บางครั้งการหยุดเดินในยามที่เหนื่อยล้า ก็ยังดีกว่าการทรมานตัวเองด้วยการเดินต่อไป
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
20 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 

ภาพแห่งความทรงจำ



“พี่แพร...หนูขอโทษ”
“หนูขอโทษ”

ฉันพร่ำพูดอยู่ในใจตลอดเวลาทั้งๆที่ไม่อยากจะคิดถึงเรื่องราวทั้งหมด บ่อยครั้งที่น้ำตาของฉันไหลออกมาโดยไม่มีเหตุผล ฉันพยายามฝืนความรู้สึกของฉันมาตลอดเพราะฉันไม่อยากที่จะคิดถึงมันจนกระทั่งวันนั้นมาถึง...

ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงยามบ่าย พื้นปูนเต็มไปด้วยความร้อนระอุ แต่ฉันกลับไม่มีความรู้สึกอะไร สายตาของฉันมองทอดยาวไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงขาสองข้างที่ยังคงก้าวไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ ในมือถือของสิ่งหนึ่งไว้แน่นมันเป็นเพียงสิ่งของชิ้นเล็กๆ แต่ทว่าความรู้สึกของฉันมันเศร้าเหลือเกิน

ฉันละสายตาไปทางอื่นเพื่อที่จะให้ความทุกข์คลายลง แต่มันกับทวีคูณมากขึ้น ลานวัดที่เคยโล่งกว้าง วันนี้แออัดไปด้วยร้านค้ามากมาย ใช่แล้ววันนี้มีงานวัดเป็นวันแรก ฉันเบือนสายตากลับมาที่เดิม ขาทั้งสองข้างของฉันหยุดนิ่ง มีเพียงน้ำใสๆที่ไหลออกมาแทนความรู้สึก มันทำให้ฉันคิดถึงภาพเมื่อปีที่แล้ว

“กริ๊ง........ กริ๊ง........กริ๊ง...........”
“ฮัลโหล!!! พี่แพรเองน่ะ ดาวจะไปงานวัดกับพี่ไหม ”
“ไปซิ.......ไป” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ
“นั่นรอพี่อยู่ที่บ้าน พี่ช่วยแม่เตรียมของขึ้นรถเสร็จ ประมาณทุ่มครึ่งพี่เข้าไปรับ”

ฉันกับพี่แพรเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกันห่างกัน 3 ปี เราสนิทกันมาตั่งแต่เด็ก เนื่องจากแถวบ้านไม่ค่อยมีเด็กผู้หญิงทำให้ฉันผูกพันและรักเขาเหมือนกับพี่สาวแท้ๆคนหนึ่ง ทุกปีที่มีงานวัดเราจะไปเที่ยวด้วยกันตลอด ไม่มีปีไหนที่พี่แพรจะไม่ชวนฉันและฉันก็ไม่เคยปฏิเสธสักครั้ง

“ดาว........ดาว.......เสร็จรึยัง” พี่แพรตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงที่ฉันคุ้นเคยดี
“ดาวมันเข้าห้องน้ำ แล้วแม่ไปขายของที่งานวัดรึเปล่า” ยายเอ่ยถามขณะที่เดินออกมาไล่หมา
“ขายจ๊ะ เขาไปกันตั้งแต่บ่ายแล้ว เดี๋ยวแพรจะช่วยขายตอนกลางคืน” พี่แพรพูดมือพลางหยิบถุงพลาสติกที่แขวนมากับแฮนด์มอเตอร์ไซด์ ในนั้นมีหอยทอดกับขนมเบื้องอย่างละหนึ่งกล่อง
“ขอบใจนะแพร ขับรถดีๆละ” ยายยื่นมือรับของจากพี่แพรในขณะที่ฉันขึ้นไปนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์แล้ว
“ไปกันเลย” ฉันพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น

สองข้างทางมีเพียงบ้านเรือนที่เรียงรายกันอยู่ริมคลอง อีกหลายสิบโค้งกว่าจะถึงวัด ฉันยื่นใบหน้าออกมาโต้กับลม สองมือกางขึ้นโต้เล่นกับลมอย่างสนุกสนาน เส้นผมที่เปียกชุ่มของพี่สะบัดไปมาราวกับเต้นระบำ กลิ่นหอมของแชมพูทำเอาฉันเคริบเคริ้มไปนาน

“ดาวเดี๋ยวก็หล่นไปหรอก เอามือจับไว้บ้างโค้งมันเยอะ” พี่ฉันบอกด้วยความเป็นห่วง
“ไม่หล่นหรอก”
“อุ๊ย!!! ระวัง!!! งู พี่แพรหรือว่าเราจะเจอเนื้อคู่ ” ฉันพูดเล่นทั้งๆที่กลัว
“ดีนะที่พี่ไม่ทับมัน ไม่งันมันฉกขาแน่ๆ”พี่แพรพูดพลางยกไหล่ขึ้น
“ดาวรู้ใช่ไหมว่าพี่จะไปทางไหน”
“รู้..... และรู้ด้วยว่าต้องหลับตา อย่าหันหลัง ห้ามทักอะไรทั้งนั้น(ถ้ากลัว)”

ตอนนี้สองข้างทางแทบจะไม่มีบ้านเรือน มีเพียงต้นหญ้าสูงๆที่ขึ้นขนาบสองข้างทาง มันเป็นทางลัดที่จะทะลุออกไปวัด เส้นทางนี้เป็นที่รู้จักกันดีแถวละแวกนั้น เพราะด้วยต้นยางที่สูงใหญ่มีอายุนับร้อยปี ที่เป็นที่กล่าวขานว่า “ผีดุ” ความหนาวเย็นก่อตัวขึ้น สันหลังที่เสียววาบของฉันสัมผัสได้ถึงความน่ากลัว ฉันหลับตาปี๋ไม่กล้าแม้แต่จะแย้มตาข้างใดข้างหนึ่งมอง ลืมตาอีกทีก็ถึงงานวัดแล้ว

เสียงอึกทึกกึกก้องไปทั่วลานวัด ทุกซองทุกมุมถูกประดับประดาไปด้วยดวงไฟหลากสีสัน แสงสว่างจากดวงไฟส่องประกายเจิดจ้า ผู้คนต่างจูงมือลูกหลานทยอยเข้าชมงาน บรรยายกาศเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความสุขและสนุกสนาน

“ดาวอย่าเพิ่งหยุดดูอะไรไปช่วยแม่พี่ขายของก่อนเร็ว จะได้รีบมาเดินเล่น”
“ไปสิ เดี๋ยวหนูช่วย” ฉันตอบด้วยท่าทางทะเล้น
“ช่วยงานนะ ไม่ได้ให้ช่วยยุ่ง”
“......โอเค......”

ร้านค้าของแม่พี่แพรเป็นร้านขายหอยทอดและขนมเบื้องที่เก่าแก่ รสชาติดี ส่วนใหญ่คนที่มาซื้อเราจะรู้จักกันดี ฉันกับพี่แพรรับช่วงต่อในการขายขนมเบื้อง มันเป็นขนมเบื้องทรงเครื่องไม่ใช่ขนมเบื้องชิ้นละบาท
หน้าที่ประจำของฉันคือ ตอกไข่ใส่ถ้วยผสมกับแป้งแล้วตีให้เข้ากัน

“ขนมเบื้องกล่องหนึ่ง” เสียงลูกค้าคนหนึ่งพูด
“ดาวเสร็จแล้วส่งมาให้พี่เลย”

พี่แพรเป็นคนที่ทำขนมเบื้องเก่งและเร็ว เวลาเทไข่ที่ผสมกับแป้งลงในกระทะ มือของพี่แพรจะยกกระทะเอียงไปมาร่อนไข่ให้เป็นแผ่น อีกมือหนึ่งจะหยิบถั่วงอก ไส้เค็มสีส้ม ถั่ว และก็ผักชี วางตรงกลางเป็นชั้นๆ ใช้ตลิ่วที่ชุ่มน้ำมันแซะแผ่นไข่ปะกบเข้าหากันแล้วกลับด้านใส่กล่องอย่างชำนาญ

“โอ้โห.....หอมเหลืองน่ากินจัง”
“มาเดี๋ยวพี่ทำให้ ของดาวไม่ใส่ถั่วงอกใช่ไหม”
“เดี๋ยวเรากินอิ่มแล้วไปเดินเที่ยวงานกัน ร้านคนไม่เยอะแล้ว”

ช่างเป็นพี่ที่เข้าใจฉันจริงๆ ฉันใช้ช้อนตักกินอย่างเอร็ดอร่อยและเร่งรีบ โดยนึกอยู่ในใจว่าจะเริ่มเดินตรงไหนก่อนดี “อิ่มจัง”ฉันพูดหลังจากกินหมดจาน

“ดาวไปไหว้พระปิดทองกับพี่ก่อนนะ พี่อยากไหว้พระ”
“ไปสิเราไม่ได้ปิดทองกันมาหลายปีแล้ว ดีเหมือนกันจะได้ขอพร”

ฉันกับพี่แพรเดินไปหยิบดอกไม้ธูปเทียนกันคนละหนึ่งชุด แล้วก็เอาเงินใส่ตู้รับบริจาค วันนี้คนเยอะมากเพราะเป็นคืนสุดท้าย เบียดเสียดอยู่นานกว่าจะเข้าไปถึงในโบสถ์ ฉันกับพี่นั่งพับเพียบลงกับพื้น ยกมือพนมขึ้น เราภาวนาขอพรจากสิ่งศักด์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้า........................

“ดาวอธิฐานขอพรอะไรจากพระเหรอ บอกพี่มาซิ” พี่แพรพูดขณะที่ฉันก้มกราบ
“รู้สึกสบายใจจังเลย ไปเดินตรงไหนดีนะ” ฉันตอบและเปลี่ยนประเด็นทันที
“ดาวอยากไปเดินตรงไหนก่อนล่ะ” พี่แพรพูด
“หนูอยากไประบายสีปูนพลาสเตอร์”
“ไปสิอยู่ทางโน่น”
“มีแต่เด็กๆทั้งนั้นเลย ตอนนี้อายุ19 พี่ก็ 21แล้ว แต่ว่ายังอยากระบายสีอยู่เลยพี่แพรก็เหมือนกันใช่ไหมล่ะ เพราะเราทำแบบนี้กันมาทุกปี มันติดเป็นนิสัยแล้ว” ฉันกระซิบที่ข้างหูของพี่
“เอาเหอะ ไปเลือกว่าจะระบายตัวไหนดีกว่า ยืนอยู่อย่างนี้มันเด่นกว่านั่งระบายอีกนะ เร็วมาเลือกว่าจะเอาตัวไหนไประบาย แล้วก็ไปนั่งเดี๋ยวพี่หยิบสีไปให้” พี่แพรอธิบาย
“เยอะไปหมดเลย เลือกไม่ถูกว่าจะเอาตัวไหน ตัวนี้ก็สวย อันโน้นก็น่ารัก ว๊าว! ตัวนี้กำลังมาแรงเลยพี่แพร”มือของฉันชี้ไปมาให้พี่แพรเลือก
“เอาไปซักตัวหนึ่งก่อนแล้วกัน พี่ได้แล้วนะ”
“ลูกหมา!!! พี่ระบายลูกหมาอีกแล้วเหรอ ที่บ้านพี่มาเป็นครอกแล้วมั่งนี่”
“ก็พี่ชอบ” ใบหน้าของพี่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“หนูก็ได้แล้ว ชินจัง น่ารักด้วย ไปนั่งระบายสีกันเถอะ”

ฉันถือตุ๊กตาคนละหนึ่งตัวกับพี่เดินไปนั่งตรงโต๊ะที่เขาจัดไว้ให้ แสงสว่างจากดวงไฟสีส้มที่ห้อยโยงไปมาตรงหัวฉันทำให้ใบหน้าของฉันกับพี่ดูผ่องและน่ามองกว่าอยู่ใต้แสงไฟนิออน ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเรายังระบายไม่ถึงไหนกันเลย

“สวยจังเลย” เสียงเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งดังมากจากข้างๆฉัน
“โถ่! นึกว่าชมของเรา ที่แท้ก็ชมเพื่อนตัวเอง แต่เด็กคนนั้นระบายสวยดีนะพี่แพร”ฉันบอก
“ใช่สวยดี ดูขอพี่สิเทียบไม่ติดเลย ไปเคลือบกันดีกว่าจะได้ดูสวยขึ้นมาอีกหน่อย เดี๋ยวพี่ออกค่าเคลือบให้ ดูสิว่ากี่ทุ่มแล้ว”
“เร็วจังจะ 3 ทุ่มแล้ว พี่แพรจะไปดูลิเกใช่ไหม”
“ใช่ แต่ว่าคนที่พี่จะดูมันออกตอนกลางเรื่อง” พี่แพรชะเง้อมองไปที่โรงลิเก
“นั้นเดินเล่นก่อนแล้วกันกว่าลิเกตัวโปรดของพี่จะมาคงอีกนาน”
“ไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันไหม คั้นเวลา” พี่แพรเอ่ยปากชวนฉัน ฉันถอนหายใจก่อนพูดว่า
“แต่...แต่ว่าหนูกลัวนะพี่แพร”
“กลัวอะไรโตป่านนี้แล้ว พี่ก็อยู่ด้วย ลองนั่งดูทำหยั่งกะไม่เคย”พี่คะยั้นคะยอ
“ไปก็ไปแต่ว่าไม่นานนะ”ฉันนึกปลอบตัวเองในใจว่ามันไม่น่ากลัวหรอก

ความสูงเริ่มทวีคูณมากขึ้น มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับลอยตัวอยู่บนอากาศ ฉันแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพื่อลดอาการประหม่าลง ดวงดาวนับสิบดวงส่องแสงระยับระยับ ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น

“ดาวดูข้างล่างสิวิวสวยจัง”
“ใช่...”ฉันตอบทั้งที่ยังไม่ก้มมองดู
“มองดูก่อนแล้วคอยตอบ”พี่แพรติในขณะที่ฉันเพิ่งจะก้มลงมอง
“โอ้โห.......สวยจริงๆด้วย เห็นทั่วทั้งงานเลย”ตอนนี้ภาพที่อยู่ข้างหน้ามันทำให้ฉันลืมความกลัวไปซะสนิท ฉันเริ่มที่อยากจะนั่งอีกหลายๆรอบ แต่ว่า.......
“หมดรอบแล้วครับ”เสียงชายคนหนึ่งบอก
“ยังกลัวอยู่รึเปล่า”พี่แพรถาม
“กลัว...กลัวว่าจะไม่ได้ขึ้นอีก”ฉันตอบอย่างทะเล้นขณะที่ฉันก้าวเท้าลงจากชิงช้าสวรรค์
“ติดใจล่ะซิ เดี๋ยวไว้พี่พามานั่งใหม่”
“จริงๆนะ”ฉันสบตาพี่ขณะพูด
“พี่ก็ต้องชวนดาวมาทุกครั้งอยู่แล้ว ปีหน้าก็ยังมีอีก”พี่ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เสียงรัวระนาถจากโรงลิเกดังขึ้นอย่างสนุกสนาน จังหวะนี้ฉันรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ลิเกตัวโปรดของพี่แพรจะออกแล้ว ฉันกับพี่รีบเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปยังเสียง

ผู้คนมากมายนั่งเรียงรายกันอยู่หน้าโรงลิเก บ้างก็เป็นคนแก่นั่งตำหมากยิ้มฟันแดงที่มากับหลานตัวเล็กๆ หรือแม้แต่วัยรุ่นอย่างฉันที่ชอบดู ด้านข้างและด้านหลังสุดหน้าโรงลิเกเต็มไปด้วยสายตาหลายคู่ที่หยุดยืนชม

“ดาวมองเห็นหรือยัง มายืนข้างหน้าพี่สิจะได้มองเห็น” พี่แพรถามและดึงมือฉันมาข้างหน้า
“มาแล้ว! ออกมาแล้ว!”ฉันบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เฮ.....เสียงปรบมือดังขึ้น”
“พี่แพรนั่นไง มะค่วยของพี่ออกมาแล้ว”

มะค่วยเป็นดาวตลกประจำคณะลิเกที่คอยสร้างสีสัน และเรียกเสียงหัวเราะ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาสร้างความประทับใจให้กับคนดู ฉันกับพี่แพรก็เป็นหนึ่งในนั้นและไม่เคยพลาดถ้ามีการแสดงของลิเกคณะนี้

“อ้าวพี่แพรขำไม่หยุดเลย”ฉันอดแซ่วไม่ได้ เมื่อหันไปเห็นใบหน้าตอนนั้นของพี่ที่เต็มไปด้วยความสุข ริมฝีปากของพี่ยิ้มสลับกับเสียงหัวเราะเป็นช่วงๆ
“ก็มันตลกนี่ ใครจะกลั้นได้ ดูคนอื่นเขายังหัวเราะดังกว่าพี่อีก”พี่แพรพูดขณะที่เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้น
“เดี๋ยวอีกสักพักก็กลับแล้วนะ ดึกมากอันตราย อีกอย่างยายก็คงจะนั่งรอดาว จนกว่าดาวจะกลับ เดี๋ยวยายแกจะเป็นห่วง ดาวจะไปเดินตรงไหนต่อรึเปล่า”พี่แพรถาม
“ไม่หรอก ดูลิเกไปเรื่อยๆก่อนดีกว่ากำลังสนุก”

ฉันกับพี่แพรนั่งดูลิเกกันจนแทบจะลืมคุยกันก็ว่าได้ มีเพียงเสียงหัวเราะเท่านั้นที่ทำให้เราทั้งสองคนรู้ว่ายังไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหายไปไหน แต่ฉันก็สะดุดกับเสียงเสียงหนึ่งที่ตะโกนเรียกอย่างดัง

“ดาว...ดาว นึกว่าไม่มาแล้ววันนี้ เป็นไงบ้างไม่เจอกันตั้งนาน เดี๋ยวไปดูหนังที่ฉายตรงลานจอดรถกันมีเพื่อนๆรออยู่ตั้งหลายคน” นุ้ยเพื่อนเก่าสมัยเรียนม.ปลายเอ่ยปากชวนฉัน
“แต่...แต่ เราต้องกลับบ้านพร้อมพี่นะ อีกอย่างยายก็นั่งรอฉันอยู่ที่บ้าน ถ้ากลับดึกกลัวว่ายายจะเป็นห่วง” ฉันพูดพร้อมกับมองหน้าพี่แพร

ตอนนั้นฉันรู้สึกอยากอยู่กับเพื่อน อยากสนุกมากกว่า เพราะไม่ได้เจอกันตั้งนาน ซึ่งพี่แพรเองก็คงรู้ความต้องการของฉัน แต่พี่แพรยังไม่ทันจะพูดอะไร เสียงของฉันก็ดังขึ้น

“พี่แพรกลับบ้านไปบอกยายให้ดาวหน่อย ว่าดาวยังไม่กลับดาวจะอยู่ต่อกับเพื่อนๆ บอกเสร็จแล้วพี่แพรก็มาหาดาวตรงที่ฉายหนังนะ ไม่งั้นยายคงไม่ยอม” ฉันเอ่ยปากสั่งพี่แพร
“ได้...เดี๋ยวพี่กลับไปบอกยายดาวให้ ว่าไม่ต้องเป็นห่วงมีพี่อยู่ด้วย” พี่แพรพูด
“ค่ะ...พี่ไปคนเดียวนะ ดาวจะอยู่กับเพื่อน แล้วมาหาดาวตรงที่ฉายหนังหน้าลานจอดรถนะ” ฉันพูดพร้อมกับเดินหันหลังไปกับเพื่อนๆ
“อืม...เดี๋ยวพี่มา” สิ้นเสียงพี่แพรก็เดินหายไปท่ามกลางผู้คนที่ขวักไขว่

ฉันกับเพื่อนๆเดินเล่นเที่ยวชมงานกันอย่างสนุกสนาน ต่างซื้อขนม น้ำอัดลม ปลาหมึกปิ้ง เพื่อตร้อมที่จะไปดูหนัง และฉันก็ไม่ลืมที่จะซื้อข้าวโพดคั่วรสหวานไว้ให้พี่แพร เพราะพี่แพรชอบกินมันคงจะช่วยให้พี่แพรหายเหนื่อยจากการขับรถ ไม่นานหนังก็เริ่มฉาย มันเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่แพ้กับลิเก ส่วนฉันก็ยังคงหนังดูหนังบาง หันซ้ายแลขวาบาง เพราะกลัวพี่แพรจะหาไม่เจอ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อหันไปเห็นคนคนหนึ่ง และฉันก็เดินตรงไปยังคนคนนั้น

“แม่...แม่ มาทำอะไรไหนบอกว่าไม่สบายไง แล้วรู้ได้ไงว่าหนูอยู่ตรงนี้” ฉันถามด้วยความสงสัย
“พี่แพรบอก” แม่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ
“แม่มากับพี่แพรเหรอ แล้วพี่แพรอยู่ไหน” ฉันถามพร้อมกวาดสายตาไปรอบๆ
“พี่แพร....พี่แพร เค้า....”

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นผ่านมาหนึ่งปีฉันยังจำได้ดี ใบหน้าที่มีเต็มไปด้วยรอยยิ้มของพี่ ความรักความห่วงใยที่พี่มอบให้ มันทำให้ฉันมีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้พี่ แต่ทว่า......................

ตอนนี้และเวลานี้ ฉันไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก ใบหน้าของฉันเต็มไปด้วยน้ำตาที่อาบนองสองแก้มฉันค่อยๆใช้มือเช็ดคราบน้ำตาจนหมดเหลือไว้เพียงแต่ดวงตาที่แดงกล้ำ ฉันตั้งสติอยู่นานก่อนที่จะก้มมองดูของในมือที่ถือไว้แน่นมันคือ ดอกไม้จันทน์

“พี่แพร...หนูขอโทษ”
“หนูขอโทษ”

ฉันคิดอยู่เสมอตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาว่าฉันเป็นคนทำให้พี่แพรต้องตาย ถ้าวันนั้นฉันกลับบ้านพร้อมพี่แพรตั้งแต่ตอนแรกคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ พี่แพรประสบอุบัติเหตุขณะขับรถกลับมาหาฉันที่งานวัด ฉันใช้พี่แพรให้ไปบอกยายเพียงเพราะต้องการสนุกกับเพื่อนๆ ที่สำคัญพี่แพรทำเพื่อฉัน พี่แพรไปบอกยายแล้วจะมาอยู่กับฉัน เพื่อคอยรับฉันกลับบ้าน พี่แพรเป็นห่วงฉัน แต่ฉันทำให้พี่แพรต้องตาย

“ดาว! ดาว! ขึ้นไปไหว้ศพพี่แพรกันจะถึงเวลาเผาแล้ว”
“.............” ไม่มีคำตอบที่ออกจากปากฉัน

นอกจากขาทั้งสองข้างของฉันที่ก้าวขึ้นไปบนเมรุอย่างช้าๆ บัดนี้ฉันได้ยืนอยู่หน้ารูปและก็ร่างของพี่แพร ฉันไม่อาจที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ มันคือความจริงที่ฉันต้องยอมรับว่าพี่แพรตายแล้ว พี่จากไปแล้ว ทั้งๆที่พี่เคยสัญญาว่าจะอยู่ข้างๆฉันจะมาเที่ยวงานวัดกับฉันทุกปีและวันนี้ก็เป็นวันแรก แต่ฉันกลับต้องมาเผาพี่ พี่ซึ่งเป็นคนเดียวที่ฉันรัก ถึงเวลานี้ดอกไม้จันทน์คงเป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะใช้บอกผ่านไปถึงพี่

“พี่แพร...หนูขอโทษ หนูรักพี่นะ”

ครั้งนั้นที่แพรเคยถามฉันว่าอธิฐานว่าอะไร แต่ฉันไม่ได้ตอบออกไปเพราะว่าอายที่จะพูด ความจริงแล้วฉันอธิษฐานว่า ขอให้มีพี่สาวที่รักฉันและมันก็เป็นจริง ฉันได้พี่มาเป็นพี่สาวของฉัน แต่ตอนนี้ฉันขออธิษฐานกับพี่บ้างว่า “ถ้าชาติหน้ามีจริงฉันขอเกิดเป็นน้องพี่อีกครั้ง”

สิ้นเสียงกริ่ง ร่างของพี่ถูกดันเข้าเตาเผา ฉันแหงนหน้ามองดูเขม่าควันที่ลอยออกจากปล่องเหมือนเป็นการส่งพี่ครั้งสุดท้าย ตอนนี้รอบข้างฉันไม่มีพี่อยู่ข้างๆอีกแล้ว นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเห็นพี่ แต่พี่จะเป็นความทรงจำที่ดีของฉันตลอดไป............


-----------------------------------------------------------




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2550
1 comments
Last Update : 24 มิถุนายน 2550 19:39:26 น.
Counter : 296 Pageviews.

 

ก็แต่งดีนะอ่านเพลินดี แล้วจะเข้ามาอ่านใหม่นะคับ

 

โดย: VENOM IP: 58.9.159.87 31 กรกฎาคม 2550 21:49:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


junaka
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google





ความรัก
เคยไมที่คุณรู้สึกรักใครสักคนหนึ่งมากๆ แต่เขากลับไม่เห็นความสำคัญของเราเลย... แล้วทำไมเราถึงไม่เลิกรักเขา ไม่เข้าใจจริง

Friends' blogs
[Add junaka's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.