Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
19 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
เพลิงไพรเสน่หา... บทที่ ๑๒ ทรมาน (๒)

เพลิงไพรเสน่หา... จันทราวดี

           ปานรีถูกมัดติดต้นไม้ผ่านมาได้ชั่วโมงกว่าเนื้อตัวฟกช้ำยังไม่น่าตกใจเท่าถูกรุกรานจากแขกไม่ได้รับเชิญ ตอนนี้เริ่มไต่ขึ้นมาตามตัว สาละวนกับการขนเศษอาหารกลับเข้ารังไม่พอยังหันมาทิ้งร่องรอยการมาเยือนด้วยการกัดเนื้อตัวเธอให้เจ็บแสบ

           “จะกัดทำไมเล่าจะเอาอะไรก็เอาไปสิ” ปากอวบอิ่มบ่นอุบเป็นเวรเป็นกรรมมาแต่ชาติปางไหน ดูเอาเถอะเจ้ามดพวกนี้เลือกกัดตอนไหนไม่กัดดันมากัดตอนที่เธอไร้หนทางต่อสู้ ถึงได้กัดฟันทนในทุกครั้งที่พวกมันฝังเขี้ยวลงบนเนื้อบอบบางเธอคงทนได้นานกว่านี้ ถ้าพวกมันไม่เล่นโจมตีเธอพร้อม ๆ กัน จนเผลอร้องออกมาเสียงหลง

           “โอ้ยพอได้สติรีบเม้มปากแน่น ไม่อยากกลายเป็นคนอ่อนแอให้ใครเห็นโดยเฉพาะผู้ชายใจร้ายคนนั้น ลืมนึกถึงความอดทนตนเองเริ่มหดหาย สุดท้ายยอมพ่ายแพ้ต่อทิฐิตนเองพยายามเหลียวหาใครสักคนมาช่วยเหลือ เธอมั่นใจคงไม่มีใครโผล่หน้ามาให้เห็นแต่อย่างน้อยขอให้ได้ยินเสียงเธอสักนิดก็ยังดี

“ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยฉันที”

           เสียงหญิงสาวดังสนั่นสายตามองออกไปด้วยความหวัง และมันคงเป็นความโชคดีของเธอบังเอิญอินทรกลับเข้ามาเช็คความเรียบร้อยตามหน้าที่ พอได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือดังมาจากกระท่อมจากที่เคยก้าวเดินธรรมดา กลายเป็นนักวิ่งลมกรดร้อยเมตรในทันที

           “เป็นอะไรคะ...คุณ” อินทรเกือบถลาพ้นตัวหญิงสาวขึ้นไปบนชานชะงักงันตะลึงในสภาพหญิงสาวถูกล่ามตัวติดต้นไม้ใช่บนชานอย่างที่คิด จะเป็นฝีมือใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่พ่อเลี้ยงกันต์กวีดูใจจืดใจดำปล่อยให้หญิงสาวเผชิญทั้งแดดและลมทั้งที่พึ่งสร่างไข้และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตามตัวเลอะเทอะด้วยอาหารตอนนี้ถูกรุกรานด้วยมดโชคดีแค่ไหนที่มันไม่ใช่มดคันไฟ

           “คะคุณชะช่วยฉันด้วย” เหมือนพระมาโปรด ปานรียิ้มทั้งน้ำตา

           อินทรส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายหัวใจจริง ๆ เขาเตือนหญิงสาวแล้ว ทำไมถึงไม่ฟังคนแข็งอย่างพ่อเลี้ยงกันต์กวีขืนแข็งสู้ ก็คงต้องโดนแบบนี้

“ผมเตือนคุณแล้ว ทำไมไม่ยอมเชื่อผม”

           “ขอร้องเถิดค่ะอย่ามาซ้ำเติมกันตอนนี้ กรุณาปล่อยฉันก่อนได้ไหม”

“ก็ได้” อินทรเห็นพ้อง ผันร่างตัวเองเข้าหาร่างระหงช่วยปลดเชือก หากไม่ทันหลุด ร่างสูงภายใต้เสื้อยืดคอวีสีขาว ทับเชิ้ตแขนยาวสีเทาห้อยสร้อยเงินคล้องแหวนกับกางเกงยีนตัวยาวโผล่พรวดพลาดออกมาใบหน้าร้อนรนเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันทีที่เห็นข้างกายหญิงสาวมีใครอีกคนช่วยเหลืออยู่ก่อนแล้ว

“ผมสั่งให้ปล่อยผู้หญิงคนนั้นหรือไงอินทร” น้ำเสียงติดไม่พอใจลากเท้าหนักมายืนทำหน้าฉุนใส่

บุรุษในชุดสีหม่นถอนหายใจผะแผ่วหันมาตอบบุรุษผู้มาใหม่เสียงอ่อน

“เปล่าครับพ่อเลี้ยง แต่ผมจำเป็นต้องปล่อยเธอจัดการกับมดพวกนั้น” สายตาชำเลืองมองผิวเนื้อถูกรุกรานจากสัตว์ตัวจ้อย

กันต์กวีมองตามผิวขาวแดงระเรื่อจากพิษสงสัตว์ แทนที่จะสงสารกัน กลับส่งยิ้มเย็นให้เธอหน้าตาเฉย

“มดคัน...” น้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ใส่ใจกับความทุกข์ของหญิงสาวเริ่มหมดความอดทนกับสัตว์ตัวจิ๋วหากทำใจแข็งไม่ปริปากอ้อนวอนขอให้เขาช่วยเหลือสักคำ

“ผมไม่เห็นจำเป็นที่คุณจะต้องช่วยเหลือเธอ ในเมื่อเธอเองไม่ปริปากร้องขอ”

“แต่เธอ...”

อินทรถูกขัดด้วยมือแกร่งยกขึ้นโบก

“ช่างเถอะ ผมไม่อยากฟัง ที่สำคัญผมมีงานให้คุณไปทำ เย็นนี้ผมต้องการรูปลงเว็บไซต์คุณช่วยกลับเข้าโรงพักไม้ ถ่ายรูปไม้สักพึ่งโค่นทั้งหมด เน้นเฉพาะลายไม้เอาไปให้ผมที่บ้านพักก่อนทันพระอาทิตย์ตกดินทำได้ไหม”

ประโยคหลังดูเป็นการบังคับมากกว่าออกคำสั่งธรรมดาอินทรเข้าใจอารมณ์พ่อเลี้ยงหนุ่ม ทั้งที่สงสารหญิงสาวอยู่ครามครันหากตัวเขาจะทำอะไรได้ ถ้าพ่อเลี้ยงหนุ่มไม่อนุญาตเขาหรือจะกล้าขัดขืน

“ได้ครับพ่อเลี้ยง” ก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนถอยห่างออกไปลงมือมัดเชือกล่ามหญิงสาวแน่นเหมือนเดิม

กันต์กวีรออินทรหายจากสายตาหันมาเล่นงานหญิงสาวด้วยคำพูด

“เสียใจด้วยนะปานรี คราวนี้คุณคงหมดที่พึ่ง แต่อย่าเสียใจไปผมมีทางเลือกให้คุณ” แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดบนใบหน้าหล่อคม “ถ้าคุณยอมรับได้ว่าพี่สาวคุณเลวแค่ไหน ผมยินดีช่วยคุณพ้นทุกข์จากเจ้ามดพวกนั้นสนใจไหม” กันต์กวีหลิ่วตายียวน

ปานรีสิ้นหวังอยู่แล้วพอเจอคำถามผสานกริยาท่าทางกวนบาทา จากที่คิดว่าไม่สู้ ก็ฮึดขึ้นมาย้อนบุรุษตรงหน้าเสียตาขวาง

“ไม่สน !”

“ตามใจคุณ ผมเองอยากรู้เหมือนกันคนอย่างคุณจะทนได้สักกี่น้ำ” กันต์กวีไหวไหล่ ถอยหลังไปนั่งตรงขั้นบันได นั่งผิวปากสบายอารมณ์ผิดกับคนตัวเล็กต้องดิ้นรนกับความทุกข์อันเกิดจากมดตัวจิ๋วที่ดูจะไม่ยอมเลิกราจากตัวเธอ ระดมกัดไม่บันยะบันยัง เจ็บแสบไปทั้งตัวยังไม่หนำใจยังส่งมดหัวหน้างานตัวใหญ่เป็นห้าเท่า ไต่เตาะแตะมาถึงใต้ตา เรียกเหงื่อซึมทั่วร่างกายลมหายใจแทบหดหาย ในใจเฝ้าภาวนา ‘อย่ากัดฉันเลยนะ’ กลับพบว่าคำภาวนาไม่เป็นผลเอาเสียเลย

“กรี๊ดน้ำตามาพร้อมเปลือกตาปิดสนิทไม่รู้บุรุษผู้นั่งตรงขั้นบันไดผุดลุก ลังเลระหว่างช่วยเหลือหรือปล่อยไปตามทิฐิหญิงสาวถูกทรมานถึงขนาดนี้ ยังเลือกปกป้องพี่สาว แค่พูดมาคำเดียว พี่สาวเธอผิดพี่สาวเธอเลว แค่นี้เขาพร้อมปล่อยเธอจากบ่วงทรมาน กลับไม่ทำ

“พูดสิปานรี ยอมรับซะพี่สาวคุณเลว แล้วผมจะปล่อยตัวคุณ” กันต์กวีให้ทางเลือกอีกครั้ง สายตาจับจ้องแค่ใบหน้าเลอะหวานทั้งที่หลับตาพริ้มอย่างนั้น ยังขยับปากโต้เถียงเขาดังสนั่น

“ฉันยอมโดนมดกัดตายดีกว่ายอมรับพี่สาวฉันเป็นคนเลวเพราะถึงยังไงในสายตาฉันพี่จรีเป็นคนดีเสมอ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงอยากเห็นฉันทรมานแค่ไหน ก็เชิญนั่งดูให้สาสม ไม่ต้องมาพูดจาโน้มน้าว ยังไงฉันไม่มีวันเห็นดีเห็นงามไปกับคุณเด็ดขาด”

“ปากเก่งจริง ๆ แม่คู้น... อย่างคุณมันต้องเจอมดคันไฟสักรังสองรังมันถึงจะดี” กันต์กวีเหยียดปากขู่

ปานรีซึ้งในความใจร้ายบุรุษดีเขาอยากทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไปส่วนตัวเธอเมื่อไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองด้วยร่างกายได้ ก็หันมาพึ่งจิตใจด้วยการท่องพุทโธทำใจให้สงบเห็นทุกอย่างเป็นเพียงความว่างเปล่า ความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายนอกเธอไม่เจ็บ เธอไม่รู้สึก

ปานรีท่องอยู่อย่างนั้นจนสรรพสิ่งรอบกายเริ่มสงบนิ่ง เธอไม่ได้ยินเสียงใด ๆแม้กระทั้งเสียงฝีเท้าบุรุษมาหยุดนิ่งตรงหน้า จนเธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากมือลากผ่านต้นแขนและข้อมือเชื่องช้า เธอถึงได้ลืมตามอง

“ผมยอมแพ้คุณจริง ๆ ปานรี... แต่อย่าคิดว่าผมจะยอมคุณทุกๆ วัน”

เชือกถูกปลดจนหมดปานรีมองบุรุษนิ่ง เธอไม่โต้ตอบใด ๆ นอกจากลูบไล้ลำตัวแผ่วเบาขับไล่อริออกไปโดยไม่ทำให้มันเจ็บ โดยเฉพาะเจ้าตัวที่กัดใต้ตา เธอค่อย ๆ ปลดมันแล้ววางมันไว้กับพื้นพร้อมแผ่เมตตาให้

“ถ้าเป็นผมจะขยี้พวกมันให้แหลกคามือ” กันต์กวีเสริมหลังจากทนเห็นกริยาพินอบพิเทาต่อมดของหญิงสาวไม่ได้

“ใช่ เป็นคุณคงทำอย่างนั้น เพราะคนอย่างคุณไม่เคยเมตตาปราณีใครอยู่แล้วนิ”ปานรีอดไม่ได้หันมาแขวะ ความหมายมันรวมไปถึงตัวเธอและพี่สาว

กันต์กวีเข้าใจส่งยิ้มเยาะในทันทีที่สิ้นเสียงประชดประชัน

“คุณเข้าใจถูกแล้วปานรี ผมไม่เคยปราณีใคร โดยเฉพาะคน ๆ นั้นคือพี่สาวคุณ”กันต์กวีต่อตา พร้อมกระชากหญิงสาว ปวดระบมทั้งตัว มาเผชิญสายตา “ยิ่งผมเห็นคุณห่วงใยรักใคร่พี่สาวคุณมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งไร้ความปราณีถ้าคุณไม่อยากให้ผมทำร้ายคุณ คุณก็เลิกเอาตัวเองไปพัวพันกับพี่สาวทำตัวว่านอนสอนง่าย เผื่อบางทีไฟแค้นในใจผมมันอาจลดลงได้บ้าง”

ไม่รู้อะไรดลใจให้กันต์กวีพูดแบบนั้นแต่มันเหมือนทางสว่างสำหรับปานรี เธอเลิกแข็งขืน อ้าปากเตรียมพร้อมถามย้ำความจริงกลับเจอแรงบุรุษฉุดแขนให้เธอก้าวตาม

“ดะเดี๋ยวก่อนสิคะ” ปานรีฝืนร่างอยากให้เขาหยุดกลับถูกแรงบุรุษลากไปตามทาง “นะนี่คุณจะพาฉันไปไหน” จากความตั้งใจถามถึงเรื่องพี่จรี จึงกลายมาเป็นเรื่องตัวเองมองหลังบุรุษเอาแต่ลากแขนเธอฝ่าดงไม้ ไปตามทางเดินเล็ก ๆ ผ่านราวสิบนาที เธอได้ยินเสียงน้ำไหล“น้ำ นั่นเสียงน้ำใช่ไหมคะ”

เงียบเหมือนครั้งแรกชายหนุ่มไม่ตอบเอาแต่จ้ำอ้าว เดินเร็วจนบางครั้งปานรีก้าวตามไม่ทันเกือบล้มอยู่หลายรอบ โชคดีเขารั้งแขนเธอไว้เสมอ

‘ชิส์ ! ใจดีก็เป็น’ ปานรีค่อนแคะย่นจมูกใส่คนใจร้ายเสียหลายยก ก่อนหยุดฝีเท้าตัวเองดังกึก เพราะอยู่ดี ๆไอ้คนเอาแต่ใจดันหยุดเดินเฉย ๆ หันมากระชากตัวเธอเต็มแรง

“ว้ายปานรีร้องเสียงหลง ไม่ทันหายตกอกตกใจชายหนุ่มดันร่างเธอไปเบื้องหน้า พลางบอก

“ที่อาบน้ำของคุณ”

ปานรีกระพริบตาปริบๆ ปรับอารมณ์ไม่ถูก ได้แต่มองน้ำตกใสสะอาด ไหลลดหลั่นจากทิวเขาผ่านผืนป่าปางไม้พนาเวศมารวมกันเป็นแอ่งน้ำกว้างราวห้าเมตรตรงหน้าก่อนไหลผ่านไปตามสายน้ำ ลงสู่แม่น้ำห้วยดง ด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างแปลกประหลาด

“คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะอาบน้ำ”

เป็นความปรารถนาที่ปานรีไม่อยากปฏิเสธเธอพยักหน้าอย่างรวดเร็ว หากต่อมาเริ่มสำนึกได้ เธอไม่มีชุดให้เปลี่ยนที่สำคัญเธอจะอาบได้ยังไง หากชายหนุ่มยังมายืนหัวโด่ให้เธอเห็น เธอส่ายหน้าปฏิเสธความตั้งใจกันต์กวีหงุดหงิดในความลังเล

“ทำไม” น้ำเสียงทั้งห้วนและสั้นบ่งบอกอารมณ์คนถามเป็นอย่างดี หากปานรีไม่มีกำลังใจจะตอบ “ผมถามว่าทำไม” คำถามเดิมถามซ้ำรอบสอง

ปานรีรู้ดีขืนเธอไม่ตอบ ชายหนุ่มมีหวังอารมณ์ขึ้นถึงขั้นกดเธอจมน้ำตายก็เป็นได้ เธอขยับริมฝีปากตอบออกไปไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่

“ฉันไม่มีชุดให้เปลี่ยน ที่สำคัญ ฉะ ฉัน...” ปานรีอึกอักพอเจอสายตาบุรุษคาดคั้นเอาคำตอบ ก็เลยโพล่งออกไปว่า “...ฉันไม่เคยอาบน้ำต่อหน้าผู้ชาย”

“แล้วใครบอกคุณว่าผมจะอยู่ที่นี่... เชิญคุณอาบน้ำตามสบายส่วนเรื่องชุด” กันต์กวีสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าสายตาคำนวณ ก่อนบอกว่า “เดี๋ยวผมจัดการให้แต่คุณต้องสัญญากับผม”

ปานรีฟังบุรุษนิ่ง

“คุณต้องอาบน้ำอยู่ที่นี่ อย่าคิดอุตริทำอะไรแผลง ๆ” แววตากันต์กวีจริงจัง“เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้น ผมบอกได้คำเดียว คุณได้เสียใจแน่”

ปานรีไม่เชื่อคำขู่เธอมองหลังบุรุษเดินลับหายจากสายตาและมั่นใจว่าเขาจะไม่กลับอีกแล้ว เธอเริ่มสำรวจผืนป่าโดยรอบมองด้านไหนก็มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด อาจไม่เหมือนกันตรงที่ ถ้าเธอไปทิศทางตรงข้ามกับเขาเธออาจหลุดรอดจากเงื้อมือคนใจร้าย เธอผลุนผลันหันไปตามทิศทางที่ตั้งใจพบว่าทิศทางนั้นไม่ได้มีเพียงต้นไม้เพียงอย่างเดียวแต่มีสุนัขตัวใหญ่ไม่รู้โผล่มาจากไหนมายืนจังก้าแยกเขี้ยวจ้องเธอเสียตาแข็ง

ปานรีสั่นเป็นเจ้าเข้าพยายามส่งสายตาผูกมิตร ทั้งที่ใบหน้าเริ่มแตกเหงื่อตื่นตระหนกต่อสุนัขดูยังไงก็ไม่เป็นมิตรพลางขยับร่างกายอ้วนท้วนปกคลุมด้วยขนเตียนสั้นสีดำสลับขาวย่างเท้าเข้าหาเธอด้วยท่วงท่าข่มขู่

“ใจเย็น ๆ นะคุณสุนัข” ปานรีใช้น้ำเย็นเข้าลูบถึงกับสะดุ้งตกใจเพราะสิ้นเสียงเธอเท่านั้น เจ้าสุนัขตัวโตเห่ากรรโชกใส่ สายตาจ้องเขม็งที่โคนขาจงใจข่มขู่ให้เธอถอยหลัง และปานรีไม่กล้าขัดขืน เธอค่อย ๆ ถอยเชื่องช้าจนชิดริมน้ำ เจ้าสุนัขตัวนั้นผงกศีรษะขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปานรีที่กลัวอยู่ก่อนแล้วพอเห็นเขี้ยวยาวโง้ง เธอผวาหงายหลังตกน้ำไปทันที

เจ้าสัตว์สี่ขาเห็นหญิงสาวอยู่ในน้ำขยับตัวนั่งนิ่งทำตัวราวกับผู้คุม มองหญิงสาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมาไอแค่ก ๆพอหายจากอาการสำลัก เธอว่ายน้ำหนีไปขึ้นอีกฝั่ง

“โฮ่ง ๆ” เสียงสัญญาณดังขึ้นตามด้วยสุนัขอีกตัววิ่งห่อมาแต่ไกล หากเป็นคนล่ะด้านกับตัวส่งสัญญาณมานั่งดักรอหญิงสาวส่งเสียง แฮ ๆ ขู่ให้ถอยหลังลงน้ำ

ปานรีตกใจหน้าซีดแล้วซีดอีกมองสุนัขตัวโตสีเทา สลับกับเจ้าสีดำสลับขาว ลักษณะพวกมันเหมือนถูกฝึกมาเป็นอย่างดีโดยเฉพาะไอ้นิสัยดุ ๆ แบบนี้ เจ้าของคงเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่คนที่เอาเธอมาทิ้งทำให้เธอมีความหวังกลับทำลายมันลงด้วยการส่งสุนัขสองตัวมาคุมเชิงนี่สินะที่เขาเตือนเธอ อย่าคิดทำอะไรอุตริ ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียใจ

           “บ้า ! ตาบ้า” ประโยคเดิม ๆ กับเท้าคู่เดิมกระทุ้งน้ำอารมณ์ฉุนเฉียวไม่ได้ทำให้สุนัขสองตัวหวั่นเกรงแต่อย่างใด ยังคงนั่งนิ่งไม่เห่าไม่กรรโชกหากตราบใดหญิงสาวยังอยู่ในน้ำอยู่อย่างนั้น “ก็ได้วันนี้ฉันไม่หนีแต่อย่าคิดว่าฉันไม่ทำ รอให้ฉันมีโอกาส ฉันจะพาตำรวจมาลากคอนายแกเข้าคุกรวมทั้งแกด้วย” เสียงคาดโทษ ตามด้วยเท้ากระทุ้งน้ำอีกรอบก่อนมุดหนีลงไปดับอารมณ์ใต้น้ำลึกท่วมหัว กลั้นหายใจเป็นนานสองนานจนกระทั่งเกือบหมดลมนั่นละ ถึงได้โผล่พรวดขึ้นมาสูดอากาศเข้าเต็มปอด

อากาศสดชื่นท่ามกลางบรรยากาศเขียวขจีทำให้ปานรีรู้สึกดีขึ้นบ้างอย่างน้อยธรรมชาติที่นี่ไม่ได้โหดร้ายต่อเธอเหมือนคนที่อาศัยอยู่ช่างโหดร้ายทารุณจนเนื้อตัวเธอฟกซ้ำดำเขียว ซ้ำร้ายยังกล้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากล่าวอ้าง คือการแก้แค้นพี่จรีแทนบุพการีแต่ปานรีไม่มีวันโกรธพี่สาวตัวเองสักนิด บุคคลเดียวที่เธอจะโกรธและเกลียดก็คือผู้ชายคนนั้น

           “ฉันเกลียดคุณได้ยินไหม ฉันเกลียดคุณ”

           เสียงสะท้อนสะท้านไปทั่วภาพบุรุษปรากฏบนผืนน้ำ ถูกมือซีดตีกระจายไปเป็นวงกว้าง ก่อนผันร่างแหวกว่ายน้ำไปมาจนเหนื่อยอ่อนมาพิงก้อนใหญ่ใกล้ริมตลิ่งโผล่พ้นน้ำหนึ่งศอกครึ่งความลึกของน้ำตรงนั้นเหนือเอวหญิงสาวเล็กน้อยมองแผ่นฟ้าโผล่แซมทิวไม้สูงด้วยหัวใจอ้างว้าง ป่านนี้พี่สาวคนดีจะเป็นเช่นไรจะหนีพ้นจากเงื้อมือคนโหดร้ายเหล่านี้ได้ไหม

‘ขอเถอะ เธอขออ้อนวอน หากเภทภัยใดก่อเกิดกับพี่สาว ได้โปรดนำเภทภัยนั้นมาสู่ตัวเธออย่าได้แผ้วพานพี่สาวให้ต้องทุกข์ทรมานเหมือนเช่นเธอเลย’

           น้ำตาไหลพร่างพรูก่อนเช็ดออกอย่างรวดเร็ว เมื่อสำเหนียกเสียงผิวปาก ตามด้วยสุนัขสีน้ำตาลกระโดดข้ามจากหินก้อนหนึ่งสู่หินอีกก้อนจนถึงตลิ่งอีกด้านวิ่งห่อตามสุนัขดำสลับขาว ไปตามทิศทางของต้นเสียง ปานรีเอี้ยวคอมอง

“มาแล้วสินะ” กระซิบรำพึงผ่านริมฝีปากซีดก้มมองสภาพตัวเองผ่านม่านน้ำใส เสื้อชุดกระโปรงลีบลงตามตัวโชว์จุดโค้งเว้าทุกสัดส่วน ล่อแหลมต่อสายตาบุรุษ โดยเฉพาะคนที่เคยจาบจ้วงเธอมาก่อนรีบหลบเข้าข้างหิน ไม่ยอมโผล่หน้าออกมาดูจนกระทั่งเสียงฝีเท้าคนมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากริมน้ำ

           “ปานรี”

           คนถูกเรียกพาร่างตัวเองจมน้ำโผล่แค่จมูกพอหายใจได้ ทำตัวนิ่งราวกับหุ่นไม้ไม่กล้ากระโตกกระตากให้ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

           “ปานรี...” น้ำเสียงเริ่มขุ่น

           คนอยู่ใต้น้ำหัวใจเต้นตูมตามตัดสินใจระหว่างแสดงตัว หรือส่งเสียงตอบ หากไม่ทันได้ทำอะไรสักอย่างคนอารมณ์ร้อนยิ่งกว่าไฟอเวจี กระโดนผลุบขึ้นมาบนก้อนหิน เห็นศีรษะดำ ๆ โผล่พ้นน้ำนิดเดียวความโกรธมีมาก ลืมตัวทรุดลงจับศีรษะนั้น กระชากเจ้าของร่างขึ้นมาเต็มแรง

           “ว้ายปานรีตกใจหน้าหงาย

           กันต์กวีไม่สนใจตวาดถามลั่น

           “เรียกทำไมไม่ตอบ หา !?”

           ปานรีผ่อนร่างจับมือจิกเส้นผมเธอแน่นยิ่งกว่าคีมเหล็ก มองเขาวิงวอนด้วยสายตา

           “ปล่อยเถอะค่ะ ฉันเจ็บ”

           “ถ้ารู้ว่าเจ็บทำไมถึงไม่ตอบ”

          “ฉันไม่ได้ยิน”ปานรีแก้ตัว

กันต์กวีไม่เชื่อสักนิดถ้าไม่ใช่เรือนร่างระหงโผล่พ้นน้ำ เผยให้เห็นประทุมถันคู่งามละลานตาบังเกิดอารมณ์ปรารถนาล้นปรี่ขึ้นมา กันต์กวีคงไม่ปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระก่อนหันหน้าหนี ปฏิเสธแรงปรารถนาด้วยการต่อว่าหญิงสาวดังลั่น

           “คราวหลังอย่าทำแบบนี้....”เสียงสั่น ไม่เท่าใจสั่นเทา หายใจหายคอไม่สะดวกพยายามระงับอารมณ์ด้วยการจิกปลายนิ้วบนต้นขา เพียงชั่วครู่กลับเข้าสู่ปรกติพลางเหยียดปากขมขู่หญิงสาวปกปิดอารมณ์ตัวเองโดยสิ้นเชิง “...ไม่อย่างนั้นผมจะให้คนมานั่งเฝ้าแทนไอ้ด่างไอ้น้ำตาล”

           ปานรีไม่รู้เนื้อรู้ตัวตกใจแค่สิ่งที่ชายหนุ่มขู่ อย่างน้อยให้สุนัขเฝ้ายังดีกว่าให้คนมาเฝ้า เธอลนลานรับปากอย่างรวดเร็ว

           “ฉันขอโทษ ต่อไปฉันไม่ทำอีกแล้ว”

           กันต์กวีพยักหน้าโดยไม่มอง

ปานรีเกิดอาการสงสัยโดยเฉพาะท่าทางแข็ง ๆ ของบุรุษ จนต้องก้มดูสภาพตัวเองถึงกับอายหน้าแดงรีบจมดิ่งสู่ผืนน้ำปกปิดส่วนนู้นต่อสายตาบุรุษทันที

           “ฉันขอเวลาสักครู่ได้ไหม”

           แทนคำตอบกันต์กวีวางผ้าในมือบนก้อนหิน ก่อนกระโดดไปยืนริมตลิ่ง

           “ผมให้เวลาสิบนาทีช่วยจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนผมจะมา” คำสั่งสิ้นสุดตามด้วยร่างบุรุษลับหายจากสายตา

           ปานรีดีดตัวจากน้ำขึ้นไปนั่งบนก้อนหิน สำรวจเสื้อผ้าผู้หญิง ผ้าขนหนู ตามด้วยแชมพู สบู่ แปรงสีฟันยาสีฟัน ทึ่งในความรอบคอบบุรุษ รีบคว้าขวดแชมพูกระโดดลงน้ำ อาบน้ำสระผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ปีนขึ้นไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่กลิ่นหอมจากน้ำยาปรับผ้านุ่มกับกลิ่นแดดกรุ่นไปทั้งตัว ทำให้ปานรีอดสงสัยไม่ได้เขามีผู้หญิงอยู่ที่นี่ด้วยหรือเพราะชุดที่เขาให้เธอมา มันมีราคาค่างวดมากกว่าชุดคนงานทั่วไปถึงเก่าแต่ด้วยวิธีการรักษาดูแลเป็นอย่างดี ทำให้ปานรีรู้ว่าเจ้าของชุดคงรักและหวงแหนมากทีเดียว

           “หรือเป็นของภรรยาเขา”ปานรีคาดเดา ในใจรู้สึกเบาโหวง แต่ค้านจะสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าของใครวันนี้เธอจำเป็นต้องใส่ อาจแปลกหน่อยตรงที่เธอไม่มีชิ้นในและนั่นทำให้เธอรู้สึกเย็นวูบวาบเสียทุกครั้งที่เนื้อตัวสัมผัสกับเสื้อผ้าตรง ๆ

“ขอให้พรุ่งนี้แห้งทันทีเถิด” ปานรีคาดหวังก่อนลงมือซักเสื้อผ้ารวมทั้งชิ้นใน บิดพอหมาด ก็พอดีกับชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง

           “เสร็จหรือยัง”

          ปานรีค้านจะตอบเธอพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนกระโดดไปยืนริมตลิ่ง ทิ้งระยะห่างจากเขาพอสมควร

           “มาสิ” กันต์กวีกวักมือเรียก

           ปานรีขยับฝีเท้าเชื่องช้าเดินค้อมตัวไปข้างหน้า พยายามปกปิดเนินเนื้อด้วยรู้สึกกระดากอาย ทั้งที่มองจากสายบุรุษไม่รู้หรอกว่าเธอไม่ได้ใส่ชั้นในแต่ด้วยท่าทางงะ ๆ เงิ่น ๆ ทำให้กันต์กวีรู้ความได้ไม่ยากฉับพลันชี้นิ้วไปที่เสื้อผ้า ออกคำสั่งโดยไม่แยแส

           “เอามานี่”

           ปานรีส่ายหน้า

           “ฉันถือได้ค่ะ”

           “บอกให้เอามา”คราวนี้น้ำเสียงเข้มกว่าเก่า

           ปานรีหน้าเสียมองใบหน้าชายหนุ่ม สลับชิ้นผ้าในมือ อายแสนอายแต่ไม่อาจคัดค้านประสงค์ยื่นมันให้เขาในใจก่นด่าความใจดีที่เธอไม่อยากได้สักนิด พลางก้าวเดินตามเขา เดินนำดุ่มๆ โดยมีสุนัขสองตัววิ่งโร่มากจากไหนไม่รู้ มาเดินขนาบข้างราวกับเป็นองครักษ์ชั้นดี  

 ****ศุกร์หรรษาค่ะ อัพเดทตอนใหม่แล้วค่ะ***




Create Date : 19 ธันวาคม 2557
Last Update : 19 ธันวาคม 2557 11:39:55 น. 0 comments
Counter : 603 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Jantarawadee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ^๐^ ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกคนสู่บล็อก

-----------------------------------------------
ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกเป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add Jantarawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.