Let's Diving and Take Photo
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
26 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
โทรศัพท์มือถือ - เจ้านายตัวจริง

ตอนลงลิฟท์มา ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นของคนในลิฟท์ พร้อมกับเสียงบ่นเล็กน้อยว่า "ไม่ต้องโทรมาก็ได้ ใกล้จะถึงแล้ว" บ่นอย่างรำคาญ เหมือนว่า เสียงปลายสายโทรมาหาหลายครั้งแล้ว และเธอก็รับสายมาหลายครั้ง พร้อมต้องบอกความคืบหน้าในการเดินทางไปพบกันเป็นระยะๆ

เราก็ได้ฉุกคิดได้ว่า ถ้าเป็นเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน คงไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแน่นอน

ตอนเรียนอยู่ม.ปลาย จำได้ว่า การมีเพจเจอร์ ได้พกพาถือว่าเป็นความโก้เก๋อย่างสุดๆ ด้วยค่าเช่าบริการเฉลี่ยเดือนละราว 4-5 ร้อยบาท รวมกับค่าเครื่องอีกอย่างถูกๆ ก็น่าจะสักสองพันบาท คงเป็นภาระพอสมควรสำหรับเด็กวัยรุ่น และผู้ปกครองของเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น กระแสเพจเจอร์ก็ลามมาจนถึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนถึงราวเรียนอยู่ปี 4 ก็รู้สึกว่า โทรศัพท์มือถือจะเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกในการสื่อสาร ราคาเครื่องที่ถูกลง และค่าบริการที่มีการแข่งขันมากขึ้น

จนถึงทุกวันนี้ การไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ในเมืองกรุง คงถือเป็นเรื่องแปลก

ความสะดวกในการสื่อสาร แน่นอน ก็ต้องแลกกับอะไรหลายๆอย่าง ที่จางหายไป และเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่เพิ่มขึ้นแน่นอน คือ ค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องที่ออกรุ่นใหม่ๆ มาล่อตาล่อใจกันอยู่เรื่อยๆ ค่าบริการที่ถึงแม้จะถูกลงกว่าเมื่อก่อนมาก แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามัน เป็นความฟุ่มเฟือย
ถึงจะลดต่ำถึงนาทีละ 25 สตางค์ หรือว่าโทรฟรีตลอดชั่วโมง ในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ก็ยังต้องเป็นเงินที่ออกจากกระเป๋าเราทุกเดือนๆ
นี่ไม่ต้องบรรยายให้ยืดยาว ถึงคน "ใช้" ที่มีคน "จ่าย" ค่าบริการให้นะ ที่ใช้อย่างไม่เคยคิดกันเลยว่า การกดโทรออกแต่ละครั้ง ก็เหมือนเอาเงินออกจากกระปุกของผู้จ่ายเงินให้ (ที่มีพระคุณยิ่งนัก) หยอดลงไปในกระปุกออมสิน ของบริษัทผู้ให้บริการ (ที่หวังแต่เพียงเงินในกระเป๋าของเรา)

เมื่อก่อนถ้าคนที่นัดมาสาย เราก็คงยืนรอ ไม่ก็เดินไปเดินมา ชะโงกหัวดูว่ามีเงาของคนที่รอให้เห็นบ้างไหม
แต่เดี๋ยวนี้ ก็จะล้วงมือลงไปในกระเป๋า หยิบโทรศัพท์มาโทรหา ถามว่าอยู่ที่ไหนแล้ว ถึงไหนแล้ว อีกนานเท่าไรถึงจะมาถึง
การรอคอยก็ดูมีความหวังมากขึ้น
แต่เราก็ยังต้องยืนรออยู่ดี เวลาอาจจะเท่าเดิม เทียบกับการไม่โทรถาม คู่นัดที่มาสายประจำ ก็จะยังคงมาสายอยู่ดี หรืออาจจะสายมากขึ้น เพราะสบายใจมากขึ้น ที่เพื่อนที่นัด รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

เวลาในการรอคอย ไม่ได้เปลี่ยนแปลง (หรืออาจจะมากขึ้น) แต่เราต้องเสียเงินเพื่อจ่ายให้บริษัทโทรศัพท์ ความกระวนกระวายใจอาจจะน้อยลง แต่ก็ยังคงไปดูหนังรอบที่เล็งไว้ไม่ทัน "เหมือนเดิม"

แล้วจะใช้โทรศัพท์มือถือไปทำไม?

สิ่งที่จางหายไป แน่นอนสิ่งแรกที่เราคิดถึง คือ "ความเป็นส่วนตัว"
จากที่เป็นโทรศัพท์พื้นฐานที่อยู่ที่บ้าน เพื่อนโทรมาที่บ้าน รู้ได้แค่ว่า เราไม่อยู่บ้าน
กลายเป็นโทรศัพท์ส่วนตัว ที่เราอยู่ที่ไหน ก็สามารถตามตัวได้ ปลายสายสามารถได้ถามเราได้ว่า เราอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ เราว่า หลายๆครั้ง เราก็ไม่อยากให้ใครรู้ ว่าเราทำอะไรอยู่ ที่ไหน "อยากอยู่คนเดียวจริงๆ"
งั้นก็ปิดโทรศัพท์สิ...พอปิด ก็จะโดนตำหนิ โดนเป็นห่วง โดนโน่นนี่ "มีโทรศัพท์ไว้ทำไมเนี่ย โทรไม่ติด ไม่รับสาย"...เอ...ลืมไปหรือเปล่า ว่าโทรศัพท์เป็นสิทธิ์ของใครกันแน่ ของคนถือ หรือว่าเป็นของคนโทรหา ???

สิ่งที่หายไปอีก เราว่า คือ "ความคลาสสิค" ...มันเป็นยังไงน่ะหรือ?
กลับมาเรื่องการรอคอย เราว่าการได้รอ และการถูกรอ โดยมีจินตนาการว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร เมื่อไรจะมาถึง มันก็ได้ความรู้สึกที่แตกต่างจากโทรถาม โทรจิกนะ
...ได้อารมณ์คิดถึง ว่า อยู่ที่ไหนนะ...
...ได้อารมณ์โกรธ ว่า นัดกี่โมงกันนี่ ออกจากบ้านกี่โมงกันนี่ ทำไมไม่ถึงซะที...
คนถูกรอ...ก็ได้อารมณ์กังวล ให้เพื่อนรอนานแล้ว เขาจะรอเราอยู่รึเปล่านะ
เราว่าคลาสสิคในตัวมันเองนะ ไม่เห็นจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเลย

ทุกวันนี้นะ ถ้าเราเลือกได้ เราอยากปิดโทรศัพท์ ไม่อยากพกโทรศัพท์เลย...แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เราก็ทำไม่ได้
เหตุผลที่คงคล้ายๆกันหมด ในทุกๆคน ... กลัวติดต่อไม่ได้
แต่เราก็ "เลือก" ได้ว่า โทรเมื่อมีความจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร เท่านั้นพอ

โทรศัพท์ที่เรา "ซื้อ" มา
เราต้องจ่ายเงินใช้บริการมัน
เราต้องพกให้ตุงกระเป๋า หนักกระเป๋า (หรือบางคนอาจบอกว่า ห้อยคอ ให้หนักคอเล่นๆ)
เราต้องคอยมองหาว่ามันหายไปไหนรึเปล่า
เราต้องคอยกังวลกลัวคนอื่นขโมยไป
เราต้องคอยชาร์ตแบตให้มันอยู่เสมอ ให้มันพร้อมใช้ได้อยู่ตลอดเวลา
เราต้องคอยรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มันปล่อยออกมาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งมากขึ้นเวลาใช้งานมัน (โดยเราไม่รู้ผลระยะยาวของมันเลยสักนิด)
เราต้องคอยทำอะไรให้มันมากมาย

ใครเป็น "เจ้านาย" ตัวจริงกันแน่ !!!



Create Date : 26 สิงหาคม 2549
Last Update : 26 สิงหาคม 2549 23:12:28 น. 3 comments
Counter : 397 Pageviews.

 
ติดตามอ่านอยู่เสมอ ทุกครั้งที่อ่านก็จะได้อะไรดีๆ กลับไป หรือไม่ก็นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ขอบคุณที่ทำ blog นี้ขึ้นมา


โดย: ทอฟฟี่จ้า IP: 203.157.72.253 วันที่: 27 สิงหาคม 2549 เวลา:20:56:03 น.  

 
มาเม้นให้แล้วนะคะ อย่าลืมลงเรื่องการต่อแพทย์เฉพาะทางนะคะ


โดย: G-I-F-T IP: 202.28.180.201 วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:22:55:20 น.  

 
พูดถึงโทรศัพท์มือถือ
หลายครั้งนะที่เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องการมัน
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่า อยากปิดมัน สักระยะหลายๆวัน
ไม่อยากให้ใครโทรมาตามตัว
ไม่อยากติดต่อใคร
อยากอยู่คนเดียวลำพัง ในที่ใดที่หนึ่ง
ที่ไม่มีใครตามได้
เรายอมรับว่าเราเป็นคนค่อนข้างสันโดษทีเดียว
เราชอบไปไหนมาไหนคนเดียว
ชอบอยู่กับตัวเองมากกว่าให้อยู่กับเพื่อนฝูงมากมาย
เราชอบที่จะไปที่ไหนสักที ที่สบายและมีเพียงDiaryเล่มโปรด ที่คอยเขียนบันทึก เรื่องราว ต่างๆลงไป

ยืนอยู่เพียงลำพัง ในฝูงชนคนมากมาย

แต่บางที มือถือ ที่เรามี ก็สามารถสิ่งที่สวยงาม และความรู้สึกดีๆได้ เช่นกันนะคะ

การที่เราอยู่ที่ไหนสักที แล้วมีคนโทรมาตาม
อยู่ที่ไหนแล้ว รีบกลับบ้านนะ กลับบ้านดีๆนะ เป็นห่วงนะ


หรือบางที ด้วยระยะที่ไกลกัน มือถือน้อยตัวนี้
ก็สามารถสร้างความรู้สึกที่ว่า "เราไม่เคยไกลกันเลย"
อยากพบ แต่ไม่อาจพบได้.....


และหลายๆครั้งก็ทำให้ยิ้มได้ มีกำลังใจได้ รู้สึกสบายใจ
แค่ได้ยินเสียงของคนปลายสาย เพียงเท่านั้นจริงๆ

สรุปแล้ว ทุกอย่างมันก้มีทั้งสองด้าน ทั้งนั้น
และสิ่งไหนล่ะ ที่เราปรารถนามากกว่ากัน



โดย: เเสงตะวัน วันที่: 2 กันยายน 2549 เวลา:17:25:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
jeafish
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Let's Diving and Funning with Photography
Friends' blogs
[Add jeafish's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.