ลูกแกะตัวนั้น .. มันยังส่งเสียงร้องอยู่ในความฝันของคุณใช่มั้ย .. ?
” ค่าของเงิน “ [ The Story ]

...

บนผืนผ้าพลาสติกซึ่งมีลายสีฟ้าสลับขาวผืนเก่าผืนนั้น มีสิ่งของหลายอย่างวางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ใยลูกบวบสีเหลืองนวลสวยสำหรับใช้ขัดผิวกายยามอาบน้ำ ขมิ้นชันทั้งอย่างเป็นหัวและชนิดที่ถูกป่นเป็นผงละเอียด ลูกขนุนขนาดเท่ากำปั้นที่ถูกเผาจนกลายเป็นก้อนถ่านสีดำสนิทสำหรับใช้ดูดซับกลิ่นในตู้เย็น เม็ดกระบกคั่วเกลือ แชมพูสมุนไพรที่แปะป้ายยี่ห้อของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ข้าวของกระจุกกระจิกอีกหลายอย่างไปจนถึงหัวว่านรูปร่างหน้าตาแปลก ๆ ที่บางหัวเริ่มแตกหน่ออ่อน ๆ ออกมาบ้างแล้ว

ผืนผ้าพลาสติกถูกวางชิดริมขอบด้านหนึ่งของสะพานลอยคนเดินข้ามทางรถไฟ หน้าตลาดใหม่ดอนเมือง ในยามเช้าของวันทำงานอันรีบเร่งในสังคมเมืองหลวงที่เหล่าผู้คนถูกฉุดลากไปกับกระแสบริโภคนิยมราวกับถูกสนตะพายด้วยภาระค่าครองชีพและเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือที่ใช้เทคโนโลยี G3 ซึ่งยังไม่อาจรองรับการทำงานของระบบนี้ในเมืองไทย แต่ด้วยอานุภาพของการสื่อสารมวลชน และแผนการตลาดอันชาญฉลาดของคนเพียงไม่กี่คน กลับร่ายมนต์สะกดให้คนกว่าค่อนประเทศนี้ยอมลดตัวลงเป็นทาสอย่างภาคภูมิใจ และพร้อมถวายเม็ดเงินด้วยความเริงร่าใส่พานให้กับท่านเจ้าของสัมปทานเหล่านั้น โดยลืมนึกถึงความเป็นจริงบางอย่างว่าคลื่นความถี่ที่ใช้ในการสื่อสารกันนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และเจ้าของที่แท้จริงนั้นก็คือเหล่าทาสทั้งมวลนั่นเอง

ภาพของเหล่าทาสทางสังคมบริโภคนิยมที่กรูเกรียวกันออกไปทำงานหาเงินราวกับฝูงมดงานอันสัตย์ซื่อแลดูวุ่นวายสับสน ผู้คนมากมายก้าวย่างกระฉับกระเฉงเดินทางผ่านสะพานลอยคนข้ามถนน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลของแต่ละคน ในความไหวเคลื่อนบนสะพานลอยนั้นกลับมีบางสิ่งที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ สิ่งที่ว่าก็คือ ยายกลอย หลานชายวัย 4 ขวบของแก และข้าวของที่ถูกจัดเรียงเป็นระเบียบบนผ้าพลาสติกผืนเก่าผืนนั้น

...

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลกสีครามใบนี้ เราแต่ละคนก็ดูเสมือนถูกโชคชะตากำหนดมาให้ต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแตกต่างกันไป สำหรับบางคนแล้วชีวิตช่างรื่นรมย์ราวถูกสวรรค์เชิญให้มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้อยู่ไกลห่างจากความยากแค้น แต่สำหรับบางคนมันกลับเป็นการลงทัณฑ์ของนรกให้ต้องเผชิญหน้ากับวิบากกรรมสารพัดรูปแบบ เมื่อการเดินทางของกาลเวลาพาให้ชีวิตผ่านพ้นไปกว่าครึ่งค่อนคนอย่างยายกลอย การทำใจยอมรับและมองสิ่งที่ได้รับอย่างเข้าใจดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ยายกลอยเป็นคนอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พื้นที่ที่ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกลสำหรับการเดินทาง แต่กลับดูราวถูกแบ่งแยกเป็นหลายร้อยโยชน์สำหรับชีวิตคนอย่างยายกลอย

แม้ความยากจนข้นแค้นจะเป็นสมบัติที่ติดตัวยายกลอยมาแต่กำเนิด ก็ใช่ว่าจะมีแต่แกคนเดียวซะเมื่อไหร่ที่ยากจนโดยสัญชาติ ผู้คนในประเทศนี้กว่า 70 เปอร์เซนต์ก็ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าแกสักเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยที่สุดชีวิตของยายกลอยก็ดูจะมีปัจจัยพื้นฐานของการเป็นเกษตรกรที่ดีอย่างยิ่งก็คือแกมีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปเช่าที่ทำนาเหมือนหลาย ๆ คนในอำเภอ สามีของยายกลอยเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เป็นการตายที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งของคนทำนาคือ งูเห่ากัดตาย แม้จะเคียดแค้นงูเห่าตัวนั้นเสียเต็มประดาจนแกอยากจะออกไปล่ามันมาสับให้ป่น ผัดพริกไทยอ่อนกินเสียให้หายแค้น แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปช่วงหนึ่งยายกลอยก็มองสิ่งที่ผ่านมาอย่างเข้าใจ ทำนาก็ต้องปล่อยน้ำเข้าที่นา น้ำมาปลาช่อนก็มาตามน้ำ ปลาช่อนมางูเห่าก็ตามมากินปลาช่อนอีกที สามีแกดันไปเหยียบมันเอง มันดูจะเป็นแนวความคิดแบบตรรกในระบบโดมิโน่เหมือนกับนิทานโบราณที่แม่ของยายกลอยเคยเล่าให้ฟังก่อนนอนเมื่อตอนแกยังเยาว์วัย

“ ยายกับตา ปลูกถั่วปลูกงา ให้หลานเฝ้า
หลานไม่เฝ้า อีกามากินถั่ว กินงา ของตากับยาย
ยายมา ยายด่า
ตามา ตาตี

หลานร้องไห้ ไปหานายพราน ให้ไปยิงอีกา
ที่มากินถั่วกินงา ของตากับยาย ... “

ไอ้ท่อนที่เหลือยายกลอยก็จำไม่ค่อยได้แล้วแหละ แต่ที่พอจะนึกได้ก็คือมีสารพัดสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้องกับนิทานเรื่องนี้ จากไอ้นี่ก็ไปไอ้โน่น วนเวียนกันไปอยู่นั่นแหละ รู้สึกตอนหลัง ๆ หนูจะไปแทะสายธนูของนายพรานหรืออะไรสักอย่าง มูลเหตุที่แกจำไม่ได้นอกจากเรื่องมันจะนมนานมาแล้วก็เพราะแกมักจะหลับไปคาตักแม่ของแกเสมอก่อนที่จะได้ฟังตอนจบของนิทาน

สิ่งที่ยังคงหลงเหลือหลังการจากไปของสามียายกลอย คือลูกสาวคนเดียวของแก ความจำเป็นของการต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปผลักดันให้ยายกลอยต้องยืนหยัดต่อสู้ เมื่อรายได้จากการทำนาไม่เพียงพอยายกลอยก็ต้องหันมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ประกอบกันไปด้วย จวบจนลูกสาวของแกเรียนชั้นมัธยมและผจญความยากเข็ญเป็นกิจวัตร ประกอบกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความเฟื่องฟูของสารพัดโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมย่านนวนครซึ่งห่างจากอำเภอบ้านนาไม่ไกล ไม่นานหลังจากนั้นยายกลอยก็เดินทางกลับจากการไปขายของที่ตลาดมาพบกับความว่างเปล่าของบ้าน และจดหมายสั้น ๆ ที่กรีดใจคนเป็นแม่อย่างยายกลอยจนแหว่งวิ่นว่าหนูจะไปหางานทำ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง !

...

หลายปีผ่านไปกับการมีชีวิตอยู่อย่างเดี่ยวโดด และความหวังว่าจะได้ข่าวคราวจากลูกสาวคนเดียวของแกสักครั้ง เป็นเสมือนหนึ่งน้ำมันเครื่องที่หล่อเลี้ยงชีวิตของยายกลอยให้ดำเนินต่อไป ความปิติยินดีก็เดินทางมาถึงที่หน้าบ้านของแกในวันหนึ่ง ที่ลูกสาวของแกถลากลับมาสู่อ้อมกอด และถ้อยคำพร่ำพรรณาในความคิดถึงแม่บังเกิดเกล้าไม่หยุดปาก ก่อนจะบอกแกให้รู้จักเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

“ แม่ .. หนูฝากลูกด้วยนะ “

ราวกับผึ้งทั้งฝูงบินเข้าไปทำรังอยู่ในหัวของยายกลอย มันมีแต่เสียงอื้ออึงดังสับสนไปหมดทั้งมโนสำนึก ลูกสาวคนเดียวของแกไปมีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่พบเจอกันในโรงงานย่านนวนคร จนมีลูกชายคนหนึ่ง แต่แล้วเขาก็ไปติดพันหญิงคนอื่นอีกจนมีปัญหาต้องแยกทาง ความปิติที่เพิ่งจะเดินทางมาหาแกเมื่อครู่ดูเหมือนจะกางปีกบินหนีไปเหมือนอีกาที่โฉบลงมากินถั่วกินงาของตากับยาย แต่สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าลูกมนุษย์กลับมีแรงดึงดูดบางประการที่ไม่น่าเชื่อ ชั่วเวลาไม่เกิน 5 นาทีหลังจากที่ได้สบตากันในครั้งแรก เด็กน้อยก็เดินเอาคางมาเกยตักยายและจ้องมองด้วยแววตาใสโตราวเม็ดลำไยก่อนจะเอ่ยประโยคแรกที่มัดใจยายกลอยไปตลอดชีวิต

“ ยาย .. กินหนมอ่ะ “

เท่านั้นแหละ ยายกลอยก็ก้มตัวลงช้อนร่างหลานขึ้นมากอดแนบอก ก่อนจะพาเดินไปซื้อขนมที่ร้านขายของชำใกล้ ๆ บ้าน

...

ในขณะที่ทุกสิ่งรอบกายดูจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่เหล่าสินค้าบนผ้าพลาสติกผืนเก่าของยายกลอยกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับหลานชายตัวน้อยที่ขดกายหลับไหลอยู่บนตัก ไอ้หนูมันคงเหนื่ออ่อนกับการเดินทางเมื่อช่วงเช้ามืดตอนที่ยายกลอยแกหอบหิ้วข้าวของที่เป็นสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาวางขายบนสะพานลอยคนเดินข้ามถนนในเมืองหลวง ความคาดหวังที่จะมีเงินไปซื้อนม ซื้อขนมให้หลานตัวน้อยเคลือบคลุมอย่างเบาบางอยู่บนสินค้าทุกชิ้นของแกเหมือนกับเสียงพูดที่แผ่วเบาของลูกสาว

“ แล้วหนูจะส่งเงินกลับมาให้แม่นะ .. “

มันดูเสมือนการฝากความหวังไว้กับคนโน้น คนนี้ที่จะไปช่วยตามถั่วตามงาของยายกับตาที่ถูกอีกาโฉบลงมาจิกกิน ยายกลอยกลับเลือกที่จะยืนหยัดด้วยตัวของตัวเองอย่างแข็งกร้าว แม้ความหวังถึงชีวิตที่ดีขึ้นจะดูเลือนราง แต่ตราบใดที่ยังมองเห็นมันอยู่ยายกลอยก็จะเดินเข้าไปหามัน รอยยิ้มน้อย ๆจากเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่ขดกายอยู่บนตักยังสร้างความหวังให้ยายกลอยอยู่เสมอ ในขณะที่ยายกลอยทอดสายตาไปตามรางรถไฟสายเหนือที่อยู่เบื้องล่าง เงาร่างสูงโปร่งในชุดยูนิฟอร์มสีกรมท่าก็ย่อกายลงตรงเบื้องหน้า

“ ใยบวบนี่ขายยังไงล่ะยาย ? “

ยายกลอยดึงสายตากลับมา หญิงสาวคนนั้นกำลังหยิบใยบวบสีเหลืองนวลพลิกดูไปมาอย่างสนใจ รองเท้าหนังคัทชูสีดำเงาวับตัดกับผิวเนื้อเนียนละเอียด ผมยาวเหยียดตรงสลวยและเป็นมันเงาภายใต้เครื่องแบบที่ดูภูมิฐานบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมที่ดูห่างกันลิบลับกับผ้าถุงลายดอกและเสื้อย้อมครามของยายกลอย แต่ในแววตาดำขลับดวงนั้นกลับฉุดรั้งให้ยายกลอยคิดถึงลูกสาวของแกขึ้นมาจับใจ

“ อันละยี่สิบจ๊ะ .. ยายปลูกเองที่หลังบ้าน อาบน้ำอาบท่าแล้วขัดตัวด้วยใยบวบเนี่ย ผิวใสเลยนะจ๊ะลองเอาไปใช้ดูสิ “

หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะส่งใยบวบอันนั้นให้ยายกลอยใส่ถุง ระหว่างนั้นเธอเหลือบแลไปตามสินค้าของยายกลอย ก่อนจะเอ่ยถาม

“ ผงเหลือง ๆ นี่อะไรจ๊ะยาย ? “

“ ขมิ้นชันป่นจ๊ะ ใส่แกงไก่ผัดหน่อไม้ก็อร่อย ไม่ก็ละลายน้ำกับดินสอพองนี่ ทาหน้าก่อนนอนรักษาสิวฝ้าหน้าใสเลยทีเดียวแหละ ดินสอพองนี่ของลพบุรีแท้เลยนะจ๊ะ ถุงละ 5 บาทเอง “

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนจะส่งถุงขมิ้นชันป่นกับดินสอพองส่งให้ยายกลอย ก่อนจะเปิดกระเป๋าสะพายแล้วหยิบกระเป๋าธนบัตรออกมาเลือกหยิบธนบัตรใบละห้าร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาส่งให้

“ ไม่มีแบงค์ย่อยเหรอหนู ตั้งแต่เช้ามายายเพิ่งขายได้นี่แหละ ยายไม่มีตังค์ทอนหรอกจ๊ะ “

หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเธอการจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินกระดาษดูจะเป็นเรื่องที่ซิมพิฟลายอย่างยิ่งกับชีวิตสังคมเมือง แบงค์ห้าร้อยใบหนึ่งดูจะมีค่าเท่ากับพิซซ่าสองถาด ที่ถึงแม้จะได้เศษเหรียญทอนมาสองเหรียญก็ไม่ได้มีค่าอันใดหนักหนากับชีวิต แต่เมื่อเธอมองดูหญิงชราที่นั่งอยู่ติดขอบทางเดินบนสะพานลอยเบื้องหน้า และรอยยิ้มน้อย ๆ ในวงหน้าหลับไหลของเด็กผู้ชายคนนั้น ทำให้เธอยอมรับการร้องขอของยายกลอยด้วยการรับธนบัตรห้าร้อยบาทใบนั้นกลับคืนมา ก่อนจะยัดมันลงไปในกระเป๋าอย่างลวก ๆ ก่อนจะพลิกซ้ายพลิกขวาหาเศษแบงค์ย่อยใบละยี่สิบบาทสองใบที่นอนขดตัวยับย่นอยู่ใต้กระเป๋าใบหรูของเธอส่งให้

ยายกลอยรับเงินมาเก็บ ก่อนที่จะพลิกหาเศษเหรียญสิบบาทเพื่อทอนให้กับเธอ แต่เมื่อยายกลอยเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเหรียญห้าบาทหนึ่งเหรียญและเหรียญหนึ่งบาทอีกห้าเหรียญ หญิงสาวคนนั้นก็ออกเดินไปจากผืนผ้าพลาสติกสีฟ้าสลับขาวของแกไปไกลเสียแล้ว

...

หญิงสาวก้าวลงจากรถเมล์ปรับอากาศในยามที่พระอาทิตย์กำลังจะจูบลาขอบฟ้า ร่องรอยบางประการของการถูกเฆี่ยนตีในฐานะมนุษย์เงินเดือนยังถูกปกคลุมอย่างมิดชิดภายใต้เครื่องแบบสีกรมท่า มันเป็นการเดินทางกลับบ้านเพื่อเลียบาดแผลจากการต่อสู้เพื่อที่จะได้มีเรี่ยวแรงออกมาเผชิญหน้ากับมันอีกในวันรุ่งขึ้น แม้จะยอมรับในชะตากรรมที่ถูกขีดกำหนดมาให้ชีวิตของเธอเป็นเช่นนั้น แต่เธอก็อดหงุดหงิดใจกับเรื่องเล็กน้อยในวันนี้อย่างเสียมิได้ เงินในกระเป๋าธนบัตรของเธอหายไปไหนใบหนึ่ง แม้ว่ามันจะเป็นเงินเพียงห้าร้อยบาทที่มีค่าเพียงพิซซ่าสองถาด แต่การล่องหนหายไปโดยไม่รู้ที่ไปที่มาก็มักจะสร้างความคิดย้ำซ้ำซ้อนอยู่ดี แต่เธอก็ตัดสินใจว่าจะลืมเลือนมันโดยเร็ว ไม่ว่ามันจะไปตกไปหล่นอยู่ตรงไหนก็ตามที อย่าว่าแต่แบงค์ห้าร้อยเลย แค่เหรียญสิบบาทตกจากกระเป๋าตรงหน้าแล้วคว้าไม่ทัน ถ้ามีใครสักคนเก็บมันขึ้นมา เธอยังไม่อยากจะแยแสเข้าไปทวงถามคืน

ขณะที่ก้าวสุดท้ายของการเดินลงจากบันไดสะพานลอยคนข้ามถนน มีใครสักคนสะกิดที่ด้านหลังของเธอ เมื่อเธอหันกลับมาเธอก็พบกับรอยยิ้มของยายกลอยกับหลานชายตัวน้อย ๆ ที่หลับไหลในตักของผู้เป็นยายเมื่อเช้า

“ หนู .. เมื่อเช้าหนูทำเงินตก “

วงหน้าของหญิงชราแม้จะแฝงแววเหนื่อยอ่อน แต่กลับมีรอยยิ้มอันอบอุ่นในขณะที่ยื่นส่งแบงค์ห้าร้อยบาทใหม่อี่ยมใบนั้นคืนให้เธอ หญิงสาวตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าก่อนที่จะหลุดคำพูดออกมาอย่างยากเย็น

“ ยาย .. ขอบพระคุณมากค่ะ “

หญิงชรายังคงยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปหยิบข้าวของพระรุงพะรังของแก ก่อนจะดึงมือหลานชายตัวน้อยที่ยังคงส่งสายตาโตใสเท่าเม็ดลำไยมาให้เธอ หญิงสาวเปิดกระเป๋าสะพายของเธอเหมือนจะค้นหาของบางอย่าง ก่อนจะดึงแบงค์ร้อยบาทหนึ่งใบส่งให้ยายกลอย

“ ยาย .. รับไว้เถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้หลานก็ได้ ถ้าคนอื่นเขาเก็บเงินได้ขนาดนี้เขาคงไม่เอามาคืนหนูหรอก คิดไว้ซะว่าเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นะ “

ยายกลอยยังคงยิ้มอย่างอบอุ่น แต่แข็งกร้าว ..

“ เมื่อเช้านี้ .. หนูซื้อของอะไรยายไปบ้างล่ะ “

“ ก็มีใยบวบอันนึง ขมิ้นผงกับดินสอพองอย่างละห่อจ๊ะ “ หญิงสาวเปิดกระเป๋าสะพายออกดูก่อนจะตอบยายกลอย สองยายหลานยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ยายกลอยจะยื่นเศษเงินเหรียญห้าบาทหนึ่งเหรียญและเหรียญหนึ่งบาทห้าเหรียญส่งให้หญิงสาว

“ หนูยังไม่ได้รับเงินทองเลยจ๊ะ เอ้า .. นี่จ๊ะ แล้วถ้าขมิ้นกับดินสอพองใช้หมดแล้ว วันหน้าหนูมาซื้อกับยายใหม่นะ “

ราวกับถูกสายน้ำเย็นยะเยือกราดรดไปทั่วร่าง หญิงสาวตะลึงงันอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อยายกลอยยัดเศษเหรียญลงใส่มือของเธอ ก่อนจะหันกายจากไปพร้อมกับจูงมือหลานชายตัวน้อยให้ออกเดินไปด้วย เศษเหรียญไม่กี่อันในอุ้งมือกลับกดทับและละลายความใหญ่ยิ่งของมนุษย์เงินเดือนอย่างเธอลงไปเสียสิ้น แล้วโอบกอดเธออย่างนิ่มนวลด้วยน้ำใจขนาดมหึมามหาศาลของหญิงชราที่ใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามและผ้าถุงผืนเก่า แบงค์ร้อยที่เธอประสงค์จะให้เป็นสินน้ำใจกลับไม่เหลือค่าสักน้อยนิด เมื่อเทียบกับเศษเหรียญที่เธอกำลังกำอยู่ในขณะนี้

บางครั้ง การมองค่าและความหมายของการเป็นคนคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้อยู่ที่วิธีการใช้เงิน หากแต่อยู่ที่วิธีการได้เงินมาต่างหาก

...

ไกลออกไป เด็กน้อยตาใสเป็นเม็ดลำไยคนนั้น กับหญิงชรากำลังเดินทางกลับบ้าน และแว่วเสียงนิทานโบราณที่ผู้เป็นยายกำลังเล่าขานให้หลานฟังอย่างเป็นสุข

“ ยายกับตา ปลูกถั่วปลูกงา ให้หลานเฝ้า
หลานไม่เฝ้า อีกามากินถั่ว กินงา ของตากับยาย
ยายมา ยายด่า
ตามา ตาตี

หลานร้องไห้ ไปหานายพราน ให้ไปยิงอีกา
ที่มากินถั่วกินงา ของตากับยาย ... “


...



Create Date : 04 เมษายน 2551
Last Update : 4 เมษายน 2551 10:06:54 น. 4 comments
Counter : 265 Pageviews.

 
หวัดดีจ่าโจ
ดีจัง ที่คุณยังเขียนหนังสืออยู่
ดีใจที่ยังจำกันได้
ขอบคุณทีแวะไปทักทายกัน

ว่างๆ แวะไปอีกนะ



โดย: ดาริกามณี วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:10:46:02 น.  

 
ยังไม่ได้อ่านนะคะ

แต่แวะมาทักทายและทำความรู้จักค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:17:39:11 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณจ่าสิบเอกโจ ขอบคุณที่แวะมาอ่านเรื่องสั้นของมี่ค่ะ แหะๆ...ส่วนมากตอนจบมี่มักรวบรัดแทบทุกเรื่อง เพราะมักนำเรื่องจริงจากข่าวมาเขียน มักไม่ได้ตามหลัง...คดีตัดสินค่ะ เพราะนั่นเป็นเรื่องสั้นเมื่อ3 ปีก่อนที่เขียนไว้

ปัจจุบันมี่หัดเขียนเรื่องสั้น แนวคำกลอนแทน แหะๆ บ่นเพ้อเจ้ออีกแล้ว 5555 ไปก่อนดีกว่า


โดย: ญามี่ วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:12:41:44 น.  

 
หวัดดีจ่า

เอามาลงเรื่อยๆนะ บางเรื่อง เรื่องเก่าๆที่เรายังเคยหัวหกก้นขวิดในโลกไซเบอร์ด้วยกันตอนนั้นมันมันส์จริงๆ


โดย: กะดอ IP: 221.188.218.50 วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:22:58:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

จ่าสิบเอกโจ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




" I sit and talk to God

And he just laughs at my plans

My head speaks a language

I don't understand ... "

...
Group Blog
 
 
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
4 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add จ่าสิบเอกโจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.