Group Blog
 
<<
เมษายน 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 เมษายน 2558
 
All Blogs
 
เพลิงไพรเสน่หา... บทที่ ๒๐ เป็นห่วง

เพลิงไพรเสน่หา...จันทราวดี

    ไตรรงค์ลัดเลาะขึ้นเขามีปาจรีตามอยู่เบื้องหลังไม่ห่าง เขาตัดสินใจข้ามเขาลูกนี้เพื่อย่นระยะทางกลับเข้าปางไม้ และคิดว่าวิธีนี้สามารถหลบเลี่ยงทินกรได้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครทันคาดคิดเขาพาผู้หญิงตัวเล็กข้ามเขาลูกใหญ่แทนที่จะเลือกเส้นทางสบายลัดเลาะตีนเขาไปเรื่อย ๆ 

     “ไหวไหมคุณ” ในช่วงหนึ่งของการหลบหนีเขาหันมาถามหญิงสาวใบหน้าอิดโรยลงไปทุกขณะจิต แต่กระนั้นเขาไม่เคยได้ยินเสียงบ่นจากปากเจ้าตัวสักคำ นอกจากแววตามุ่งมั่นตลอดเวลา

     “ไหว คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉัน” ปาจรีปาดเหงื่อออกจากหน้าพยายามปีนตามชายหนุ่มไม่ห่าง แล้วจู่ ๆ เท้าเธอไปขัดกับก้อนหินเข้า “ว้าย !” ปาจรีเสียหลัก ไตรรงค์หันมาคว้าตัวได้ทัน

     “เป็นยังไงบ้างคุณ” เขาเคลื่อนตัวลงมาดึงเท้าออกจากก้อนหินให้

     “ขอบคุณ ฉะ... ฉันไม่เป็นไร” ปาจรีโกหกคำโต ข้อเท้าเธอเจ็บ เธอไม่อยากเป็นภาระในการหลบหนี ยิ่งเธอช้าเท่าไหร่ โอกาสรอดทั้งเธอและเขาก็ยิ่งริบหรี่ ปาจรีไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เธอรีบดึงเท้าตัวเองออกจากมือคนช่วยเหลือ “เราไปกันต่อเถอะคุณ”

     “คุณไหวแน่นะ” ไตรรงค์หันมาประคองหญิงสาวแทน

     “ไหวสิ คุณไม่เชื่อฉันหรือไง... นี่ไงเห็นไหมฉันสบายดี” ปาจรีฝืนสะบัดเท้าให้เขาเห็นว่าเธอเดินได้ ไตรรงค์พยักหน้าน้อย ปล่อยหญิงสาวออกจากแขน

     “งั้นคุณเอาสัมภาระคุณมาเดี๋ยวผมถือให้ คุณจะได้เดินคล่องขึ้น” ไตรรงค์ตัดสินใจพร้อมดึงห่อเสบียงอาหารออกจากหลังหญิงสาวมาสะพายเสียเองก้าวนำหน้า ปาจรีมองตามตาปริบ ๆ “ตามมาเร็ว ๆ สิคุณ” เขาส่งเสียงดุเมื่อไม่ได้ยินเสียงหญิงสาวเคลื่อนตัวตาม 

     “ค่ะ ๆ คุณชาย” ปาจรีขานตอบ เลื่อนเท้าปวดหนึบเจ็บแปลบจนหน้านิ่วคิ้วขมวด พอชายหนุ่มหันมามอง เธอฉีกยิ้มร่ากลบเกลื่อน

     “ยิ้มอะไรคุณ” ไตรรงค์ถามอดสงสัยพฤติกรรมหญิงสาวไม่ได้

     “ฉันก็ยิ้มให้ตัวเอง ถามทำไมมันแปลกมากนักหรือไง” ปาจรีประชด ฝืนซอยเท้ามาหยุดเบื้องหลังชายหนุ่มไม่ห่าง

     “แปลกสิ แปลกมากด้วย” ไตรรงค์เคลือบแคลง

     “คุณสิแปลก” ปานรีว่ากระแทกปีนก้อนหินข้ามไปยืนอีกฝั่ง“อืดอาดชักช้าอยู่นั่นแหละคุณ เดี๋ยวเหอะพวกนั้นตามทัน แล้วจะหนาวไปถึงสันหลัง” บ่นกระปอดกระแปด พอหันหลังให้เขาหน้าถอดสีทันตา 

     ไตรรงค์ไหวไหล่ยิ้มน้อย ๆ ปาจรีมีโอกาสแว้งกัดเขาเมื่อไหร่เป็นกัดไม่ปล่อย แล้วเขาชอบต่อล้อต่อเถียงเสียด้วย รีบปีนก้อนหินตามคนขี้บ่นมาหยุดยืนใกล้ ๆ คิดหาถ้อยคำมาโต้ตอบเจ้าหล่อน ต้องเก็บความคิดนั้นไปทันทีที่เห็นใบหน้าคนข้างตัวเจ็บปวดทรมาน

     “เท้าคุณเจ็บใช่ไหม” ไตรรงค์ไม่รอให้หญิงสาวตอบ เขาคุกเข่าลงไปจับข้อเท้าเล็ก

     “โอ้ย !” ปาจรีส่งเสียงร้องทันทีที่ไตรรงค์เคล้าคลึงข้อเทาเธอเบา ๆ

     “ข้อเท้าคุณเคล็ด” ไตรรงค์สรุปแววตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

     “ฉันทนได้ เราไปกันต่อเถอะ” จากที่บอกเขาไม่เป็นอะไร ตอนนี้เปลี่ยนเป็นทนได้ ไตรรงค์ไม่พอใจคำตอบนั้น เขาส่งเสียงดุใส่หน้า

     “ผมไม่ชอบที่คุณโกหกเลยปาจรี คุณเจ็บคุณต้องบอกผมสิ คุณอย่ามาทำตัวอวดเก่ง คุณฝากชีวิตไว้กับผมแล้ว คุณควรให้ผมตัดสินใจว่าสิ่งไหนได้หรือไม่ได้” 

     ปาจรีหน้าถอดสีไม่เคยเห็นไตรรงค์โกรธเธอเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้มาก่อน 

     “ฉันก็แค่ไม่อยากเป็นภาระ” เสียงปาจรีอ่อนลงรู้สึกผิดอยู่ครามครัน

     “เป็นภาระหรือเปล่าให้ผมตัดสินใจเอง” น้ำเสียงไตรรงค์คงเส้นคงวาตั้งอยู่บนความโกรธไม่หาย

     “ฉันขอโทษนะคุณ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็แค่...” ใจที่ว่าเข้มแข็ง ได้ยินประโยคดุเขียวแฝงความห่วงใยเต็มเปี่ยม เรียกน้ำตาปาจรีคลอหน่วย ไตรรงค์เห็นเข้าหัวใจบุรุษอ่อนยวบ

     “ช่างเถอะปาจรี... ผมเองต้องขอโทษคุณด้วย ผมเป็นห่วงคุณมากไปหน่อย” เขากล่าวเสียงอ่อน หันมาฉีกชายเสื้อตัวเองจากรอยเดิม ได้ความยาวตามต้องการแล้วหันมาพันข้อเท้าหญิงสาวเบามือ

     “ผมต้องพันเท้าคุณไว้ก่อน คุณห้ามเคลื่อนเท้าตัวเองเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นคุณอาจเจ็บมากกว่านี้ เดี๋ยวผมหาที่พักให้เราได้แล้ว ผมค่อยหายามาทาให้” ไตรรงค์ตัดสินใจ วันนี้เขาและปาจรีคงไปได้ไม่ไกลกว่านี้ คงต้องหาที่พักให้หญิงสาวพักผ่อนดีกว่าฝืนเดินทาง รีบเบี่ยงสัมภาระมาไว้ด้านหน้า หลังหันให้หญิงสาวขึ้นค่อม

     ปาจรีไม่อิดออด ตั้งแต่ได้ยินคำว่าเป็นห่วงหลุดจากปากไตรรงค์ เธอซึ้งน้ำตาไหล แนบหน้าไปบนหลังกำยำรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยตลอดเส้นทางที่เขาพาเธอก้าวขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนปาจรีสัมผัสได้ถึงไอเย็นและเสียงน้ำตกไม่ห่าง

     “คุณเสียงน้ำตกใช่ไหม” น้ำเสียงปาจรีตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด

     “ใช่” ไตรรงค์พยักหน้าน้อย ๆ หยุดเดินมองสำรวจผืนป่า บริเวณโดยรอบไม่ลาดชันอย่างที่ผ่านมา อีกทั้งใกล้แหล่งน้ำ เหมาะมากที่จะหยุดพักผ่อน “เราจะพักกันแถวนี้” ไตรรงค์พูดอย่างใจคิด ค่อย ๆ วางปาจรีลงบนหิน ปลดสัมภาระลงใกล้เท้าหญิงสาว “คุณรอผมสักครู่นะปาจรี ผมจะเดินสำรวจรอบ ๆ บริเวณนี้หน่อย”

     “เดี๋ยวสิคุณ” ปาจรีรั้งชายหนุ่มไว้

     “มีอะไรหรือคุณ” คิ้วเข้มหยักขึ้นด้วยความสงสัย “ถ้าเราหยุดพักที่นี่ แล้วพวกนั้นจะไม่…” ปาจรีกล่ำกลืนคำพูด แววตาหวาดวิตกเมื่อนึกถึงพวกทินกรตามไล่หลัง

     ไตรรงค์ก้าวมาทรุดตัวตรงหน้า แตะมือบางเบา ๆ ปลอบประโลมหญิงสาว

     “ไม่ต้องห่วงปาจรี วันนี้พวกมันตามเราไม่ทันแน่” แววตาบุรุษมั่นใจเสียจนปาจรีนึกสงสัย

     “อะไรทำให้คุณมั่นใจขนาดนี้” ไตรรงค์กระตุกยิ้ม แววตาเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าคมเข้ม

     “ในเมื่อพวกมันมีคนแกะรอย ผมแค่สร้างรอยเหมือนไม่ตั้งใจให้มันตามไปอีกทางก็เท่านั้น”

     “คุณมั่นใจใช่ไหมไตรรงค์” ปาจรีย้ำถาม ใบหน้าไม่คลายกังวล ทินกรเจ้าเล่ห์แสนกลแค่ไหนเธอย่อมรู้แก่ใจดี เธอกลัวตัวเองตายไม่เท่ากลัวน้องสาวเดือดร้อน หรือแม้กระทั่งสวัสดิภาพบุรุษตรงหน้า เธอไม่อยากเห็นเขาต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะปาจรีกังวลใจมาก ไตรรงค์จึงส่งยิ้มอ่อนละมุนให้

     “คุณเชื่อใจผมนะปาจรี ต่อให้พวกมันตามมา ผมไม่มีวันปล่อยให้พวกมันแตะต้องตัวคุณเป็นอันขาด ผมสาบาน”

ปาจรีฟังคำไตรรงค์แล้วใจเต้นโครมคราม ไม่เพียงรอยยิ้มตรงหน้าแม้แต่คำพูดเขายังอ่อนโยน ไม่เหมือนไตรรงค์คนเก่าก่อนแข็งกระด้าง ขี้เก๊ก กวนโมโห เธออายเขาเกินกว่าสบตาคู่คมตรงหน้า หลุบเปลือกตามองมือตัวเองมีมือเขาวางทาบทับไม่ห่าง

     “คุณจะไปสำรวจรอบ ๆ นี้ไม่ใช่เหรอ ไปสิ” ออกปากไล่เขาไปแล้วรีบถอดมือตัวเองออกจากมือใหญ่

ไตรรงค์โคลงศรีษะ ไม่เข้าใจอารมณ์ผู้หญิง ก่อนหน้านี้เจ้าตัวหวาดกลัวแทบเป็นแทบตาย ตอนนี้กลับออกปากไล่เขาเสียอย่างนั้น เขาถึงได้หลีกเลี่ยงผู้หญิงมานานแสนนาน ไม่คิดไม่ฝันจะได้พานพบ แถมเป็นคนไกลเกินเอื้อมเสียด้วย ก็ยังไม่วายแคร์ความรู้สึกคนตรงหน้า

     “ผมไปไม่นานหรอกปาจรี คุณนั่งรอผมตรงนี้นะ ห้ามขยับตัวไปไหนเป็นอันขาด” แม้น้ำเสียงไตรรงค์นุ่มนวล ก็แฝงคำสั่งอยู่ในน้ำเสียงกลาย ๆ ปาจรีพยักหน้าน้อย ชำเลืองไล่หลังชายหนุ่ม 

     “รีบ ๆ กลับมานะไตรรงค์” เสียงปาจรีแผ่วเบา ชายหนุ่มไม่มีวันได้ยินและรับรู้เลยว่าเธอรู้สึกโหยหาเพียงใดในยามไกลห่างเขาแบบนี้ นาฬิกาเรือนไม้ตีบอกเวลา

     เที่ยงวัน ปานรีนอนสลบไสลลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยอ่อน ข้างกายเธอไร้เงาบุรุษตะกองกอดเหมือนเมื่อเช้า เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียงนอนรู้สึกปวดหนึบไปทั้งเนื้อทั้งตัว โดยเฉพาะช่วงล่างมันร้าวระบมเสียจนหน้านิ่วคิ้วขมวด มองกลับไปบนเตียงน้ำตาเริ่มคลอหน่วย เรื่องราวที่เกิดขึ้นเธออยากให้เป็นแค่ความฝัน หากคราบเลือดบนเตียงนั้นเป็นสิ่งยืนยัน เธอตกเป็นของเขาแล้ว และไม่ใช่ครั้งเดียวที่เกิดขึ้น เขาร่วมรักกับเธอถึงสองครั้ง ก่อนที่เธอสลบไสลไม่ได้สติ

     ปานรีกระพริบตาถี่รัว เสียใจไปไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งหมดเธอเลือกของเธอเอง ถ้าเธอตามใจเขา เขาจะไม่แตะต้องพี่จรี คำ ๆ นี้เธอต้องตอกย้ำใส่สมอง เธอยอมเขาทุกอย่างเพื่อพี่สาว ไม่ว่าฐานะที่เขายัดเยียดให้เธอนั้นคือ ‘นางบำเรอ’ เธอไม่มีวันอุทธรณ์ให้ตัวเองตราบเท่าเขายังคงรักษาสัญญา

     ปานรีมุ่งมั่นพาร่างกายอ่อนล้าเดินทุลักทุเลเข้าห้องน้ำ นอกจากฝักบัวแล้วยังมีอ่างน้ำอยู่ภายใน เธอเลือกเปิดน้ำใส่อ่าง เธออยากแช่น้ำ อยากชำระร่างกาย อยากลบรอยราคีที่เกิดขึ้น แม้รู้ดีว่าต่อให้เอาน้ำหมดทั้งโลกมาล้างตัวเธอ ตราบาปที่เขาก่อไว้ไม่มีวันจางหายไปจากใจ ก็ยังอยากจะทำ รีบปิดก๊อกน้ำถดตัวลงไปทันทีที่ได้ปริมาณน้ำตามต้องการ ขัดเนื้อตัวทุกซอกทุกมุมที่โดนสัมผัส กลับยิ่งเห็นภาพเหตุการณ์ชัดเจน ย้ำใจตัวเองต้องรังเกียจเขามากเท่าไหร่หากส่วนหนึ่งในหัวใจกลับรู้สึกเปรมปรีดิ์ไปกับบทรักที่เขาฝากฝั่งบนเรือนกาย

     ปานรีไม่อยากยอมรับ เธอสะบัดศรีษะรุนแรง ภาพต่าง ๆ ไม่จางหายจากสมองเสียที เธอค่อย ๆ ลดตัวลงจมดิ่งใต้น้ำสงบจิตสงบใจ เป็นเวลาเดียวกันกับกันต์กวีหวนกลับเข้ามาในห้อง เขาไม่เห็นปานรีบนเตียง ก้าวพรวดเข้าห้องน้ำ เห็นหญิงสาวนอนแน่นิ่งในอ่าง กันต์กวีใจหายวาบ ถลันตัวเข้าหาร่างอรชรดึงเจ้าหล่อนพ้นเหนือน้ำ

     “ทำบ้าอะไรปานรี” เขาตวาดลั่น ใบหน้าตกอกตกใจไม่แพ้หญิงสาว ละล่ำละลักตอบเขาเสียงสั่นพร่า

     “ฉะ ฉันแค่อยากอาบน้ำ” หัวหูเปียกน้ำม่อล่อกม่อแลก พยายามขดตัวปกปิดเรือนร่างจากสายตาบุรุษจับจ้องเธอไม่วางตากันต์กวีถอนหายใจโล่งอก ปล่อยมือจากหญิงสาวมาลูบใบหน้าชื้นเหงื่อ

     “ผมขอโทษปานรี ผมนึกว่าคุณ...” กันต์กวีกลืนคำพูดลงคอ เขานึกว่าปานรีคิดฆ่าตัวตายหลังจากเขาย่ำยีเธอไปแบบนั้น มันทำให้เขากลัว เขาไม่อยากสูญเสียหญิงสาวไปเหมือนตอกย้ำหัวใจตัวเอง ปานรีไม่ใช่ตัวแทนการแก้แค้น เธอมีค่ามีความหมายสำหรับเขามาก... มากเสียจนทนฝืนเก็บความรู้สึกไม่ไหว เมื่อคิดว่าหญิงสาวจะตายจากไปเฉกเช่นบิดา แล้วปาจรีเล่าเขาควรทำเช่นไร ความแค้นที่มีไม่ทันได้สะสาง ปานรีดันเข้ามาแทรกกลางความรู้สึก กันต์กวีคิดสับสนอลหม่าน ใบหน้าขมวดขึงแววตาปวดร้าวเมื่อสมองและความรู้สึกสั่งไปคนละทาง จนหญิงสาวข้างกายเลื่อนมือแตะแขนเขาเบา ๆ กันต์กวีหันกลับมาสนใจเธออีกครั้ง

     “คุณกันต์กวี คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” มือเย็นชืดสั่นระริก แม้ใจเธอบอกเกลียดเขามากเท่าไหร่ พอเห็นแววตาเจ็บปวดคนตรงหน้า ปานรีเจ็บแปลบเข้าไปข้างใน เธอไม่สามารถเพิกเฉยและออกอาการเป็นห่วงเขามากเสียจนกันต์กวีรับรู้ความห่วงใยนั้น เขาคว้าร่างอรชรมาสวมกอด ณ เวลานี้เขาอยากรักเพียงปานรีเท่านั้น

     “เรียกผมกวี... ปานรี” เขาสั่งเสียงแหบพร่า เลื่อนหน้าจุมพิตแก้มนวลแดงขึ้นทันตา

     “ปะ ปล่อยฉันเถอะค่ะคุณกันต์กวี ตัวคุณเปียกน้ำหมดแล้ว” ปานรีไม่ได้ฟังสิ่งที่กันต์กวีต้องการ เธอพยายามรั้งตัวออกห่าง ถูกมือบุรุษกระชับแน่นไม่พอยังประทับรอยจูบบนเรียวปากอวบอิ่ม อ้อยอิ่งในความรู้สึกปานรีกว่าเขาจะถอนริมฝีปากออกมาได้

     “กวี... เรียกผมว่ากวี” กันต์กวียืนกรานสายตาออดอ้อนไม่แพ้น้ำเสียงนุ่มนนวลอ่อนโยน ปานรีเหมือนต้องมนต์สะกด เธอพยักหน้าน้อย เรียกขานชื่อเขาอ่อนหวาน

     “ค่ะคุณกวี” เห็นแววตาบุรุษพอใจ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง ปานรีรีบอุทธรณ์ทันท่วงที “ปล่อยฉันเถอะค่ะคุณกวี ฉันอยากอาบน้ำ… นะคะ”

     กันต์กวีเปิดยิ้มกว้าง ยอมปล่อยปานรีออกจากอ้อมแขนเพราะเสียงอ้อนวอนเจ้าหล่อน รู้สึกขบขันพฤติกรรมคนตรงหน้าเสียไม่ได้ ทั้งที่ระหว่างเขาและเธอไม่มีอะไรเป็นความลับต่อกันอีกแล้ว เจ้าหล่อนก็ยังเขินอายปกปิดเรือนกายด้วยมือน้อยสองข้าง แล้วมันปิดมิดเสียที่ไหน

     “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกปานรี” กันต์กวีอมยิ้ม สายตาเหลือบมองเนินอกขาวเนียนภายใต้มือบาง เลยถึงเนินเนื้ออวบอูมใต้สะดือถูกปิดด้วยเรียวขายาว กันต์กวีส่ายหน้าหัวเราะเบา ๆ “จะปิดไปทำไมไม่รู้ ปิดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมนะจำเรือนร่างคุณได้ทุกสัดส่วน โดยเฉพาะปานแดงตรงนั้น” กันต์กวีพูดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ชี้จุดใดเป็นสำคัญ รีบลุกออกจากห้องน้ำ ไม่ทันพ้นฉากกั้น หันมายักคิ้วหลิ่วตาให้ “คุณรู้ตัวไหมปานรี... มันทำให้คุณดูเซ็กซี่เหลือเกิน” ตามด้วยเสียงหัวเราะร่วน

     ปานรีหน้าเหวอ ก้มสำรวจตรวจตราตัวเอง เธอมีปานแดงกับเขาเสียที่ไหน นอกจากรอยจ้ำแดงตรงหน้าอก เกิดจากน้ำมือเขาเมื่อเช้า หรือเขาหมายถึงเรื่องนี้...

     “บ้า !” ปานรีสบถไล่หลัง ทั้งอายทั้งโกรธถูกเขาแซว แถมตัวคนแซวไปไหนไม่ไกล ยังคงส่งเสียงหัวเราะรบกวนอารมณ์เธอไม่ยอมหยุด แล้วที่สำคัญเธอจะอาบน้ำยังไงละเนี่ย “คุณกวี... คุณช่วยออกไปข้างนอกก่อนได้ไหมคะ ฉันจะอาบน้ำ” สุดท้ายปานรีตัดสินใจไล่ชายหนุ่มเสียดื้อ ๆ

     กันต์กวีหยุดหัวเราะ ส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่หญิงสาวไม่เห็น

     “คุณก็อาบไปสิ ผมสัญญาผมไม่แอบดูคุณหรอก” เขาโต้ตอบไม่ลดละ รู้สึกชีวิตมีสีสันมากกว่าเก่า และจะดียิ่งกว่านี้ถ้าปานรีไม่ใช่น้องสาวปาจรี คิดไปแล้วอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันตา ปัดภาพปาจรีออกจากสมอง ปาจรีคือปาจรีไม่ใช่ปานรี ถ้าเขาจะรักปานรี ปาจรีไม่มีวันขัดขวางเขาได้ เขาจะแย่งชิงความรักความภักดีจากปาจรี ปานรีต้องรักเขาเพียงคนเดียว

     กันต์กวีหมายมั่น เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้าปานรีหล่นตกพื้นตั้งแต่เหตุชุลมุนเมื่อเช้าขึ้นมาพับเรียงให้เจ้าหล่อนสวยงาม ลงมือเลือกชุดตัวใหม่ให้ปานรีสวมใส่ทั้งตัวในตัวนอกตามความพอใจตัวเอง อมยิ้มในหน้าใครรู้ใครเห็นเข้าคงคิดว่าเขาบ้าไปแล้วโดยเฉพาะอินทร เขาบอกอินทรปานรีคือ ‘นางบำเรอ’ พอได้ปานรีมาครอบครองจริง ๆ กลับปฏิเสธตำแหน่งนั้น อยากยัดเยียดตำแหน่งเมียให้เจ้าหล่อนเสียด้วยซ้ำ กลัวแม่เนื้อสมันด้านในระแวงตกใจตื่นไปเสียก่อน เขาต้องค่อย ๆ ตะล่อมให้รัก จับให้อยู่หมัดมัดใจให้แน่น เอาแบบชนิดที่ว่าอยากหนีแทบตายก็หนีจากเขาไปไม่ได้

     กันต์กวีอมยิ้มให้กับความคิดตัวเอง เกือบลืมความตั้งใจเข้ามาปลุกหญิงสาวออกไปทานข้าวด้วยกัน ตั้งแต่เย็นวานปานรีไม่ได้ทานอะไรเลย ส่วนมื้อเช้าไม่ต้องพูดถึงนอกจากไม่ได้ทานแล้วยังถูกเขากินเสียอิ่มหนำสำราญ มื้อเที่ยงวันนี้กันต์กวีเลยจัดให้เป็นกรณีพิเศษ เขาอยากให้ปานรีได้ลิ้มชิมรสความเอร็ดอร่อย ที่เขามั่นอกมั่นใจนอกจากเรื่องงานเรื่องบนเตียงแล้ว ฝีไม้ลายมือเรื่องการทำอาหารของเขาไม่เป็นรองใครแน่นอน

     “ปานรี…” กันต์กวีส่งเสียงดึงความสนใจคนในห้องน้ำ ไม่รอฟังเสียงขานตอบใด ๆ เขากล่าวต่อว่า “คุณไม่หิวข้าวบ้างหรือ ตอนคุณหลับผมเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้คุณด้วย รีบ ๆ อาบน้ำเข้านะผมหิวข้าวแล้ว” บอกไปแล้วชะเง้อชะแงฟังเสียงปฏิกริยาคนด้านใน รีบลุกจากอ่างน้ำทันทีที่เขาบอกว่าหิวข้าว ตามด้วยเสียงหวาน ๆ

     “ขอเวลาฉันสักครู่นะคะคุณกวี”

     “คุณมีชื่อเล่นหรือเปล่าปานรี” กันต์กวีไม่ตอบ เลือกถามคำถามชนิดที่คนในห้องน้ำตามอารมณ์เขาไม่ทัน “ว่าไงคุณมีชื่อเล่นหรือเปล่า”

     “เรียกฉันว่านรีก็ได้ค่ะ”

     “นรี...” กันต์กวีถ้วนชื่อเล่นปานรีนุ่มนวล บอกคนด้านในตามใจปรารถนา “ต่อไปแทนตัวเองว่านรี ผมอยากได้ยินแบบนั้น”

ปานรีอ้ำอึ้งไม่ทันตอบ คนด้านนอกเดินเข้ามาชะโงกหน้าผ่านฉากกั้นถามเสียงแหบพร่า

     “ตกลงไหมนรี” ปานรีหน้าเหลอ พยักหน้าหงึก ๆ รีบหันหลังให้เขาก้าวลงอ่างน้ำรวดเร็ว สร้างเสียงหัวเราะให้กันต์กวีอีกครั้ง “ยังจะอายไม่เลิก สงสัยผมต้องทำบ่อย ๆ เสียแล้ว คุณจะได้ชินเลิกอายเสียที” กันต์กวีไม่พูดเปล่า เขาก้าวพรวดเข้าห้องน้ำ

     “ไหนคุณบอกว่าไม่แอบดูไงคะ” ปานรีถามปากสั่น เนื้อตัวขดเหลือนิดเดียว

     “แล้วใครแอบดู ผมเข้ามาช่วยคุณอาบน้ำต่างหาก” กันต์กวีต่อคำนัยต์ตาวาววับ

     “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันอาบเองได้” ปานรีปฏิเสธ ผลักมือกันต์กวีเริ่มเข้ามาป่วนเปี้ยนบนตัวเธอไม่ลดละ

     “นรี... แทนตัวเองว่านรี” กันต์กวีเชยคางมนขึ้นมาสั่งเสียงแหบพร่า

     “ค่ะนรีก็นรี” ปานรียอมจำนน ส่งเสียงอ้อนวอน “คุณกวีออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหมคะ นรีอยากอาบน้ำเอง” กันต์กวีปฏิเสธด้วยการช้อนอุ้มตัวเธอออกจากอ่างน้ำง่ายได้

     “ออกไปพร้อมกันเนี่ยแหละ คุณอาบน้ำนานแล้วเดี๋ยวไม่สบาย” กันต์กวีแย้ง พาร่างเปลือยเปล่าไปวางบนเตียง ปานรีถอยกรูดเอาผ้าห่มมาปิดเรือนร่าง ถามปากสั่น

     “คุณกวี คุณคิดจะทำอะไรกันแน่” กันต์กวีส่ายหน้าให้กับคนขี้แวง เขาไม่ทำอะไรเจ้าหล่อนมากไปกว่าคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เบามือ

     “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกนรี ผมสัญญา ผมอยากพาคุณไปทานข้าวเท่านั้น” กันต์กวีเอ่ยนุ่มนวล ปานรีหน้าแดงก่ำ เขาแตกต่างจากวันวานมากมายเสียจนปานรีเริ่มหวั่นไหว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปฏิบัติต่อเธอมันนุ่มนวลราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามัน สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่ ปานรีไม่อยากแพ้ใจตัวเอง เธอจับผ้าในมือเขาแน่นที่เริ่มหันมาเช็ดผมเปียกน้ำให้เธอ

     “นรีขอแต่งตัวเองดีกว่าค่ะ นรีหิวข้าวแล้วจะได้เสร็จไว ๆ อีกอย่างคุณกวีเองควรเปลี่ยนเสื้อผ้านะคะเปียกน้ำแบบนั้นเดี๋ยวไม่สบายเอา” กันต์กวียอมรามือจากปานรี ก้มมองตัวเอง จริงอย่างเจ้าหล่อนว่าเสื้อกางเกงเปียกน้ำดูไม่ได้

     “ตกลงนรี เสื้อผ้าคุณผมเลือกให้แล้วกองอยู่ตรงนั้น” กันต์กวีชี้ไปที่เสื้อยืดสีขาวแขนยาวสีดำเข้าคู่กางเกงเนื้อผ้านิ่มสีดำลายดอกเก๋ ๆ ปลายเตียง “รีบใส่เสียก่อนผมเปลี่ยนใจไม่ยอมให้คุณใส่อะไรอีกเลยทั้งวัน” ขู่แค่นั้นปานรีถลันตัวคว้าเสื้อผ้ามากอดแน่น ไล่เขาปากสั่น

     “คุณกวีก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสิคะ” กันต์กวีกระตุกยิ้ม ยอมถอยห่างจากปานรีหันมาเปิดตู้ไม้เลือกเสื้อผ้าชุดใหม่แทนตัวเก่าหายเข้าฉากกั้น ปานรีมองไม่คลาดสายตา ถอนหายใจโล่งอกทันที รีบลงจากเตียงนอนใส่เสื้อผ้ารวดเร็ว อดทึ่งในรสนิยมของเขา ช่างเลือกได้มิกซ์แอนด์แมทช์สวยเก๋แปลกตา จนนึกภาพไม่ออกว่าคนที่เลือกให้เธอเป็นผู้ชายตัวโต ๆ ไม่ใช่ดีไซน์เนอร์มือดีที่ไหน

     “สวยดี” กันต์กวีโผล่หน้ามาชม ก้าวออกจากฉากกั้นด้วยชุดตัวใหม่มายืนประชันหน้าหญิงสาว “ผมยังไม่แห้งเลยนรี” ดึงร่างอรชรมานั่งบนเตียง “รอผมสักครู่นะ” บอกไปแล้วกลับไปที่ตู้ใบเดิม คว้าไดร์เป่าผมกับหวีติดมือมา “ผมเป่าผมให้นะนรี”

     “อย่าเลยค่ะคุณกวี นรีทำเองดีกว่า”

     “อย่าขัดใจผมสินรี ผมอยากทำให้ คุณนั่งนิ่ง ๆ นะ” ไม่พูดเปล่า จับมือหญิงสาวไปวางไว้บนตัก ปรามด้วยสายตาอย่าดื้อเขาเป็นอันขาด ก่อนคว้าไดร์เป่าผมไปเสียบปลั๊กไฟใกล้หัวเตียงเริ่มเป่าผมให้หญิงสาวนั่งนิ่งตามคำสั่ง “ที่นี่ไม่ค่อยมีผู้หญิงขึ้นมายุ่มย่าม ผมเลยไม่มีโต๊ะเครื่องแป้งให้คุณ ถ้าอยากแต่งตัวดูกระจก คุณเปิดตู้เสื้อผ้าได้เลยด้านในมีกระจกเต็มบาน แล้วก็เครื่องใช้อีกเล็กน้อย ส่วนเสื้อผ้าหลังทานอาหารเสร็จแล้วคุณจัดเข้าตู้ได้เลยยังมีที่ว่างอีกเยอะ” เขาชี้แจ้งมือไม้เป่าผมให้หญิงสาวเป็นระวิง “เอาไว้อีกวันสองวันผมจัดหาโต๊ะเครื่องแป้งมาให้ หรือคุณอยากได้อะไรเพิ่มเติมบอกผมได้ ผมยินดีจัดหามาให้ทุกอย่าง”

     กันต์กวีใจป้ำ ไม่ทันสังเกตหญิงสาวนั่งนิ่งเป็นตอไม้ ในใจเธอรุ่มร้อนด้วยพฤติกรรมแปลก ๆ ของเขาเปลี่ยนแปลงราวกับเป็นคนละคน ไม่อาจไว้วางใจความอ่อนโยนของเขา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีพี่ปาจรีเป็นข้อผูกมัด ปานรีไม่อาจรับความหวังดีของเขา เธอควรเตรียมตัวเตรียมใจอยู่กับเขาในฐานะนางบำเรอ ไม่ใช่เมียเจ้าของปางไม้พนาเวศ เพราะฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ เธอไม่ต้องการ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคืออิสรภาพของตัวเองและพี่สาว เธอจึงปฏิเสธในสิ่งที่เขาจัดหามาให้ทุกอย่าง

     “คุณกวีไม่ต้องซื้อหาอะไรมาให้นรีหรอกค่ะ นรีไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ขอเพียงคุณกวีรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนรีก็พอ”

     กันต์กวีหยุดเป่าผม โยนไดร์ไปบนเตียงพร้อมดึงปลั๊กออก อารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่หญิงสาวยกเงื่อนไขมาพูด อุตส่าห์ลืมเลือนปาจรีไปได้ระยะหนึ่งแล้ว สาวเจ้ายังดึงดันพาตัวเองเข้าสู่วังวนความแค้นไม่ยอมเลิกรา

     “เลิกพูดถึงปาจรีเถอะนรี ผมไม่อยากนึกถึงเขา” กันต์กวีดุเสียงเข้ม ก่อนผ่อนน้ำเสียงลงเมื่อเห็นแววตาคนเบื้องหน้ากระตุกไหวด้วยความหวาดหวั่น “เอาเป็นว่าตราบใดที่ผมยังมีคุณอยู่ข้างกายแบบนี้ ผมสัญญา ผมจะไม่แตะต้องปาจรีเป็นอันขาด คุณพอใจหรือยัง”

     กันต์กวียอมอ่อนข้อให้เพราะเขาอยากเห็นปานรียิ้มให้เขาสักครั้ง และปานรีก็ยิ้มให้เขาจริง ๆ พร้อมเสียงหวานเอื้อนเอ่ยในสิ่งที่เขาไม่อยากฟังตามมา

     “ค่ะ นรีจะอยู่ข้างคุณกวีตราบเท่าที่คุณกวีไม่ทำร้ายพี่ปาจรี” กันต์กวีกระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อย วันนี้ปานรีเลือกอยู่ข้างเขาเพราะปาจรีเป็นเหตุสำคัญ แต่วันข้างหน้าเจ้าหล่อนต้องเปลี่ยนใจเลือกอยู่กับเขาเพราะรักเขาเพียงคนเดียว กันต์กวีหมายมั่น หยิบหวีมาสางผมให้หญิงสาวเบามือ

     “เสร็จแล้วครับผม เราไปทานข้าวกันเถอะ” ปานรีพยักหน้าน้อย ๆ ยอมเดินตามมือเขาออกจากห้อง

     “คุณทานเผ็ดได้ไหมนรี” กันต์กวีเอ่ยถามในระหว่างเดินไปที่โต๊ะอาหาร

     “ได้ค่ะ ทำไมหรือคะ ?”

     “ผมทำน้ำพริกหนุ่ม แกงเผ็ดเห็ดถอบ แล้วก็ผัดยอดฝักแม้ว กลัวคุณทานไม่ได้”

     “นรีทานได้ค่ะ คุณกวีไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ” ปานรียิ้มให้เขาอีกครั้ง เมนูอาหารที่เขาพูดถึงเรียกน้ำย่อยเธอพุ่งปรี๊ด ใคร่อยากลิ้มรสอาหารเต็มแก่ พอเห็นจานชามถูกจัดเรียงสวยงาม เธอซอยเท้าตามเขา สายตาไม่ละไปจากโต๊ะอาหารสักนิด

     “เชิญครับ” กันต์กวีเลื่อนเก้าอี้ให้ ช่วยประคองหญิงสาวนั่งลง ส่งสายตาปรามหญิงสาวให้นั่งนิ่ง ๆ ทุกอย่างเขาบริการเอง และแล้วข้าวเต็มจานก็ถูกวางลงตรงหน้าเธอ “ทานให้อร่อยนะครับ” พร้อมจานตัวเองวางลงใกล้ ๆ ตัวหญิงสาว

     “ขอบคุณค่ะ” ปานรีรอให้เขานั่งลงเรียบร้อย เธอตักอาหารใส่จาน เริ่มด้วยน้ำพริกหนุ่มทานคู่แคบหมู รสชาติอร่อยกลมกล่อมมีรสเผ็ดเล็กน้อย ตามด้วยแกงเผ็ดเห็ดถอบ กลิ่นเห็ดและน้ำแกงเป็นกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติอร่อยกำลังดี โดยเฉพาะตัวเห็ดเคี้ยวไปแล้วเสียงดังกรุบ ๆ สู้ฟัน ปานรีชื่นชอบเป็นพิเศษ

     “อร่อยไหมนรี” กันต์กวีถามไปแล้วได้แต่อมยิ้ม คนข้างตัวพยักหน้าหงึก ๆ ตักข้าวพร้อมกับเข้าปากเคี้ยวออกรสทีเดียว “ค่อย ๆ ทานนรีเดี๋ยวติดคอ” พูดไม่ทันขาดคำ ข้าวติดคออย่างปากเขาว่า รีบหันไปรินน้ำยื่นส่งให้ ปานรีดื่มรวดเดียว

     “ขอบคุณค่ะ” เธอวางแก้วน้ำใกล้ตัว อายแสนอายในความมูมมาม ก็ยังเริ่มต้นทานใหม่ คราวนี้เธอเลือกผัดยอดฟักแม้ว ต้องยอมรับเลยว่าผู้ชายตัวโต ทำอาหารเก่งไม่แพ้ผู้หญิง อาจเก่งกว่าเธอด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องรสชาติอร่อยจนเธอทานข้าวหมดจาน

     “รับข้าวเพิ่มอีกไหมนรี” กันต์กวีหันมาถามคนข้างตัวเสียงนุ่ม ปานรีส่ายหน้าดิก

     “ไม่แล้วค่ะ นรีอิ่มแล้ว” เธอรวบช้อนรอเขาทานข้าวจนหมด หันมาดึงจานเธอไปล้าง “ไม่ต้องค่ะนรีทำเอง คุณกวีไปทำงานเถอะค่ะ”กันต์กวีสบตาคมหวาน วันนี้เขาเกเรงานไปแล้วครึ่งค่อนวัน และยังอยากอยู่กับหญิงสาวต่อ

     “ผมไม่ไปได้ไหมนรี” เขาออดอ้อนเหมือนสามีอยากอยู่ใกล้ภรรยาสาวในช่วงฮันนีมูน สำหรับปานรีแล้วมันไม่ใช่เลย เธอค้อนให้เขาวงโต

     “ไม่ได้ค่ะ คุณกวีไปทำงานนะคะ นรีไม่หนีไปไหนหรอก” ปานรีปฏิเสธความตั้งใจกันต์กวี อยากไล่เขาไปไกลตัวเธอสักระยะ เธอไม่อยากอยู่ใกล้เขานาน ๆ กลัวใจตัวเองต้านทานความน่ารักเขาไม่ไหว เกิดไปตกหลุมรักเขาเข้าจะเจ็บตัวเจ็บใจตัวเองเสียเปล่า

     “ไปสิคะ หรือต้องให้นรีไปส่ง” ปานรีลุกพร้อมดึงมือชายหนุ่มให้ก้าวตามกันต์กวีอิดออด ใจหนึ่งไม่อยากไป อีกใจนึกถึงไม้กฤษณาฝากให้อินทรดูแล ถึงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ก็ไม่อาจไว้วางใจคนอย่างทินกร การที่ทินกรเงียบหายไปแบบนี้มันผิดวิสัยจนเขาอดสงสัยไม่ได้ ทินกรมันกำลังทำอะไรอยู่ เกี่ยวพันไปถึงไตรรงค์ที่เขาไม่รู้ชะตากรรมตอนนี้อยู่ที่ไหนด้วยหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจไตรรงค์อยู่ที่ไหน ปาจรีต้องอยู่ที่นั่น

     “ผมไปก็ได้” กันต์กวีปล่อยตัวให้ปานรีลากไปส่งถึงชานบ้าน ข้างหน้าคือบันไดทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง เขาดึงตัวปานรีกลับมาเผชิญหน้า “ตอนเย็นผมจะรีบกลับมานะนรี” ตามติดด้วยริมฝีปากหนาก้มจุมพิตเรียวปากอิ่มรวดเร็วเป็นการกล่าวลา

***ตอนใหม่ของเดือนนี้มาแล้วจ้า ขอให้สนุกกับการอ่านน่า***




Create Date : 03 เมษายน 2558
Last Update : 3 เมษายน 2558 10:06:25 น. 0 comments
Counter : 658 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Jantarawadee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ^๐^ ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกคนสู่บล็อก

-----------------------------------------------
ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกเป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add Jantarawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.