารนี้จะมาจาการประกวดคัดเลือกก่อนวันสงกรานต์ประมาณ2วัน (ประกวดเมื่อวันที่เราเดินทางไปถึงเมืองหลวงพระบางวันแรก แต่ไม่ได้ไปดูเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง) เพื่อมาทำหน้าที่ในวันนี้ ในบริเวณวัดเชียงทองวันนี้แทบจะหาที่เดินไม่ได้เลยคนเยอะแยะไปหมดหลังจาก เสร็จพิธีต่างๆแล้ว ก็นั่งเล่น ถ่ายรูปกันสักพักก็พากันกลับเฮือนพักไปพักผ่อนกัน หลายๆคนคงตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านแล้วในวันพรุ่งนี้เพราะคิดถึงเมืองไทย แต่ผมยังไม่อยากกลับ อยากอยู่ต่ออีกสักพักเพราะรู้สึกว่ายังเที่ยวไม่พอ ยังไม่ถึงใจว่างั้นเหอะ วันนี้ไหนๆก็มีเวลาช่วงเย็นเหลืออยู่ จึงบอกพ่อว่า “จะออกไปเดินเล่นนะ” พอพูดจบผมก็เดินออกมาเพื่อจะท่องเมืองหลวงพระบางอดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักร ล้านช้างแห่งนี้ ด้วยสองขาของผมเองเพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศอย่างเต็มอิ่ม

ผม เริ่มเดินไปทางทิศใต้ไปจนถึงตลาดใต้ รู้สึกว่าค่อนข้างไกลจากที่พักผมมากแล้วจึงเดินกลับเพราะอีกอย่างทางเส้นนี้ ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ชมมากนัก แต่อย่างน้อยก็มีความสุขที่ได้มาเดิน จากนั้นก็ย้อนไปทางเหนือ เดินดูร้านนั้นร้านนี้เห็นร้านหนังสือบรรยากาศดีๆจึงแวะชม เจอหนังสือเจ้าชายน้อยฉบับภาษาลาวด้วย ผมเดินเล่นที่ร้านหนังสือสักพักก็เดินทางต่อเลาะแถวถนนเจ้าฟ้างุ้ม เดินอย่างมีความสุขเหมือนอยู่บ้านเมืองของตัวเอง เหมือนเดินเที่ยวเชียงใหม่ หรืออุดรเลย ไม่รู้สึกกลัวอะไร เดินผ่านร้านเนื้อย่างหรือร้าน “ซี้นดาด” ในภาษาลาวเห็นแล้วท้องร้องเลยคิดถึงร้านเนื้อย่างที่ขอนแก่นเลย วันนี้เป็นวันสงกรานต์คนอื่นเขาก็เล่นน้ำกันสนุกสนาน กะว่าจะไปเล่นกับเขาแต่ไม่กล้า เลยไม่มีใครสาดน้ำเราเลย ไม่เปียกเลยจริงๆเลยตั้งข้อสังเกตว่า หากเราไม่อยากเล่นน้ำเขาก็จะไม่สาดน้ำเราพูดง่ายๆคือชาวเมืองนี้ค่อนข้างมที มารยาทและมีวัฒนธรรมในการเล่นสงกรานต์ใช้ได้เลย ผมเดินมาเรื่อยๆผ่านศูนย์ราชการต่างๆมาจนถึงวัดวิชุน มาดูนาฬิกาอีกทีใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว เลยรีบเดินกลับเฮือนพัก ตอนขามาเดินมาเรื่อยๆ พอขากลับหลงทางเลยเกือบหาทางกลับไม่ถูก เดินวนอยู่สักพักจึงเจอทางออก ก็รีบจ้ำเลยพอมาถึงเฮือนพักก็ขึ้นไปอาบน้ำอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ออกมานั่งรอรถ จะไปกินข้าวเย็นกัน เจอน้าสุริจัน แกส่งแก้วเบียร์มาให้แล้วก็บอกเป็นทำนองว่าให้ยกให้หมด โหแก้วใหญ่มาก แล้วน้องที่เป็นพนักงานของเฮือนพักก็ถือเบียร์มาขวดหนึ่งมารินให้เต็มแก้ว แต่ไม่มีใครกินเลยมาถึงผม ด้วยความเกรงใจจึงดื่มจนหมดแก้วเลย ดูท่าทางว่าพนักงานคนนี้คงจะดื่มไปได้ระดับหนึ่งอยู่ดีๆมาถามผมว่า “อ้ายซื่อหยัง”ผมก็บอกชื่อผมไป แล้วเขาก็ว่าเป็นคล้ายๆผญาว่า “นามชื่อดาวนามนี้บ่เคยบอกไผก่อน” อะไรประมานนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แล้วก็มาชมว่าชื่อผมน่ารัก ผมเลยหยอดคืนไปว่าแล้วรักไหมล่ะ แล้วสาวลาวก็ทำตาหวานแล้วก็รินเบียร์ให้เรื่อยๆผมก็ยกสิครับ ด้วยความเกรงใจอีกนั่นแหละ....พอรู้ตัวอีกทีหมดขวดแล้ว (แหมกำลังได้ที่เลย ) พ่อก็ว่าไปกินข้าวเย็นกันดีกว่า พอขึ้นรถพ่อก็ดุว่าทำไมต้องยกหมดกลัวไม่เท่ห์หรือไง แล้วก็ทำหน้าไม่พอใจ พอช่วงกินข้าวลุงสัญญาเลยบอกว่านี่เป็นธรรมเนียมของที่นี่ พอไปถึงร้าน คุณลุงสัญญาก็ดื่มอีกสี่ขวด กับลุงหวง ลุงวิเชียร อาหารค่ำวันนี้เราส่งท้ายกันที่ริมน้ำโขง ได้บรรยากาศมากอากาศเย็นสบาย พอกินข้าวเย็นเสร็จก็มาแวะที่ตลาดมืดเพื่อซื้อของที่ระลึกกลับบ้านกัน (สรุปว่าเรามากันเกือบทุกวันเลย) ผมได้ตุ๊กตาปู่เยอย่าเยอ ผ้าสไบให้แม่ แล้วก็เดินเล่นสักพักพอสามทุ่มครึ่งก็กลับมาที่เฮือนพักเตรียมเก็บข้าว ของกลับบ้านวันพรุ่งนี้

16/4/50

และแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาตอนตี4ครึ่ง เกือบตีห้า ก็ยังมีอาการ งง งง นิดหน่อยจากฤทธิ์เบียร์เมื่อคืน แต่พออาบน้ำอาบท่าเสร็จก็รู้สึกว่าสดชื่นและหายงง เป็นปลิดทิ้ง ร่างกายสดชื่นและพร้อมแล้วที่จะเดินทางไกลกันต่อ แต่โปรแกรมกิจกรรมของพวกเราในเมืองหลวงพระบางยังไม่เสร็จสิ้นหากเรายังไม่ ได้เห็นวิถีชีวิตที่งดงามของชาวเมืองหลวงพระบางที่มีความศรัทธาในพระพุทธ ศาสนา นี่คือเหตุผลที่เราต้องตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ โปรแกรมแรกของพวกเราในวันนี้น้าสุริจันที่เป็นทั้งมัคคุเทศน์และคนขับรถจะพา เราไปใสบาตรทำบุญส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่เพื่อความเป็นศิริมงคลกับตัว พวกเรา กว่ารถจะมาถึงเฮือนพักก็ 6โมงกว่าๆ แล้วเราก็ขึ้นรถไปใส่บาตรกันที่ย่านบ้านเจ๊ก ซึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำคานตรงบริเวณพูสีไปอีกสักหน่อย เมืองหลวงพระบางในยามเช้าอากาศดีมาก ถนนก็โล่ง ทำให้เราเห็นอาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมต่างๆได้ชักเจนสวยงามมากอาคารบ้าน เรือนแถบย่านนี้ส่วนใหญ่ปลูกคล้ายๆทรงฝรั่งเศสหรือทรงยุโรปเมื่อก่อนนี้ ในยามเช้ามีชาวบ้านมากมายมาขายของใส่บาตร และนักท่องเที่ยวที่ยาวเหยียดมารอใส่บาตร การใส่บาตร การใส่บาตรของคนที่นี่คือ ผู้ชายจะยืนใส่บาตรส่วนผู้หญิงจะนั่งใส่ และทุกคน(ลาว) จะใส่สไบ เวลาใส่บาตรดูแล้วงามตาดี พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตจะเข้าแถวเป็นระเบียบยาวมาก ข้างๆแถวจะมีเด็กๆชาวบ้านคอยถือตะกล้ารอรับอาหาร ทานจากพระต่อในแถวพระเลย พอข้าวหมดกระติ๊บก็มาถ่ายรูปต่อ...โอ้ว...แม่เจ้า...ไม่เสียทีที่ ที่นี่เคยเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ เพราะขนาดใส่บาตร ยังมีนางฟ้าลงมาใส่ด้วยเลย เธองดงามมากงดงามตามแบบฉบับสาวลาวเลย นุ่งซิ่น ใส่เสื้อยืดสีดำ ผิวพรรณผ่องใส ใบหน้ารูปไข่ ตาโตน่าชม ผมเลยกดชัตเตอร์จนลืมไปเลย หลังจกที่เราใส่บาตรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กลับมายังเฮือนพักเพื่อเชคเอาท์ออก ข้าวของที่เตรียมไว้ถูกทยอยขึ้นรถ แล้วคณะเราก็มากินข้าวเช้ากันแถวๆวงเวียนน้ำพุ แต่ในใจผมแล้วยังเหมือนมีบางอย่างร้องเรียกผมไว้อยู่ ผมยังไม่อยากจากเมืองนี้ไปเลย แต่ด้วยความจำเป็น ที่ต้องกลบบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงต่อไป แต่ในใจยังสัญญากับตัวเองเสมอว่าผมจะต้องกลับมาที่นี่อีก เมื่อถึงเวลา รถมินิบัสสีเขียว-ครีม ค่อยๆแล่นออกจากตัวเมืองหลวงพระบางผ่านพูว่าวและตลาดจีน ก่อนที่ภาพกรุงเก่าแห่งอาณาจักรศรีสัตตนาคณหุตล้านช้างร่มขาวจะค่อยๆไกล ไกล ไกล ไปเรื่อยๆจนลับสายตา แต่ภาพทุกภาพ ความรู้สึกทุกความรู้สึกของเมืองนี้ไม่เคยลบเลือนไปจากหัวใจผมได้เลย

เราออกเดินทางจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 4โมง เช้า นั่งรถลงมาตามสันเขาผ่านเมืองต่างๆมากมายได้แวะพักบ้างตามรายทาง แวะเที่ยวบ้านผาตั้ง (หมู่บ้านนี้มีการทำน้ำมันเลียงผากันมากจึงแวะลงไปสอบถาม แล้วก็ถือว่าเป็นพักรถด้วย )ล้างหน้าล้างตาให้ชื่นใจ ปรากฏว่า พอถึงเวลาขึ้นรถเราก็ขึ้นตามปกติ รถแล่นได้สักระยะหนึ่ง ผมจึงร้องขึ้นมาว่า “เอ้าแล้วพี่เฟิสต์ล่ะ”ทุกๆคนถึงได้รู้ตัวว่ายังมีลูกทัวร์ของเรายังไม่ได้ขึ้นรถ 1 คน จึงกลับไปรับที่บ้านผาตั้ง พอขึ้นรถได้ก็เป็นที่เฮฮากันบนรถ วันนี้ได้แวะพักผ่อนทานข้าวกันที่เมืองวังเวียง บรรยากาศของท้องฟ้า ภูเขา และสายน้ำช่างทำให้เรารู้สึกสดชื่นและหายเหนื่อยเสียนี่กระไร เมืองนี้มีเกสต์เฮาท์มากมายสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อน หย่อนใจ เราแวะทานข้าวกันพักใหญ่แล้วเดินทางต่อ พอมาถึงบ้านโพนโฮงก็แวะดูผ้าไหม ดูของเก่ากันสักพัก จากนั้นก็เดินทางต่อกว่าจะมาถึงเวียงจันทร์ก็ค่ำแล้ว บรรยากาศเวียงจันทร์ ยามค่ำคืนสวยงามมากโดยเฉพาะ ไฟที่ส่องไปยังประตูชัยทำให้ประตูชัยมีความงดงามโดดเด่นขึ้นมาจากความมืดของ รัตติกาล เราแวะพักบริเวณประตูชัยแป๊บนึงก็เดินทางต่อมายังตีนสะพาน ตรวจคนออกจากเมืองเรียบร้อยเราก็ข้ามฟากโขง ผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาวมายังเมืองไทยแผ่นดินแม่กันอย่างปลอดภัยเราไปขลุก ขลักกันนิดหน่อยที่ตีนสะพานฝั่งไทยเพราะทางตม.ไทยบอกว่าทางลาวยังไม่ปั๊มขา ออกให้ป้านึง โชว์เฟอร์เลยพาป้านึงไปปั๊มพาสปอร์ต เสร็จแล้วก็ข้ามมายังฝั่งไทย แวะกินข้าวเย็นกันที่หนองคาย พออิ่มหนำสำราญแล้วก็กลับมาอุดร ถึงอุดรประมาณ 5 ทุ่ม

และ แล้วการเดินทางก็สิ้นสุดลง ณ วันนี้ แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นแคการเริ่มต้น หัวใจของผมยังอยู่เมืองหลวงพระบางแห่งนั้นและสักวันผมต้องไปอีก เสน่ห์ของเมืองที่น่าหลงใหลจนไม่สามารถบรรยายเป็นตัวอักษรได้ แต่คนที่เคยไปจะรู้สึกและสัมผัสได้ด้วยใจ
“สบายดี”


Create Date : 12 มกราคม 2553
Last Update : 12 มกราคม 2553 14:50:05 น. 1 comments
Counter : 380 Pageviews.

 
สวัสดีตอนเช้าๆ คับ
วันอังคารแว้วว อีกแป๊ปเดียวก็จะได้หยุดแล้วเนอะ ^^


โดย: ผมชอบกินข้าวมันไก่ วันที่: 12 มกราคม 2553 เวลา:15:13:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เห็ดหอมในกระท่อมสีเขียว
Location :
เลย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เห็ดหอมในกระท่อมสีเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.