REVIEW : MY FAVORITE SKINCARE PRODUCTS 2016 ตอน '30 ยังแจ๋ว'



เจอกันทุกปีกับสกินแคร์ที่ใช้แล้วชอบ Smileyด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น (ปีนี้ก็จะ 30 แล้ว) ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองกับปัญหาผิวก็เปลี่ยนไปด้วย ปีนี้เป็นปีที่ได้ลองสกินแคร์ค่อนข้างหลากหลาย ปังบ้าง พังบ้าง สลับกันไป บางตัวก็ใช้ยาวมาตั้งแต่ต้นปี บางตัวก็เพิ่งมาลองแต่ก็รักเลย ยังไงสุดท้ายก็มาลงตัวอยู่ที่ 18 ตัวนี้ เราจะไม่เวิ่นเว้อ ไปดูกันเลย!!!Smiley



1. Rabye Milk Bright Shower Gel 
ปริมาณ 300ml ราคา 590 บาท

2. Rabye Green Bean Foam 
ปริมาณ 150 กรัม ราคา 390 บาท

3. Ganier Micellar Cleansing Water 
ปริมาณ 400ml ราคา 249 บาท

4. Maybelline Eye+Lip Make Up Remover 
ปริมาณ 125ml ราคา 199 บาท



1. Rabye Milk Bright Shower Gel
น้ำนมบริสุทธ์สกัดเย็น หน้าขวดอาจจะเขียนเหมือนเจลอาบน้ำนะ แต่ทางแบรนด์เค้าแนะนำวิธีการใช้งานมาแล้วว่าใช้พอกหน้าได้ หรือจะเอาไว้ผสมสครับขัดผิวก็ดีงาม ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์จะเป็นเหมือนน้ำมัน หอมกลิ่นนมเข้มข้นมาก เวลาใช้คู่กับผงถั่วเขียวคือช่วยกลบกลิ่นเหม็นเขียวได้สนิท สัมผัสได้เลยว่าผิวหน้านุ่มขึ้นทันทีหลังใช้

2. Rabye Green Bean Foam 
ผงถั่วเขียวบดละเอียด ละเอียดจนใช้สครับผิวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่ทำให้ผิวบางหรือรู้สึกแสบผิว ส่วนตัวชอบที่เค้าทำเป็นขวดแทนกระปุก เทสะดวกและกะปริมาณง่าย เวลาใช้จะล้างหน้าให้เปียกก่อน แล้วถึงลงสครับที่ผสมไว้ ความเข้มข้นมันจะกำลังดี นวดเพลิน ปริมาณที่ใช้ต่อครั้งก็ประมาณ 1/2 ช้อนชา ผสมกับน้ำนม 1 ปั๊ม ถ้าตัวน้ำนมหมดก็จะเอาผสมกับโฟมเต้าหู้แทน (โฟมเต้าหู้ยังคงเป็นตัวโปรดอย่างต่อเนื่อง) หลังสครับเสร็จก็ทิ้งไว้สัก 2-3 นาทีแล้วล้างออก ใช้สครับเป็นประจำหลังเช็ดเครื่องสำอางแล้ว ผิวจะสะอาด เรียบเนียนแบบสัมผัสได้ บอกไว้ก่อนว่าพอใช้แล้วจะติด จำได้ว่าตอนที่ผงถั่วเขียวขวดแรกหมดก็กลับมาใช้โฟมอยู่พักนึง แต่เรารู้สึกได้ว่ามันไม่สะอาดเหมือนเดิม เวลาเอามือลูบยังรู้สึกว่าผิวที่มันแห้งลอกเป็นขุยยังติดอยู่บนผิว ทาครีมบำรุงก็กลัวไม่ซึม ขั้นตอนล้างหน้านับว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผิวหน้าสะอาด ลดปัญหาสิวอุดตันแล้ว ยังเป็นเหมือนการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงด้วยนะคะ

3. Ganier Micellar Cleansing Water 
ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม ไม่ทิ้งความเหนอะหนะแต่ก็ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ใช้ทำความสะอาดได้ทั้งหน้ารวมถึงตาและปาก โดยไม่ทำให้แสบตาหรือระคายเคืองผิว บอกตามตรงว่าความรู้สึกไม่ได้แตกต่างจากตอนใช้ Bioderma เลย แต่ราคานั้นต่างกันมาก และด้วยเทคโนโลยี Micellar จะช่วยดูดซับเครื่องสำอางได้ดีโดยไม่ต้องออกแรงถูไถให้หน้าเหี่ยวด้วยค่ะ

4. Maybelline Eye+Lip Make Up Remover 
คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับตัวนี้ เชื่อว่านางเป็นที่รักของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะมี Cleansing Water แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็จะเป็น Eye Remover โดยเฉพาะ ตัวนี้หนอนเอาไว้เช็ดพวกมาสคาร่ากันน้ำ ซึ่งของ Maybelline เค้าเช็ดออกง่ายและหมดจดดีค่ะ




5. Hada Labo Kiwamizu Mineral Amino Lotion
ปริมาณ 180ml

6. The Body Shop Skin Defence Multi-Protection Essence SPF 50 PA++++  
ปริมาณ 40ml ราคา 990 บาท

7. Skin Food Honey Firming Eye Cream
ปริมาณ 30 กรัม



5. Hada Labo Kiwamizu Mineral Amino Lotion 
โลชั่นสูตรน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำแร่และกรดอะมิโนที่เป็นประโยชน์ต่อผิว หนอนเป็นคนที่แพ้โทนเนอร์ ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ใช้แล้วแสบหน้าตลอด ตัวนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่หนอนเลือกใช้แทนโทนเนอร์หลังล้างหน้าทุกเช้า เพราะมีคุณสมบัติช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุล โดยควบคุมการผลิตน้ำมันใต้ผิว ช่วยให้ผิวหน้าไม่เยิ้มระหว่างวัน แต่ยังมีสารบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้นอยู่ บางคนอาจจะถนัดใช้สำลีเช็ด แต่หนอนจะเทลงฝ่ามือแล้วตบลงบนผิวไปเลยค่ะ

6. The Body Shop Skin Defence Multi-Protection Essence SPF 50 PA++++ 
กันแดดเนื้อเอสเซนส์ เวลาทาจะแตกตัวเป็นน้ำ ซึมไว บางเบา ลงรองพื้นต่อสบายเลย มีสารสกัดจากสาหร่ายสีแดงช่วยลดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง และมีส่วนผสมของวิตามิน E & C ปกป้องผิวจากมลภาวะ ช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนต่อแสงแดด ถึงแม้จะมีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์ แต่กลิ่นไม่แรงอย่างที่คิดนะ แล้วก็ไม่รู้สึกระคายเคืองผิวด้วย (หมายเหตุ : ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล แนะนำให้ลองก่อนซื้อตามนะคะ) ประสิทธิภาพในการกันแดดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ปกติครีมกันแดดจะเป็นอะไรที่หนอนเปลี่ยนบ่อยที่สุด แบรนด์ไหนออกสูตรเอสเซนส์มาก็จะตามไปลอง ก็อากาศบ้านเรามันร้อนนี่นา อยากจะใช้อะไรที่มันสบายผิวหน่อย ตัวนี้เพิ่งใช้ได้ไม่นานแต่ก็รักเลยจ้า

7. Skin Food Honey Firming Eye Cream 
ในส่วนของอายครีม หนอนจะเน้นไปทางเก็บกักความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวรอบดวงตา ซึ่งหนอนมองว่าเราควรจะป้องกันก่อนที่ริ้วรอยจะเกิด เพราะถ้าริ้วรอยมาแล้ว การที่จะหาครีมมาลดเลือนให้หายนั้นยากยิ่งกว่า ชอบตรงที่ลักษณะเนื้อครีมค่อนข้างจะเข้มข้นกว่าอายครีมตัวอื่นที่เคยใช้มา ติดผิวยันเช้า มีกลิ่นน้ำผึ้งอ่อนๆ ซึ่งนอกจากรอบดวงตาแล้ว หนอนก็จะทาตรงร่องแก้มกับระหว่างคิ้วด้วย เพราะติดนิสัยเวลานอนชอบทำหน้าเครียด บางทีเช้ามาก็ยังแอบเห็นร่องรอยอยู่ (ใครมีวิธีแก้บอกกันบ้างเด้อ?) ส่วนใหญ่อายครีมจะกระปุกนิดเดียวแถมราคาแรงอีก จะทาเยอะก็กลัวเปลือง แต่อันนี้ไม่ต้องห่วง ถูกแล้วยังตลับใหญ่อีก พอกเยอะได้โดยไม่ต้องคิดไรมาก เสียดายแว่วมาว่าเลิกผลิตไปแล้ว หรือหาไม่เจอเองหว่า?



8. Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Lotion 
ปริมาณ 170ml 

9. Hada Labo Super Hyaluronic Acid Hydrating Essence 
ปริมาณ 30ml ราคา 690 บาท

10. Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Oil Jelly 
ปริมาณ 25 กรัม



8. Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Lotion
คงไม่มีสาวไทยคนไหนที่ไม่รู้จักน้ำตบฮาดะ ผลิตภัณฑ์ที่เน้นให้ความชุ่มชื้นกับผิวจากญี่ปุ่น ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็จะเป็นสูตรขาว แดง และน้ำเงิน แต่วันนี้หนอนจะมาพูดถึงขวดสีทองสูตรใหม่ที่ยังไม่มีขายในไทย จุดเด่นของสูตรนี้คือทางแบรนด์ได้รวบรวมเอาไฮยาลูรอนที่เป็นประโยชน์ต่อผิวไว้ถึง 5 ชนิด มีคุณสมบัติในการเติมความชุ่มชื้น พร้อมเก็บกักความชุ่มชื้นใต้ผิวได้อย่างยาวนาน ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน เรียบเนียน พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่นใต้ผิว ช่วยลดปัญหาเรื่องริ้วรอยได้อีกด้วย พรีเมี่ยมสมชื่อเลยใช่มั้ยคะ? เนื้อโลชั่น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ผสมแอลกอฮอล์ สัมผัสจะคล้ายกับว่านหางจระเข้ ลักษณะเหมือนเป็นเมือกลื่นๆ แต่กลับไม่ทิ้งความเหนอะหนะบนผิวแม้แต่น้อย ซึมผิวดีมาก ใช้ได้ทั้งเช้าและก่อนนอน ผิวจะยืดหยุ่นมีน้ำมีนวล ที่สำคัญสาวผิวมันก็ใช้ดีนะคะ แต่ถ้ามันมากอาจจะเลี่ยงใช้ตอนกลางวัน ตัวนี้พกออกต่างจังหวัดบ่อยมาก เพราะใช้ง่าย ตัวเดียวจบ ไม่ต้องพึ่งพา pre-serum เหมือนตัวอื่น

9. Hada Labo Super Hyaluronic Acid Hydrating Essence 
เรื่องสกินแคร์ที่ช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นนี่ไว้ใจ Hada Labo มาโดยตลอด เป็นแบรนด์ที่ไม่เคยห่างหายไปจากโต๊ะเครื่องแป้งเลยก็ว่าได้ เหตุผลที่เลือกตัวนี้เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ชอบสกินแคร์เนื้อเอสเซนส์บางเบาแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งเคลมว่าช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นได้ยาวนานถึง 24 ชม. ยิ่งน่าสนใจ ที่สำคัญคือใช้ได้ทั้ง เช้า-เย็น เนื้อเอสเซนส์บางเบา ซึมไว ลงรองพื้นตามไม่เป็นคราบเลย ขวดนี้ซื้อมาหลังจากที่ใช้ Kiehl’s Dermatologist Solutions Powerful Strength Line-Reducing Concentrate แล้วเกิดอาการแสบ พอพนักงานแนะนำให้ลงมอยเจอร์ไรเซอร์ก่อน หนอนก็ใช้ตัวนี้แหละค่ะ โบกเช้าโบกเย็นอยู่ 2-3 วัน ก่อนกลับไปใช้ Kiehl's หลังจากนั้นมาก็จะลงตัวนี้ก่อนทุกครั้ง

10. Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Oil Jelly
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เอาไว้ใช้เสริมทัพตัวโลชั่นด้านบน เปิดฝาออกมาแว๊บแรกนี่นึกถึงวิคส์วาโปรับ เพียงแต่เนื้อสัมผัสจะเหลว บางเบา สบายผิวกว่า ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ผสมแอลกอฮอล์ เช่นเคย สาวผิวแห้งหรือคนที่ติดนอนเปิดแอร์ควรมีติดบ้านไว้สักตลับ หลังจากบำรุงผิวเรียบร้อยแล้วหนอนจะลงตัวนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยเน้นบริเวณที่ผิวแห้งมากเป็นพิเศษ รวมถึงจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ร่องแก้ม ระหว่างคิ้ว และรอบดวงตา เช้ามาผิวจะดูอิ่มน้ำ เปล่งปลั่ง สดใส ส่วนใครที่เคยเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวและแห้งมากๆ อาจจะเคยเจอประสบการณ์ที่ครีมบำรุงที่ใช้ในชีวิตประจำวันเอาไม่อยู่ โบกจนจะหมดกระปุกก็ไม่ชุ่มชื้น ผิวหน้าลอก แต่งหน้าไม่ติด ถ่ายรูปออกมาไม่สวย ขอบอกว่าตัวนี้เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ



11. Fracora Lift'est Proteoglycan Serum 
ปริมาณ 30ml ราคา 1,390 บาท

12. Fracora Placenta Extract White'st Enrich 
ปริมาณ 30ml ราคา 1,890 บาท

13. Kiehl's  Dermatologist Solutions Nightly Refining Micro-Peel Concentrate 
ปริมาณ 30ml ราคา 2,650 บาท 

14. Kiehl’s Dermatologist Solutions Powerful Strength Line-Reducing Concentrate
ปริมาณ 50ml ราคา 3,050 บาท



11. Fracora Lift'est Proteoglycan Serum
โปรตีนสกัดจากกระดูกอ่อนบริเวณสันจมูกของปลาแซลมอน (คุณสมบัติ : ยกกระชับผิว กระชับรูขุมขน เร่งการสร้างคอลลาเจน)
12. Fracora Placenta Extract White'st Enrich
สารสกัดจากรกหมู เพิ่มปริมาณจากสูตรเดิม 2 เท่า (คุณสมบัติ : ปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส ลดรอยด่างดำ ให้ความชุ่มชื้น)
Fracora เป็นแบรนด์ที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนหมดไปหลายขวดแล้ว ชอบตรงที่ไม่ใส่กลิ่นสังเคราะห์ ไม่ใส่สี มองเผินๆอาจจะเหมือนน้ำเปล่า แต่พอตบลงบนผิวจะรู้สึกเลยว่าเนื้อสัมผัสต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีใช้จะผสมทั้งสองสูตรเข้าด้วยกัน ลงเป็นขั้นตอนแรกของการบำรุง หลังจากที่ตบลงบนผิว เนื้อเซรั่มจะซึมผิวอย่างรวดเร็ว รู้สึกสบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่สำหรับคนผิวแห้งแนะนำให้ใช้ร่วมกับมอยเจอร์ไรเซอร์ เพราะถึงแม้จะมีส่วนผสมที่ใช้ความชุ่มชื้น แต่อาจจะไม่เพียงพอกับผิวที่แห้งมากๆ หลังจากที่ใช้ติดต่อกันรู้สึกได้เลยว่าผิวละเอียด ยืดหยุ่นและแข็งแรงขึ้น รอยดำจากสิวที่อยู่กันมานานจางลงแบบสังเกตได้ แต่ถ้าถามว่าขาวขึ้นไหม? อันนี้ขอตอบว่าผิวไม่หมองคล้ำแม้จะโชว์หน้าสดดีกว่า

13. Kiehl's  Dermatologist Solutions Nightly Refining Micro-Peel Concentrate
ส่วนผสมหลักเป็นสารสกัดจากเมล็ด Quinoa (ควินัว) มีคุณสมบัติในการเร่งการผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้ว เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้นความถี่ในการผลัดเซลส์จะลดลง อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ามันจะเป็นเหมือนการลอกผิวนะคะ จะบอกว่ามันอ่อนโยนมาก ใช้แล้วไม่รู้สึกแสบคันแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะมีส่วนผสมจากกรดธรรมชาติ AHA ที่อาจจะทำให้ผิวเราไวต่อแสงแดดมากขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงเพราะตัวนี้เราใช้แค่ตอนกลางคืน เนื้อเซรั่มจะคล้ายน้ำมันแต่ว่าเหลวกว่า สาวผิวแห้งหลงรักแน่นอน ส่วนเรื่องกลิ่นค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ อารมณ์เหมือนเอาซอสแม็กกี้มาทาหน้า บางคนบอกรู้สึกเหมือนนอนอยู่ในห้องครัว แต่เชื่อเถอะว่ามันดีกว่ากลิ่นน้ำหอมเยอะ เนื้อสัมผัสตอนทาจะค่อนข้างหนึบ ใช้เวลาในการซึมผิวนานกว่าเซรั่มตัวอื่นสักหน่อย แต่ผลลัพธ์น่าประทับใจมาก ใช้คืนแรกจะรู้สึกเลยว่าผิวอิ่มน้ำ แต่งหน้าติด หลังจากใช้ติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ ผิวดูสดใส เรียบเนียนขึ้นแบบสัมผัสได้

14. Kiehl’s Dermatologist Solutions Powerful Strength Line-Reducing Concentrate
วิตามินซีในรูปของ Ascorbic Acid ที่ 10.5% มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างผิวให้แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม พร้อมกระตุ้นการผลัดเซลส์ผิว เพิ่งเคยใช้เป็นขวดแรก เนื้อซิลิโคนสัมผัสนุ่มลื่นเกลี่ยง่าย รู้สึกอุ่นเวลาทาลงบนผิว ว่าแต่ทำไมเราแสบ!!! ไม่เป็นไร...ผิวอาจจะต้องการการปรับตัว ปรากฏว่าลองอยู่ 3 คืนก็แสบทั้ง 3 คืนเลย ในหัวคือคิดแล้วว่าแพ้แน่นอน ไม่กล้าเสี่ยงแล้ว เสียดายก็เสียดาย น้อยใจชีวิตทำไมต้องแพ้ของที่คนอื่นใช้แล้วดี ระหว่างเตรียมส่งต่อ สวรรค์ก็มาโปรด Kiehl's มาเปิดบูธแถวที่ทำงานก็เลยแวะเข้าไปปรึกษา ได้คำตอบมาว่า อาการแสบคันเกิดจากที่เราเป็นคนผิวแห้งมาก อารมณ์แบบทาแล้ววิตามินซีมันกองอยู่บนผิว ไม่สามารถซึมลงผิวของเราได้ แนะนำให้ตบมอยเจอร์ไรเซอร์ให้หนักก่อนทา เอ่อ...มันดีขึ้นจริงๆด้วย อาการแสบค่อยๆลดลงจนเป็นปกติ พอได้ใช้ติดต่อกันแค่ 1 สัปดาห์ สังเกตได้ว่าผิวแข็งแรง แน่นละเอียด รูขุมขนกระชับขึ้น ส่วนพวกรอยดำจากสิวทะยอยจืดจาง สีผิวก็ดูสว่างแบบสุขภาพดีและสม่ำเสมอขึ้น แต่กว่าจะเห็นผลชัดเจนเรื่องรอยด่างดำก็เป็นเดือน งานนี้ใครอยากสวยต้องใจเย็นกันหน่อยนะคะ



15. Lansley Royal Gold Caviar Premium Firming Mask 
ปริมาณ 50 กรัม ราคา 590 บาท

16. Biotherm Life Plankton Mask 
ปริมาณ 75ml ราคา 2,100 บาท

17. Kanebo Suisai Beauty Clear Enzyme Powder 
ปริมาณ 0.4 กรัม/กระปุก (32 กระปุก)

18. Biotherm Wonder Mud 
ปริมาณ 75ml ราคา 1,500 บาท



15. Lansley Royal Gold Caviar Premium Firming Mask
มาส์กทองคำบริสุทธิ์ มีส่วนผสมของ Gold Leaf ช่วยในการยกกระชับผิว Alpine Rose, Collagen และ Elastin ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน Sodium Hyaluronate ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ คือมี 2 กระปุก ไม่ได้จะกักตุนแต่อย่างใด แต่วันที่ได้มาคือ พนักงาน Beauty Buffet แนะนำว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยมตัวใหม่ก็เลยจัดมาลอง 1 กระปุก อีกวันถัดมามีพัสดุจากทางแบรนด์มาส่ง แกะออกมาดู อุ๊ย!! เหมือนกันเปี๊ยบเลย ผลลัพธ์ในเรื่องของความกระชับจะรู้สึกได้ทันทีทุกครั้งหลังใช้ แต่ความชุ่มชื้นนั้นยังไม่ค่อยเห็นผล ส่วนตัวก็เลยชอบทามาส์กตัวนี้แล้วลงมาส์กแผ่นแช่เย็นทับ ใช้คู่กันตลอด ใครจะลองตามก็ไม่ว่ากันนะคะ

16. Biotherm Life Plankton Mask
ใครที่เคยใช้ตัว Essence มาก่อนก็คงจะทราบคุณสมบัติกันดี ซึ่งหนอนเปรียบให้เค้าเป็นเหมือนสกินแคร์สามัญประจำบ้าน เมื่อต้นปีทางแบรนด์เค้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของ Over-Night Mask โดยจะยังคงส่วนผสม Life Plankton 5% และคุณสมบัติในการปลอบประโลมผิว ลดอาการแพ้ ระคายเคือง พร้อมให้ความชุ่มชื้นกับผิวอยู่ แต่ความแตกต่างคือ เนื้อสัมผัสเป็น Hydro Gel แบบ Time-Release กล่าวคือเนื้อมาส์กจะค่อยๆปล่อยสารบำรุงออกมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานขึ้น ฉะนั้นจึงมั่นใจว่าผิวของเราจะได้รับการดูแลตลอดทั้งคืน ตัวนี้ลงเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงทั้งหมด สามารถใช้ได้ทุกวัน (ถ้าไม่กลัวเปลือง) วันไหนรีบนอนก็จะเลือกลงเซรั่มสักตัวนึงตามด้วยมาส์กตัวนี้แล้วก็นอนเลย

17. Kanebo Suisai Beauty Clear Enzyme Powder
เป็นไอเทมที่ถ้าใครได้ไปญี่ปุ่นต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมา ด้วยส่วนผสมของเอนไซม์และสารสกัดจากน้ำนมถั่วเหลือง ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน ตัวนี้หนอนใช้สครับสิวเสี้ยนเป็นหลัก แต่ต้องระวังเพราะเนื้อมันละเอียดมากจนเราคิดว่าถูแรงๆแล้วจะไม่ระคายเคืองผิว ปริมาณที่พอเหมาะคือ 1 กระปุก/1 ครั้ง นะคะ ราคาเฉลี่ยกระปุกละประมาณ 20-30 บาท จึงมีพวกแม่ค้าหัวใสบอกว่าแบ่งใช้ได้ 3-4 ครั้ง ซึ่งพอเอามาแบ่งจริงแล้วเท่ากับเอาไปละลายน้ำเล่น นอกจากเปลืองแล้วยังใช้ไม่ได้ผลอีก วิธีใช้ก็เทลงฝ่ามือผสมน้ำแค่ 5-6 หยด ก็จะได้สครับข้นๆนวดวนลงบนใบหน้าที่เปียกชุ่ม เน้นบริเวณจมูกหรือจุดที่มีสิวเสี้ยน ผิวจะสะอาดตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ปกติก็จะใช้สครับประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์ แล้วก็เอาไว้พกเวลาเดินทางบ้าง สะดวกดี

18. Biotherm Wonder Mud 
โคลนพอกหน้าสีเขียว เนื้อสัมผัสดีมาก มีส่วนผสมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ลดความหมองคล้ำ และส่วนผสมของโคลน Ghassoul ที่ช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกบนผิว เหตุที่บอกว่าเนื้อสัมผัสดีมาก เพราะว่าเนื้อโคลนจะไม่เหมือนแบบที่เราคุ้นเคยกัน แบบโคลนเนื้อเทาหนึบๆ ทาไว้สักพักพอแห้งก็จะรู้สึกตึงผิว ต้องงดแสดงสีหน้าและอารมณ์ เคยเป็นมั้ย?...เผลออมยิ้มทีหน้าแตกระแหงย่นไปอีก แต่ตัวนี้เนื้อจะลื่นและละมุนกว่า เกลี่ยง่ายมาก ยืดหยุ่นไม่ทำให้รู้สึกตึงผิวทั้งๆที่บางทีเผลอทิ้งไว้นาน ตอนล้างออกก็ง่าย เค้าผสมเม็ดสครับเอาไว้ให้ด้วยนะ หลังใช้ผิวจะสะอาด ไม่แห้งตึงเลย จะรู้สึกชุ่มชื้นเย็นผิว ถือเป็นการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไปแล้วค่ะ


ติดตามรีวิวอีกมากมายได้ที่ //www.facebook.com/joobukiss



Create Date : 30 มกราคม 2560
Last Update : 30 มกราคม 2560 21:18:24 น.
Counter : 964 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

joobukiss
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีทุกคน!
ชื่อ'หนอน'ค่ะ
FACEBOOK : JOOBUKISS
New Comments
Group Blog
มกราคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
31
 
 
All Blog