คิดดี มีสุข
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
24 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 

เมื่ออากงต้องแอดมมิด

เราเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่เคร่งครัดมากและมีค่านิยมที่อยากได้ลูกชายมาก และบ้านเราก็มีผู้ชายเยอะมากสมใจอยาก ตามค่านิยมคนจีนทุกประการ อากงเรามีลูกชาย 7 คน ลูกสาว 1 คน ป๊าเราเป็นลูกคนโตที่ต้องดูแลกิจการที่บ้านทุกอย่างตามระเบียบ...ฟังดูเป็นครอบครัวคนจีนในฝันเลยด้วยซ้ำที่มีลูกชายเยอะๆ แต่เปล่าเลย อากงเรากลับอยากมีลูกสาวเพิ่มมากขึ้น..ป๊าเราก็มีลูกชาย 2 คน คือ พี่ชายเรากับฝาแฝดเรา เราเลยกลายเป็นเด็กหญิงท่ามกลางบรรดาพี่น้องและอาผู้ชายทั้งหลาย..อากงกับอาม่าก็รักเรามากและเอาเราไปเลี้ยงตั้งแต่เกิด..ด้วยเหตุผลที่ว่า 1. ชอบเด็กผู้หญิง 2. มีความเชื่อว่าฝาแฝดชายหญิงห้ามเลี้ยงรวมกัน ไม่งั้นจะมีคนนึงตายจากไป...ดังนั้นตั้งแต่จำความได้เราไม่เคยนอนกับแม่เลยสักครั้ง ไม่เคยกอด ไม่เคยเล่นด้วย (แม่อาจจะเคยกอดเราแต่เราจำไม่ได้อ่ะ) ตอนเด็กๆ เวลาไปโรงเรียนใครๆ ก็บอกว่าที่บานมีพ่อกับแม่ บลาๆๆ เราก็เถียงว่าไม่มีที่บ้านมีแต่อากงกับอาม่า (ทั้งๆที่บ้านอากงอาม่ากับบ้านป๊าห่างกันไม่ถึง 200 เมตร)


เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเราก็ไม่ค่อยจะอยากคบเท่าไร เราคิดแค่ว่ามีแค่เรากับแฝดน้องก็พอแล้ว..จนกระทั่งเราโตมาได้มีโอกาสเรียนจิตวิทยาปฐมวัย เราจึงพบว่า "อ่อ ฉันเป็นเด็กแฝดที่ถูกเลี้ยงมาแบบผิดวิธี" (คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายค่ะ หากคุณมีลูกแฝด ขอให้คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิทยากเด็กแฝดให้ดี เพราะมันจะมีผลต่อจิตใจของเด็กมาจนโต เช่น การที่พ่อแม่จับลูกแต่งตัวเหมือนๆกัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน เห็นว่าน่ารักน่าชัง แต่เปล่าเลยมันเป็นการปลูกฝังให้ลูกคุณแข่งขันกันเองโดยไม่รู้ตัว เด็กจะเปรียบเทียบตัวเองกับอีกคนตลอดเวลา) พอมาอีกหน่อยได้มีโอกาสเรียนวิชา จิตวิทยาวัยรุ่น เราก็พบว่า "อ่อ ฉันเป็นเด็กแฝดที่มีปัญหาทางด้านการเข้าสังคม" (คือ โลกใบนี้มีฉันกับแฝดน้องพอละ) พอมาอีกหน่อยได้เรียน จิตวิทยาอาชีวะ ก็มาพบว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่ฉันคิดว่าฉันเป็นเด็กแฝดมีปัญหา มันมาจากพื้นฐานความอ่อนไหวทางด้านความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวฉันเอง" (บางทีมันอาจจะเป็นต้นตอของสาเหตุในการเป็นโรงซึมเศร้าก็เป็นได้)

เวลาผ่านไปนับ 20 ปี..อาม่าเราตายจากไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ไม่เจ็บไม่ป่วยอะไร อยู่ก็ลงไปนอนแล้วก็ตายซะงั้น..ตอนที่อาม่าตายเรารู้สุกเหมือนโลกจะแตก รู้สึกอยากตายตามแล้วขออาม่าคืน ทุกวันนี้บางทีก็ยังแอบคิดว่าถ้ามีอาม่าอยู่ด้วย คงจะไม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (ในชีวิตเราเราคิดว่าคนที่เรารักที่สุดคืออาม่าและคนที่รักเราที่สุดก็คืออาม่า)...หลังจากนั้นจนวันนี้ผ่านมาแล้ว 10 ปี..คราวนี้เป็นคราวที่อากงเราป่วยและคาดว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ (อากงเราอายุ 84 เดือนธันวานี้จะ 85) อากงชอบออกกำลังกาย ตอนเด็กจะชอบมาปลุกให้ไปวิ่งตอนตีสี่ อากงก็วิ่งไป อาม่าก็เดินไป เราก็พาหมาวิ่ง ทำยังงี้อยู่หลายสิบปี ปัจจุบันแม้อากงจะ 84 ละ ก็ยังชอบออกกำลังกาย เดินไปบ้านคนนู่นคนนี้่ หรือ ยกแขนยกขาบนที่นอนทุกวันเช้าเย็นครั้งละ 1 ชั่วโมง..

แม้จะชอบออกกำลังกายยังไง สังขารก็คือสังขาร อากงป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตและเบาหวาน..
เป็นขนาดที่ว่าฉี่ราดไม่รู้ตัว คือ คุมไม่ได้ ปวดฉี่แต่ฉี่ไม่ออก ท้องป่อง น้ำตาลขึ้นมา 300 กว่า ไม่มีแรง ลุกแล้วล้ม เดินแล้วล้ม..แต่ก็ยังจะเดิน ให้เหตุผลว่าถ้าไม่เดินเดี๋ยวจะป่วยไม่แข็งแรง

ล่าสุด...อาป๊ากับอาโกว (น้องสาวพ่อ) พาอากงไปโรงพยาบาล ท่ามกลางความหงุดหงิดของอากง ที่ไม่อยากไปไหน อยากอยู่แต่บ้าน หมอก็สั่งแอดมิด (วันนี้ที่เรากำลังเขียนอยู่นี่เป็นวันที่ 4 ของการนอนโรงพยาบาล) ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี..มีแค่อย่างเดียวคือ อากงไม่ยอมใส่แพมเพิร์ส..ก็พูดแล้วพูดอีกสุดท้ายยอม..แต่ก็ยังยืนยันว่าจะต้องลุกมาเดินเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง ถอดแพมเพิร์สแล้วนั่งชักโครก...ด้วยเหตุผลว่านอนฉี่ไม่ออก ทั้งๆที่เวลาถอดแพมเพิร์สมันก็เปียกชุ่มอยู่แล้ว แถมยังควบคุมไม่ได้ด้วย...วันแรกหนักมาก ไม่ยอมให้เราเข้าใกล้เลย บอกว่าเราเป็นผู้หญิง อาซาเจค (น้องชายพ่อคนที่ 3) ต้องมาคอยเฝ้าพาไปห้องน้ำตลอด เพิ่งมาวันนี้ที่ยอมให้เราเช็ดตัวเปลี่ยนแพมเพิรส์ให้ แต่ก็ยังยืนยันจะลุกไปห้องน้ำอยู่ โดยมีเราประคองไป ไม่ยอมฉี่ในแพมเพิร์สสักที ใครๆก็บอกว่าเหนื่อย อาเจคก็บ่น อาโกวก็บ่น แต่เรากลับไม่เหนื่อย เราคิดถึงตอนเราเป็นเด็กก็คงแก้ผ้าให้อากงเช็ดก้นเหมือนกัน เราก็คงแหกปากร้องไห้งอแงตอนกลางคืนเหมือนกัน ถ้าตอนนั้นอากงเหนื่อยเราคงตูดเน่าตายไปแล้ว คงไม่โตมาจนป่านนี้...

เราลางานกลับมาบ้านโดยที่ขอลาแบบ Work at home ไม่มีกำหนด จนกว่าอากงจะออกจากโรงพยาบาล เวลาอากงหลับก็ทำงาน พออากงตื่นก็ดูแลอากงไป..ตอนแรกที่เรากลับมาเรากังวลมากเกี่ยวกับอาการของตัวเอง กลัวที่บ้านรู้ กลัวว่าจะควบคุมการร้องไห้ไม่ได้ กลัวว่าอากงจะเป็นอะไร กลัวว่าตัวเองจะแย่กว่าเดิม...แต่มาถึงตอนนี้ที่นัง่ดูแลอากงมาทั้งวัน (เราสลับกับอาซาเจค คือเราดูกลางวัน อาเจคดูกลางคืน เพราะอากงไม่ยอมให้เราค้างที่โรงพยาบาล บอกว่าเป็นผู้หญิงไม่ควรไปนอนที่อื่นนอกจากบ้าน) เรารู้วึกว่าอาการของเรามันเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก ปัญญาอ่อนมาก ถ้าเที่ยบกับอาการของอากง เรารู้สึกว่าเราเห็นแก่ตัวที่คิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าตอนเราเป็นเด็กอากงคิดถึงแต่ตัวเองป่านนี้เราคงตายไปแลว..เราเลยตั้งใจดูแลอากงมาก ตามใจทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องฉี่ในแพมเพิร์ส (พยายามกล่อมอยู่แต่ยังไม่สำเร็จ) ความรู้สึกเห็นแก่ตัวก็ค่อยๆหายไป รู้สึกภูมิใจที่ได้เช็ดก้นให้อากงด้วยซ้ำ (ประมาณว่า ฮ่า ฮ่า วันนี้ชั้นเปลี่ยนแพมเพิร์สให้อากงไปแล้ว 6 ชิ้น)

แต่พอเรากลับจากโรงพยาบาลมาบ้านเราก็รู้วึกว่าเราเห็นแก่ตัวอีกครั้ง แม่เราเท้าบวมเพราะเดินเยอะ ป๊าเราก็เป็นเบาหวาน แม้จะไม่เยอะเท่าอากง แต่เราไม่ดูแลเค้าเลย เรื่องอาหารการกินเราก็ไม่ได้เตรียมให้ปล่อยให้เคาหากินเอาเอง...ความรู้สึกเครียด กดดัน อึดอัด รู้สึกผิดก็มาเต็ม (จนต้องมานั่งเขียนยาวขนาดนี้) ความรู้สึกก่อนหน้าที่เบื่อ เหนื่อย หน่าย หายไปหมดสิ้น มีแต่ความรู้สึกผิดและอึดอัด กดดันมาก..

คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ ทำงานไปด้วย ส่งงานตามปกติ ดูแลป๊ากับแม่มากกว่านี้แล้วก็ต้องไปโรงพยาบาลดูแลอากงด้วย โดยที่ทั้งหมดต้องไม่ให้ใครรู้ว่าเราร้องไห้...รู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม

ปล. ป๊ามาแล้วขอแอบปิดก่อนเดี๋ยวมาเล่าต่อพรุ่งนี้ (วันนี้นอนกับป๊า เมื่อวานนอนกับแม่ เค้าสองคนแยกห้องนอนกัน นับเป็นครั้งแรกที่นอนกับป๊ากับแม่เลยเนี่ย) 




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2556
1 comments
Last Update : 24 ตุลาคม 2556 0:01:17 น.
Counter : 530 Pageviews.

 

เป็นกำลังใจให้นะคะ จขกท.พักผ่อนมากๆนะ เพราะต้องดูแลอากงด้วย ยังไงเป็นกำลังใจให้อากงหายเร็วๆ ได้ออกจากรพ.ไวๆนะคะ

 

โดย: hi hacky 25 ตุลาคม 2556 20:37:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อินทุภา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เปียโน บทประพันธ์ ความงาม สุขภาพ
New Comments
Friends' blogs
[Add อินทุภา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.