เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง..ทำให้นึกถึงต้นส้มแสนรัก





--------------------------------------------------------

credit pic : //www.tonyken.com/entertain/news_dtail.php?id=167

++บรรยากาศงานคอนเสิร์ตดงบังชินกิ เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน (15 ก.ย.49) อย่างที่เคยบอกไว้ตอนแรกว่า จะไปดูให้ได้ แต่ก็ตัดใจไม่ไป แต่ก็ตามข่าวงานคอนจากเพื่อน ๆ ในบอร์ดมา
ก็ได้ข้อมูลมาเยอะแยะเลย ทั้งที่ประทับใจก็มี ทั้งที่ไม่สบอารมณ์เลยก็มี แต่จากที่ฟังจากหลายคนเล่า รู้สึกว่า SJ จะสนุกกว่านะเนี่ย..อิอิ

++แต่ยังไงพวกเค้าก็มาเล่นคอนให้ดูกันแล้วนี่เน๊อะ หวังว่าครั้งหน้าหรือปีหน้า เราจะได้ไปดูน้ะ ในแบบที่สมบูรณ์และพร้อมกันทุกคนเลย....
จะมีวีซีดีคอนครั้งนี้ขายมั้ยเนี่ย หึ ชั้นอยากได้....จบเรื่องคอนดงบังเพียงเท่านี้ เพราะเปิ้ลไม่ได้ไปดู...จบข่าว ฮ่า...
------------------------------------------
++เผอิญได้เข้าไปอ่านในกระทู้ห้องอะไรจำไม่ได้แล้วจากเว็บพันทิพ ดอท คอม เค้าเอาเรื่องที่เป็นฟอเวิร์ด เมล์มาลงให้อ่านกัน ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับความรักของสองพี่น้อง
ระหว่างที่อ่านก็น้ำตาซึมทุกช่วงอายุ พออ่านจนจบ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มเลย...ลองอ่านกันดูนะคะ ด้านล่างเลยค่า
-----------------------------------------------------
**เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง**

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...
> > ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
> > แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
> > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
> > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน
> > ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
> > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
> > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
> > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
> > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
> > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
> > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
> > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
> > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า
> > "ผมขโมยเองครับ"
> > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
> > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
> > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
> > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
> > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
> > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
> > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
> > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ
> > ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"
> > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
> > หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
> > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

> > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
> > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้
> > ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
> > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
> > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"
> > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
> > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
> > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
> > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
> > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
> > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
> > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
> > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน
> > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
> > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
> > แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
> > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด
> > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
> > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
> > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
> > "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
> > ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...
> > ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ...

> > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
> >รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ...
> > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
> > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
> > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ"
> > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
> > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
> > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
> > ฉันถามเขาว่า
> > "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
> > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
> > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
> > ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
> > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
> > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
> > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
> > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
> > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
> > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ...

> > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า
> > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
> > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
> > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
> > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
> > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก
> > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
> > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
> > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
> > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
> > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม
> > "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."
> > น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
> > น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

> > หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
> > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
> > ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
> > ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
> > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
> > เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
> > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
> > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...
> > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
> > วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ...
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
> > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
> > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
> > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
> > ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
> > คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
> > "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
> > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
> > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า
> > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
> > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

> > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
> > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน
> > ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
> > "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้"
> > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ...
> > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
> > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
> > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน
> > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
> > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
> > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
> > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ...
> > นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม "ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
> > เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
> > คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ...
> > "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
> > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

> > จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
> > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
> > แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
> > ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
> > หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
--------------------------------------------------------------



++ไม่รู้ทำไม พออ่านเรื่องนี้จบ ทำให้นึกถึงวรรณกรรมเยาวชนเรื่องโปรดสุด ๆ เรื่อง ต้นส้มแสนรัก (My Sweet Orange Tree) ขึ้นมา เขียนโดย โจเซ่ วาสคอนเซลอส มีเด็กชาย
ตัวน้อยแสนซน ช่างซัก ช่างถาม อยากรู้ไปหมด ชื่อ เซเซ่ (โจเซ่) ชีวิตของเซเซ่มีสีสันและเรื่องราวมากมายนับตั้งแต่ที่เขาบอกกับพี่ชายของเขาว่า
“ฉันไม่รู้ว่าจะบอกพี่ดีหรือเปล่า วันนึงฉันจะเล่าเรื่องมหัศจรรย์เรื่องหนึ่งให้พี่รู้”

++ต้นส้มแสนรักไม่ได้เน้นเรื่องเกี่ยวกับพี่ชาย น้องชายมากนัก ออกจะเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ชีวิตการเรียนรู้วัยเด็กจนเติบโตขึ้นของเซเซ่มีความหมาย เป็นปกติทั่วไปที่พี่ชายก็ต้อง
ดูแล คอยสอนน้องชายตัวเอง เซเซ่กับพี่ชายโททอก้าก็เหมือนกัน...

อยากจะคิดว่าต้นส้มเพื่อนใหม่ของเซเซ่เป็นเหมือนกับความคิด ความอ่าน ความในใจลึก ๆ ที่กำลังมีพัฒนาการไปสู่วัยเติบใหญ่ เพียงแต่เซเซ่ยังไม่รู้ตัว เหมือนที่เขาพูดกับพี่ชายว่า
“ลุงเอ็ดมันโดต่างหากที่พูดเรื่องนี้กับฉัน เขาบอกว่า ฉันเป็นเด็ก “แก่แดด” และว่าฉันกำลังจะถึงวัยที่มีเหตุผลในไม่ช้านี้ แต่ฉันไม่รู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างกันเลย”

++การได้อ่านเรื่องดี ๆ ระหว่างพี่น้องข้างต้น ทำไมถึงทำให้นึกถึงเรื่องต้นส้มแสนรักนะหรือ....ก็เพราะทั้งสองเรื่องนี้ ทำให้เราร้องไห้เหมือนกันนะซิ
แม้ว่าเรื่องแรกเราจะซึ้งในความรักที่น้องชายยอมเสียสละทุกอย่างให้พี่สาว จนอดน้ำตาซึมไม่ได้ ต้นส้มแสนรักก็เหมือนกัน อดที่จะร้องไห้โฮ ๆ กับความไร้เดียงสาของเซเซ่
จนทำให้เขาต้องโดนพ่อตี และอีกหลาย ๆ อย่าง แม้ว่าเนื้อหาจะไม่เหมือนกันเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ การเอาคนอ่านอยู่

มีใครบ้างที่อ่านทั้งสองเรื่องนี้แล้ว ไม่ร้องไห้หรือน้ำตาซึม คงแทบจะไม่มี เพราะด้วยเนื้อหาการเล่าเรื่องก็ฉุดดึงเอาอารมณ์ร่วมของคนอ่านออกมาได้อย่างน่าประหลาด
คนอ่านจะมีน้ำตาแห่งความสงสาร เห็นใจ ตื้นตัน ชื่นชม ฯลฯ ออกมาก็คงจะไม่แปลก

อยากบอกว่า เรื่องต้นส้มแสนรักเป็นหนังสือเรื่องแรกที่ทำให้เราร้องไห้น้ำตาซึมด้วยความสงสาร บางครั้งก็ดีน้ะ การร้องไห้น่ะ พอหยุดร้องไห้ อารมณ์เราก็รู้สึกดีขึ้น
ไม่เหมือนการร้องไห้กับเรื่องของตัวเอง แม้ว่าจะหยุดร้องไห้แล้ว อารมณ์บางครั้งยังไม่ดีขึ้นเลย จมดิ่งลงไปอีกก็มี อาจเพราะเป็นตัวเราเอง แต่การร้องไห้เพราะอะไรสักอย่าง
หรือใครบางคน มันเป็นอารมณ์ร่วมแบ่งปันความทุกข์ ความสุข ณ ช่วงเวลานั้น ๆ พอผ่านไปสักพักบางคนก็ลืม บางคนก็ยังจำได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เก็บเอาอารมณ์ต่าง ๆ ของคนอื่น
มาเป็นอารมณ์ของตัวเอง...น้อยมาก เราเป็นคนนึงที่เก็บเอาอารมณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอนั้นไว้ในความทรงจำ
ถ้าความทรงจำเริ่มเลือนลาง ก็มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ คือการรื้อฟื้น กระตุ้นเตือนให้จำได้อีกครั้ง...ด้วยคำพูด ภาพ การอ่าน ...

++เราอ่านต้นส้มแสนรักจบครั้งแรกตอนอยู่ ม.1 ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า อยากได้ต้นส้มของตัวเองมั่ง แต่ตอนนั้นที่บ้านมีแต่ต้นกล้วยกับมะละกอ...แป่ว
พอได้ไปบ้านเพื่อนคนนึง พ่อเค้าชอบเพาะกล้าไม้ เราก็ไปเห็นเข้า อยากได้ต้นส้ม พ่อของเพื่อนเลยให้ต้นส้มต้นเล็ก ๆมา
ตอนนั้นยังไม่รู้อะไร...ก็นึกว่ามันจะต้นโตเหมือนในหนังสือ แบบไม่สูงมาก แต่เราก็ขึ้นไปเล่นบนต้นมันได้
แปลกแต่จริง ผ่านไป 1 ปี ...ต้นใหญ่ขึ้นนิดเดียวจากตอนแรกที่ได้มา เหอะ...อะไรกันนี่ ตอนนั้นยังสงสัยเลยว่า ต้นนิดเดียวไหงออกลูกสีส้ม ๆ แล้ว
เราก็ไม่ได้ถามที่บ้านหรอกนะ เก็บไว้ในใจ จนมีโอกาสไปบ้านเพื่อนคนเดิมอีกครั้ง
"ลุงคะ ต้นส้มที่ลุงให้เปิ้ลไปน่ะ มันใช่ต้นส้มจริง ๆ หรือเปล่า"
"ใช่สิ ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ แล้วกินลูกมันหรือยังล่ะ"
"กินได้ด้วยเหรอ แล้วทำไมมันไม่โตละลุง"
"นั่นมันต้นส้มจีน มันไม่โตไปกว่านั้นแล้วล่ะ เออ ลุงก็นึกว่าหนูรู้ 555 นึกว่ามันจะต้นโต ๆ เหรอเนี่ย"
...............................แป่ว.............................. สรุป อุตส่าห์รดน้ำทุกวัน โตเท่าเนี๊ย....ชั้นจะไม่ได้ขึ้นต้นส้มจริง ๆ เหรอเนี่ย เศร้า......พอขึ้น ม.3 ต้นส้มก็หายไป จำไม่ได้ด้วยสิ
อาจน้อยใจที่เราไม่ได้ดูแลอย่างดีเหมือนตอนก่อนจะรู้ว่า "มันไม่โตไปกว่านี้แล้ว" โอย ฟังคำนี้ของลุงแล้วเศร้าใจ








Create Date : 17 กันยายน 2549
Last Update : 17 กันยายน 2549 13:24:09 น.
Counter : 622 Pageviews.

1 comments
  
ชอบมากๆค่ะ ต้นส้มแสนรัก เป็นหนังสือในดวงใจเลย
โดย: ดวงตากระต่าย วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:17:37:02 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

junmino
Location :
แพร่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Uefa & P'Apple









Apple Junmino
Custom Search

+Apple Junmino+

กันยายน 2549

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
Friends Blog
[Add junmino's blog to your weblog]
MY VIP Friend