จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
26 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
กะลาก้นครัว * สุภาว์ เทวกุลฯ

กะลาก้นครัว * สุภาว์ เทวกุลฯ



“ ที่ชีวิตของหล่อนผันแปรมาเป็นเช่นนั้นคุณนายก็มีส่วนช่วยโดยที่ตัวคุณนายเองไม่รู้ .. คุณนายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกุศลา ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลว .. กุศลารู้ดีว่า .. หล่อนจะไม่มีวันทอดทิ้งคุณนายได้เป็นอันขาด ..”

นังกุลา หรือ กุศลาเป็นลูกกำพร้าพ่อและแม่ได้รับการเลี้ยงดูเสมือนอย่างคนใช้ไร้ศักดิ์ศรีและทำงานหนักเยี่ยงทาสรับใช้คุณนายร่างอวบท้วมสมบูรณ์จิตใจคับแคบอย่างคุณยนายแตงหวาน ตั้งแต่ตัวเล็กๆสี่ห้าขวบกระทั่งเป็นสาวสะพรั่งผิวคล้ำดำแดงมีเสน่ห์สวยงามแบบแปลก ๆ อายุย่างเข้าสิบแปดปี .. ชีวิตของเธอเป็นชีวิตที่น่าเศร้าเพราะต้องทำงานหนักมาตลอดหลายปี ไม่เคยได้หยุดพักนอนทอดกายสบายใจแม้สักช่วงเวลาเดียวตลอดเวลาที่เติบใหญ่ผ่านมา .. ความเป็นเพชรของกุลาส่องประกายได้เสมอเพราะความไฝ่ดี มีมานะ ไม่ย่อท้อต่อความลำบากตรงหน้า สู้ทนทำงานไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมองเห็นแสงสว่างของอนาคตข้างหน้าได้เลย ..

กุศลาทำงานเป็นแม่ครัวเอกให้กับคุณนายแตงหวานทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน .. แห่งที่ที่คุณนายรับทำอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน คณาจารย์ .. ชีวิตของเจ้าหล่อนได้รู้จักกับบุคคลสำคัญหลายคนในชีวิต อย่าง อาจารย์อนรรฆ / อภิญญ์ / คุณกฤตย์ / คุณเอกกับคุณพาสุข /ตวงทิพย์ / ตะวัน / เพลงพิณ /กลิ่นแก้ว , แม่ผู้ให้กำเนิด ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนเป็นทั้งคนดี มีเมตตา และเข้าใจวิถีชีวิตของนังกะลาก้นครัวตัวดำคนนี้ดี จะมีบ้างที่ทำไม่ดีกับหญิงสาวเพราะอารมณ์โมหะ โทสะเข้าครอบงำจนลืมผิดลืมชั่วกันไป แต่สุดท้ายผลลัพท์ในตอนจบของเรื่องคนคิดชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมในสิ่งนั้นไปตามระเบียบ .. เฮ้อ ..นี่แหละหนาเขาถึงต้องมีศาสนามากล่อมเกลาจิตใจคนให้คิดดี ไผ่ดี ทำดีต่อกันเยอะๆ จิตใจจะได้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไปอีก ..

กะลาก้นครัว .. เป็นนวนิยายอีกเรื่องที่อ่านไปลุ้นไปตั้งแต่ตอนต้นจนจบเรื่อง ทั้งที่หาได้มีฉากหรือเหตุการณ์ตอนไหนหวาดเสียวก่ำกึ่งความเป็นความตายอะไรเลยสักตอน .. แต่ที่ลุ้นกันแบบนี้ก็เพราะชีวิตไร้แสงสว่างของนางเอกของเราต่างหากทำให้นวนิยายเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ชนิดคาดไม่ถึงในหลายตอน ..

บทสนทนาที่เผ็ดร้อนของนังกุลากับคุณนายแตงหวานนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นจดจำไปอีกนานหากอ่านจบ .. ทั้งสองจะมาปะทะคารมกันตลอดแบบไม่มีใครยอมใคร กระทั่งบทสรุปจบในตอนท้ายก็อดที่จะสงสารชะตากรรมทั้งสองคนไปไม่ได้ .. เหมาะสมแล้วที่ทั้งคู่เกิดมาเป็นคู่เวรคู่กรรมกัน .. ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต จนกว่าจะล้มหายตายจากกันไปข้างหนึ่ง ..

ชีวิตรักของกุศลาในเรื่องก็เป็นอีกประเด็นน่าสนใจ .. นางเอกของเราถึงแม้ตัวดำ รูปไม่ขี้ริ้ว แต่ก็มีความมานะอดทนน่ายกย่อง .. ไม่เคยลืมบุญคุณคน ..ไม่เคยลืมข้าวแดงแกงร้อนที่เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่ครั้งยังเด็ก.. ดิ้นรนพยายามทดแทนคุณจนกว่าจะอดทนไม่ไหว .. กุศลาหลงรักอภิญญ์ .. แต่อภิญญ์ไม่ได้คิดเป็นอื่น .. ก็อกหักไปตามระเบียบ .. แต่สุดท้ายตอนจบกุลาก็มีชีวิตสุขสมอย่างที่หวังกับคุณเอก เจ้าของร้านพาสุข .. แล้วได้เป็นเจ้าของร้านพาสุขนี้อย่างสมใจนึก ..

หากใครอ่านนวนิยายเรื่องกะลาก้นครัวของป้าสุภาว์เรื่องนี้จะไพล่ไปนึกถึงนวนิยาที่มีบรรยากาศคล้ายนวนิยายของป้าโบตั๋น แต่อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้างในเรื่องของสำนวน ..ผมขอสารภาพว่ายังมะเคยได้อ่านนิวนยายอันเป็นผลของคุณป้าสุภาว์มาก่อนเลย แต่ก็แว่บๆเห็นมีหลายเรื่องน่าสนใจมาก อย่างเชไฟใต้น้ำ (พี่หมอโอ๊ตพงศกรบอกว่าให้ไปหาอ่านด่วนๆๆๆสนุกเข้มข้นมาก) เพชรเลี้ยง , ดาวใจ , ไม้แปลกป่า (เป็นละครช่อง ๓) เหยื่ออารมณ์ , กำแพงหัวใจ ,รักต้องห้าม และอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจเก็บสะสมไว้เป็นคอลเลคชั่น ..

ความจริงแล้วชีวิตของกุลาก็เหมือนชีวิตอย่างเรา ๆ นี่แหละ .. มีสุข มีทุกข์ มีดิ้นรนไขว่คว้า มีผิดมีพลาด มีโหดร้าย มีใจดำ มีใจสงบ มากมายแล้วแต่ห้วงชีวิตจะเป็นเช่นไร .. โชคชะตามมนุษย์ไม่เคยอับโชค หากคนผู้นั้นไม่ยอมจำนนต่อมัน แล้วพยายามดิ้นรนไขว่คว้าความสำเร็จที่อาจจะแลกมาด้วยอะไรมากมาย สู้ ๆ ๆ ๆ ๆ กันต่อไปนะครับเพื่อนหนอน .. จะยอมแพ้กุศลาเขาได้ยังไงกัน อิอิ ..

วันนี้วันศุกร์อีกละ .. เฮ้อ ..วันและัเวลาผ่านไปเร็วจัง ยังไม่ได้ทำอะไรตั้งหลายอย่างอย่างที่ตั้งใจไว้ .. เอาเป็นว่าขอเพื่อนหนอนมีความสุขในทุกคืนวันแล้วเจอกันอาทิตย์หน้ารีวิวนวนิยายเข้มแรงสุด ๆ เรื่อง .. หลังเงา ของพี่กนกวลี พจน์ปกรณ์ .. ติดตามกันนะครับผม ...

นายอิส/เมฆชรา/นิลฉาย

*********************************.

คำคมคารมนักเขียนคนโปรด : วัสตรา (กานติมา)

อะไรคือแรงบันดาลใจเขียนงาน :

พี่วัสตรา : ตั้งแต่เด็ก ๆ ได้อ่านเรื่องจากสกุลไทย จากบางกอก ก็ทำให้รู้สึกอยากเขียนบ้าง มีความคิดตามประสาเด็ก ๆ ไปเรื่อย เพราะว่าคะแนนเรียงความได้ดีก็เลยชอบ นี่คือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง… หรืออาจเป็นเพราะลักษณะอีกอย่าง หนึ่งที่ตอนเด็ก ๆ ไม่ค่อยได้พูด คืออยู่ในมุมที่ผู้ใหญ่ว่าถ้าไม่ถามก็อย่าตอบถ้าไม่บอกก็อย่าทำอะไร ทำให้เรามีโลกของเรา คิดโน่นคิดนี่ไปตามจินตนาการเรื่อย ๆ แล้วก็ถ่ายทอดออกมาทางเรียงความ เวลาเขียนเรียงความไป เราก็จะคิดแต่เรื่องโน้นเรื่องนี้แล้วก็เขียนไป น่าจะเป็นจากจุดนั้นมากกว่า ที่เป็นแรงบันดาลใจ จนโตขึ้นมาอีก หน่อยในระดับมัธยมปลาย ด้วยความเป็นคนชอบขีด ๆ เขียน ๆ อยู่แล้วแต่ต้องไปเรียนสายวิทย์ ก็เลยต้องหาทางออกให้ความสบายใจกับตัวเอง โดยการเขียนโน่นเขียนนี่ เขียนกลอน เขียนอะไรไปตามเรื่อง เผอิญได้ลงในนิตยสารหรือได้ออกอากาศตามรายการวิทยุ ก็เลยเป็นกำลังใจที่ว่าเราสามารถทำได้นะ แล้วต่อมาอีกสักปีสองปีหลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็เริ่มได้สตางค์จากการเขียนเรื่องสั้น เลยรู้สึกว่าเป็นงานน่าทำยิ่งขึ้น ตอนนั้นเริ่มรู้ตัวแล้วล่ะว่า เราอยากเป็นนักเขียนจริง ๆ แล้วล่ะ

แล้วพี่มีความหลงใหลอะไรเป็นพิเศษในงานเขียนนวนิยายคะ :

พี่วัสตรา : ก็ มีทั้งแบบนามธรรมและรูปธรรม ถ้ารูปธรรมก็หลงใหลแบบว่าไม่ทำไม่ได้แล้วเดี๋ยวหิว แต่ถ้าเน้นในเรื่องของงานก็คือว่า ถ้าเรานั่งอยู่หน้าเครื่องแล้ว เริ่มต้นไปแล้วเราก็อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป เวลาเราเขียนเองเราก็อยากรู้เนื้อเรื่อง อยากรู้ว่าตัวละครตัวนั้นตัวนี้มันจะไปทำอะไรต่อ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนกำหนดเค้าเอง แต่เราก็อยากรู้ บางทีเขียนแล้วมันดึกไปแล้วนะ เหนื่อยแล้วนะ จะไปนอนหรือไปพักแล้ว แต่ก็จะไม่พักล่ะ จะคิดต่อ คิดต่อเพื่อให้สนุกกับตัวเอง อีกอย่างมันทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้ภาษามากขึ้นมั้ง แต่ข้อเสียของมันก็คือถ้าเขียนอะไรที่มันมาก ๆ มันก็เหมือนก๊อปปี้คำพูดมา ลีลาเหมือนเดิมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อตัวละคร เปลี่ยนเหตุการณ์เท่านั้นเอง ถ้าหลงใหลจริง ๆ ก็อย่างที่ว่า หลงใหลในเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่เรากระทำขึ้นมา

พูดถึงนักเขียนในดวงใจที่ชื่นชอบเป็นพิเศษหรือที่เอาเป็นแบบอย่างกันบ้าง พอจะมีบ้างมั้ยคะ

พี่วัสตรา : ถ้าพูดถึงแรกเริ่มเดิมทีเลย คนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นนักเขียนเราอยากเขียนหนังสือเหมือนคนนี้ จริง ๆ แล้วคือ นันทนา วีระชน เพราะในยุคที่เราอ่านหนังสือเยอะ ๆ .. เราจะหานิยายของเขาอ่าน แล้วงานของเขาก็เป็นสไตล์ที่อ่านง่าย ส่วนสำนวนภาษาหรืออะไรอย่างอื่นก็ธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพราะสมัยก่อนโน้นที่อ่านยังเป็นเด็ก ๆ ส่วนหนังสือของกฤษณาหรือของโสภาค อ่านแล้วจะเข้าใจยาก คิดตามแล้วไม่สนุก คิดภาพไม่ออก จินตนาการตามไม่ได้ แต่ว่าก็จะอ่านได้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงอ่านเยอะก็จะเป็นของนันทนาเสียมากกว่า แต่ถ้าถามว่าเป็นนักเขียนในดวงใจมั้ย ในแง่ของผลงานก็ไม่ใช่ เพราะถ้าถามว่าประทับใจอะไรในผลงานของเขาเอ่ยชื่อไม่ถูกเลย เพราะเราอ่านงานของเขาเยอะมาก .. ส่วนนักเขียนที่ประทับใจในความ เป็นตัวเขาหรืองานของเขา ก็จะเป็นคนเก่า ๆ อย่าง นิมิตร ภูมิถาวร นั่นรู้สึกกับเขาตั้งแต่เด็ก ๆ เราไม่รู้จักตัวเขาหรอก แล้วก็ไม่ได้ตามอ่านว่าชีวิตเขาคือใคร มีความเป็นมาอย่างไร รู้แต่ว่าเขาน่าจะเป็นครูภูธร ก็เลยรู้สึกว่านักเขียนคนนี้เขียนเรื่องบ้านนอกเขียนเรื่องชีวิตภูธรดีจัง เลย นั่นเป็นสิ่งที่สามารถนึกถึงได้ กับอีกคนคือทมยันตี อ่านเรื่องของเขาเป็นครั้งแรกคือเรื่องเพลงชีวิต เราจะรู้สึกประทับใจว่านักเขียนคนนี้เขียนให้เราร้องไห้ได้ เป็นเรื่องแรกที่ทำให้เราร้องไห้ด้วย ไม่รู้ว่าจะนิยามคำว่านักเขียนในดวงใจขนาดไหนเอาแค่ว่าถ้าเอ่ยถึงงาน ก็จะมีสองคนที่เอ่ยถึงนี่แหละ ไม่ได้ยึดจากว่าใครจะรู้จักมากน้อยแค่ไหน หรืออาจจะเพราะว่าเราอ่านงานของแต่ละคนไม่ได้มาก แล้วเราสัมผัสชีวิตเขาไม่ว่าจากการอ่านหรือว่าจากการได้พบปะตัวจริงไม่ได้ มาก เราไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนของพวกนักเขียนที่จะสนิทกับคนนั้นคนนี้ เพราะฉะนั้นความประทับใจในตัวคนก็จะไม่สามารถเอ่ยได้ ความประทับใจในงานก็เอ่ยได้ไม่ทั้งหมดนะ ..

ให้กำลังใจน้อง ๆ ที่อยากแต่งนิยายเป็นอาชีพเหมือนพี่บ้างค่ะ

พี่วัสตรา : "สิ่งที่คิดแล้วต้องเขียน" เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคิดว่าอยากเป็นนักเขียนลองมันตั้งแต่บันทึกประจำวันนี่ แหละ เพราะตัวเองโดยส่วนตัวก็จะมีบันทึกประจำวันมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน การบันทึกอย่างดีตอนแรกมันก็แค่วันนี้ทำอะไรอย่างไร ต่อไปมันก็จะสอดแทรกความรู้สึก อารมณ์ การบรรยายอยู่ในนั้น มันก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่งเหมือนกัน หลังจากนั้นคิดแล้วก็เขียน ถามว่าถ้าคนไม่มีความรู้เขียนเรื่องสั้นเขียนยังไง นิยายเขียนยังไง เดี๋ยวนี้หนังสือมีเยอะแยะ ดังนั้นก็หามาอ่านแล้วศึกษาวิธีว่าเรื่องสั้นเขียนอย่างไร นิยายเขียนอย่างไร วิธีการมันเป็นยังไง ก็ทำให้ได้ความรู้ แต่อย่างแรกเลยเขียนให้มันเป็นเรื่องเป็นภาษาก่อน ยังไม่สละสลวยหรือยังใช้ไม่ได้ก็แล้วไปเพราะว่าในชีวิตที่ผ่านมาก็คือลงถัง ขยะมาเยอะ แล้วก็เคยพิจารณางานของนักเขียนลงถังขยะมาเยอะแล้วเหมือนกัน โดยตัวเราจะรู้ว่าคนไหนอ่านมามากเขียนแล้วเป็นอย่างไร ให้อ่านเยอะ ๆ คิดแล้วก็ลงมือทำ หลังจากนั้นก็หาผู้ช่วยคอยช่วยขัดเกลาและก็ให้คำแนะนำ ซึ่งก็ไม่น่าจะยาก อันนี้จากประสบการณ์จริงเลยค่ะ…

(คัดลอกมาจากคอลัมน์คุยนอกรอบ ..เวปประพันธ์สาส์น)

//www.praphansarn.com/new/c_talk/content.asp?cat=&page=40

***********************************









Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2553 18:00:54 น. 3 comments
Counter : 2188 Pageviews.

 
โห พี่หมอโอ๊ตเล่นยุให้รีบหามาอ่านแต่ไม่ยอมเล่าเรื่องคร่าว ๆ บ้างเลยเหรอคะว่ามันแนวไหนอะ จากชื่อเรื่องกลัวจะเป็นแนวชีวิตรันทดจัง

ส่วนกะลาก้นครัว เคยดูแต่ละครค่ะ ตามประสาเด็ก ๆ จำเนื้อเรื่องไม่ได้ จำได้แต่เพลง รู้สึกว่าเป็นละครแล้วดูง่ายกว่าอ่านนิยายนะคะสำหรับเรื่องนี้

แล้วรีบมารีวิวหลังเงานะคับ เห็นประมูลกันราคาใช้ได้เลย เผื่อจะโดดเข้าร่วมด้วยช่วยอัพราคา


โดย: Kitsunegari วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:39:26 น.  

 
เคยดูแต่ละครค่ะ แต่งานของคุณสุภาว์นี่ว่าจะหามาอ่านแน่ๆ แหะๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 5 มีนาคม 2553 เวลา:10:08:51 น.  

 
ขอถามหน่อยครับว่าเรื่องหัวใจที่ต้องไขลานมีทั้งหมดกี่เล่มถึงจบครับ


โดย: tom IP: 203.144.144.165 วันที่: 20 มีนาคม 2553 เวลา:21:49:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
เมฆชรา
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




เข้าสู่ปีที่ 8
Friends' blogs
[Add เมฆชรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.