ค่ำคืนเดียวดาย เมามายใต้จันทร์เสี้ยว
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
หลงทางจากวันแรก - วันสุดท้าย ใน สะบายดี จำปาสัก ตอน 3 (ปราสาทวัดพู)

แวะไปเยี่ยมกระทู้พันทิพที่จุ เข้าไปโพสต์เรื่องจำปาสัก ปรากฏว่า อารมณ์บ่จอยกลับมา คล้ายๆ กับว่า ถูกเตือน ว่า ปราสาททุกแห่งสวยงามคนละแบบเปรียบเทียบไม่ได้ มันจี๊ดขึ้นมาเลยว่า.....E ป้าที่มันชอบปราสาทขอมนี่ ถูกเตือนว่า ให้มองความสวยงามของปราสาทให้เป็น อกมันร้อนรุ่ม ดังคนวัยทองเลยนะเนี่ย

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ก็ OK บอร์ดสาธารณะ คุณป้าจะไปซีเรียสทำไมล่ะเนี่ย เขาก็ว่าของเขาไป ตามที่เขาแปลความหมายจากที่คุณเขียน ป้าเองก็คงเขียนให้เขาเข้าใจป้าไปอย่างนั้น คิดไปคิดมา ก็ขำตัวเอง

มาถึงเรื่องเที่ยวลาวใต้ตอน 3 ดีกว่า

จุเขียนไป 2 ตอน ยังไม่กล่าวถึงอาหารการกินเลยใช่มั้ยคะ อย่าได้แปลกใจ ไปกับทริปนี้เน้นเที่ยวไม่เน้นกิน ข้างทางก็ได้ อะไรก็ได้ สบายๆ ค่ะ อย่างจุนี่เน้นอย่างเดียวคือ ค่ำลงๆๆ ต้องมีเบียร์นะจ๊ะ ขอเบียร์ลาวด้วย 555เดี๋ยวจะไม่อินเทรน





เพื่อนโอ ขับรถจากหลี่ผีเพื่อจะไปจำปาสัก ก็เจอฝนในบางช่วง เจอสัตว์เลี้ยงยืนทักทายในเส้นทางเป็นระยะๆ รวมทั้งเจอตำรวจโบกมือให้จอดข้างทาง แต่ไม่จอด เพราะเป็นคนบ้าที่ใส่เครื่องแบบตำรวจ

ป้าจุก็หลงๆ ลืมๆ ว่า ทางเข้าปราสาทวัดพู ซึ่งต้องข้ามท่าเรือไปเมืองจำปาสักนั้น อยู่แยก กม.31 จากปากเซ ของถนนหมายเลข 13 ประเทศลาว และถนนที่เราวิ่งอยู่จาก หลี่ผี มานี่ ก็ ถนนหมายเลข 13


จุให้เพื่อนโอจับเจื้อยไปจนถึงปั้มเซลล์ ขึ้นหลัก กม. 1 เลยเทียว ก่อนจะถามเขา แล้วขับกลับไปทางเดิมอีกประมาณ 30 กม.


เส้นทางหมายเลข 13 ก่อนจะเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยว อันหลากหลาย จะมีด่านเก็บเงิน 5,000 กีบ ตะกี๊ ที่หลงมาถามทางเขาก่อนจะย้อนกลับมาทางเดิม เราจ่ายไปแล้ว 5,000 กีบ พอเราย้อนกลับมา จุก็เลยบอกไอ่น้องเก็ยตังส์ว่า ตะกี๊ จ่ายไปแล้วอ่ะ แล้วหลง ขอไม่จ่ายละกัน คุณน้องลาว ก็ดูเหวอๆ แต่ก็ยอมโดยดี แสดงว่า จุหน้าตาดี ..... ไม่ก็ หน้าตาเอาเรื่อง จนน้องเขาไม่อยากมีเรื่อง 55555555 แต่สรุปแล้ว น้องลาวเขามีน้ำใจต่างหาก





ครอบครัวนี้ เขาพาจุไปเที่ยวค่ะ ภาพที่เห็นนี่ นั่งอยู่บนโป๊ะที่ลำเลียงรถยนต์ข้ามฟาก จริงๆ จุก็ไม่ได้กลัว การข้ามโป๊ะนะ แต่ว่าเกร็งๆ ไว้ เหมือนระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา มันเหมือนจะไม่ได้มาตรฐาน เหมือนจะมีความเสี่ยง เหมือนอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา




ตอนที่นั่งเรือข้ามฟาก มีพี่ลาวคนหนึ่งมาคุยด้วย แกบอกว่า บ้านแกก็ทำที่พักนะ ถามไปถามมาคืนละ 600 บาท จุก็ยิ้มๆ เพื่อนก็ยิ้ม เพราะจุดหมายเราอยู่ที่เฮือนพักคำผุย ราคา 80 บาท




เฮือนพักคำผุย อยู่เลยวงเวียนมานิดเดียว ตั้งอยู่ขวามือ ที่พักตอนแรกเขาให้เราพัก ห้อง 120 บาท เราก็ โอเคแล้วนะ แต่พอเดินมามอง ห้องพักห้องนี้ เราก็เลยถามเขาว่า มีใครพักไหม เขาบอกไม่มี จะพักห้องนี้ก็ได้ แต่ห้องละ 80 บาท น่ะ 555555555555 นั่นล่ะ ที่เราต้องการ

ห้องพักนี้กำลังจะถูกรื้อ เพื่อสร้างที่พักใหม่ราคาแพงกว่าเดิม เราเป็นชุดที่เข้าพักเป็นชุดสุดท้าย และนอนกัน 5 คน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่ 3 เด็ก 2 ครอบครัวเพื่อนจุ นอนบนเตียง จุปูถุงนอน นอนกับพื้น แต่ ฮะแฮ่ม เพื่อนบริการทั้งนั้น แม้แต่การปูที่นอน

ส่วนเพื่อน.... หลังจาก ดื่มเบียร์กับจุ นอนอยู่ปลายเตียงดูจุโหลดภาพ แล้วก็หลับอยู่ปลายเท้าน้องปูนั่นเอง มันช่างเป็นการจัดระเบียบการนอนได้ ทุเรศทุรังมาก




เช้าขึ้นมา อยากตักบาตรข้าวเหนียว ก็ ไปขอซื้อข้าวเหนียวชาวบ้านตั้งแต่ยังไม่ 6 โมงเช้า เพราะตี 5 ที่นี่ก็เช้าแล้ว ส่วนพระอาทิตย์ที่จุถ่ายมานี่ ขึ้นตอน ตี 5 ประมาณนี้




ถ่ายมาหลายภาพมาก เพราะนานๆ ทีจะตื่นขึ้นทันพระอาทิตย์ขึ้น
แต่โชว์ภาพเดียว เพราะถ่ายมาก็ไม่ค่อยแตกต่าง แล้วจุขี้เกียจวางรูปในกรอบเดียวกัน จุรู้ว่ามันทำให้โชว์ภาพได้หลายภาพ แต่ทำให้การจัดแต่งบล็อกสวย แต่จุ...................ทำไม่เป็น









พระที่มาบิณฑบาตร ชาวบ้านเขาตักบาตรข้าวเหนียว แม้จะไม่ได้บรรยากาศแบบหลวงพระบาง แต่ก็ได้อารมณ์อิ่มเอมอีกรูปแบบหนึ่ง จะมีที่แตกต่างก็ พวกเรานี่แหละ ชาวบ้านเขาตักขาตรข้าวเหนียว ส่วนกับข้าวเขาเอาไปถวายที่วัด ส่วนพวกเรา ใส่ทั้งน้ำ ขนม มาม่า 555คนไทยเด๊ะๆ



อ่ะ พอพร้อมเดินทางเราก็ออกเดินทางไปปราสาทวัดพู ระยะทางประมาณ 10 กม. จากจำปาสัก






ประวัติศาสตร์วัดพู ยาวนานมานับพันปี การบูชา บวงสรวงทับซ้อนกันมา ทั้ง พราหมณ์ -พุทธ หรือแม้แต่การบวงสรวงผีป่าเจ้าเขา ผีบรรพบุรุษ มีหมด














ส่วนการก่อสร้างปราสาทนั้น สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยเจินละ จะยาวไปไหมเนี่ย ถ้าจุจะเล่า เอาเป็นว่าเขาสร้างในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แต่สำหรับจุเชื่อว่า มีการต่อเติม และขึ้นมาอีกหลายสมัย อย่างน้อย มีความเชื่อกันว่า เมืองเศรษฐปุระ ซึ่งครองราชย์โดยพระเจ้าจิตรเสน หรือ พระเจ้ามเหนทรวรมัน กษัตริย์พระองค์หนึ่งของอาณาจักรเจินละ ( ก่อนจะรวมและพัฒนากลายเป็นเมืองพระนครของเขมร ) เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเจินละในสมัยนั้น (คาดการณ์โดยไม่เปิดตำรา น่าจะอยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 11 หรือในราว 1000 กว่าๆ )





ตามแผนผังการสร้างปราสาทขอม ที่ปราสาทวัดพูถือเป็นต้นแบบของสร้างปราสาทเขาพระวิหาร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะของการวางผังมี การขุดบารายตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เพื่อให้ศาสนสถานอยู่บนเขาพระสุเมธุ ลักษณะการใช้งาน ก่อนทางขึ้น ใช้สัญลักษณ์เป็นสะพานข้ามในลักษณะของทางเดินมีเสานางเรียง ก่อนขึ้นสู่เทวสถานก็จะมี โรงเปลื้อง หรือ อาคารพักก่อนเตรียมตัวขึ้นบำบวง ซึ่ง จะแบ่งฝ่ายใน และฝ่ายกษัตริย์ ( เหมือนเขาพระวิหาร) ด้านข้างก่อนขึ้นถึงปรางค์ประธานมี บรรณาลัยอยุ่ แต่จุเห็นฝั่งเดียว และคาดว่า ไม่ได้ถ่ายรูปมา หรือถ่ายมา แต่หาไม่เจอ

อัปสรา ( ลาวและไทย เรียก นางอัปสร) และทวารบาล ของที่นี่ มี 2 นาง และ 2 นาย ยืนเป็นเพื่อนกันคนละด้าน




















เพราะปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พวกเราก้มากันตั้งแต่เช้า เจอแดดเข้าเต็มๆ ถ่ายภาพออกมาแสงเว่อมาก ขนาดจุดำๆ ยังขาววอก ได้ภาพมาแต่ละภาพนี่ กลุ้มใจเลย


เอาละ จากภาพตัวปราสาท มาที่ภาพส่วนประกอบ รอบๆ รปาสาทดีกว่า มีบ่อน้ำเที่ยง ซึ่งทำขึ้นใหม่ แต่ของเก่า คือ น้ำซับที่ไหลลงมาจากเขา น้ำที่ว่านี้ โบราณกาลจะใช้ในพิธีกรรม ส่วนพิธีกรรมตามที่เห้นรอบๆ บริเวณ มีสถูปเจ้าเมืองเก่า ซึ่งตามประวัติ เจ้าเมืองจะบูชาผีบรรพบุรุษ และผีภูเกล้า เรียกผี อาจะสะดุดหู เรียกว่า เทพรักษาภูเขา ดูซอฟขึ้นมั้ยคะ

นอกจากสถูปมีรูปแกะสลัก พระตรีมูรติ ซึ่งจุ ดูแล้ว เหมือน พระอุมา คงคาปติศวร แต่เขาว่า พระตรีฯ เราก็พระตรีฯ ด้วย ถัดจากพระตรีฯ ไปก็มี หินสลักรูปจระเข้ มีความเชื่อกันว่า เป็นแท่นที่จับตระเข้ เพื่อบูชายัญ แทนสาวพรหมจรรย์ ส่วนแท่นที่ใช้บูชายัญสาวพรหมจรรย์ตามความเชื่อนั้น เอ่อ...ไม่รู้ค่ะ แต่เพื่อนโอ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแท่นที่หักพัง อยู่เลย หินสลักเจรเข้ไปเล็กน้อย และถัดจากแท่นบูชายัญ ก็เป็นหินที่สลักรูปช้างตัวโตเลย





















ตามที่ไกด์ลาวเขาอธิบาย เรื่อง การบูชายัญนี้ว่า แต่เดิมเป็นการบูชาโดยใช้สาวพรหมจรรย์ ต่อมาเห็นว่า โหดร้าย เลยใช้จระเข้แทน ส่วนช้างเขาก็บอกว่า สลักเพราะเป้นช้างใหญ่ คล้ายๆ กับไม่มีความหมายอะไร


ส่วนตัวจุ นึกอยากจะผูกเรื่อง ระหว่าง จระเข้ แท่นบูชายัญ และ ช้าง ก็เลยเขียนเล่าให้เพื่อนอ่านว่า ผู้หญิงคนสุดท้ายที่ ถูกนำมาบูชายัญ เป็นชาวกุยที่เลี้ยงช้าง วาระสุดท้ายของเธอที่แท่นบูชายัญ ช้างที่เลี้ยงมาหมอบตายอยู่ข้างแท่น เพราะอาลัยเจ้าของ เป้นที่น่าสังเวชใจกับคนจำนวนมากที่อยู่ในพิธีและทราบข่าว หลังจากนั้น เจ้าเมืองก็เลือกจะเข้มาแทนหญิงสาว เพราะจระเข้เป็นสัวต์เลือดอุ่นเหมือนคน


จริงๆ เรื่องนี้ จู่ๆ จุก็นึกมันขึ้นมาเอง แต่ปรากฏว่า ตอนที่จะพิมพ์บอกเพื่อน ว่าเป้นเรื่องที่นึกขึ้นมาเอง คอมฯ ก็เจ๊ง และข้อความที่บอกว่า เขียนเอาเองก็หายไป ถูกปิดทับ ขณะที่เขียนเที่ยงคืน ก็ปรากฏกลิ่นหอมแปลกๆ ( ใช้วิจารณาญาณในการอ่าน) จุก็เลยขอเขา เพราะมันไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเชื่อได้ว่า เรื่องที่จุเขียนเป็นเรื่องจริง ถ้าจุจะรับผิดชอบ ก้คือ บอกไปเลยว่า มันคือการสันนิษฐานของจุ

ชาวกุย เลี้ยงช้าง อยู่ตามภูเขา ตั้งแต่สุรินทร์ ศรีเกษ และจำปาสัก นี่แหละ ส่วน ช้างนั้น จุเห็นว่า มาสลักยืนอะไรตรงหน้าแท่นบูชายัญ แถมมีคนมากราบไว้ แล้วหน้าตาช้างก็เศร้ามาก

.... ต่อมาพี่สาวจุก้โทร.มาบอกว่า คนที่มีฌาณ เขาฝากมาบอกจุว่า ที่จุไปปราสาทวัดพูนั้น ไม่มีใครตามมาหรอก แต่จุเคยอยู่ที่นั่น ( แต่ไม่ใช่คนที่ถูกบูชายัญนะ) ตีนโรงตีนศาลที่นั่นเลยตามมาส่ง แค่พอพ้นเขตของเขา
55555 นึกไปนึกมา เพื่อนโอ สงสัยมันจะเป้นคนฆ่าจระเข้ 5555 เพราะว่า จุหาแท่นไม่เจอ เพราะไม่มีคนบอกทาง แต่ เพื่อนโอ หาจนเจอ แถมรู้เสียด้วยว่า เชือดยังงัย แท่นไหนบูชายัญ


























ดอกลั่นทม จำปาขอม และ จำปาลาว นี้ มีไกด์คนหนึ่งอธิบายว่า ปลูกเมื่อ 3-400 ปี ก่อน ในสมัยพระเจ้า............ จุเลยตอบว่า สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะพระองค์ไปนำต้นไม้นี้จากเขมรมาปลูกที่ลาว เพราะมีมเหสีองค์หนึ่งเป็นเขมร เขาก็ใช่ๆๆ..........


แต่จุน่ะ ไม่เชื่อ เพราะปราสาทวัดพู เป็นศิลปะขอม แต่เดิม คือ อาณาจักรเจินละ ต้นลั่นทมนี้ ต้นกำเนิดอยู่ที่อินเดีย ปลูกอยู่ในวัด ฝรั่งเรียก ดอกไม้วัด ต้นลั่นทมถูกนำมาโดยพราหมณ์ที่ล่องเรือมาจากอินเดีย มาเผยแพร่ศาสนาพราหมณ์ที่อาณาจักรเจินละ ไปจนถึงยโสธรปุระ เมืองพระนคร ( ชื่อของเมืองเสียมเรียบสมัยก่อน) ฉะนั้น มันมีความเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ ที่ลั่นทม จะถูกปลูกมาตั้งแต่ สมัยเจินละ คู่กับปราสาท หรือ จะถูกปลุกสมัย พระเจ้าไชยเชษฐา แต่ที่แน่ๆ ดอกเล็ก เก่าแก่ ทับซ้อนมานับร้อยปี นับพันปี เปรียบเหมือนความศรัทธาของผู้คนที่เดินทางมาบำบวงปราสาท ที่ทั้งดับสูญ และเกิดใหม่








ออกจากวัดพู หิวซ่กกันเลย เพราะไม่ได้กินข้าวเช้า ไปเจอร้านจิ้นก๋วง คล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวหลอดเรา จุนั่งกิน 2 ชิ้นก็อิ่ม น้องปู 3 ชิ้น ก็อิ่ม เพื่อนปอบจุ มันกินเข้าไปตั้ง 8 ชิ้น อูยยยยยยยย



ราคาขายปกติ เขาขาย 5 ชิ้น 2 พันกีบ แต่ที่ขายให้เรา ชิ้นละ 1 พันกีบ

อ่ะ มีชาร์ทราคาเสียด้วยดิ

ตอนหน้าจุว่าจะ พาไป ผาส้วมกับหมู่บ้านม้ง ที่เขาจำลองให้ชม บางที อาจจะตัดไปที่ อุบลเลย เพราะว่า 55555 จุว่า ผาส้วมันเหมือน แก่งซอง ที่พิษณุโลก แหล่งคุ้นเคยของจุเลยค่ะ


ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ




หลงทางจากวันแรก - วันสุดท้าย ใน สะบายดี จำปาสัก ตอน 1 คลิ๊กที่นี่ค่ะ


หลงทางจากวันแรก - วันสุดท้าย ใน สะบายดี จำปาสัก ตอน 2 ( คอนพะเพ็ง หลี่ผี ) คลิ๊กที่นี่ค่ะ




ถ้าตัวหนังสือ อ่านยาก รบกวนลากเม้าท์ผ่านตัวหนังสือ จะอ่านได้ง่ายขึ้นค่ะ ( ขอโทษที่พี่วัฒน์ บังเอิญว่าจุขี้เกียจทำ BG ใหม่น่ะ ใช้ของเก่าก็งี้แหละ )


Create Date : 22 พฤษภาคม 2552
Last Update : 24 พฤษภาคม 2552 23:41:37 น. 18 comments
Counter : 1621 Pageviews.

 
มาสนุกด้วยคนค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 22 พฤษภาคม 2552 เวลา:15:46:25 น.  

 
ชอบเมืองเก่าคร้าบบบ
ดูมีมนต์ขลัง เห็นความรุ่งเรืองของอดีตกาล
(ว๊ากกกกกซ์ เว่อร์อีกแล้วเรา)


ว่าแต่ ตอนเอารถข้ามฟากนี่น่ากลัวมากๆเลยอะครับ เรือดูเล็กๆ T_T

....................


โดย: PSlovebird วันที่: 23 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:50:24 น.  

 
ตามไปด้วยคนค่ะ น่าสนุกจังเลยนะคะ


โดย: วิสกี้โซดา วันที่: 24 พฤษภาคม 2552 เวลา:9:11:33 น.  

 
มีแดนสนธยาด้วย บรื๋อ

ไม่เคยได้ไปเลย สวยและมีพื้นที่ แปลนที่จัดเรียบร้อยเนาะ

พื้นหลังทำให้อ่านยาก ต้องคอยขยับ

อยากไป ๆ




โดย: c (chaiwatmsu ) วันที่: 24 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:21:16 น.  

 
มาหลายรอบแต่อ่านยังไม่จบซักที เดี๋ยวรีบไปทำกับข้าวใส่บาตรก่อนนะค๊า เห็นรูปแล้วอยากไปเที่ยวบ้าง อิจฉาคนโสดเจรง ๆ เพื่อนคุณย่าชวนกันไปภูเก็ตก็อดอีกหล่ะ คุณปู่ไม่อนุญาต เฮ้อ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าขนาดสำนักข่าวใหญ่ ๆ อย่างเนชั่นยังทำไปได้ ไม่ละอายมั่งเลยเนอะ
เดี๋ยวสาย ๆ มาอ่านเนื้อหาในบล็อกต่อค่ะ


โดย: คุณย่า วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:5:27:28 น.  

 
จิ้นก๋วง อันนี้เป็นอาหารลาวที่รสชาดถูกปากที่สุดที่กินมาและก็ราคาถูกด้วยขนาดโดดชาร์จแล้วนะเนี่ย ส่วนอย่างอื่นไม่อยากจะบรรยาย ทะเเม่งๆ ไงไม่รู้ โดยเฉพาะสปาเก็ตตี้ รสชาดพิลึกมากๆ (อันนี้เป็นร้านอาหารที่เรากินกันหน้าเรือนพัก) อ้อมีอยู่อย่างหนึ่งรสชาดจัดว่าใช้ได้มันคือผัดเปรี้ยวหวานแต่ว่ามันแปลก แปลกยังไงจะเล่าให้ฟังนะ


โดย: น้องปู IP: 118.175.82.19 วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:52:50 น.  

 
ด้วยความที่เรากินข้าวกันใต้แสงเทียน นั่นแน่แอบโรแมนติก แต่มันไม่ใช่ แมลงมันเยอะต่างหากเราเลยต้องขอให้เค้าปิดไฟ และแล้วอาหารที่เรารอคอยด้วยความหิวโหยก็มาถึง อ่ะน่ากินจัง โอ้ผัดเปรี้ยวหวาน "ไหนกินซิเหมือนบ้านเราเปล่า" แม่เจ้าเห็นสีดำๆ เห็ดหูหนูแน่นอนตักใส่ปากเข้าไปเต็มคำ พระเจ้าช่วย คายแทบไม่ทัน


โดย: น้องปู IP: 118.175.82.19 วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:59:46 น.  

 
มันแปลกตรงนี้ล่ะค่ะ มันไม่ใช่เห็ดแต่มันคือ.....มะขามเปียก เขาไม่ใช้ซอสมะเขือเทศแต่เขาใส่มะขามเปียกแทน แปลกดีไหมล่ะ แต่รสชาดมันก็อร่อยดีนะ อันที่จริงใส่แต่น้ำก็ได้ไม่ต้องใส่เนื้อ โดนเต็มๆเลย


โดย: น้องปู IP: 118.175.82.19 วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:16:04 น.  

 


คุณ ตุ๊ก ตุ๊ก โคราช จุนึกว่า ที่โคราชจะมีสามล้อเป้นพระเอก ยังมีตุ๊กๆ อยุ่ด้วย ว่างๆ แวะเข้ามาอีกนะคะ


คุณ PSlovebird บรรยายสมเป็นนักเขียนนะคะ เรือเล้กๆ ผูกติดกัน น่ากลัวจะตาย 55555

คุณ วิสกี้ โซดา ว่างจะ จะลงเรื่องไปสุพรรณ ค่ะ แต่ตอนนี้ พักสมอง เดี๋ยวก็ต้องทำงานอีกแล้ว

คุณพี่ วัฒน์ ถ้าพี่ไปกับจุนะ รับรอง มันส์แน่ๆ กับปราสาทขอม และ วัฒนธรรมของเขา มีพื้นที่เขียนนิยามตรึมเลยค่ะ


คุณย่า ขอบคุณที่แวะมาค่ะ ทะยอยอ่านได้ค่ะ เพราะจะทิ้งค้างไว้หลายวัน อันเนื่องจากถึงเวลาชีพจนลงเท้าอีกแล้ว


น้องปู เหอ เหอ พี่จำไม่ได้แล้วล่ะ ว่า อาหารมันรสชาติยังงัย จำได้แต่รสชาติเบียร์ลาว


เหอ เหอ เพื่อนๆ ที่แวะมาอ่านนะคะ รบกวนช่วยคอมเมนท์ด้วยนะคะ แอบอ่านแล้วไปฮาในเอ็มน๊า


โดย: กระจ้อน วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:04:04 น.  

 


เช้านี้ดี.แวะมาชมรูปเพลินๆก่อนค่ะ
เดี๋ยวมีเวลาย้อนไปอ่านตอนแรกก่อน
จะได้ต่อเนื่อง
แต่แค่ชมรูปก็เพลินมากๆแล้ว
อยากไปบ้างจัง




โดย: d__d♥ (มัชชาร ) วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:6:57:18 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ

ที่ผมว่าน่ากลัวมากๆ
ก็คือ
สักเดือนที่แล้ว
ผมอ่านข่าวเจอว่า
ยูเนสโกอาจจะขอพิจารณาการเป็นมรดกของลาวอีกครั้ง
เนื่องจากมีนักลงทุนจากไทย
ไปกว้านซื้อที่ดินและบ้านเก่าในหลวงพระบาง
เพื่อทำเป็นรีสอร์ทและโรงแรมเป็นจำนวนมาก....


ข่าวนี้จะจริงไม่จริงไม่รู้

แต่อ่านแล้วก็หวั่นๆใจครับ
การท่องเที่ยวบ้านเราพัง
ก็เพราะวิธีคิดแบบนี้มิใช่หรือ ?









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:6:59:22 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

แวะมาเดินตามน้องจุเยวลาวจ้า
ภาพแหล่มมากๆ ชอบจ้า



โดย: อุ้มสี วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:9:24:16 น.  

 
เพิ่งรู้จริงๆว่าปราสาทแบบขอม มีอยู่ในลาวด้วย บล็อกเรื่องนี้อ่านเพลินมาก รูปก็สวยครับ เป็นธรรมชาติแบบเมืองไทยในต่างจังหวัดเมื่อหลายปีก่อน ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงเร็วนัก เพราะเห็นเล่าว่ายังมีสัตว์เลี้ยงอยู่บนถนน


โดย: yyswim วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:06:13 น.  

 
ตอนนี้ตุ๊ก ตุ๊ก กำลังเป็นใหญ่ในแผ่นดินโคราชค่า ไม่เชื่อมาดูซิ



โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:54:56 น.  

 
หินสลักนางอัปสราสวยจัง


โดย: ดา ดา วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:35:37 น.  

 
สวัสดียามสายครับพี่


ผมก็ชอบบทหัวหอมนะครับ
อ่านแล้วโดนใจมกาๆเลยในตอนนั้น














โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:21:03 น.  

 
ดีจ้าคุณจุ ...

เหมือนไม่ได้ทักทายคุณจุตั้งนานแน่ะค่ะ เป็นเพราะว่าเราเอง
ไม่ได้เข้า บล็อกบ่อยเหมือนก่อนน่ะคะ มาตอนนี้
พอมีโอกาสเข้ามา ก็ได้เข้ามาทักทาย และก็อิ่มกับ
เรื่องราวของคุณจุกับการท่องเที่ยว เลยทำให้อยาก
ไปเที่ยวตามรอยด้วยจังเลยอ่ะค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:22:56 น.  

 
สวัสดีค่ะ อยากสั่งซ์้อหนังสือเล่มนี้มากเลยค่ะ ต้องทำยังไงบ้าโอนเงินอะไรยังไงรบกวนแจ้งกลับได้ไหม
nattarika426@hotmail.com


โดย: EDC GIRL วันที่: 20 พฤษภาคม 2554 เวลา:21:20:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

กระจ้อน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แล้ววันหนึ่ง....

เราจะมาพบกัน



เรื่องจริงที่ยังสงสัย บอกได้ชาตินี้เท่านั้น คลิ๊กที่นี่ค่ะ






อัปสรามนตรา คลิ๊กที่นี่ค่ะ


บล็อกที่แล้ว

"อะไรกันนักหนา"




Friends' blogs
[Add กระจ้อน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.