แผนรักจัดฉากหัวใจ บทที่สาม เริ่มแผน
บทที่สาม
เริ่มแผน


ในเวลาที่จิตตกานต์กำลังเพลิดเพลินเจริญใจกับการชอปปิง จนเมื่อกลับมาถึงบ้านพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังที่ทั้งหอบทั้งหิ้วมาแทบไม่หวาดไม่ไหว ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านน้อยคอยรัก ก็พบผู้เป็นพ่อที่นั่งรอหน้าดุ พร้อมกับผู้เป็นแม่ที่คอยนั่งคุมเชิงไม่ให้สามีฉุนขาดจนความดันขึ้น และพี่ชายที่นั่งรอหน้าเจี๋ยมเจี๋ยมอยู่ข้างๆ คุณแม่ หนูจิตก็รู้ด้วยสัญชาติญาณแล้วว่าต้องมีเรื่องแน่ๆ แล้วเรื่องนั้นต้องเกี่ยวกับหล่อนด้วย เมื่อพบสายตาจับจ้องจากทุกคน หนูจิตก็รีบทำใจดีสู้เสือ ตีหน้าซื่อ ตาใส ถามไปว่า

“ทุกคนค้า อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเลย กินข้าวรึยังค่ะ อย่าบอกนะว่า รอทานพร้อมหนูจิต พอดีหนูจิตสอบเสร็จแล้ว เลยไปคุยเรื่องเรียนต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็รีบกลับบ้าน เหนื้อย เหนื่อย หิ้ว หิวค่ะ ขอตัวไปอาบน้ำแล้วรีบมากินข้าวนะค่ะ”

หนูจิตรีบอธิบายยืดยาวอย่างมีพิรุธ แต่มือรีบซ่อนข้าวของจำนวนมากยังกะมันจะซ่อนได้หมดยังงั้นแหละผู้เป็นพ่อที่เมื่อเห็นลูกสาวพูดมายืดยาว และเห็นชัดๆว่าไปชอปปิงมา ก็ยิ่งโมโหที่หนูจิตฝ่าฝืนคำสั่งการใช้จ่ายที่วางกฎเหล็กไว้ แล้วยังจะโกหก เถ ไปดื้อๆ อีก จึงบอกด้วยน้ำเสียงที่โมโหจัดว่า

“พ่อได้พูดกับหนูจิตแล้วเรื่องการใช้จ่าย แล้วลูกก็ได้คำสัญญาอย่างเป็นมั่นเหมาะกับพ่อแล้วว่าจะไม่ทำอีก แต่ก็ลูกก็ยังทำ แถมยังมาโกหกพ่ออีกว่าไปคุยกับอาจารย์เรื่องเรียนต่อ ทั้งที่หลักฐานก็เห็นอยู่ว่าลูกไปชอปปิงไร้สาระมาอีกแล้ว ลูกโตแล้วต้องรู้จักรักษาคำพูด และควรรู้ว่าเงินแต่ละบาทนั้นหายากแค่ไหน แต่ลูกจะรู้ดีขึ้นเมื่อต้องทำงานหาเงินใช้เอง ตอนนี้พ่อกำลังคิดว่าเรื่องที่ลูกเคยขอพ่อเรื่องเรียนต่อนั้นควรจะเป็นตามกำหนดเดิมหรือว่าควรยกเลิกดี”


“คุณพ่อค่ะ หนูจิตขอโทษ ครั้งนี้หนูจิตทำผิดจริงๆ ยอมรับทุกอย่าง แต่เรื่องที่หนูจิตอยากเรียนต่อ คุณพ่ออนุญาตแล้ว และอาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกลูกแล้วว่าลูกสามารถขอทุนได้ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างเรียน หนูจิตต้องพึ่งคุณพ่อคุณแม่ แล้วถ้าคุณพ่อไม่ช่วยหนูจิตแล้วหนูจิตจะทำยังไง หนูจิตอยากเรียนต่อจริงๆ นี่นา ”

หนูจิตพูดด้วยเสียงกลั้นสะอื้น น้ำตาคลอเบ้า หยาดน้ำตาจะล่วงแหล่มิล่วงเเหล่ ส่วนคุณสมจิตแม่ของหนูจิตเมื่อเห็นลูกสาวสะอึกสะอื้น ก็ชักจะใจอ่อนสงสารลูก หันมาพูดกับสามีคู่ทุกข์คู่ยาก

“พ่อ แม่ว่าเราค่อยพูดกัน เรื่องเรียนของลูกมันคนละเรื่องกับเรื่องเรียนของลูกนะ”

“แม่ เรื่องนี้เราคุยกันแล้ว พ่อขอจัดการเองนะ”

“เอาอย่างนี้พ่อขอดูพฤติกรรมของลูกอีกสองเดือนว่า ลด ละเลิก การชอปปิงได้จริงไหม และต้องนี้ส่งกระเป๋าตังค์มาให้พ่อ พ่อขอยึดบัตรเครดิตทุกบัตรที่หนูจิตมีทุกใบ ส่วนที่ซื้อวันนี้พ่อจะจ่ายให้เป็นครั้งสุดท้าย ลูกต้องผ่อนคืนพ่อทีหลัง และเรื่องเรียนเราค่อยว่ากันอีกที”

ปิดศาล เว ฮู้ ฮู

หนูจิตเดินคอตกกลับเข้าห้องนอน ด้วยความห่อเหี่ยว แล้วมองดูกองข้าวของที่หอบหิ้วซื้อมาอย่างหนักใจว่าจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้บัตรที่ชอปมาวันนี้เนี่ย แล้วสองเดือนนี้เราจะทำไงดีละเนี่ย จ๋อยไปเลยเรา

ฝ่ายพี่ชายนายจิตตพิสุทธิ์ก็เป็นห่วงน้องสาว จึงได้แชทพูดคุยกับยายทองสุข เพื่อรายงานเรื่องราวต่างๆ และปรึกษาปัญหาการชอปอะโลลิก และเล่าให้ฟังว่า เมื่อหนูจิตเรียนจบคุณพ่อที่เคารพจะตัดความช่วยเหลือด้านการจ่ายค่าบัตรเครดิตที่ยายหนูจิตรูดปื้ด รูดปื้ด จนยอดพุ่งขึ้นเกือบทุกเดือน จนทำให้พ่อคือคุณไพศาสอารมณ์ขึ้นในที่สุด ถึงขนาดต้องยืนคำขาดว่าถ้าหนูจิตยังหาเงินเองไม่ได้ห้ามใช้บัตรเครดิตอีกต่อไป หรือถ้าขืนยังใช้อีกยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดหนูจิตต้องรับผิดชอบชดใช้เอง ซึ่งผู้เป็นพี่ก็ได้แต่เป็นห่วงในพฤติกรรมจมไม่ลงของน้องสาว และปรึกษาคุณยายจ๋าว่าควรทำอย่างไรดี เพราะคราวนี่คุณพ่อเอาจริง เพราะต้องการดัดหลังลูกสาวตัวดี ให้เลิกใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย


จะว่าไปคุณไพศาสนั้น เคยลำบากยากจนมาก่อน เป็นเด็กกำพร้า ต้องเป็นเด็กวัดอาศัยกับหลวงลุงแล้วพยายามทำงานหาเงินเพื่อเรียนต่อ และสอบเป็นข้าราชการและไต่เต้าทำงานอย่างซื่อสัตย์เรื่อยมา

จนกระทั่งได้แต่งงานกับคุณสมจิตรที่แอบหลงรักตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย แต่ด้วยความยากจนจึงเจียมตัว ซึ่งกว่าว่าจะมีวันนี้ท่านต้องหาเวลาว่างจากการทำงานทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างเนื้อสร้างผลิตปุ๋ยชีวภาพออกขาย และเหมือนกับพรหมลิขิตบวกกับความบังเอิญก็ว่าได้ ทำให้ท่านไปขายปุ๋ยที่ไร่ ทิวเขาลำเนารักของยายทั้งสอง แล้วก็ได้พบกับคุณสมจิตรอีกครั้ง ต้นรักที่เคยแห้งตาย
สมัยเรียน

จึงได้เบ่งบานขึ้นมาอีกครั้ง และกิจการขายปุ๋ยคุณสมจิตรผู้เป็นภรรยาก็เป็นผู้บริหารหลักในทุกวันนี้ แทนสามี ส่วนพี่ชายนายจิตพิสุทธิ์ก็ถูกวางตัวให้เข้าไปรับช่วงต่อในเวลาต่อไป แต่ต้องรอให้นายโจเคลียร์งานบริษัทเกมให้หมดพันธะก่อน


เมื่อนึกถึงชีวิตที่เคยยากจนที่เคยผ่านมา ท่านจึงไม่อยากให้ลูกสาวเป็นคนฟุ้มเฟ้อ ไม่รู้ค่าของเงิน เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องพบความลำบากอย่างที่ท่านเคยเจอในวัยเด็ก

คุณยายด็อดคอมเมื่อได้อ่านเรื่องราวของหลานสาว ก็เป็นห่วงหลานสาวที่ไฝ่ฝันอยากเรียนต่อปริญญาโท ถ้ารูปการอย่างนี้หนูจิตคงต้องหางานทำเพี่อใช้หนี้บัตรที่ก่อขึ้น ดังนั้น คุณยายจ๋าจึงได้คิดแผนการโดยการปรึกษากับโจว่า เรื่องหนี้สินบัตรเครดิตของหนูจิต คุณยายจะใช้หนี้ให้ทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อหนูจิตเรียนจบแล้ว ต้องมีทำงานที่ไร่ของคุณยายและในการนี้จะเป็นโอกาสอันดีให้คุณยายได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้เสียที


แล้วคุณยายได้ตกลงกับคุณไพศาลและคุณสมจิตรลูกสาวแล้วทั้งคู่เห็นด้วย ด้วยคิดว่าถ้าให้หนูจิตได้ใช้ชีวิตที่บ้านไร่ ได้ทำงานแลกกับค่าจ้างเหมือนคนงานทั่วไปจะทำให้หนูจิตรู้คุณค่าของเงิน และทั้งสองก็ไม่ขัดข้องที่คุณยายได้วางตัวให้หนูจิตเป็นผู้สืบทอดงานบ้านไร่ต่อจากคุณยายที่อ้างว่าหมู่นี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ถ้ามีหนูจิตมาอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลทั้งท่านก็สบายใจ เมื่อแผนที่วางไว้สำเร็จไปขั้นหนึ่ง คุณยายก็คิดว่าถึงคราวต้องดำเนินแผนการกับหลานอีกฝากของโลกเช่นเดียวกัน อีกไม่นานหรอกนะ แต่แล้วโชคก็เข้าข้างคุณยายด้วยสิ ใช่โชคดีเป็นของคุณยายแต่โชคร้ายกลับตกเป็นของ...ตรีภพที่นานๆจะได้รับการกล่าวถึงเสียที


อยู่ระหว่างการเรียนในระดับปริญญาโทที่มหาลัยชิคาโกในสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร พ่อเจ้าพระคุณนั้นได้หมายมั่นปั้นมือว่า จะคว้าทุนเรียนต่อปริญญาเอกให้จงได้ เพื่อจะเป็นดอกเตอร์ก่อนอายุ 25 ปีให้จงได้

แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยดอกกลีบกุหลาบและดอกดาวเรืองอย่างที่คิด เพราะแม้ว่าในเวลาขณะที่เรียนเขาจะเป็นคนที่ทำคะแนนได้ลำดับต้นของชั้นเรียน แต่ก็มีคู่แข่งผู้มีชื่อว่า อรรณพ คู่แข่งที่คู่คี่สูสีเบียดสีข้างกันมาตลอดตั้งแต่เรียนปริญญาตรี ทั้งสองแข่งขันขับเคี่ยวกันมาทุกเรื่องทั้งเรื่องเรียน และเรื่องจีบสาว ก็ทั้งคู่ดันไปหมายตามาดอนน่าสาวงามดาวในหมู่นักเรียนไทยที่มีชื่อว่า สุภาวดี แล้วคู่แข่งทั้งสองก็ลงสู้ศึกประลองชิงหัวใจของสาวเจ้า แต่คนที่ลักกี้อินเลิฟตกเป็นของ ตรีภพ ที่สาวเจ้ามีใจให้ ยังความแค้นแก่อรรณพที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่ตรีภพที่ถือว่าเป็นคู่แค้นคนสำคัญ แพ้ใครไม่แพ้ดันแพ้แก่ตรีภพ ทำให้หนทางใดที่จะสามารถเอาชนะตรีภพได้อรรณพผู้นี่จะพยายามทำให้มันเกิดขึ้น


และโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อทั้งคู่ต้องแย่งชิงทุนเพื่อเป็นตั๋วสู่การเรียนดอกเตอร์และตำแหน่งโปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโกนี้ต่อไป แต่ในศึกครั้งนี้ตรีภพกลับไม่ได้ลักกี้อินเกมส์อีกต่อไป เนื่องจากในการตัดสินจากผลงานทางวิชาการที่ทั้งคู่ได้เสนอไป พบว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งของตรีภพได้ถูกร้องเรียนว่าคัดลอกงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งในวงการวิชาการถือว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ไม่สามารถยอมรับได้ ในการคัดลอกงานของผู้อื่นโดยไม่มีการอ้างอิงต้นตำรับ มีผลต่อการพิจารณาให้ทุนอีกด้วย ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นอรรณพเจ้าเก่านั้นเอง ที่หยิบยกเรื่องนี้มาโจมตีคู่แข่ง

ซึ่งแม้ตรีภพจะพยายามอุทธรณ์ว่างานวิจัยของเขานั้น แนวคิดทฤษฎีในการวิจัยมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ได้ปรับเปลี่ยนสมมุติฐานการวิจัย วิธีการการศึกษา และปรับตัวแปรในการศึกษาวิจัยเป็นแนวทางใหม่และให้ผลของการวิจัยไม่เหมือนเดิม


แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเพราะผู้ทำการตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในวิชาหนึ่งสมัยที่อรรณพและตรีภพเคยลงเรียนด้วยกัน แต่ความซวยดันบังเกิดแก่ตรีภพที่ดันไปงัดข้อ ลุกขึ้นอภิปรายการสอนของอาจารย์ท่านดังกล่าวกลางชั้นเรียน พร้อมออกไปแสดงการคำนวณสูตรหน้าชั้นเรียนว่าควรใช้ทฤษฎีอื่นในการอธิบายตัวแปรได้ชัดเจนมากกว่าที่อาจารย์สอน ท่ามกลางความตกตะลึงแก่นักศึกษาคนอื่นๆ ที่เคยชินกับนักศึกษาชาวต่างชาติหัวดำชาวเอเชียที่ไม่มีปากมีเสียง และเหตุการณ์นี้ทำให้นึกชังน้ำหน้าตรีภพที่บังอาจหักหน้าอาจารย์ต่อหน้านักศึกษาคนอื่นๆ ลุกขึ้นปรบมือให้ตรีภพเป็นที่สนุกสนาน ทำให้วิชาดังกล่าวตรีภพแม้จะได้ A ในวิชานั้น แต่ก็มิใช่ A ในลำดับที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่า A one ดังที่แล้วๆมา แต่ลำดับหนึ่งตกเป็นของอรรณพแทน

ดังนั้น เมื่อความเห็นของคณะกรรมการการที่มีคะแนนก่ำกึ่ง การตัดสิ้นชี้ขาดผลการตัดสินตั๋วสู่การเป็นดอกเตอร์อยู่ในมือของอาจารย์ท่านดังกล่าว จึงมีผลให้เกิดความพ่ายแพ้แก่ตรีภพ ทำให้อรรณพเป็นฝ่ายได้สิทธินั้นไปแทน พร้อมๆ กับการดับความฝันของตรีภพ คนที่เพิ่งพานพบกับความผิดหวังเป็นครั้งแรกในชีวิต


แต่ก็นะเมื่อไม่ลักกี้อินเกมแล้ว ก็พลอยไม่ลักกี้อินเลิฟด้วย ยังไม่พอ อรรณพหรือจะปล่อยโอกาสคนล้มแล้วรีบข้ามแล้วกระทืบซ้ำโดยเร็ว ว่าแล้วก็ป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ตรีภพแพ้ในการสอบชิงทุนเพราะ คัดลอกงานของผู้อื่น ทำให้เกิดความคับแค้นใจแก่ตรีภพเป็นอย่างมากที่ถูกกล่าวหา แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้เป็นดังที่ถูกกล่าวหา แต่สิ่งที่เสียไปแล้วทั้งชื่อเสียงนักเรียนทุนรัฐบาลที่ผลการเรียนดีมาตลอด และที่สำคัญเสียใจที่คนรักคือสุภาวดี เมื่อตกต่ำก็ถือโอกาสนี่ตีจากหันไปคบกับอรรณพคู่แค้นให้เจ็บช้ำกระดองใจอีก อกหักรักคุดตุ๊ดเมินครบสูตร So sad เป็นอย่างมาก (เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จริง จริ้งพ่อคุณ)


เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ทำให้ตรีภพเริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมาตงิดๆ ทำให้เมื่อเรียนจบปริญญาโท ก็ตบปากรับคำรับหน้าที่ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือชดใช้ทุนเล่าเรียนหลวงกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแทนทันที โดยเจ้าตัวเลือกมหาวิทยาลัยรัฐบาลขนาดใหญ่ในภาคอีสานแทนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เนื่องจากที่มหาลัยแห่งนี้เขาสามารถใช้วิชาการด้านการเกษตรได้อย่างเต็มที่ บวกกับตรีภพกำลังวิจัยแก้ปัญหาการทำเกษตรกรรมของภาคอีสานที่ประสบปัญหาความแห้งแล้ง และเหตุผลสำคัญอีกข้อคือต้องการอยู่ใกล้ชิดยายทั้งสองที่มักจะทวิตเตอร์มาพรรณาบอกว่าเหงาเหลือเกิน คิดถึงหลานชายสุดสวาทขาดใจมาก กลับมาช่วยงานที่บ้านไร่สักที ยายแก่แล้วดูแลบ้านไร่ไม่ไหวบ้างละ สารพัดจะกดดันไซโคให้เขารีบกลับเมืองไทย

“เอาวะ ไม่ได้เป็นโปรเฟสเซอร์สอนฝรั่ง ก็ไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาไทยๆ ก็ได้ ยังไงก็ไม่มีใครแก่เกินเรียน จะเรียนต่อต็อกเตอร์ก็ชิงทุนที่อื่นใหม่ หรือว่าเอาไว้เปลี่ยนบรรยากาศไปเรียนที่อังกฤษ บ้างก็ได้ จะว่าไปใบประกาศปริญญามันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ยังไงงานวิจัยที่เรารัก จะทำที่นี่หรือที่ไหนมันเหมือนกันละนา”

เมื่อตรีภพคิดได้ดังนั้น ตรีภพผู้ตัดสินใจอำลาเมืองลุงแซมก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ากลับเมืองไทยในทันทีทันใด

ดังนั้น เมื่อตรีภพโทรศัพท์แจ้งข่าวการตัดสินใจสายฟ้าแลบแก่คุณยายทั้งสองว่าจะกลับเมืองไทย ก็ยังเกิดความตื่นเต้นยินดีปรีดาที่จะได้พบหน้าหลานชายที่ห่างไกลไปนานถึง 6 ปี และเมื่อตรีภพแชทแจ้งข่าวแก่โจเพื่อนรักพร้อมทั้งปรับทุกข์เรื่องคับข้องใจอย่างหมดเปลือก ซึ่งเพื่อนแท้ก็ได้ปลุกปลอบให้กำลังใจกับเพื่อนรัก และแสดงความดีใจที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

เมื่อหนูจิตได้ล่วงรู้ว่าตรีภพมีกำหนดการจะกลับเมืองไทยจากพี่โจและคุณยายจ๋าที่กำลังตื่นเต้นดีใจที่หลานชายจะกลับมาทำให้เธอพลอยตื่นเต้นไปด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความสงสัยที่ว่าเหตุใดกันแน่ที่ให้ตรีภพที่เคย ลั่นวาจาว่า

ต้องคว้าดีกรีดอกเตอร์กลับมาเมืองไทยให้ได้ จึงกลับมาก่อนกำหนด แล้วเหตุไฉนพี่โจเมื่อได้คุยกับคนต้นเรื่องคือตรีภพถึงดูเศร้าๆ ไม่ยินดีเท่าที่ควรที่จะได้เจอเพื่อนรัก อาการอย่างนี้มันผิดวิสัยของคู่หูขวางนรกคู่นี้ รูปการแบบนี้ต้องมีลับ ลวง พราง อันใดแน่ๆ ฉะนั้น ต้องสืบให้รู้ให้ได้

หนูจิตผู้มีนิสัยสอดรู้สอดเห็นสอดเป็นสอดตาย จึงเฝ้อคอยจังหวะที่พี่ชายที่แชทคุยกับเพื่อนรักแล้วปลอบใจกันไม่หน่ำใจออกมาต่อโทรศัพท์พูดคุยกับตรีภพให้รู้แล้วรู้รอดไป ก็แอบเข้าไปอ่านที่ทั้งคู่พิมพ์โต้ตอบกันจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่ก็ไม่ลืมแอบจดอีเมล์ของตรีภพและ พาสเวอร์ดของพี่โจติดมือมาด้วยเผื่อได้ใช้ประโยชน์เข้าไปป่วนแกล้งสวมรอยเป็นพี่โจแทน หึ หึ

แต่ทางด้านพี่โจเจ้าปัญหานั้นโทรไปปลอบตรีภพเพียงไม่ถึง 10 นาที (เพราะค่าโทรมันไม่ใช่น้อยนะครับ) แต่หลังจากนั้นแอบโทรหาคุณยายทองสุขถึงแผนการขั้นต่อไป...ที่ได้เริ่มต้นไปแล้ว

โดยเปิดเกมโดยทำทีเป็นโทรศัพท์แต่ให้โอกาสน้องสาวแอบเข้าไปล้วงข้อมูลและอีเมล์ของตรีภพ เพราะรู้นิสัยน้องสาวตัวแสบดีว่าสอดรู้สอดเห็นอยากรู้อะไรมันต้องได้รู้ แต่ก็ขี้สงสารและฟอร์มจัดเป็นที่สุดด้วยเหมือนกัน เรื่องที่เอ่ยปากถามเองไม่มีทางหรอก

ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้ของโจ เพราะแม้หนูจิตจะพร่ำบอกสะกดจิตบอกตัวเองว่า ต้องเกลียดตรีภพ แต่เมื่อได้รู้เรื่องราวแต่ก็อดเป็นห่วงและสงสารตรีภพไม่ได้ ที่เจอเรื่องซวยซ้ำซ้อนอย่างนี้

“งั้น วันนี้งดชกกระสอบทรายนายตรีภพสักวันเพราะแค่นี้จิตใจก็บอบช้ำมากพอแล้ว”

หนูจิตหันมาส่งอีเมล์นิรนาม (เธออุตส่าห์สมัครใหม่เพื่อใช้ติดต่อกลับผู้ชายคนนี้คนเดียวโดยเฉพาะ..จะลงทุนไปไหนเนี่ย) ไปให้กำลังใจคนดวงตกหน่อยดีกว่า เอาสั้นๆก็พอ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร เพราะถ้าจะพูดกันตามจริงเราดีใจ เฮ้ย สะใจ ที่ตาพี่ภพอกหักดังเปาะ งั้นเขียนกำลังกำลังใจเรื่องงานใหม่และเรื่องเรียนดีกว่า

ถึง คุณตรีภพ
ไม่ต้องอยากรู้ว่าใครส่งมา แต่ให้รู้ว่าหวังดีก็พอ แล้วไม่ต้องเสียเวลาหาเหตุผลเพราะถ้าถึงเวลาที่จะได้รู้มันก็จะรู้เองแหละ เอาเป็นว่าเรารู้ว่าตอนนี้คุณกำลังท้อใจ แต่ขอให้มีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป เราเคยอ่านเรื่องหนึ่งบอกว่า ถ้ามีเวลาท้อใจ ร้องไห้ คร่ำครวญ เสียใจกับสิ่งที่ไม่เป็นตามที่หวัง สู้แปรความเสียใจให้เป็นพลังในการต่อสู้ต่อไปดีกว่า เพชรแท้อยู่ที่ไหนก็สามารถส่องแสงเปล่งประกายได้ทั้งนั้น สุดท้ายนี้ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร เลยแต่งกลอนมาปลุกใจให้ฮึดสู้นะ

อย่าท้อนะวันนี้ ความสำเร็จยังมีให้ไขว้คว้า
ถ้าไม่สิ้นหวัง จะได้มา ไม่มีคำว่าแพ้ถ้าพยายาม
ป.ล. กลอนอาจปลุกใจได้ไม่พอเลยส่งเพลง ผู้ชนะ ของ เสก โลโซ ประกอบภาพยนตร์ 15 ค่ำเดือน 11 มาให้พลังเพื่อสร้างขวัญกำลังใจด้วย
จาก ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม


“เราทำขนาดนี้แล้ว ถ้ายังเหี่ยว ยังท้ออีก ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว”
หนูจิตพึมพำแล้วกดส่งอีเมล์ออกไปยังผู้รับที่อยู่อีกฝากโลก

ตรีภพหลังจากได้รับกำลังใจจากเพื่อนรักแล้ว เขาได้รับเมล์จากบุคคลนิรนามที่กะว่าจะลบเป็นเมล์ขยะไปแล้ว แต่เมื่อเปิดอ่านข้อความปลุกใจ กลอนสั้นๆ ไหนจะเพลงที่ส่งมาอีกแสดงถึงความปรารถนาดีที่มีให้ แล้วก็ยิ้มออก ถึงแม้จะไม่รู้ว่าผู้ส่งเป็นใคร แต่มันก็เป็นกำลังใจ และสร้างเสียงหัวเราะที่ทำหัวใจอบอุ่นขึ้น เขาประทับใจถึงขนาดปริ้นท์ออกมาแปะข้างฝาเอาไว้อ่านเตือนใจเลยทีเดียว แล้วตรีภพก็ส่งอีเมล์ตอบรับกำลังใจที่ให้มาว่า

ถึง คุณผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
ถึงผมจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ก็ขอขอบคุณสำหรับน้ำใจอันดีที่คุณได้มอบให้และขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้ผมในเวลาที่เสียศูนย์ในชีวิต ขอบคุณมากจริงๆ ครับ ผมชอบกลอนที่คุณส่งให้มากถึงขนาด ปริ้นออกมาแปะข้างฝาเพื่อไว้เป็นกำลังใจ และเพลงที่คุณส่งมาก็เพราะและทำให้ผมมีไฟขึ้นมาอีกครั้ง
ป.ล. ถ้าคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามเอง ถ้ามีเรื่องที่ไม่สบายใจอยากระบายให้ผมรับฟังเป็นการตอบแทนกันในฐานะเพื่อนแท้ที่แบ่งปันทุกข์สุขให้แก่กัน เชิญได้นะครับ ผมจะยินดีมาก ขอบคุณอีกครั้งครับ
จาก ตรีภพ


ด้านหนูจิตเมื่อได้อ่านอีเมล์ของตรีภพก็อมยิ้มอย่างมีความสุข แล้วก็พิมพ์โต้ตอบกลับเล่าเรื่องความทุกข์ในวัยเด็กที่ต้องอดทนต่อการลดความอ้วน ลด ละ เลิกสิ่งที่ชอบหลายอย่าง และเอาชนะข้อจำกัดบางอย่างของร่างกาย เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถไล่ตามคนที่ทั้งรักทั้งเกลียด และเรื่องที่อาจไม่ได้เรียนต่อตามที่หวังทำให้เกิดความน้อยใจต่อผู้เป็นพ่อ การหาเงินมาชดใช้หนี้สินที่ก่อขึ้น และเรื่องถูกตื้อจากเพื่อนที่ตามรัวควานจนต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หนี และตามมาดักรอตามที่ต่างๆ แต่ยังดีที่ไม่กล้ามาที่บ้าน เพราะเกรงบารมีพี่ชายที่หวงน้องสาวจับจิตของเธอ แต่มันก็ทำให้หนูจิตไม่อยากจะก้าวเท้าออกจากบ้าน แม้ว่าเหตุผลหลักจะเป็นเพราะไม่มีเงิน ไม่มีบัตรเครดิตและอยู่ในช่วงคุมประพฤติก็เถอะ และยังคนช่างตื้อที่ตามป่วนกับเพื่อนคนอื่นๆ จนร่ำๆว่าอยากจะหนีการรังควานไปเรียนต่อเมืองนอกให้รู้แล้วรู้รอดอยู่แล้ว เป็นต้น


ซึ่งตรีภพก็ได้ให้กำลังใจ รับฟัง และแนะนำกลับมาเช่นกัน


ถึง คุณผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
เรื่องที่คุณน้อยใจพ่อของคุณ ผมว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูก ที่ท่านทำไปคงมีเหตุผลที่ต้องการให้คุณรักษาคำสัญญาและเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ท่านเห็นว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้ารอช่วงที่ท่านหายโกรธคุณแล้วเข้าไปขอโทษและพูดกับท่านดีๆด้วยเหตุผล ท่านก็คงต้องให้อภัยและรับฟังคุณเหมือนกัน


“ถ้าการไปเรียนต่อคือความต้องการของคุณจริงๆ เพราะต้องการไปแสวงหาความรู้ ไม่ใช่เพราะอยากจะหนีจากใคร ผมก็เอาใจช่วย แต่ถ้าไปเพราะต้องหนี การหนีครั้งนี้ เราก็ต้องหนีไปตลอดชีวิตแล้วชีวิตของเรามีเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะทำเรื่องอย่างนั้น คนคนนั้นไม่ได้มีอิทธิพลกับชีวิตคุณขนาดนั้นหรอก ถ้าพร้อมก็ชนไปเลยสักที คุยให้รู้เรื่องไปเลยครับ เพราะจากที่เล่ามาก็เห็นว่าคุณเป็นคนที่เก่งและแกร่งมากคนหนึ่ง และผ่านความยากลำบากในการเอาชนะข้อจำกัดต่างๆ มามากพอสมควร ผมว่าคราวนี้คุณก็ต้องผ่านไปได้ อย่ากลัวไปก่อนเลยนะ สู้ สู้

จาก ตรีภพ



“แหมหนูจิตซึ้งจนน้ำตาจะไหลแล้วค่ะ โอเช หนูจิตต้องผ่านไปได้ ตัดสินใจได้แล้วต้องคุยกับคุณพ่อเรื่องเรียนต่อให้รู้เรื่องสักที” นี่หล่อนเป็นคนหัวอ่อนเชื่อคนง่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กันยะ

แล้วทั้งสองก็ได้พิมพ์แลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องอื่นๆ ซึ่งการที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทำให้การพูดคุยเป็นไปอย่างเปิดใจ อย่างไม่มีอคติและตรงไปตรงมา และจริงใจมากที่สุดก็เป็นได้

“หนูจิตขอสนิทกับพี่ภพแค่ในโลกไซเบอร์ที่พี่ภพไม่รู้ตัวตนของหนูจิตก็พอนะค่ะ ในที่ที่ไม่ต้องคำนึงถึง ความแค้นตลกๆ แต่ตอนนี้หนูจิตยังไม่สามารถปล่อยวางและให้อภัยพี่ภพได้ เลยเป็นแค่คนคนหนึ่งไม่ใช่หนูจิต ที่ไม่ต้องมีตัวตน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

ด้านตรีภพการที่พิมพ์โต้ตอบกับเพื่อนใหม่นิรนามผู้นี้ แม้จะไม่รู่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่เธอผู้นี้ก็เป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยมาก เวลาที่ได้อ่านข้อความที่พิมพ์โต้ตอบกลับมาทำให้เกิดความอบอุ่นและ ไว้วางใจ เรื่องบางเรื่องที่สรรหามาพูดคุยกันยังเป็นเรื่องที่ตรีภพไม่เคยเอ่ยปากบอกกับใครให้รู้ แม้แต่นายโจเพื่อนรักแต่เขากลับเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้แก่เพื่อนนิรนามคนนี้ได้รับรู้....

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหงาเปล่าเปลี่ยวใจ ปมด้อยในวัยเด็กที่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้อยู่กับคุณยาย หรือ

เรื่องความเหงาที่ต้องปรับตัวในช่วงที่ต้องจากเมืองไทยไปเรียนต่อเมืองนอกที่ห่างจากเมืองไทยกว่าครึ่งโลกและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเมืองไทยเลย การทุกข์ที่ต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ อาหารที่ไม่คุ้นเคยที่ช่วงแรกกินอะไรก็ไม่ถูกปาก ผู้คน และภาษา

การต่อสู้กับความคิดถึงบ้านคิดถึงยายผู้เปรียบเสมือนแม่บังเกิดเกล้า เพื่อนรัก และน้องสาวที่เมืองไทย ช่วงที่อ่อนแอที่สุดคือช่วงที่นอนเจ็บป่วยอย่างเดียวดายในหอพักที่ยิ่งทำให้คิดถึงบ้านจับใจ

ความกดดันที่เกิดการจากการต้องแข่งขันในการเรียนของเด็กนักเรียนทุนชาติต่างๆ ที่นอกจากต้องแข่งขันกับตัวเองและต้องแข่งขันกับนักเรียนคนอื่นรวมทั้งนักศึกษาเจ้าของชาติที่เหยียดว่าจากประเทศโลกที่สามบ้างแหละ แต่ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นแรงผลักดันให้ตรีภพพยายามมากขึ้นให้คว้าชัยชนะเหนือคนเล่านั้นให้ได้ ฯลฯ


แต่เวลาที่ตรีภพส่งข่าวกลับมาที่เมืองไทยไม่เคยมีเรื่องราวเหล่านี้ มักจะแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง เอาตัวรอดได้ สบายมาก และทำเก่งในทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเป็นห่วงและกลัวจะเสียฟอร์มถ้ามีคนรู้ว่า นายตรีภพคนเก่งนอนร้องไห้น้ำตาเปียกหมอน เพราะความคิดถึงบ้าน
แต่กับคนที่ไม่รู้จักคนนี้เขาสามารถเปิดใจยอมเปิดเผยด้านที่อ่อนแอที่ไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นได้ อยากจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง คนที่เขาสามารถเปิดใจและไว้วางใจให้ล่วงรู้ความลับนี้ ไม่รู้ว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คนกันนะ นี่คงเป็นมิตรภาพอีกรูปแบบหนึ่งสินะ นั้นแหละมิตรภาพไม่ต้องการรูปแบบ
หรืออีกด้านหนึ่งเพื่อนนิรนามคนนี้อาจเป็นโซลเมทที่สามารรถแชร์เรื่องราวและสิ่งต่างๆ ในชีวิตก็เป็นได้


“ฮือ พี่ภพน่าสงสารจัง” จิตสำนึกด้านดีบอกยังงั้น แต่จิตสำนึกด้านร้ายก็บอกข้างหูว่า “สมน้ำหน้า แต่กิ้วๆๆ เค้าถึงกับเอาเรื่องนี้มาบอกเธอด้วยหรอเนี่ย คิดไรกับเรารึป่าวหว่า”



Create Date : 07 มีนาคม 2554
Last Update : 7 มีนาคม 2554 12:10:06 น.
Counter : 443 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

joyey
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ดีจ้า
ชื่อ joy ค่ะ


มีงานเขียนนิยาย เป็นเรื่องความรักสดใส แต่เจือปนไปด้วยความฮา ของความรั่วของนางเอกและพี่ชายที่เท็กทีมกันกับคุณยายหัวใจยังเเหวว ร่วมกันจับคู่หลานชายกับหลายสาว จนเกิดความรักใสๆ หัวใจฮาๆ


เป้าหมายของเราคือเขียนนิยายรัก สดใส เฮฮา อ่านแล้วอมยิ้ม เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
มีนาคม 2554

 
 
1
2
5
6
8
10
11
12
13
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
29
30
31