..สีสันของความหลากหลาย อาจทำให้ความหมายของชีวิตแปรเปลี่ยน แต่ความเป็นเพื่อนยังคงหมุนเวียน สับเปลี่ยนอยู่ในตำแหน่งของความผูกพัน..
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2563
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
19 มิถุนายน 2563
 
All Blogs
 
ชีวิตการทำงาน ตอนที่ 7

ไปนครนายกล่ะ ตอนที่หลายๆ คนรออ่าน 555
การทำงานราชการนั้น การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีบางคนที่อยู่กับที่เป็นหลักแหล่ง ลงหลักปักฐานในจังหวัดที่ตัวเองอยู่ มีครอบครัว บางทีถึงขนาดไม่ยอมไปสอบเพื่อเลื่อนระดับให้สูงขึ้น เพราะไม่อยากย้ายนั่นเอง เราทำงานอยู่ จ.ตากได้ 5 ปีกว่าๆ ทำเรื่องขอย้ายกลับ กทม.หรือมาอยู่ใกล้ๆ กทม.ทุกปี ตั้งแต่ครบ 2 ปี แรกที่ทำงานอยู่จังหวัดตาก  การขอย้ายสมัยก่อนจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพิถีพิถันละเอียดอ่อนมาก กฎเกณฑ์ก็มาก กองการเจ้าหน้าที่มักจะย้ำกับข้าราชการที่บรรจุใหม่ว่า จะมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอย้ายได้เมื่อทำงานครบ 2 ปี แล้วเท่านั้น หากจะยื่นคำร้องมาก่อนหน้านี้ ก็จะไม่ได้รับการพิจารณา เราก็ทำตามกฎเกณฑ์ของกองการเจ้าหน้าที่เป๊ะๆ แต่ก็ไม่เคยได้ย้าย จนครั้งล่าสุด ไม่ได้เขียนคำร้องขอย้าย เจ้าเพื่อนที่ทำเรื่องขอย้าย มาถามว่าปีนี้ไม่ยื่นเรื่องเหรอ ก็ทำเรื่องส่งไปงั้น ๆ เพราะคิดว่าคงจะไม่ได้ย้ายอีกตามเคย
แต่ปรากฏว่าเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราได้ย้ายมาอยู่นครนายก ตอนที่คำสั่งย้ายออก เรายังเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ที่เชียงใหม่อยู่เลย สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์มือถือ รู้ว่าตัวเองได้ย้ายก็เมื่อกลับมาตากแล้ว ตอนนั้นใจไม่อยากย้ายแล้ว เพราะกำลังสนุกกับงาน ชอบทั้งพื้นที่ ชอบทั้งคน เจ้านายก็รักใคร่เมตตา (ท่านรองฯ ฮึกหาญ) จะระงับก็ไม่ได้ ก็คงต้องย้าย
วันที่ย้ายมานครนายก มีเพื่อน ๆ น้องๆ มาส่งกันหลายคน มาเช่าบ้านพักของกรมประชาสงเคราะห์(สมัยก่อน) หลังศาลากลางจังหวัด เดินไปทำงานได้สบายๆ ขนของมาหนึ่งคันรถปิคอัพ (ตอนไปอยู่ตากใหม่ๆ มีแค่กระเป๋าใบเดียว..หุหุ) พอเพื่อนๆ กลับไปแล้ว น้ำตาร่วงเลย คิดถึงน่ะ เคยสนุกด้วยกัน กิน นอน เที่ยวเล่น มาด้วยกันตั้ง 5 ปี ไปทำงานที่นครนายกวันแรกๆ ก็ยังไม่รู้จักใคร แต่มีพี่ที่ย้ายมาพร้อมกันอีกคนหนึ่ง(พี่ปิติ) พี่เค้าย้ายมาจากสิงห์บุรี เราชอบล้อนามสกุลเค้า พี่เค้า นามสกุล แก้วสลับสี เราก็มักจะแหย่ถามพี่เค้าไปว่า อยากรู้ว่ามีสีอะไรบ้าง พี่เค้าก็ยิ้มอย่างเดียวเลย ตอนนี้พี่เค้าเกษียณแล้วในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดค่ะ ตอนนี้ถ้าขืนไปถามแบบนั้นอีก ไม่รู้ว่าจะยังยิ้มอยู่หรือเปล่า...อิอิ แต่พี่เค้าใจดีและน่ารักมากๆเลย สอนงานทุกอย่าง ไม่เคยหวง แล้วก็เป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ ช่วยเหลืองานทุกอย่างจริงๆ
สมัยนั้นศาลากลางนครนายก ยังไม่มีแอร์ จำได้ว่าปี 2532 เป็นปีแรกที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานราชการ จอเป็นขาว – ดำ ใช้ เวิรด์จูฬาฯ เปิดเครื่องมาที ก็จะมีเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ดังแว่วๆ มา มีน้องเจ้าพนักงานธุรการ (ชื่อหนิง) รับผิดชอบดูแลเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ แถมเป็นคนเดียวที่ได้นั่งในห้องแอร์กับหัวหน้าสำนักงานจังหวัดซะด้วย เพราะเครื่องคอมฯ ต้องอยู่ห้องแอร์ เวลาร้อนๆ ก็แอบเข้าไปหาเจ้าน้องนี่ แต่คุยไม่ได้นาน เพราะหัวหน้านั่งอยู่ด้วย แต่หัวหน้าก็ไม่ได้ว่าอะไร หัวหน้าคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกประทับใจมาก ๆ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าเป็นคนใจดีมากๆ รักลูกน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แล้วก็ตลกมากๆ ด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่น้ำสีอำพันเข้าปากไปเมื่อใด หัวหน้าจะพูดไม่หยุด พูดไปเรื่อย จนหาลานบินลงไม่ได้ พวกเราทุกคนทราบดี ก็พยายามจะไม่ให้หัวหน้าดื่มมากนัก แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้ ยิ่งเวลามีงานเลี้ยง หัวหน้าจะพูดนานมากๆ จนเราหาวกันแล้วหาวกันอีก จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่เจ้าหน้าที่การเงิน ถึงขนาดมุดใต้โต๊ะหนีกลับบ้านไปก่อนเลย 555
นครนายกเป็นเมืองเงียบ ๆ สงบ ๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังเงียบๆ อยู่นะ ไม่มีห้างสรรพสินค้า สมัยนั้นมีห้างอยู่ห้างหนึ่ง ชื่อว่าห้างศรีเมือง เรากับเจ้าหนิง เดินเที่ยวกันได้ทุกเย็น เพราะไม่รู้ว่าจะไปไหน บางวันพี่ปิติก็พาไปหัดตีเทนนิสที่ รร.นายร้อย จปร. เราหัดน๊อคบอร์ด โดยใช้ไม้เทนนิสของเด็ก ที่นครนายกนี่แหล่ะ ที่เราเจอบุพเพอาวะวาด
ตอนนั้นเค้าย้ายมาจากนครพนม ส่วนเราก็ย้ายมาจากจังหวัดตาก แรกเริ่มที่รู้จักกัน ไม่เคยพูดกันเลยสักคำ ได้แต่มองกันไป มองกันมา แอบส่งสายตาหวานปิ๊ง ๆไปให้ (ส่วนใหญ่จะเป็นเรานะที่ส่งค่ะ ) บางครั้งเค้าก็ส่งยิ้มกลับมาให้ ตอนนั้น รู้สึกเจียมตัว...เจียมใจ มาก เพราะรู้ตัวว่าไม่สวย ส่วนเค้าน่ะเหรอ...ผอมสูง หน้าตาตรงสเปคสาวๆ ในศาลากลางจังหวัดนครนายก ทำหน้าที่เป็นเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัด สาวๆ ส่วนมากแย่งกันมาเสนอแฟ้ม แล้วก็มักจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้เค้าอยู่เป็นประจำ เราเองได้แต่มอง ทำตาปริบๆ
จนกระทั่งเค้าไม่ได้ทำหน้าที่เลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว เราจึงได้คุยกันมากขึ้น ทำความรู้จักกันมากขึ้น เค้าเป็นคนพูดเก่ง ชอบบริการ ทำงานไว แล้วก็ถูกใจนายด้วย มีความคิดแล่นตลอด ไม่เคยอยู่เฉย ๆ ทำโน่นทำนี่ หากว่างก็จะชอบอ่านหนังสือ เรียนหนังสือเก่ง จดจำอะไรได้แม่นยำ พูดเพราะ แต่ไม่ค่อยโรแมนติค (ซะงั้น)
มารู้ตัวว่าเค้าก็แอบชอบเราอยู่ ก็คุยกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เพราะเวลาเราทำงานอะไร ก็มักจะมากุลีกุจอช่วยทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อย การจีบสาวของเค้าก็ไม่เหมือนใคร เค้าชอบทานทุเรียนมาก ตอนเย็นหลังเลิกงาน เรามักจะไปหัดตีเทนนิสที่โรงเรียนนายร้อย จปร. พอกลับมาบ้าน ก็จะมีทุเรียนลูกหนึ่งห้อยอยู่หน้าประตูบ้าน เราก็รู้ว่า...ต้องเป็นตานี่แน่นอน รุ่งเช้าเราก็เอาทุเรียนไปคืน แล้วบอกว่า...เอามาให้แบบนี้ ใครจะไปกินได้ เราไม่ใช่แม่ค้าขายทุเรียนนะจ้ะ จะได้ปอกเปลือกทุเรียนเป็นอ่ะ คราวต่อไป..เค้าก็เอาทุเรียนที่ปอกเปลือกเรียบร้อย ใส่กล่องมาให้เสร็จสรรพ...อิอิ แล้วก็เอามาให้เป็นประจำจนหมดหน้าทุเรียนนั่นแหล่ะ แต่ตอนหลังก็บอกเค้าว่า...เราไม่ค่อยชอบกินทุเรียนนะ กินน่ะกินได้ ผลไม้ที่เราชอบ คือ สตรอเบอรี่ เค้าก็บอกว่า...แล้วก็ไม่บอก นึกว่าชอบกิน
แต่ที่มาแน่ใจว่าเค้าชอบเรานั้น...เป็นเพราะฮาร์ทบีท ลูกอมสื่อรัก (ใครเกิดทันบ้าง) เพราะว่านั่งทำงานอยู่ จู่ๆ เค้าก็ยื่นกระดาษห่อลูกอมนั้นให้เรา เค้าบอกว่า ข้อความในนั้นตรงกับใจเค้าพอดี แล้วก็แผล็บหายตัวไป พอเราเปิดอ่าน ...จำไม่ได้ว่าเขียนว่าอะไร มันนานมากแล้ว แต่ก็รู้ล่ะว่ามันสื่อความในใจของเค้า มิน่าล่ะ ช่วงนั้นทำไมถึงได้ชอบกินลูกอมฮาร์ทบีทนัก เดาว่ากินจนกว่าจะเจอข้อความโดนใจแน่ แล้วเราก็คบกันเป็นแฟน สาวๆ ที่เคยมาแอบชื่นชมเค้า จ๋อยกันไปเป็นแถวๆ 555 (คุยซะเลย)
เค้าเป็นคนรูปหล่อนะ หูกางมากๆ ไม่ชอบให้ใครมาล้อเรื่องหู พ่อโดดเตะก้านคอจริง ๆ เพราะมีคนเคยโดนมาแล้ว  ตอนที่เป็นแฟนกัน เค้าชอบทำขนมบัวลอย เราก็ปั้นเป็นลูกกลมๆ แต่เค้านี่ซิ ปั้นเป็นรูปหน้าคน แถมหูกางอีกต่างหาก 555 สนุกจริงๆ
สถานที่เป็นที่นัดพบของเรา คือที่ไหน ใครเดาถูกบ้าง ลองเดาดูซิคะ ...ตลาดนัดสวนจตุจักรจ้า เราต้องนัดเจอกันทุกเย็นวันอาทิตย์ เพื่อนั่งรถทัวร์กลับนครนายกพร้อมกัน ครั้งแรกที่นัดเจอกัน เค้าบอกว่า เรายังกะเด็กน้อย เพราะตัวเล็กมากๆ เค้าเคยเห็นแต่เวลาเราใส่ชุดทำงาน เพิ่งจะเคยเห็นเราใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์เป็นครั้งแรก ที่บ้านยังไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นแฟนกัน เพราะไม่เคยพาเค้าไปบ้าน แต่ว่า..ไม่นานความลับก็แตก เพราะพี่ชายขายต้นไม้อยู่สวนจตุจักร เค้าเห็นเข้าพอดี มาบอกแม่ แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ลูกสาวแม่คนนี้อายุเข้าเลขสามมาแล้วนะจ้ะ ส่วนเค้าเองก็พาเราไปบ้าน เค้ามาเล่าให้ฟังว่า พ่อเค้าบอกว่า คนนี้(หมายถึงเรา) ไม่เห็นสวยเหมือนคนก่อนๆ เลย
คบกันได้สองปีก็แต่งงานกัน เค้านับถือพุทธ ส่วนเราเป็นคาทอลิค แต่งงานเข้าโบสถ์ ทำพิธีเรียบง่าย แต่งงานใหม่ ๆ ยังไม่มีลูก ก็เอาลูกหมามาเลี้ยง เป็นตัวเมีย เค้าตั้งชื่อให้มันว่า "อ้อยใจ"(ชื่อหยั่งกะนักร้องคาเฟ่แน่ะ) แล้วก็เอามาอีกตัว เป็นตัวผู้ เค้าก็ตั้งชื่อให้มันอีกว่า "สมภพ" มีลูกแมวเก็บได้ที่ศาลากลางอีกตัว ก็ตั้งชื่อให้มันว่า "เพ็ญศรี" ตอนที่พา "สมภพ" ไปหาหมอ หมอเค้าถามว่า ชื่ออะไร พอบอกหมอไปว่า "สมภพ" หมอก็บอกว่า ไม่ใช่ชื่อคุณ ชื่อหมา เค้าก็บอกว่า ก็หมานี่แหล่ะครับ...ชื่อสมภพ หมอขำแทบตกเก้าอี้แน่ะ หมอคงนึกในใจนะว่า...คนอาร๊าย...คิดพิเรนจริงๆ อิอิ
เล่าพอเป็นน้ำจิ้มนะคะ แต่ขอร้องคนที่รู้จักเค้าอย่าไปแซวเค้านะ ไม่รู้เค้าจะจำได้รึป่าว 555

 
ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่แวะมาค่ะ  18



Create Date : 19 มิถุนายน 2563
Last Update : 19 มิถุนายน 2563 12:01:44 น. 0 comments
Counter : 33 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

พูดไม่เก่ง แต่เจ๋งทุกคำ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




"ตั้งใจว่า...ทำบล๊อกนี้ขึ้นมาเพื่อบันทึกเรื่องราว ความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากจะทำ และไม่เคยหวังผลตอบแทนใด ๆ ในทุกสิ่งที่ได้ทำ นอกจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพและความจริงใจจากเพื่อนๆ เท่านั้น"











# เริ่มทำบล๊อกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 #


ไปหลังบ้านทางนี้เน้อ
Friends' blogs
[Add พูดไม่เก่ง แต่เจ๋งทุกคำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.