เพราะชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ชีวิตธิปไตย 4 วินาที

ทุกครั้งที่มีคนกล่าวอ้างถึงคอนเซปต์ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” พร้อมพยายามสอดแทรกการรณรงค์อย่างเท่ว่าขอให้ประชาชนคนไทยเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยที่เราร่วมตรวจสอบ ร่วมบริหารประเทศด้วยกันเถอะนะที่รัก


ผมมักจะแอบยิ้มด้วยความเห็นใจเหล่านักรณรงค์เหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง ( ว่าแต่...เห็นใจแล้วทำไมเอ็งต้องยิ้ม? )


แม้ว่าใจผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างสุดโต่งโสล่งเป็ดก็ตาม แต่ก็ไม่วายอยากจะเสือกตัวเข้าไปวงในแล้วกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆไม่ได้ว่า “คุณพี่หนวดครับ อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้นเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าฝันที่เป็นจริงของพี่มันแม่งโคตรทวดยากส์เลย”


.....ซึ่งก็อาจจะได้รับปฏิกิริยาตอบสนองของคุณพี่หนวดด้วยการทำสีหน้านัยว่า..มาอีกแล้วเรอะนักทำลายความฝันอาชีพ ผู้รักการโวยวายหน่ายบ่นปนหงุดหงิดแต่ไม่เคยคิดจะช่วยทำให้ดีขึ้น (เป็นรูปแบบของสีหน้าที่แสดงออกยากมาก หากต้องการสื่อสารข้อมูลให้ครบ 555) แต่พี่หนวดเองก็คงต้องอดกลั้นแล้วถามกลับไปอย่างสุภาพอ่อนโยนว่า “ทำไมมึง(น้อง)ถึงคิดเช่นนั่นเล่า?”


 ....โอ้ว...ผมก็คงเริ่มเผยยิ้มอย่างชัดเจนพร้อมสีหน้าที่แสดงออกให้รู้สึกว่าตัวเองได้รับชัยชนะเล็กๆจากการที่ทำให้คุณพี่หนวดสนใจในประเด็นที่ขัดแย้งได้พร้อมไปกับการภูมิใจที่จะได้โอกาสเสนอข้อสังเกตแมนๆที่ตัวเองได้แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ในซอกตูดเป็นเวลาหลากหลายปี (อันนี้แสดงออกยากกว่าอีกแน่ะ..) พร้อมเปล่งวาจาไปด้วยโทนเสียงนุ่มลึกน่าเกรงขามแต่แฝงความเข้มแมนราวกับออกจากปากของเฮีย อัล ปาชิโน ใน  Serpico (ไอ้ภาพที่นิยมติดกันที่บังโคลนรถบรรทุกนั่นแหละ) ว่า “ ก็อนาคตของชีวิตเขายังเลือกแค่ 4 วินาที จะไปหวังอะไรให้เขาเลือกอนาคตของประเทศด้วยเวลามากกว่านั้นละพี่........”


“..................................”


“.......................................................”


“............!! อ้าว !! คุณพี่หนวด !! คุณพี่หนวดหายไปไหน !!?? “


............................................................


คุณพี่หนวดเขากลับไปทำหน้าที่นักรณรงค์ต่อตั้งแต่ตอนซอกตูดแล้วแหละ เขารอมึงเกริ่นไม่ไหว......


ด้วยเหตุฉะนี้...ผมเลยอ้อนวอนตาหวานให้คุณผู้อ่านลองพิจารณาการขยายความของผมแทนพี่หนวดเขาหน่อย


จะพยายามไม่เลอะเทอะ เรี่ยราดละ



ขอกลับไปที่ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” ...ใครที่ยังไม่คุ้นกับวาทกรรมนี้ มันคือ การเปรียบเปรยว่าชนชาติเราให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกับประชิปไตยแค่ 4 วินาทีเท่านั้น วินาทีที่ 1 รับบัตร วินาทีที่ 2 กาบัตร วินาทีที่ 3 พับบัตร วินาทีที่ 4 หย่อนบัตร หลังจากนั้นอำนาจหน้าที่ถือว่าสิ้นสุด พบกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า เป็นระบอบการปกครองแบบโอลิมปิกเกมส์ (แต่หลังๆมานี้ โอลิมปิกธิปไตยไม่เคยถึง 4 ปีสักครั้ง T_T)  จากนั้นนักกาเหล่านั้นก็ถือว่าเลือกผู้แทนรัฐบาลมาแล้วนี่ก็ปล่อยเค้าจัดการไปสิ ทำไม่โดนไม่ดี 4 ปีข้างหน้าก็แค่เลือกใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทั้งๆที่ๆเรามีสิทธิ์เต็มที่ในการ ตรวจสอบ ซักถาม เรียกร้อง ประท้วง ระหว่างการทำงานของรัฐบาลได้อย่างชอบธรรม ขึ้นอยู่กับระดับความช่างสังเกต ช่างคิด ช่างซัก ช่างถาม ของประชาชนแต่ละท่าน


แต่เสียดายที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่มักจะ “ช่างแม่ง...”


ที่จำเป็นต้องช่างแม่งเพราะมีเรื่องของตัวเองที่น่าสนใจกว่า มีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องใส่ใจกว่า มีชีวิตของตัวเองที่สำคัญมากกว่า


...ใช่แล้ว...”ชีวิต”ของตัวเองสำคัญมากกว่า.....สำคัญที่สุดเลยเหอะ...


น่าแปลกครับ สิ่งที่คนเราคิดว่าสำคัญที่สุด แต่กลับมีคนมากกว่าครึ่งในวันนี้ที่ไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง......


จะเชื่อไหมครับถ้าผมจะบอกว่า มันมาจากการใช้แนวคิด “ชีวิตธิปไตย 4 วินาที” เหมือนกัน.....


ผมจะเริ่มจากตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันอย่างเหลือเชื่อ


...ด้วยการเลือกอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในชีวิตของเรา คือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ เอ็นทร๊านส์ส์ส์ส์ ที่หลอกหลอนมาในอดีต (หรือในปัจจุบันสำหรับบางคน) นั่นเอง


หลังจากผ่านสมรภูมิสอบเป็นที่เรียบร้อย เด็กน้อยคอซองคาร์สันขาสั้นนั่งหน้านิ่วอยู่บนโต๊ะพร้อมดินสอในมือ


เอกสารที่อยู่ตรงหน้าเป็นช่องตัวเลือกของคณะสาขาและมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องเลือก “กา”


เด็กน้อยคนนั้นคิดอะไรอยู่?


......คณะอะไรดีวะ พ่อแม่เราอยากให้เข้าอะไร เพื่อนๆที่เรารักมันเลือกอะไรกันวะ สาขาอะไรนิยม เรียนจบมีงานเปล่าวะ มหาลัยอะไรที่เข้าไปไม่อายเขา คะแนนเราจะถึงมั๊ยนะ ตกลงกูจะเป็นอะไรวะ?


เกณฑ์ในการตัดสินใจมีอิทธิพลจากแวดล้อมภายนอกมากกว่าความต้องการภายในอยู่หลายขุมทีเดียว


ซึ่งแหม....ถึงหลายคนจะคิดมาแล้วว่าตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรในการเลือกคณะ แต่ถามจริงๆเหอะ เด็กน้อยคนนั้นรู้อะไรมากไปกว่า  วิศวกร คือ สร้างบ้านงานหนัก  แพทย์ คือ หมอรักษาคนไข้รายได้ดี  บัญชี คือ มีแต่ตัวเลข  รัฐศาสตร์ คือ นักการเมืองบริหารธุรกิจ คือ ผู้บริหาร  วิทยาศาสตร์ คือ นักวิทยาศาสตร์  ฯลฯ


เด็กน้อยคนนั้นใช้เวลากว่า 12 ปีในช่วงประถมและมัธยมศึกษาในการคร่ำเคร่งเครียดตะบี้ตะบันเรียนให้ คิดเลขเก่ง อ่านภาษาอังกฤษออก ท่องสูตรเคมีได้ ผันวรรณยุกต์เป็น แต่กลับมีความเข้าใจในระดับกำปั้นทุบดินกับวิชาชีพที่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในอนาคต เรียนเอาเหตุ ไม่เน้นผล....


ซึ่งนั่นทำให้เด็กน้อยสามารถตอบถามตัวเองว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร? “ ได้อย่างตื้นเขินเสียนี่ฉิบ


อยากเป็นหมอเพราะรวย อยากเป็นวิศวกรเพราะเท่ อยากเป็นแอร์เพราะสวย อยากเป็นนักการเมืองเพราะดูมีอุดมการณ์...


นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้  4 วินาทีในการเลือกคณะ และเลือก “อนาคต” ชีวิตที่เหลือของตัวเอง


เลือกเพียงเพราะรู้เท่านั้น เลือกไปก่อน


พอเลือกได้แล้ว....ก็ “ช่างแม่ง”


เรียนไปสิ เลือกมาแล้ว ลองดูก่อน ชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนให้จบ จะเปลี่ยนอะไรขอให้รอ “โอลิมปิกแห่งชีวิต” ครั้งหน้า...อีก 4 ปี


คุ้นๆมั๊ยครับ 4 วินาทีแลก 4 ปี…….



ภายหลังเรียนจบเด็กน้อยก็ต้องรีบออกมาหางานทำ.......... ที่ไหนเขาจะรับเรานะ ทำงานตรงสายที่เรียนมานี่แหละ บริษัทไหนชื่อเสียงดีวะ เขาให้เงินเท่าไหร่วะ จะให้ทำอะไรช่างมันเหอะ ขอให้ได้เข้าไปทำก่อน...


ความคิดของเด็กน้อยเหมือนจะไม่ได้โตขึ้นเลย ...จะมีเด็กน้อยสักกี่คนที่รู้ก่อนล่วงหน้าว่า งานที่เขาเลือกนั้นแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง ทักษะอะไรบ้างที่ต้องใช้ ความยากอยู่ที่ตรงไหน ตรงกับความชอบและความถนัดจริงๆหรือเปล่า เขาตั้งใจจะทำไปถึงเมื่อไหร่ และจากนั้นจะไปทำอะไรต่อ ......มันเป็นงานที่จะพาเขาไปสู่ชีวิตที่ต้องการหรือเปล่า..??


ส่วนใหญ่ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ทำงานไปงั้นๆ ทำงานไปให้มีงานทำ


ลองนับจำนวนเด็กน้อยที่บ่นว่า เบื่อ เครียด เกลียดวันจันทร์ รักวันศุกร์ดูสิ....


เด็กน้อยเริ่มไม่มีความสุขกับชีวิตที่เขาไม่ได้เรียนรู้มาก่อน ไม่ได้พิจารณาล่วงหน้า ไม่ได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ฝืนใช้ชีวิตจวบจนกระทั่งความทุกข์รวมตัวกันประท้วงขับไล่ จนก่อให้เกิดการ “ปฏิวัติชีวิต” และเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่...



แล้วเลือกตั้งครั้งใหม่... เด็กน้อยจะเลือกอย่างไร? เค้าจะมีแนวคิดใหม่ๆในการเลือกชีวิตของเขาหรือเปล่า?


นี่แหละครับขนาดเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ยังไม่เต็มใจจะใช้เวลาหาข้อมูล พิจารณาทางเลือก ประเมินความคิด ตรวจสอบเส้นทางอะไรเลย เพียงแค่รู้สึกอุ่นใจที่เลือกเส้นทางที่มั่นคงเหมือนเด็กน้อยคนอื่นๆ แล้วจะไปหวังอะไรกับประชาธิปไตย.....เรื่องที่เด็กน้อยคิดว่า “ไกลตัว”อย่างนั้น (นอกจากเด็กน้อยอยากจะเป็นนักต่อสู้ อ่ะนะ)


ชีวิตคือการเดินทางครับ ให้เวลากับการกำหนดเป้าหมายที่เราอยากจะไป และศึกษาเส้นทางล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง ถึงจะไปช้าอย่างไรก็ไม่หลง หรือถึงจะหลงก็หลงไม่มาก...แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้กลับให้ความสำคัญเหลือเกินกับเทคนิคการเดิน การวิ่ง เดินอย่างไรให้เร็ว วิ่งอย่างไรให้ไม่เหนื่อย ท่าไหนสวย ท่าไหนมั่นคง


ทิศไหนไม่รู้....ขอกูได้เดินก่อนเถอะ


ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ได้ใช้เวลาและความสามารถมากเลยกับการกำหนดพิกัดเป้าหมาย สำรวจเส้นทาง


ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า “เดินช้าช้าอย่างถูกทิศ ดีกว่าวิ่งสุดชีวิตแต่หลงทาง...”


กวาดตามองดูพี่น้องชาวไทยปัจจุบันมีคนหลงทางเยอะซะด้วย... และที่น่าเศร้าคือ โดยมากมันสายเกินกว่าจะกลับมาซะแล้ว



ผมคิดเองอย่างสั้นๆง่ายๆโง่ๆว่า ถ้าหากประเทศเราหล่อหลอมให้ประชาชนเดินแบบถูกทิศถูกทางถูกที่ได้ ความเจริญก้าวหน้าและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศคงไปได้ไกลมากกว่าที่ใครต่อใครเอาแต่ประกาศก้องว่าจะเป็นเสือ เป็นมังกร เป็นหมีแพนด้า ตัวที่เท่าไหร่ของโลกก็เหอะ


ก็เข้าใจแหละว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กน้อยทั้งหลายเองก็ไม่ได้รับการปลูกฝังให้กำหนดแผนที่ชีวิตและวิ่งเข้าหาข้อมูลพื้นที่ด้วยตัวเอง ซ้ำร้ายยังขาดแคลนระบบและการสื่อสารให้ศึกษาเชิงลึกถึงเส้นทางในอนาคตต่างๆอย่างง่ายๆ ( แหม...ถ้ามีรายการ Reality show ของอาชีพต่างๆ นอกเหนือจากนักร้อง ดารา ก็น่าจะดีนะ....)


ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่ว่าจะเริ่มไม่ได้....


ฉะนั้นขอฝากไว้สำหรับเด็กน้อยที่กำลังจะมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก และเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ทุกท่าน ....ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะให้เวลากับความคิดเหล่านี้อย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อป้องกันความเสียดายที่จะเกิดขึ้นกับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่...เฮ้!!!


ส่วนเด็กไม่น้อยทั้งหลายแหล่ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกมาตลอดและคิดว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นมันไม่เห็นจะจริงเอาซะเลยขี้โม้ ก็ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจด้วยนะครับที่คุณได้ผ่านการเลือกชีวิตของคุณอย่างพิถีพิถัน และเริ่มทำมันให้เป็นความจริงเรียบร้อยแล้ว


แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เหนือสิ่งอื่นใด....


ผมฝากบอกคุณพี่หนวดด้วยนะครับ ^^





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2554
1 comments
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2554 19:49:38 น.
Counter : 968 Pageviews.

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

 

โดย: หยุดนิ่ง 7 กุมภาพันธ์ 2554 22:21:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


The Jotivator
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่ได้มี Profile อะไรให้ดูนะครับ อยากให้ตัวเองดูลึกลับเข้าไว้ ^_^' (ความจริง คือ หนีหนี้)
Change the way you think will chage the world you live
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
7 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add The Jotivator's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.