Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •   
พฤษภาคม 2557

 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
Hall of fame 2012-2013 : Best of me ที่สุดแห่ง my favorite



 สวัสดีครับทุกท่านหลังจากที่ผมสนใจเรื่อง skincare มาได้ระยะหนึ่ง
มันถึงเวลาที่สมควรแล้วล่ะ ที่จะทำ my favorite of the year จริง ๆ จัง ๆ กับเค้าซักที
ที่จริงอยากทำตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะครับ  แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังด๋อยอยู่  บวกกับ
การที่เราสนใจ skincare ถึงขั้นเรียนรีวิวมาได้ไม่เท่าไหร่  เลยรู้สึกว่ามันยังไม่สมควร
คัด item ที่เราชอบมาแชร์ให้คนอื่นได้อ่าน

จนมาวันนี้คิดประสบการณ์การใช้ skincare และรีวิว skincare มามากพอ (ร่วม 20 เดือน)
ที่จะคัด the best หรือคัด my favorite ออกมาสู่สายตาของสาธารณชนซักที  
รีวิวนี้ไม่ได้คัดจากปี 2012 เพียงอย่างเดียวแต่คัดจาก skincare ทั้งหมด
ตั้งแต่ที่ตัวเองเริ่มสนใจและเริ่มที่จะเขียนรีวิว skincare  
(สนใจ skincare ได้ 2 ปีครึ่งและเริ่มเขียนรีวิวได้ประมาณ ปีครึ่ง)

ผลิตภัณฑ์ที่รีวิวนี้จะคัด best of me ของทุกแบรนด์ที่ตัวเองเคยใช้ แน่นอนครับมีทั้ง
Hi-end / Counter brand ไปยัง drug store และ Mass market
โดยจะไล่ไปทีละ step ตั้งแต่ล้างหน้าไปจนถึงมาส์คหน้าและกันแดด
ในแต่ละ step อาจเป็น counter brand หรือ drug store ก็ได้
แต่ถ้า step ไหนมีแต่ของราคาแพง ๆ ก็จะพยายามหาตัวตายตัวแทนมาให้ชมกัน

ปล.รีวิวและ My favorite นี้เป็นการคัดจากส่วนผสมก่อนรอบนึง เพราะปกติเวลา
ที่ตัวเองจะซื้อ skincare อะไรใหม่ ๆ จะแสกนส่วนผสมอยู่แล้ว แล้วค่อยมาคัด
จากความรู้สึกและผลลัพธ์ที่ได้อีกทีว่าตัวไหนที่ตัวเองชอบมากที่สุด ที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด

อ่อหลังจากอ่านจบแล้วอย่าเพิ่งรีรีบไปไหนนะครับ  หลัง ๆ จะมีการจัดอันดับจาก
My favorite แต่ละ step ว่าอะไรที่ใช้บ่อยที่สุด และอะไรที่ชอบมากที่สุด
โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็น step ไหนก็ตาม

ถ้าพร้อมแล้วเชิญเสพ Hall of Fame ของผมได้เลยคร้าบบบ




Make up remover


สำหรับขั้นตอนการล้างเครื่องสำอางนี้มีเคยใช้มาทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งรู้สึกว่า
แต่ละตัวนั้นไม่ต่างกันมากนัก อาจเป็นเพราะไม่ได้แต่งหน้าอะไรอยู่แล้ว
ใช้งานหนัก ๆ ก็ตอนเล่นพวกละครฮาเฮแต่งหน้าเป็นตัวตลก  
เลยไม่รู้สึกอินกับ Make up remover  ตัวใดเป็นพิเศษ
เพราะฉะนั้นใน step นี้จึงไม่ขอมอบรางวัลแก่ผลิตภัณฑ์ตัวใดทั้งสิ้น  

แต่ขอเตือนก่อนนิดนึงนะครับที่ผมเห็นว่าหลายคนมักจะ
เลือกพวก eye remover ที่ไม่แสบตาหนะครับ  
ขอบอกก่อนว่าการใช้อะไรเกี่ยวกับตาทั้งหมดไม่ควรให้มันเข้าตาเลยครับ
ไม่ว่าคุณจะใช้แล้วแสบตาหรือใช้แล้วไม่รู้สึกระคายเคืองดวงตา
ก็ควรที่จะล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือด้วยนะครับ
เดี๋ยวมีปัญหาจะไม่คุ้มเน่อออ



สำหรับคำถามยอดฮิตว่าถ้าไม่ได้แต่งหน้าแล้วจำเป็นต้องใช้พวก remover ไหม
ส่วนตัวในตอนนี้ขอตอบว่า “ไม่” ถ้ากันแดดที่คุณใช้ไม่ใช่กันแดดที่กันน้ำ หรือผสมรองพื้น
เพราะตัวผมเองใช้กันแดดสูตรทั่วไปก็ไม่ได้ใช้ remover เช่นกันแต่ถ้าวันไหนใช้กันแดดที่
ผสมรองพื้นหรือกันน้ำวันนั้นแหละที่ควรจะใช้  เพราะจุดประสงค์ของ remover คือ
ล้างพวกสิ่งที่ไม่ละลายน้ำให้ออกจากผิวหน้า ตัวอย่างก็พวก make up ต่าง ๆ ไงล่ะ เพราะฉะนั้น
ถ้าหน้าคุณมีแต่สิ่งที่สามารถล้างด้วยโฟมล้างหน้า (cleansing) ได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนคนที่ผิวแพ้ง่ายหรือสิวขึ้นง่ายก็ต้องใช้วิจารณญาณให้ดี ๆ และกันว่าตัวเอง
จำเป็นต้องใช้รึเปล่า  เดี๋ยวใช้ remover แล้วแพ้ขึ้นมาอีกล่ะ ??? หรือถ้าไม่ใช้แล้ว
ผิวตัวเองอุดตันขึ้นมาล่ะ ??? อันนี้ไม่ขอตอบนะครับเพราะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนเน่อ

แต่ถ้าสำหรับผมถ้าไม่แต่งหน้า ไม่ใช้กันแดดผสมรองพื้น หรือกันแดดแบบกันน้ำ
“ผมจะไม่ใช้ remover ครับ”  (ซึ่งหลังจากล้างหน้าปกติโดยไม่ได้ใช้ remover เมื่อนำ
Toner มาเช็ดผิวดูก็ไม่มีสิ่งตกค้างอะไร  ถึงแม้ว่าจะนำ remover มาเช็ดหน้าก่อนล้างหน้า
จะมีสิ่งสกปรกติดสำลีมาด้วยแต่สิ่งสกปรกเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วสามารถล้างออกด้วย
โฟมล้างหน้าได้ครับผม) // ความเห็นส่วนตัวเน่ออ




Facial Cleansing

การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า เจลล้างหน้าหรือมูส นั้นเป็นสิ่งที่ผมได้ใช้
และลองมาเยอะมากครับร่วม ๆ 30 ตัวเลยทีเดียวแต่พอมาคัดตัวที่ตัวเองชอบนั้น
รู้สึกว่าสุดท้ายก็ back to the basic คือไม่ได้ต้องการ cleansing ที่ส่วนผสมดีเว่อ
แค่ล้างหน้าแล้วสะอาด  อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง และไม่แห้งจนเกินไปก็พอ
เรื่องสารบำรุงนั้นไม่ได้ต้องการเลยสำหรับขั้นตอนนี้เพราะการที่สารบำรุง
อยู่บนใบหน้าเราแค่ครึ่งนาทีไม่ได้ทำให้หน้าเราดีขึ้นมาได้หรอกครับ 55
Best of me จึงตกไปอยู่ที่

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Biore - Marshmallow  Whip Facial Wash
(ขวดปั๊ม : 150ml / 250.- , refill : 130ml / 150.-)


โฟมล้างหน้าเนื้อมูส ขวดปั๊มที่แสนจะธรรมดาไม่มีสารบำรุงพิเศษอะไร
(ซึ่งผมไม่ได้ต้องการมันอยู่แล้ว)  แต่สิ่งที่ได้จาก Marshmallow  Whip นั่นก็คือ
ฟีลลิ่งที่นุ่มละมุนผิวสุด ๆ ของมูสที่ปั๊มออกมา  เป็นเนื้อมูสที่ละเอียดและนุ่มที่สุด
ของ cleansing เนื้อมูสที่เคยใช้มา (ในราคาระดับเดียวกัน)  



การทำความสะอาดถือว่าทำออกมาได้ทีเลยทีเดียว  ถึงแม้หลังล้างแล้วจะไม่ได้
ชุ่มชื่นเท่าไหร่แต่มันก็ไม่ได้แห้งจนเกินไป  ราคาที่สบายกระเป๋าหนึ่งขวด
สามารถใช้ได้นาน 2-3 เดือนเลยทีเดียว หรือถ้าหมดก็แบบมีรีฟิลให้ได้มาเติมใช้กัน
ในราคาที่ประหยัดกว่าเดิม
//ดูจากรูปกันเอาเองและกันว่ามูสล้างหน้าขวดนี้ผ่านศึกอะไรมาบ้าง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Neutrogena - Deep Clean Hydrating Bamboo Gel Cleanse
(100 ml / 189.-)


เจลล้างหน้าที่ใช้แล้วรู้สึกว่ามันอ่อนโยนแต่ใช้แล้วรู้สึกว่ามันสะอาดกว่า
เจลล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวตัวอื่น ๆ ที่เคยใช้  หรือถ้าเป็นเจลที่ล้างหน้าได้สะอาด
ก็ไม่รู้สึกว่าอ่อนโยนต่อผิวเท่ากับเจลล้างหน้าไม้ไผ่ตัวนี้  



สิ่งที่ชอบมาก ๆ อีกอย่างนึงคือฟิลลิ่งตอนกำลังล้างออก ความรู้สึกมันจะลื่น ๆ
ไม่ทำลายผิวไม่รู้สึกว่าต้องใช้มือสัมผัสกับผิวของใบหน้ามากจนเกินไป
แต่ก็สามารถล้างสิ่งสงปรกออกได้เป็นอย่างดี  บอกเลยว่าตอนล้างนั้นฟินมาก 555

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Divinia – Amino Acid  Facial Cleanser
(100g / 280.-)


เกือบจะลาขาดกับ cleansing  รูปแบบโฟมไปซะแล้วถ้าไม่ได้มาเจอกับเจ้าตัวนี้
หลังจากที่ศึกษามานานว่า cleansing ในรูปแบบของโฟมนั้นทำลายผิวหน้าของเรา
มากที่สุด  เพราะมันทำความสะอาดได้ดีและมันดีมากจนเกินไป  
แต่นั่นก็คงเป็นแค่ทฤษฎีที่ใช้กับโฟมล้างหน้าทุกตัวไม่ได้  



Divinia  Amino Acid  Facial Cleanser ตัวนี้เป็น cleansing ในรูปแบบโฟม
อีกตัวหนึ่งที่ใช้ล้างหน้าแล้วไม่เคยให้ความรู้สึกว่าหน้าเราแห้งจนเกินไปแต่อย่างใด
หลังจากล้างออกรู้สึกว่าหน้าสะอาดพอดี  ไม่แห้งตึงเหมือนกัน cleansing
รูปแบบโฟมทั่ว ๆ ที่เคยใช้มา




Toner (cleaning check)


เมื่อก่อนมีความคิดว่าขั้นตอนของการเช็ดผิวเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง
และรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นเลยสักนิด  แต่หลังจากที่บ้า skincare ไปได้ซักพัก
ก็รู้สึกว่าตัวเองต้องหาโทนเนอร์มาลองใช้บ้างแล้วล่ะ



ส่วนตัวแล้ว Toner ของผมในที่นี้คือน้ำที่ไว้เหยาะสำลีแล้วเช็ดหน้า
เพื่อเช็คดูความสะอาดหลังล้างหน้า (ซึ่งมันไม่จำเป็นหรอกถ้าคุณล้างหน้าสะอาดแล้ว
เพราะถ้าสุดท้ายมีคราบสกปรกติดมาคุณก็ต้องไปล้างหน้าใหม่ถูกไหม ??)
และใช้เพื่อการบำรุงโดยใช้สำลีเป็นตัวช่วย  แน่นอนครับยังมี Toner ที่ใช้
โดยการเหยาะใส่มือแล้วนำมาตบ ๆ หน้าเลยซึ่งแบบนั้นเหมาะกับการใช้
กับของที่มีราคาแพงหน่อยครับ ในส่วนนี้ขอคัดเฉพาะที่ผมใช้เป็น cleaning check นะครับ

จากประสบการณ์เคยใช้ cleaning check อยู่4-5 ตัว โดยซื้อจากส่วนผสมเป็นหลัก
Best of me ใน step ของการ cleaning check ได้แก่

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Botanic – Skin Refining Toner Whitening
(250ml / 325.-)


ตั้งแต่เห็นส่วนผสมก็อยากได้อย่างขึ้นมาทันที บวกกับราคาที่เบาหวิว
วิตามินซีในรูปของ Ascorbyl Glucoside ในลำดับที่ 3 ถึงแม้มันจะยังไม่มี
ข้อสรุปว่าวิตามินซีรูปนี้สามารถเป็น whitening ที่ดีได้แต่ยังไงซะ คุณสมบัติ
Antioxidant ของวิตซีก็สามารถมอบให้กับผิวของเราได้อยู่แล้ว



ความรู้สึกหลังเช็ดมันกำลังดี กำลังดีในที่นี้หมายถึงผิวมันพร้อมที่จะ
เริ่มทำการบำรุงไม่เหมือนโทนเนอร์บางตัวที่ใช้แล้วไม่ต่างอะไรกับการ
เอาน้ำสะอาดไปเช็ดหน้า  และด้วยราคาที่ว่าเบาแล้ว
ยิ่งตอนจัดโปรยิ่งประหยัดเข้าไปใหญ่  ไม่ใช้สารกันเสียแบบ
Paraben ด้วยนะครับ ใครที่กังวลเรื่องนี้เลิกห่วงได้เลย
//มีน้ำหอมนะจ๊ะ




Water lotion

อันที่จริงคุณสามารถนับขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเดียวกับ Toner เลยก็ได้
เพราะจุดประสงค์หลักมันเหมือนกันทุกประการ  คือการเตรียมความพร้อมของผิว
ก่อนที่จะบำรุงในขั้นตอนต่อ ๆ ไป(คัดค้านการนับ Toner เป็นขั้นตอน
ของการทำความสะอาดนะครับ เพราะที่จริงแล้วมันคือการเตรียมผิวเน่ออออ)

แต่คิดไปคิดมาขอแยก Step กันดีกว่าอาจเป็นเพราะราคาที่เป็นปัจจัยหลัก
ถ้ามันมาราคาที่สูงเราก็คงเสียดายกันแย่
ถ้าสารบำรุงราคาแพงของเราไปติดอยู่กับสำลี  

และสำหรับขั้นตอนนี้ผมได้ลองมาถึงแม้ว่าจำนวนจะไม่มากเท่าไหร่
แต่ว่าแต่ละตัวที่ได้ใช้นั้นเป็นตัวดัง ๆ ทั้งสิ้น  เอาล่ะตัวที่ผมชอบที่สุดคือ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

SK-II – Cellumination Mask in Lotion
(100ml / 2900.-)


คงเป็นเพราะชื่อด้วยล่ะมั้งครับ  คำว่า Mask in Lotion นั้นมันช่างมีอิทธิพลซะเหลือเกิน
ส่วนผสมที่มีสารบำรุงที่หลากหลายทั้งพิเทร่า , niacinmide  , Glycurrhyza และยีสต์
Saccharomyces Cerevisiae  หลังใช้หน้าชุ่มชื้นอย่างน่าพอใจ
และฟีลลิ่งเหมือนเอาน้ำเอสเซนส์ในมาส์คชีทมาใช้เลยทีเดียวล่ะ



ติดอยู่เรื่องเดียวคือราคาที่แพงซะเหลือเกิน  เป็นแบบนี้คงหนีไม่พ้น
การซื้อเทสเตอร์มาใช้และเป็นเคาท์เตอร์แบรนด์อีกตัวหนึ่ง
ที่ดิ้นรนหาเทสเตอร์มาใช้อยุ่บ่อย ๆ (อาจเป็นเพราะไม่มีปัญญาชื่อไซส์เต็ม 555)
เรียกได้ว่าเป็นเป็นอีกหนึ่งความฟินที่สุดจะบรรยาย

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Hada labo – Super Hyaluronic Acid Moisturizing Lotion
(170ml / 520.- , 30ml / 119.-)


ภาษาชาวบ้านเค้าเรียกกันว่า “ฮาดะ สีขาว” ซึ่งผมเองชอบที่สุดในสามโลก 
ในบรรดาสามสูตรที่มีขายในไทย  ชอบสูตรนี้สุดแล้วล่ะ  ส่วนผสมที่อ่อนโยน แต่ชุ่มชื้นกำลังดี 
หน้าอิ่มน้ำ  เติมน้ำให้ผิวตัวนี้แหละที่ชอบมากที่สุด  เคยเอาไปทำ cotton mask เหมือนกัน
แต่รู้สึกว่ามันไม่เวิร์คซักเท่าไหร่แถมเปลืองอีก (ใช้มาส์คชีทไปเลยดีกว่า)
มาส์คครั้งนึงใช้ประมาณ 20 – 25 mlเลยทีเดียว  



สุดท้ายก็นำมาเทใส่มือแล้วตบ ๆ หน้าเอาเนี่ยแหละเวิร์คสุดแล้ว
Hyarulonic 3 รูปแบบที่แทบจะหาจากไหนไม่ได้เลยนอกจากเจ้าฮาดะสีขาวตัวนี้
ราคาที่ถึงแม้จะปรับราคาขึ้นนิดหน่อยแต่ถ้าหาจังหวะเหมาะ ๆ แล้วล่ะก็
จะรู้สึกได้ถึงความคุ้มเดี๋ยวลดโน้น เดี๋ยวแถมไซส์เล็กบ้าง ไซส์กลางบ้าง
สุดท้ายก็คุ้มและชอบมันอยู่ดี




Special care


SK-II – Facial Treatment Essence
(75ml / 2800.- , 150ml / 4300.- , 215ml / 5700.-)


อีกหนึ่ง item ที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดของวงการ skincare บ้านเรา
คงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะว่ามันทำให้หน้าผมดีขึ้นกว่าก่อนมากจริง ๆ
เป็น Couter brand ตัวแรกที่ผมใช้เลยก็ว่าได้  และก็ติดใจใช้จนถึงทุกวันนี้
เสียเงินซื้อไซส์จริงไปเกือบ 10 ขวดแล้ว (ใช้กันทั้งบ้าน)



ไร้ที่ติยกเว้นเรื่องราคา  พยายามหาตัวตายตัวแทนที่เค้าว่ากันว่า
ส่วนผสมคล้ายน้ำป้าเจี๊ยบสุด ๆ มียีสต์สายพันธุ์เดียวกันผสมอยู่
และราคาถูกกว่าหลายเท่าพอใช้จริง ก็รู้ว่ามันเทียบกับ original ไม่ติดเลยซักนิด






Pre-serum

อีกหนึ่งขั้นตอนที่รู้สึกว่ามันเป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง
แต่พอได้ลองใช้เท่านั้นแหละ  เลิกใช้ไม่ได้กันเลยทีเดียว
ขอบอกก่อนว่าถ้าคุณคิดจะลองใช้ skincare ใน step ของ pre-serum
แล้วล่ะก็  ต้องระวังไว้ให้ดีเดี๋ยวจะใช้แล้วจะหลงจนเลิกใช้ไม่ได้ขึ้นมาแล้วจะยุ่ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

SK-II – Facial Treatment Repair C
(30ml / 4500)


บอกไม่ถูกว่าอินกับพิเทร่าเข้มข้น 4 เท่าตัวนี้ยังไงใช้ทีไรก็รู้สึกได้เลยว่า
มันต่างกับวันที่ไม่ได้ใช้  ปกติจะใช้เฉพาะมันที่มีกิจกรรมหนัก ๆ หรือว่านอนดึกเท่านั้น
เพราะราคาที่แพงจนกระเป๋าฉีก (ถึงแม้จะซื้อเทสเตอร์มาใช้ก็ยังรู้สึกว่ามันแพงอยู่ดี)



จากปกติที่บำรุงผิวอยู่ทุกวัน  แต่ถ้าเกิดเพิ่ม repair c ตัวนี้เข้าไป
ตื่นนอนมารู้เลยล่ะว่าหน้ามันแต่ต่างจากทุกวันเพราะตัวไหน
หน้าดูกระจ่างใสขึ้นกว่าปกตินิดนึงแต่ถ้าใช้ติด ๆ กันหลาย ๆ  วัน
หน้าจะกระจ่างขึ้นขนาดที่สังเกตุได้เลยล่ะ




Serum


ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นขั้นตอนการบำรุงที่มีสาร active ที่เข้มข้นที่สุด
เป็นหัวใจหลักของการบำรุงในแต่ละครั้งเลยก็ว่าได้
และ step ของ serum เองก็เป็นอีกหนึ่ง step ที่ผมได้ใช้ผลิตภัณฑ์
มาหลากหลายพอสมควรถูกบ้างแพงบ้าง ตามกระแสบ้าง แสวงหามาเองบ้าง
สุดท้ายก็คัด best of me มาได้ตามนี้ครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Skinceutical – C E Ferulic
(30ml / 152$)


วิตามินซีในรูป ascorbic acid ที่มีวิตอีและ ferric เป็นสารเพิ่มความเสถียรให้แก่สูตร
และ ascorbic acid เองถือเป็นวิตซีที่ว่ากันว่ารักษาความเสถียรได้ยากที่สุด
แต่สูตรนี้กลับทำได้เสถียรมากจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง
ถึงแม้จะมีความเข้มข้นของวิตซีถึง 15% แต่เมื่อใช้แล้วไม่เกิดการระคายเคืองใด ๆ ทั้งสิ้น



ส่วนตัวไม่ได้ใช้ทุกวัน  อาทิตย์นึงใช้ประมาณ 2-3 ครั้งด้วยเหตุผลที่ว่าวิตซี
ในรูปนี้เวลาใช้ต้องรอประมาณ 15-20 นาทีก่อนที่จะทาบำรุงตัวต่อไป
ซึ่งทำให้เสียเวลาและเหตุผลสำคัญคือราคาที่สูงปรี๊ด และหาซื้อยากโค ตร
(แต่ก็เสาะหา tester มาใช้ในราคาที่ตัวเองพอใจจนได้ 555)
ที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นเรื่องรอยสิวที่หายเร็วกว่าปกติ  
ส่วนเรื่องความขาวความใสก็เป็นผลพลอยได้ตามมาอีกที



อีกหนึ่ง rare item ที่ผมแทบไม่เคยพูดถึงมันมาก่อนเลย แต่ที่จริงใช้มาเกือบปีแล้ว
แต่ติดที่ราคามันสูง และหาซื้อยากเลยไม่พูดถึงซักเท่าไหร่
และนี่คงเป็นการพูดถึงเจ้าวิตซีตัวนี้เป็นครั้งแรกของผมเลยล่ะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

SK-II - Cellumination Essence EX
(30ml / 4900 , 50ml / 7400)


หลังจากได้ปรับสูตรเป็น EX แล้วตอนแรกก็กลัวว่าจะดรอปลง  แต่สุดท้าย
หลังจากได้ใช้จริง ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามันกระจ่างใสขึ้นกว่าเดิม  ขาวขึ้นจริง ๆ
เรื่องรอยสิวอาจช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่แต่เรื่องขาวใสนี่ต้องยอมเค้าจริง ๆ
ติดที่เรื่องราคาเรื่องเดียวอีกนั่นแหละ



--------------------------------------------------------------------------------------------------

Olay -  White Radiance Cellucent  White Essence
(40ml / 999.-)


ถ้า SK-II - Cellumination Essence EX แพงเกินไปแล้วล่ะก็
โอเลย์ตัวนี้คงสามารถเป็นตัวตายตัวแทนกันได้ครับ
ถึงแม้ว่าส่วนผสมจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด  แต่สารแอคทีฟหลักมีความคล้ายกัน
โดยเฉพาะ UDP หรือ sepiwhite ซึ่งเป็นสารแอคทีฟที่ใส่เพิ่มในสูตรใหม่ของ
SK-II - Cellumination Essence EX  และมันได้ถูกนำมาใส่ในโอเลย์ขวดนี้ซะด้วย
อีกหนึ่งสารแอคทีฟของโอเลย์ขวดเขียวนี้คือ niacinamide ที่เราคุ้นเคย



หลังใช้รู้สึกว่าหน้าก็ไบรท์ขึ้นในระดับที่น่าพอใจ เหมาะสมกับราคา
ถึงจะชอบน้อยกว่า 2 ตัวข้างบน แต่ถ้าเทียบกับราคาที่น้อยกว่าหลายเท่าตัว
มันทำให้เจ้าโอเลย์ตัวนี้วิ่งเข้า best of me ได้สบาย ๆ



Moisturizer

ถ้าเป็นเมื่อก่อนขั้นตอนของ Moisturizer คงไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า
การทำให้ผิวชุ่มชื่น แต่ปัจจุบันการแข่งขันเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ขั้นตอนนี้จึงเป็นอะไรที่มากกว่าการทำให้ผิวชุ่มชื้น  สารบำรุง สารแอคทีฟต่าง ๆ
เริ่มใส่กันมามากขึ้น  จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วที่ Moisturizer
จะกระหน่ำไปด้วยสารบำรุงไม่แพ้ step ของ serum

--------------------------------------------------------------------------------------------------

SK-II – Essencial Power
(50g/3500 , 80g/5400)

ตอนแรกbest of me ใน step นี้เกือบตกเป็นของ SK-II – Cellumination deep surge EX
ไปเสียแล้ว  ถ้าผมไม่ได้ใช้เจ้า Essencial Power กระปุกแดงตัวนี้เสียก่อน
deep surge มีสารบำรุงหลักเหมือนตัว Cellumination Essence
แต่ว่าลดความเข้มข้นลงแล้วเพิ่มสารเคลือบผิวไปแทน  
(เลยรู้สึกว่าใช้ตัว Cellumination Essence ก็คงจะเพียงพอแล้ว )



สำหรับ Essencial Power นั้นเนื้อครีมจะมันหน่อย เมื่อทาไปได้ซักพักมันถึงจะพอดีกับผิวหน้า
(ผมเป็นคนหน้าธรรมดาเอียงไปทางหน้าแห้ง) เมื่อตื่นขึ้นมารู้สึกว่าหน้านุ่มชุ่มชื้น
แม้ไม่ได้ทาพวก sleeping mask ก็ยังรู้สึกว่าชุ่มชื้นอยู่ (แต่ก็ไม่ได้ชุ่มชื่นเท่ากับ
ตอนที่โบก sleeping mask หรอกนะครับ)  และที่ชอบอีกอย่าง
คือใช้แล้วหน้ามันเด้งกว่าปกติด้วยแหละ 555




Sleeping mask / Overnight mask


เกาหลีประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการนำ Sleeping mask มาทำตลาด
จนตอนนี้มี Sleeping mask กันแทบทุกแบรนด์  ตัวผมเอง
แรก ๆ ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอกเพราะคิดว่าการใช้ moisturizer ทาหนา ๆ
ก็สามารถใช้แทน sleeping mask เหล่านี้ได้ แต่ไป ๆ มา ๆ
ก็ตามเคยทนกระแสไม่ไหว สุดท้ายก็หามาลองจนได้เรื่อง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Laneige – Sleeping Pack
(80ml / 1100)


วันไหนที่อากาศแห้งมาก ๆ หรือรู้สึกว่าผิวแห้งมาก ๆ ก็จำหยิบเอาเจ้า
Laneige – Sleeping Pack ตัวนี้มาใช้  ใช้แล้วหน้าชุ่มชื้นดี
ถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกว่าหน้าฟูขึ้น ขาวขึ้น หรือใสขึ้น แต่เรื่องเดียวที่
เจ้าตัวนี้เอาอยู่คือเรื่องความชุ่มชื้น  ที่ทำให้การอยู่ในห้องแอร์ได้ทั้งคืน
โดยไม่ทำให้ผิวแห้งแม้แต่น้อย  ราคากลาง ๆ ไม่ถือว่าแพงมาก
กระปุกนึงก็สามารถใช้ได้หลายเดือนเลยทีเดียว



ปริมาณที่ใช้ก็พอ ๆ กับ moisture ทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้มากกว่า
ก็สามารถให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวได้  นี่ล่ะคงเป็นความแต่ต่างระหว่าง
Sleeping Mask และ Moisturizer ทั่วไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Skin Will - Barrier Daily Moisturising Mask
(50ml / 790.-)


ถ้า Laneige คือมาส์คที่เด่นเรื่องความชุ่มชื่น Skin Will คงเป็นมาส์ค
ที่เด่นเรื่องการซ่อมแซมหน้า  ปกติจะใช้สำหรับวันที่ต้องเจอแดดหนัก ๆ
หรือมีกิจกรรมกลางแจ้งมาก ๆ ส่วนผสมที่เด่นเรื่องการทำให้ผิวหน้าแข็งแรง
นั่นคือ Ceramide และ Co enzyme Q10 ครับ



เรื่องความชุ่มชื่นนั้นยังถือว่าสู้เจ้า Laneige ไม่ได้  แต่เรื่องการป้องกันผิว
หลังจากที่ทำกิจกรรมหนัก ๆ แล้วล่ะก็ Skin Will - Barrier Daily Moisturising Mask
ตัวนี้แหละที่วิ่งเข้าสู้ Best of me อีกหนึ่งตัว

//แบรนด์นี้ของคนไทยครับ น่าติดตามมากเลยทีเดียว




Wash Mask


สำหรับมาส์คแบบล้างออกขอแบ่งเป็นหมวด Hydration และ Clay mask / Oil Absorb นะครับ
สำหรับ wash mask แบบ hydrate ผิวคือการทามาส์คแล้วล้างออก
เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวครับ  ส่วน wash mask แบบ oil absorb นั้น
คือการมาส์คเพื่อดูดเอาสิ่งสกปรกจากรูขุมขนออกหรือมาส์คเพื่อดูดซับ
ความมันส่วนเกินบนใบหน้า (ส่วนผสมก็พวก kaolin หรือ clay ต่าง ๆ )

--------------------------------------------------------------------------------------------------

- Hydration -

Tofu No Moriyata (มาส์คเต้าหู้)
(120ml / 690.-)


ใช้ตอนหลังล้างหน้าด้วย cleansing  เอามาพอก ๆ ไว้ 10-15 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า  ผลการใช้ไม่มีเรื่องความขาวใสใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่สิ่งที่ได้คือความนุ่มและเด้งต่างหาก  จากส่วนผสมที่ส่วนใหญ่เป็น
สารให้ความชุ่มชื่นซะมากกว่า ส่วนพวกสารไวท์เทนนิ่งนั้นใส่มาแค่หยิบมือ



ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับปริมาณแล้ว  สามารถใช้ได้หลายเดือน
ตอนแรกว่าจะซื้อมาใช้เป็น Moisture ไปเลย แต่เนื้อของมันค่อนข้างเหนอะผิว
และข้นพอสมควรเลยนำมาเป็น wash mask ปกติเนี่ยแหละ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

  -Clay mask / Oil Absorb-
Botanic – Condition Clay Mask
(120g / 425.-)


ทุกครั้งที่ใช้หน้าจะรู้สึกแห้งเป็นพิเศษ  อาจเพราะปกติหน้าค่อนไปทางแห้งอยู่แล้ว
แต่ความรู้สึกนอกจากนั้นคือรู้สึกว่าหน้าได้รับการบำรุง  ไม่รู้เหมือนกัน
ว่าบำรุงจากสารอะไรเพราะ clay mask หลอดนี้มีแค่โคลนทะเลสำหรับพอกผิว
และสารสกัดจากพืชของญี่ปุ่นเท่านั้น



ใครที่ใช้แล้วอย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดหลังใช้แนะนำให้ใช้ก่อนล้าง cleansing
เพราะถ้าล้างไม่สะอาดแล้วล่ะก็มีสิทธิ์อุดตันสูงเลยล่ะครับ



Eye cream

ได้ลองใช้อยู่ 6 ตัว  ซึ่งไม่มีตัวไหนเลยที่ถูกใจอย่างจริง ๆ จัง  ๆ
มี Sisley เนี่ยแหละที่ถูกใจในระดับหนึ่ง ทาแล้วรอบดวงตาชุ่มชื่น
ต่างจากอายครีมตัวอื่น ๆ ที่เคยใช้  แต่ทว่าราคามันก็สูงเกินไป (15ml / 5900.-)



ยังไม่ให้ใครเลยและกันสำหรับอายครีมที่จะเป็น best of me ในรอบ 2 ปีนี้
ยังไม่มีตัวไหนตอบโจทย์ได้พอครับผม




Mask Sheet

เป็นอีกหนึ่ง step ที่ได้ลองใช้เยอะมาก เยอะและหลากหลายที่สุดเลยก็ว่าได้
ช่วงที่ใช้ไม่ทันเคยนับดูมีมาส์คตุนไว้เกือบ  80 แผ่น
เป็นเพราะว่า step นี้เป็นการบำรุงที่เห็นผลได้ไวที่สุด
มาส์คแค่ 2-3 ครั้งก็รู้แล้วว่ามาส์คตัวนี้เป็นอย่างไร
แต่ด้วยการที่เห็นผลไว้นี้ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเช่นกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Neutrogena – Fine Fairness Mask
(4 sheets / 369.- )


ตัวนี้เป็นสูตรเก่านะครับ ส่วนผสมหลัก ๆ คือวิตซีรูป Ascorbyl Glucoside
ในลำดับที่ 3 ตามมาด้วยสารบำรุงที่น่าสนใจอีก 3 ตัว (mulberry / aloe / glycurrhiza)
ซื้อตอนโปรตกแผ่นละประมาณ 80 บาท ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง item
ที่ซื้อตุนแทบทุกครั้งที่เห็นมันลดราคา



ส่วนตัวใช้น้อยกว่ามาส์คตัวอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าไม่ดี  แต่มันดีมากสำหรับผม
เพียงแต่ราคามันสูงกว่ามาส์คตัวอื่นๆ  ทื่ซื้อมาตุนไปหน่อย
แผ่นมาส์คถึงแม้จะสู้สูตรใหม่ไม่ได้แต่มันก็แนบไปกับหน้าได้พอดีอยู่เหมือนกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------

My Beauty Diary – Red wine
(2 sheets / 109.-)


ไวน์แดงมีสาร anti oxidant อย่าง resveratrol ซึ่งเป็น anti oxidant ที่
แทบจะหาจากอย่างอื่นไม่ได้อีกแล้ว  ด้วยเหตุผลนี้เองบวกกับ
กลิ่นเหล้าองุนที่มาส์คทีไรก็ผ่อนคลาย  จึงทำให้มาส์คสูตรไวน์แดงนี้
เป็นอันดับหนึ่งในใจของผมสำหรับแบรนด์ My Beauty Diary ไปโดยปริยาย



ส่วนผสมรองตัวอื่น ๆ ก็ใส่มาอย่างกระหน่ำเช่นกัน สารสกัดจากธรรมชาติทั้งหลายแหล่
แผ่นมาส์คที่แนบพอดีกับผิวหน้า  แถมน้ำมาส์คที่เหลือก็นำมาคอทาแขนได้
ตัวมาส์คเคลมเรื่องการฟื้นฟูผิวหน้า  ซึ่งใช้จริงแล้วก็รู้สึกตามนั้น

My Beauty Diary เป็นมาส์คที่จัดโปรอยู่บ่อย ๆ ซึ่งตกแล้วแผ่นนึง
30 – 40 บาทเท่านั้น เป็นมาส์คชีทที่ซื้อตุนไว้เยอะที่สุดและตัวที่ชอบที่สุด
ก็คือไวน์แดงนี่แหละครับ




Facial Oil

Bio Oil
(60ml / 329.-)


อีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในโลกอินเตอร์เน็ต และเป็นอีกตัวที่ยอมรับว่า
ซื้อตามกระแสล้วน ๆ หลังล้างหน้าเสร็จก็จะเท bio oil ตัวนี้ใส่ฝามือ
แล้วก็นวด ๆ ตบ ๆ วันไหนที่ใช้ออยแล้วจะไม่ใช้ toner สำหรับเช็ดผิว
เพราะว่าตัว oil เองก็ปรับสภาพให้ผิวพร้อมสำหรับการบำรุงอยู่แล้ว



เนื่องจากมันเป็นออย เป็นน้ำมัน เพราะฉะนั้นหน้าจะฉ่ำ ๆ วาว ๆ
และชุ่มชื่นเป็นอย่างมากจนบางคนที่หน้ามันอาจไม่ชอบมันเท่าไหร่
แต่สำหรับผมแล้วผมว่ามันพอดีกับผิวนะครับ  มีเทคนิคเล็กน้อยสำหรับ
คนที่รู้สึกว่ามันซึมช้าหรือใช้แล้วหน้ามันเกินไป แนะนำให้ใช้ตอนที่ล้างหน้าเสร็จแล้ว
ขณะที่ผิวกำลังหมาด ๆ นั่นแหละครับเอา oil เข้าไปนวดเลย




Exfloliate

Cute Press – Pore Solution Pore Clearing 2% BHA Gel
(30ml / 279.-)


แพคเกจแบบขวดปั๊มสุญญากาศทำให้ใช้ง่ายกว่า Paula’s choice
เนื้อสัมผัสที่ไม่มันเท่าพอลล่า (Paula’s choice -2% BHA liquid)
ถึงแม้ราคาเมื่อเทียบต่อ 1 ml จะสูงกว่าแต่โปรโมชันลดราคาก็มีอยู่บ่อย ๆ
ทำให้เรื่องราคานั้นไม่ต่างกันมากนัก



ค่า pH ที่ยังอยุ่ในช่วงที่ผลัดเซลล์ผิวได้ (วงในบอกว่าสุดขอบการผลัดเซลล์ผิวพอดี)
เวลาใช้ให้ทาก่อนล้างหน้า 5-20 นาที (แล้วแต่ผิวของแต่ละคน) หรือถ้ากลัวไม่สะใจ
อาจทาทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้โดยเว้นระยะห่างก่อนทาบำรุงตัวอื่น ๆ 15-20 นาที




Sunscreen


การทากันแดดถือเป็นอีกขึ้นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพราะว่าเป็นการป้องกันผิว
ในขณะที่ขั้นตอนอื่น ๆ คือการบำรุงผิว  ถ้าเราบำรุงอย่างเดียวแต่ว่า
ไม่ได้ป้องกัน  สิ่งที่เราบำรุงไปก็เสียเปล่า  

ที่สำคัญที่สุดของการทากันแดดคือการทาครั้งละ 1-2 ml
และอย่าลืมทาซ้ำระหว่างวัน  ไม่ว่าคุณจะชอบทาหรือไม่
ถ้าคุณไม่ทาซ้ำระหว่างวันครึ่งวันบ่ายของคุณก็เสมือนว่าไม่ได้ทากันแดดนั่นแหละ
(แนะนำให้ทาซ้ำที่ 2-3 ชั่วโมงแต่อนุโลมให้ทาตอนพักเที่ยงของวันได้
อย่างน้อยขอให้ทาซ้ำซักครั้งของวันก็ยังดี)

สำหรับกันแดดนั้นเป็น item ที่ผมรีวิวละเอียดไว้เยอะที่สุด
และหลังจากได้ใช้จริงไปเกือบ 20 ตัว (เพราะถ้าใช้ครั้งละ 1-2 ml
เท่ากับว่าหลอดนึงใช้ไม่ถึงเดือนก็หมดแล้วล่ะจริงมั้ย)
ก็รู้เลยว่าตัวที่ตัวเองชอบที่สุดนั้นมันมีแค่ตัวเดียวเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Neutrgena – Fine Fairness Brightening UV Moisture SPF50 PA+++
(30ml / 380.-)


กันแดด drug store ที่เสถียรสุด ๆ อีกแบรนด์หนึ่ง  
นอกจากความเสถียรของกันแดดที่ทำให้ผมหลงรักมันแล้ว  
เนื้อกันแดดที่ทำออกมาได้ถูกใจผมเป็นอย่างมาก



เนื้อที่ทำออกมาได้พอดีกับผิวของผมซะจริง ๆ ตอนทาไม่รู้สึกว่า
ตัวเองกำลังทากันแดดอยู่เลยแม้แต่น้อย  ถ้าหลับตาแล้วทามันจะรู้สึกเหมือนว่า
กำลังทาครีมบำรุงซักตัวอยู่  ไม่มันไม่เหนอะหน้า ชุ่มชื่นอยู่หน่อย ๆ
บางตัวเนื้อดีแต่ประสิทธิภาพการกันแดดไม่เสถียร  บางตัวเสถียรแต่เนื้อไม่ถูกกับตัวเอง
มันไปบ้างแห้งไปบ้าง มีกันแดดนูโทรสูตร fine fairness สูตรเก่าตัวนี้แหละ
ที่พอดีกับผิวมากที่สุด  ซึ่งปัจจุบันหาซื้อยากมาก ส่วนใหญ่เห็นแต่
สูตร shea butter ซึ่งถึงแม้จะเสถียร แต่ถ้าทาไม่ดีมีแสบหน้านะครับ




Make up

Garnier – Light BB cream
(20ml / 209.-)


พยายามสรรหาบีบีครีมที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด  ได้ลองใช้อยู่ 6-7 ตัว
บางตัวก็ให้เนื้อดี  บางตัวใช้ง่าย บางตัวใช้แล้วหน้าขาวขึ้น  แต่สิ่งที่
ต้องการมากที่สุดสำหรับบีบีครีมคือเนื้อและสีที่เข้ากับสีผิวของเรามากที่สุด
ตั้งแต่ใช้มา 6-7 ตัวนี้มีการ์นิเย่เนี่ยแหละที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด
ไม่ปกปิด ไม่ทำให้หน้าไบรท์ขึ้นหรือขาวขึ้น แต่สีเข้ากับสีผิว
และผมเชื่อว่าเข้ากับสีผิวของคนไทยมากเลยทีเดียวล่ะ






Lip care


Hada Labo – Super Hyaluronic acid Moisturizer Lip Balm
(199.-)


เป็นลิปแคร์ที่ทำให้ริมฝีปากชุ่มชื่นได้ตลอดทั้งคืน  อันที่จริงก็มีอีกหลายตัว
ที่ให้คุณสมบัตินี้ได้  แต่ที่ทำให้ลิปแคร์ของฮาดะตัวนี้เป็น best of me ได้
ก็คงเป็นฟิลลิ่งหลังใช้ที่ทาแล้วปากชุ่มชื่นมาก แต่ดูแล้วไม่มันเหมือนเพิ่ง
ไปกินไก่ย่างมาเหมือนกับลิปแคร์ตัวอื่น ๆ



หน้าหนาวหรือห้องแอร์ก็เอาอยู่ ตื่นมาแล้วฝากไม่แห้ง ราคาอาจสูงกว่า
แบรนด์แมสตัวอื่น ๆ อันนี้ก็รู้สึกว่ามันแพงไปสำหรับฮาดะเหมือนกัน




pore pack

Clear nose for men
(298.-)

ลอกออกมาพร้อมกับสิวเสี้ยนจริง ๆ ทุกครั้งที่ใช้จะรู้สึกตื่นเต้นกับสิวเสี้ยนที่ลอกออกมา
ต่างจากพวกแผ่นแปะเหนียว ๆ ที่ลอกออกแล้วไม่ค่อยมีอะไรติดออกมาซักเท่าไหร่
ยิ่ง clear nose เป็นสูตร for men แล้วล่ะก็ ตัวน้ำ (miracle water) นั้น
ได้เพิ่มสารบำรุงเข้าไปกว่าสูตรปกติ  



ถ้าถามว่าสูตร for men กับสูตรปกติ ผมว่าสุตรนี้เจ๋งกว่าในแง่ของส่วนผสมของ step 1
ส่วนเรื่องการลอกสิวเสี้ยนนั้นสามารถลอกออกมาได้พอ ๆ กัน
ตัวผมเองกล่องนีงใช้ได้ประมาณ 30 ครั้งเลยทีเดียว  จริงอยู่ที่แผ่นคอตตอนที่ให้มา
จะสามารถใช้ได้แค่ 8 ครั้งเท่านั้น  แต่เราสามารถใช้กระดาษซับมันหรือฟิล์มซัมกัน
แทนกันได้ ซึ่งประสิทธิภาพก็ไม่ต่างกันมากนัก




Personal care

สำหรับในหมด personal care นี้ได้เคยทำ my favorite แบบมินิไว้เมื่อปีนี้แล้ว
คราวนี้ทำการเฟ้นหา my favorite ตัวใหม่ซึ่งผลออกมาตามนี้ค้าบบบบ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Soap

Dove - Go Fresh Nourishing Body Wash Revive “Pomegranate&Lemon verbena scent
(450ml / 179.-)


อีกครั้งกับตำแหน่ง Body wash กับ dove go fresh กลิ่นทับทิม  
ที่โปรโมทว่าใส่ moisturizer ไป 25% เอาเข้าจริง ๆ ไม่ได้ชุ่มชื่นเหมือนทาโลชันหรอกนะครับ  
แต่ใช้แล้วมันไม่แห้งเหมือนกับสบู่อาบน้ำในตลาดตัวอื่น ๆ
ที่ชอบที่สุดคือกลิ่นทับทิมผสมกับเลม่อนที่แบรนด์ตลาดหาไม่ได้



--------------------------------------------------------------------------------------------------

Shampoo

Carole Herbal Essence – Hot Oil กลิ่นกุหลาบสูตรเก่า
(400ml / 149.-)


แตะแชมป์เก่า head&Sholder – apple fresh ให้หลุดไปได้
กลิ่นที่ฟินโค่ด ๆ น่าเสียดายที่สุตรเก่าหาซื้อยากไปหน่อย
มีแต่สูตรใหม่ที่ไม่มีความฟินเอาซะเลย



อยากจะช็อคเหมือนกันที่รู้ว่าสูตรนี้ยกเลิกการผลิตไปเสียแล้ว
แต่ข้อมูลนี้ก็นานแล้วเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าตอนนี้กลับมาผลิตใหม่แล้วหรือยัง
แต่ที่แน่ ๆ ถ้าเห็นที่ไหนคงรีบคว้าไปจ่ายเงินทันที

--------------------------------------------------------------------------------------------------

Fragrance


ที่ผ่านมาได้ลองน้ำหอมอยู่ 4 ตัวชอบตัวนี้ที่สุด

Dolce & Gabbana - Light Blue
(100 ml / 3350.-)


Top Note ออกเปรี้ยวแบบสดชื้น  Middle Note กลิ่นเริ่มเปลี่ยน
ออกแนวเด็ก ๆ ขี้เล่น ๆ แต่ยังคงความสดชื่นอยู่  end note ก็ยัง
สามารถคงความหอมไว้ได้  ถึงแม้ว่ากลิ่นจะเบามาก
เบาซะจนแทบไม่ได้กลิ่นแต่ถ้าดมดี ๆ จะรู้สึกว่ากลิ่นนั้นมัน
ออกไปทาง flora ซะมากกว่า



กลิ่นนี้เป็นแนวผลไม้ใครที่ชอบแนว flora หรือกลิ่นกุหลาบ
อาจไม่ถูกใจเท่าไหร่เพราะกลิ่น top note และ middle note
ค่อนข้างที่จะไปแนว fruity ซะมากกว่า

สำหรับเรื่องน้ำหอมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องลองฉีดกับตัวเองกันดู
แล้วจะรู้ว่ากลิ่นนั้นมันเข้ากับตัวเรารึเปล่า

--------------------------------------------------------------------------------------------------


Body Sunscreen

Biore – UV Mild Care Milk
(120ml / 290.-)


อันที่จริงตำแหน่งนี้ที่คิดเอาไว้คือกันแดดของ banana boat
เพราะวันที่กิจกรรมหนัก ๆ ใช้แล้วไม่รู้สึกว่าดำขึ้น (อย่าลืมทาซ้ำระหว่างวันด้วย)
แต่เนื่องจากกิจกรรมหนัก ๆ นั้นไม่ได้มีทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็น
วันที่ใช้ชีวิตปกติ  ไม่ได้ถูกแดดขนาดนั้น  ซึ่งตัว banana boat เอง
เนื้อค่อนข้างเหนอะผิว  และที่แย่ที่สุดคือแขนเสื้อมีสีเหลือง - ส้มเกิดขึ้น
ซักก็ไม่ออก เลยหยุดใช้ไป (ตั้งแต่ปรับสุตรใหม่รู้สึกว่าทาแล้วแสบในบางครั้ง)



แต่เจ้ากันแดดตัวเนื้อน้ำนมของ biore ตัวนี้ ทำเนื้อออกมาได้น่าใช้มาก
ทีจริงเป้นสูตรอ่อนโยนสำหรับใช้กับผิวของเด็ก  เพราะฉะนั้นใครที่กลัวว่า
ทาแล้วจะแสบผิวก็อุ่นใจได้  เนื้อค่อนข้างเบา ทาไปแล้วรู้สึกเหมือนเอาน้ำมาลูบ
พอมันแห้งจะเหมือนว่าเราเอาแป้งเด็กทาบาง ๆ เคลือบไว้  ไม่เหนอะผิวแน่นอน
แต่ระวังอย่าไปทาทับแขนเสื้อนะครับเดี๋ยวจะมีคราบแป้งติดแขนเสื้อเอา




cotton

watson (49.-)


พยายามหาสำลีที่ไม่อมโทนเนอร์ เช็ดแล้วไม่เป็นขุย
บอกเลยว่ามีหลายตัวที่ตอบโจทย์นี้ได้  แต่ตอบโจทย์ทังเรื่องคุณภาพและราคา
คงจะเหลือเพียงตัวเดียวแล้วล่ะมั้ง  สำลีวัตสันเนี่ยแหละตอบโจทย์ในทุกเรื่อง
แถมยังหาซื้อหาง่าย  



แต่น่าเสียดายอยุ่อย่างนึงเพราะตั้งแต่ที่สำลีตัวนี้มันดังขึ้นมา
วัตสันก็แทบไม่จัดโปรลดราคาอีกเลย 555 ส่วนตัวชอบทั้ง 2 สูตรนะครับ



ส่วนรุ่นที่ใส่ซองแล้วขายถูก ๆ นั้นหนะด๋อยมากนะครับบอกเลอออออ



ก่อนจากกันก็ขอจัดอันดับก่อนซักหน่อยตามที่ได้สัญญากันเอาไว้

- 5 item ที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุด

1. Hada labo – Super Hyaluronic Acid Moisturizing Lotion
ราคาไม่แพงตบฮาดะทุกครั้งที่ล้างหน้า

2. SK-II - Facial Treatment Essence
ใช้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว

3. สำลีวัตสัน
แหงล่ะใช้คู่กับโทนเนอร์ไง (แต่บางวันไม่ได้เช็ดโทนเนอร์จึงถือว่าไม่ได้ใช้ทุกวัน)

4. Botanic – Skin Refining Toner Whitening
โทนเนอร์ drug store สุดโปรดในรอบ 2 ปี

5.Dove - Go Fresh Nourishing Body Wash Revive “Pomegranate&Lemon verbena scent
ทุกครั้งที่อาบน้ำ นั่นแหละคือความฟิน




-10 item ที่ชอบมากที่สุด -

1. SK-II - Facial Treatment Essence
ไม่ต้องบรรยายกันแล้วเนอะสำหรับน้ำป้าเจี๊ยบตัวนี้

2. SK-II - Cellumination Essence EX
หน้าไบรท์ขึ้น กระจ่างขึ้น ตอบโจทย์!!

3. Skinceutical – C E Ferulic
รอยสิวจาง หน้าใสขึ้น ตอบโจทย์

4. SK-II – Cellumination Mask in Lotion
ถ้าช่วงไหนมีเงินหน่อยใช้ตัวนี้จนลืมฮาดะไปเลยล่ะ

5. My Beauty Diary – Red wine
มวลมหา anti oxidant และกลินที่ชวนเมาแบบฟิน ๆ

6.Hada labo – Super Hyaluronic Acid Moisturizing Lotion
ตบปุ๊บ เด้งปั๊บ เติมน้ำให้ผิว

7.Laneige – Water Sleeping Pack EX
ความชุ่มชื่น อิ่มน้ำ จงสถิตย์อยู่กับเจ้า

8.Clear nose for men
ลอกสิวเสี้ยนออกมาแบบไม่เกรงใจคนใช้เอาเสียเลย

9.Neutrgena – Fine Fairness Brightening UV Moisture SPF50 PA+++]
กันแดดเสถียร เนื้อดี ฟิลลิงใช้ได้

10.Dove - Go Fresh Nourishing Body Wash Revive “Pomegranate&Lemon verbena scent]
กลิ่นเลม่อนผสมทับทิม รู้ว่าหอมแบบปลอม ๆ แต่ก็ฟินอยู่ดีแหละ


--------------------------------------------------------------------------------------------------

** item ทีใช้บ่อยที่สุดกับ item ที่ชอบมากที่สุดอาจไม่ตรงกัน  เป็นเพราะ
ปัจจัยด้านราคาบวกกับบริบทของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่อาจถูกนำมาใช้ถี่มาก ถี่น้อยต่างกัน**

--------------------------------------------------------------------------------------------------





Create Date : 01 พฤษภาคม 2557
Last Update : 1 พฤษภาคม 2557 16:56:05 น.
Counter : 8294 Pageviews.

5 comments
  
ชอบ Cutepress BHA เหมือนกันค่า เพราะหาซื้อง่าย
โดย: NickyOkawa วันที่: 7 พฤษภาคม 2557 เวลา:12:04:54 น.
  
I'm not sure where you're getting your info, but good topic. I needs to spend some time learning much more or understanding more. Thanks for great information I was looking for this information for my mission.
cyber monday itouch //www.f1coatings.com/wp-content/upgrade/shopping20/6AVFBpRryF/
โดย: cyber monday itouch IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา:0:17:26 น.
  
Very soon this site will be famous among all blogging visitors, due to it's good articles
monday cyber sale //www.deondecoracoes.com.br/media/mailto/shopping6/E5Xwe27FZT/
โดย: monday cyber sale IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา:10:21:19 น.
  
Wonderful post! We will be linking to this particularly great article on our site. Keep up the good writing.
cyber monday shoes //www.banddtools.net/wp-content/uploads/shopping10/BkPnxJuisV/
โดย: cyber monday shoes IP: 192.99.14.36 วันที่: 2 ธันวาคม 2557 เวลา:11:52:37 น.
  
If you desire to take a good deal from this piece of writing then you have to apply these techniques to your won weblog.
moncler shopping //www.carvesurf.es/plugins/system/es-moncler/etK0XYhchi/
โดย: moncler shopping IP: 192.99.14.34 วันที่: 3 ธันวาคม 2557 เวลา:8:20:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Jimmy Return
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 73 คน [?]



มหากาพย์ศาสตร์แห่งความงาม