เพราะชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
THE MIST – หมอกจางๆหรือควัน ประเทศของฉันจะจบอย่างไร?

        " หมอกจางๆและควัน.......คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้............"


                 ใช่ครับ...คล้ายกันจนบางทีต้องเก็บมาคิด...


                ผมกำลังจะพูดถึง หมอกขาวจางๆที่ปกคลุมทั่วเมืองจากภาพยนตร์เรื่อง THE MIST และควันดำจางๆที่ปกคลุมทั่วเมืองกรุงเทพของเราตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมานี้....



 



                ภายในหมอกขาว... มีสัตว์ประหลาดนานาชนิดแฝงตัวให้เรากลัว เพราะไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับ “อะไร”... ก็ไม่ต่างจากภายใต้ควันดำ ก็ทำเอาผู้คนพากันสงสัยว่ามีสิ่งใดซ่อนกายอยู่ และไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร..


                ทุกคนต่างพุ่งเป้าไปที่ ใครทำ เราควรจะจัดการมันอย่างไร มันจะเป็นอย่างไรต่อไป


                แต่เนื่องด้วยสัตว์ประหลาดเหล่านั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมจัดการของเราโดยสิ้นเชิง ความโกรธ ความเกลียด การด่าทอ การคิดแทนมันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้ชีวิตไม่ว่าจะในแง่มุมใดๆ


                ..ดังนั้นสิ่งที่อยู่ภายใต้หมอกขาวหรือควันดำนั้น จึงอาจไม่ใช่ประเด็นที่เราควรใส่ใจมากที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้.....


                ถ้าใครได้ดูภาพยนตร์(เรื่องที่ผมชอบที่สุดในปี 2007)เรื่องนี้ ก็คงจะได้รับสารที่มันพยายามจะสื่อออกมาอย่างชัดเจน ว่าตัวร้ายของเรื่องไม่ได้มีแค่สัตว์ประหลาดภายใต้หมอกขาวอย่างเดียว... แต่ยังมีสัตว์ประลาดที่อยู่ภายใต้ตัวมนุษย์ที่ไม่ปรากฎกายอีกด้วย


                เมื่อหมอกมาเยือนสดๆ ก็มีเพียงแค่ความรู้สึก”ไม่รู้”  ซึ่งทุกคนที่มาจากต่างที่ ต่างความคิด ต่างก็ตีความไปต่างๆนานาตามพื้นฐานความเชื่อเดิมของตนเอง แต่ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะอยู่ช่วยเหลือด้วยกันอย่างปรองดอง ....แต่เมื่อความกลัวจากความไม่รู้ค่อยๆคืบคลานเข้ามา จนกระทั่งเริ่มเห็นอย่างชัดเจนว่ามันส่งผลกระทบกับชีวิตของเขา ความเชื่อบางอย่างก็เริ่มหนักแน่นขึ้น และเริ่มที่จะแบ่งกลุ่มคนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย


               


              เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ นังป้า Carmody ที่ก่อนหน้านี้คำพูดของเธอยังไม่มีน้ำหนัก และออกจะน่ารำคาญสำหรับคนอื่นๆ ก็ได้ใช้เป็นโอกาสที่จะสร้าง”ฐานอำนาจความเชื่อ” ของตัวเองขึ้นมา โดยเหยื่อกลุ่มแรกๆ เป็นคนที่ความมั่นคงทางจิตใจไม่แข็งแรงจนกลัวว่าตัวอะไรภายนอกนั้นจะช่วงชิง”ชีวิต”ของพวกเขาไป


เป็นธรรมดาที่เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในสภาพความกลัว เขาจำเป็นที่จะต้องยึดเหนี่ยวบางอย่างเอาไว้ บางอย่างที่ทำให้เขาเชื่อว่าจะทำให้เขา”อยู่รอด” ซึ่งจะยิ่งคุกคามระดับของวิจารณญาณที่เคยสะสมมาตลอดชีวิต ยินยอมให้ทุกคำพูดเข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อของตน ต่างคนต่างมีอำนาจในการชักจูงคนอื่นให้เห็นคล้อย ซึ่งยิ่งความรุนแรง และความกลัวเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ น้ำหนักของคำพูด ระดับความเชื่อ และจำนวนสมาชิกก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น


                และนังป้า Carmody ก็ฉลาดพอที่ไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว แต่เธอเลือกที่จะเป็น “ผู้ส่งสาร” จาก “พระเจ้า” ที่ทุกคนศรัทธาและนับถือ พระเจ้าที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตาย แอบอ้างพระเจ้าเพื่อยกระดับสถานะของเธอเองสร้างความเชื่อว่าเธอเป็นคนพูดแทนพระเจ้า ถ้าอยู่ข้างเธอก็อยู่ข้างพระเจ้า  ทำให้ทุกสิ่งที่เธอทำมีอุดมการณ์และความหมายโดยเฉพาะเมื่อเป็นความเชื่อที่อยู่ภายใต้ความกลัวด้วยแล้ว.......และตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้อง “เลือกข้าง”


                จากความเชื่อ จากหลักการ เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถึงขั้นสูงสุด กรอบความคิดได้ถูกบิดเบือนกลายเป็นความถูกผิด ถูกตีตราอยู่ที่ตัว”บุคคล”   ฝั่งฉันคือฝั่งถูก ฝั่งแกคือฝั่งผิด ฝั่งฉันทำทุกอย่างถูก ฝั่งแกทำทุกอย่างผิด...... และเมื่อเหตุการณ์บานปลายมาถึงขนาดนี้ ฝั่งผิดต้องถูก”ลงทัณฑ์”... อำนาจความเชื่อของเธอได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่เธอสามารถชี้เป็นชี้ตายได้เธอสามารถสั่งมวลชนได้ว่าใครสมควรถูก”บูชายัญ” และตอนนี้เธอสามารถสวมบท “พระเจ้า” ได้อย่างสมบูรณ์



                จากจุดเริ่มต้นเพียงความคิด ความเชื่อที่ต่างกัน ก็ลุกลามกลายเป็นความวุ่นวายโกลาหล การต่อสู้และ การเข่นฆ่าเอาชีวิต ในขณะที่........ สัตว์ประหลาดข้างนอกกำลังกระดิกตีน เล่นไพ่ ช้อปปิ้งอยู่ก็ได้......ใครจะรู้


                ........คนไทยทุกคนกำลังทะเลาะกันอยู่ในห้างแห่งนี้...


                และ...โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง...ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สัตว์ประหลาด


ความโกรธและความเกลียดแค้นจากความเชื่อที่ไม่ตรงกัน ถูกนำเสนอไปกับความคิดเห็นส่วนตัวผ่านพื้นที่ส่วนตัวสู่สาธารณะหลากหลายช่องทาง สร้างความขัดแย้งระหว่างเพื่อน สร้างรอยปริแตกระหว่างสังคม สร้างความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนที่คิดต่าง สังคมจะอ่อนแอและอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งเข้าทางสัตว์ประหลาดเพราะมันจะไม่ต้องใช้แรงมากในการล่า



ข่าวดีก็คือ...ตอนนี้ภาพยนตร์ของเราได้ดำเนินมาแค่เพียงครึ่งเรื่อง....


                Frank Darabont (ผู้กำกับ) ได้นำเสนอตอนจบให้เราเอาไว้เป็นทางเลือก....


                เราจะฆ่านังป้านั่นทิ้ง?.... เราจะตัดใจเสี่ยงหนีออกจากห้าง?....หรือเราจะเฝ้ารอความหวังแห้งๆในห้างต่อไป?....


แล้วแต่เราจะเลือกเดิน และเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำกับครึ่งเรื่องที่เหลือ....


ถ้าเป็นผม... ผมขออย่างเดียว.... ให้เราหยุดอารมณ์ของความโกรธเกลียด หยุดทำการที่ไม่สร้างประโยชน์ เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เกิดผลป็นรูปธรรมและตั้งอยู่บนความจริง ณ ตอนนี้ผมไม่เกี่ยงหรอกว่าจะจบอย่างไร เอาแค่เลิกกัดกันเองก่อน


แล้วคุณละ...อยากให้มันจบอย่างไร...?





Create Date : 20 พฤษภาคม 2553
Last Update : 20 พฤษภาคม 2553 19:44:26 น. 0 comments
Counter : 804 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
The Jotivator
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่ได้มี Profile อะไรให้ดูนะครับ อยากให้ตัวเองดูลึกลับเข้าไว้ ^_^' (ความจริง คือ หนีหนี้)
Change the way you think will chage the world you live
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
20 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add The Jotivator's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.