Group Blog
มิถุนายน 2555

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
 
All Blog
ภูทอก แดนสวรรค์บนพื้นดิน

ภูทอก คุยกันหลายคน คิดว่าภูทอกเชียงคาน หรือปล่าว จริงแล้วไม่ใช่ แต่อยู่คนละซีก ภูทอกเชียงคานอยู่จังหวัดเลย เลย แต่ภูทอกที่ผมพูดถึงคือ ภูทอก จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดน้องใหม่ล่าสุด ที่ 77 ของประเทศไทย



ในอดีตเพื่อนผมนิยมมาถ่ายรูปดอกไม้ที่ภูวัว แล้วเลยมาเที่ยวภูทอก เพียงแต่ผมเห็นภาพภูทอก ก็พูดได้คำเดียวว่า ผมไม่มา เพราะมันเสียวมากๆ..... อย่ามาชวนเชียว...

แต่แล้วพรหมลิขิตให้ไปหนองคาย กล้องถ่ายรูปก็ส่งซ่อม ด้วยใจรักก็ใช้กล้องจากมือถือถ่ายรูปแก้ขัดแทนก่อนก็แล้วกัน ผมขับรถแบบพักไปขับไป มาถึงหนองคาย 6 โมงเช้า ห้องพักยังไม่ว่าง ดังนั้นเที่ยวมันก่อนเลย เริ่มตั้งแต่ วัดโพธิ์ชัย เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านของชาวเมืองหนองคาย

ศาลาแก้วกู่ ศาลาแก้วกู่หรือที่รู้จักกันในนามวัดแขก

หมดไปครึ่งวัน ต้องรีบไปทำงานเสร็จบ่ายสาม ความเหงามาเยือน ไปเที่ยวไหนต่อดีนะ ว่าแล้วไปเที่ยวต่างประเทศดีกว่า เวียงจันทร์ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งแรกช่างสวยงาม มีอักษรจารึกราวสะพานถึงความรักของหนุ่มไทยต่อสาวไทย คิดฮอดหลายๆ

ที่แรกที่เราเที่ยวคือ ศาลหลักเมือง เชื่อไหมว่า ศาลหลักเมืองที่นี้เป็นผู้หญิง คนขับรถชาวลาวเล่าให้ฟังว่าตอนทำพิธี มีผู้หญิงท้องคนหนึ่ง กระโดดลงหลุมเสาหลักเมือง เขาว่าหากคู่รักคู่ใดมาบนบานความรักที่นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก..... ดังนั้น ที่นี้ใครชวนผมมาที่นี้เพื่อบน...ขอใช้ตัวช่วยแล้วกันครับ อิ อิ

เสร็จแล้วเดินทางต่อไป หอพระแก้ว จำได้ว่าครั้งที่แล้วยังอนุญาติให้ถ่ายรูป แต่ครั้งนี้ ห้ามเก็บภาพภายในหอพระแก้ว เห็นฐานพระที่ไม่มีพระพุทธรูปตอนแรกเข้าใจว่า เป็นของพระแก้ว แต่ถามเจ้าหน้าที่บอกว่า พระองค์จริงโดนฝรั่งขโมยไป ตั้งแต่สมัยสงคราม..

คนขับรถตู้พาไปเที่ยววัดพระธาตุหลวง พี่คนขับบ่นว่า คนลาวเนี่ยเจริญขึ้นแต่มารยาทขับรถเลวเลง (แอบคิดแต่ไม่กล้าพูด เมืองไทยก็เป็นเหมือนกัน)

ที่สุดท้ายไปเที่ยวคือ ประตูชัยเวียงจันทร์ โชคดีเราได้พรีเซ้นเตอร์ของเมืองลาวมาเอง

กลับมาที่พักนอนมองเพดาน หมดที่เที่ยวแล้วหนองคาย เหลือเวลาอีกสองวันไปเทียวไหนดี ไปไหว้พระธาตุไปไหว้พระธาตุพนม

ผมออกรถแต่เช้า ระหว่างทางสะดุดป้าย บอกทางไปวัดเจติยาคีรีวิหาร ว่าแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปเลย

ขับรถแบบ งง ต้องขอบคุณป้ายบอกทางของธนาคารกรุงไทย ที่ช่วยบอกทางให้ ผมเห็นเขาสูงลูกย่อมๆๆ อยู่ไกลลิบตา คล้ายๆ กับหน้าผาแถวผาแต้ม พอไปถึง ผมถึงรู้ว่า นี้คือ ภูทอก เวรแล้วตู ผมเห็นบันไดสูงชัน ... ไหวเหรอ....ไม่น่าหลงมาเลย

ภูทอก ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ภูทอกมี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย เราสามารถขึ้นชมเพียงภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป ยังไม่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปชมได้ตามปกติ

บันไดขึ้นภูทอก ความมหัศจรรย์ของขุนเขา

การขึ้นภูทอกนั้น ท่านพระอาจารย์จวน เจ้าอาวาสองค์เดิม เริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม บันไดทั้ง 7 ชั้น แตกต่างกัน ดังนี้

ชั้นที่ ๑ เมื่อผ่านประตูสวรรค์เข้าไป แม้จะไม่มีป้ายบอก แต่ก็ถือว่าเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณชั้นที่ 1 แล้ว เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าหลากชนิดนานาพันธุ์


ชั้นที่ ๒ เป็นบันไดไม้ยาวทอดรับจากชั้นที่ 1 เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปเรื่อย ๆจะเห็นสถานีวิทยุชุมชนของวัดอยู่ด้านขวามือ ทัศนียภาพที่ไม่ต่างชั้นที่ 1

ชั้นที่ ๓ เป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดผ่านชั้น 4 ไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลยซึ่งเป็นทางค่อนข้างชัน

ส่วนทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 แล้ววกขึ้นชั้นที่ 5 เป็นทางอ้อม ผมมายืน งง ว่าจะไปทางซ้ายทางขวาดี นักท่องเที่ยวที่ลงมาบอกว่า ทางขวาดีกว่า ทางลัด

แต่แม่เจ้า ทางลัดที่แนะนำ เป็นบันไดไม้ที่ชันมากๆๆ ผมขึ้นไปแบบไม่มองลงข้างล่างขึ้นๆๆ ไปเรื่อย

ชั้นที่ ๔ เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด

ชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ แต่ตอนที่ผมไป ผมเห็นแต่เณรพักนะ


ชั้นที่ ๕ เป็นชั้นที่สำคัญที่สุด มีลานวัดและกุฏิที่อาศัยของพระ ทั้งเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวนไว้ด้วย

ลองเดินมาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มีการเล่าว่าในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างสะพานไม้เชื่อมต่อ บุคคลธรรมดาไม่อาจข้ามมาที่พุทธวิหารได้ เพราะมีหุบเหวขวางกั้น

ทราบว่าเป็นที่พักของพระอรหันต์และท่านผู้ทรงอภิญญา ท่านเหล่านี้จะมาพักผ่อนต้องการปลีกวิเวกและไม่ให้ใครมารบกวนได้ ดังนั้น หินประหลาดก้อนนี้จึงถูกเรียกว่า พุทธวิหาร ซึ่งแปลว่า สถานที่พักผ่อนของท่านผู้บรรลุแล้ว

ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหารแล้วก็ตาม แต่ทางวัดปิดประตูไว้ เนื่องจากเทวดาที่รักษาพระบรมสารีริกธาตุทนเหม็นกลิ่นสาบมนุษย์ไม่ไหว ทางวัดจึงอนุญาตให้นักแสวงบุญมาได้แค่ปากประตูเท่านั้น

สะพานไม้ มีความยาวประมาณ 10 เมตร เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินและพุทธวิหาร เป็นดุจสิ่งที่เชื่อมต่อโลกสวรรค์และแดนนิพพานเข้าด้วยกัน เมื่อยืนอยู่บนสะพานไม้แล้วมองลงไปด้านล่าง จะเห็นแต่ต้นไม้และหุบเหวที่ลึกสุดชวนเวียนหัว

ชั้นที่ ๖ เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา มีความยาว 400 เมตร

เป็นชั้นที่สามารถเดินชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอกได้ดีที่สุดและสวยที่สุด

เห็นป้ายชี้ว่าแล้ว เราก็เดินตามลูกศรไปเลย

เดินเกาะขอบ เกาะขอบ วุ้ย มันน่าบินลงไปจริงๆๆ

หวังว่า คงไม่พังในช่วงลูกช้างเดิน นะ 555 ผมไปอ่านประวัติที่ติดในศาลาทราบว่าอาจารย์จวนท่านนิมิตรฝันเห็นเทวดที่ดูแลรักษาภูทอก มาหาพร้อมกับยกภูทอกนี้ให้อาจารย์ดูแล ส่วนเทวดาย้ายไปพำนักด้านล่างแทน อ้าวอาจารย์จวนก็ไม่อยู่ เทวดาก็ไม่มี แล้วจะมีอะไรคุ้มครอง

ปากทางเข้าเมืองพญานาคซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตุคือมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัสกับหิน และมีบ่อน้ำเล็ก ๆ ขังอยู่เกือบตลอดปี

ชั้นนี้ จะบอกว่าตอนเดินเลาะๆๆ เกิดอาการขาสั่นเป็นระยะ มันเสียว วังเวง สมาธิดีมากๆๆ

ภาวนาให้แผ่นไม้ไม่มีปัญหา ผมต้องพยายามเดินบนสันไม้ที่ตอกตะปูไว้ ลืมถามไปว่ามีคนเคยตกมาตายไหม .... ทำไม มันเสียวอย่างนี้

มีดินปนสลับให้คลายความเสียว แต่ข้างหน้าเริ่มจะเสียวครั้งใหญ่ ลองก้มไปดู ไม้ที่ทำสลักกับหิน แค่ค้ำยันเท่านั้น ไม่ได้ทำยึดแน่นถาวรเลย

พยายามมองวิว ออกไป เขียว สบายตาเหลือเกิน แหม มันน่าจะกลับมาขึ้นอีกรอบจริงๆๆ

ชั้นที่ ๗ จากชั้นที่หกขึ้นมาชั้นที่เจ็ด จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก 2 ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7 ทางชัน

ไม่ได้ หากไม่ขึ้นเดียวเค้าหาว่ามาไม่ถึงไม่มีบุญ ว่าแล้ว ลุย ขึ้นไปเลย ไหน ไหนแล้ว

ทางเริ่มเปลี่ยน สภาพกลายเป็นป่ารกชัน ใครชอบเดินป่า ขอบอกว่าชั้น 7 เนี่ย สภาพป่าเลยเชียว แตกตาจากชั้นที่ผ่านมา ที่สำคัญ ไม่มีคนเลย ผมเดินไปเอามือถือ เก็บภาพตลอดทาง ที่ทำไว้เพี่อ..กันหลงทาง

ต้องเกาะเกี่ยวกิ่งและรากไม้โหนตัวขึ้นด้านบน ตอนนี้เหมือนเป็นอินเดียน่าโจน์ เขาบอกว่าไม่เหมาะสำหรับคนแรงน้อย คนเฒ่า-คนแก่และเด็ก ๆ ดังนั้นเรามาได้ แสดงว่าเรา ไม่แก่ 555

ผมเดินไป ก็พยายามดู line เส้นทางเดิมที่คนเดินไป เสียดาย ป้ายนำทางน่าจะมีคนทำนะ

บางคนบอกว่าต้นไม้บนดาดฟ้าชั้นที่เจ็ดเป็นวิมานของพวกเทวดาเต็มไปหมด เอาหละวันนี้ขอเป็นเทวดาวันหนึ่งแล้วกัน ..... เดินตามหานางฟ้า

มีคนบอกว่าใครไม่มีบุญหรือบุญไม่พอ จะไม่มีโอกาสได้มาถึงชั้นเจ็ดอย่างแน่นอน ถึงเดินมาก็มาไม่ถึง หรืออาจเดินหลงทางหรือหาทางขึ้นไม่เจอก็เคยมี เห็นหลังไวๆ นางฟ้าหรือปล่าว รีบตามไปเลย

อ้าว จบกัน นางฟ้ามีเทวดาส่วนตัวซะแล้ว จบกัน ลงดีกว่า หลังจากที่ผมลงจากภูทอก เริ่มรู้สึกปิติ สดชื่นเหมือนขึ้นสวรรค์ทีตาเนื้อสัมผัสได้ ผมตั้ง GPS ไปวัดพระธาตุพนม ปรากฏว่า GPS ได้พาผมไปอีกทาง ไปออกที่ไหนต่อที่ไหน แทบจะถอดใจเมื่อเส้นทางชำรุดตลอดเส้น แต่ที่เสียวกว่านั้น น้ำมันเริ่มแดงแล้ว ลุ้นตลอดเส้นทางว่าจะรอดไหม แต่แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง รอดจนได้หาปั๊มเติมน้ำมันแล้ว ระหว่างผ่านทางมีป้ายบอกทางไปพระธาตุท่าอุเทน เลี้ยวซ้ายเข้าเลย

ผมชอบพระธาตุนี้มาก สวยงามมาก ลายปูนปั้นปราณีตมากๆๆ ขับรถมาเรื่อยๆ ผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) สวยงามมากๆ เกือบลืมระหว่างทาง เขากำลังจะมีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 4 อยู่แถวๆ บึงกาฬ

บรรยกาศช่างคลาสิคจริงๆ มีต้อนฝูงควายเดินรอดสะพานไป เสียดาย ไม่ได้เอากล้องใหญ่มา เอามือถือนี้หละ แก้ขัดไปก่อน 5 โมงเย็นผมมาถึงตัวเมืองนครพนม ตั้งใจว่าคืนนี้จะพักที่อำเภอธาตุพนม แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมลองโทรไปสอบถาม ปราฏกว่าเต็ม เลยเปลี่ยนแผนหาที่พักแถวนครพนมแทน โชคดีมากได้ที่พักคืนละ 800 บาท ห้องพักดีมากติดแม่น้ำโขง นอนชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าจากห้องได้ทันที่เลย เสียดายอย่างเดียว จะนอนอืดนานๆๆ ไม่ได้ เพราะไฟดับตั้งแต่เช้า ร้อนซิครับท่านผู้ชม

ผมออกจากที่พักตั้งแต่เช้า ไปไหว้สักการะองค์พระธาตุพนม ก่อนที่จะหาของกิน ได้ร้านต้มเลือดหมูด้านหน้า อร่อยมาก ร้านนี้ เก่งนะ ขายเลือดหมูจนสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาได้สองคนเลย เรากินข้าวไปชื่นชมไป

กราบขอพรมีแด่ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ...สาธุ





การเดินทาง
ภูทอกอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 185 กิโลเมตร การเดินทางจากตัวเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพธิ์ชัย อำเภอปากคาด และจังหวัดบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไล จากอำเภอศรีวิไลมีทางแยกซ้ายผ่านบ้านนาสิงห์ บ้านสันทรายงาม สู่บ้านนาคำแคน ถึงภูทอกเป็นระยะทางอีก 30 กิโลเมตร

ภูทอก คือแดนสวรรค์ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้โดยที่ไม่ต้องรอให้ตายจริง

หมายเหตุ ข้อมูลฟังเขามา ลอกอาจารย์กูล ภาพกล้องมือถือล้วนๆๆ





Create Date : 14 มิถุนายน 2555
Last Update : 14 มิถุนายน 2555 22:54:34 น.
Counter : 2847 Pageviews.

4 comments
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:8:47:51 น.
  
ภาพสวยค่ะ อยากไปภูทอก
โดย: มิลเม วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:9:11:40 น.
  
เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ครับ...
ขอบคุณที่นำมาเล่าสู่กันฟัง
อ่านตามแล้วก็สนุกดี
โดย: ฟ้าสดใส ทะเลสีคราม วันที่: 19 มิถุนายน 2555 เวลา:10:56:00 น.
  
เอาข่าวมาบอกครับ ตอนนี้ที่ //travelblog.tourismthailand.org/rainforest/ เค้ามีจัดกิจกรรมของ ททท ครับ ชื่อว่าเที่ยวป่า หน้าฝน เจ้าของ บล๊อก ลองเอาภาพไปส่งประกวดดูครับ เผื่อได้ รางวัลใหญ่เป็นของที่ระลึกจาก ททท น่ารักมากๆเลย
โดย: birdshadow วันที่: 27 มิถุนายน 2555 เวลา:19:09:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จั๊กเด๋
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]