ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของอินทรายุธค่ะ
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
11 กันยายน 2552
 
All Blogs
 

บ้านสีขาว ประตูสีอิฐ และรั้วสีม่วง ตอนที่ 15 : บัณฑิตใหม่


ตอนที่ 15 : บัณฑิตใหม่


ช่วงเดือนมกราคม จะเป็นช่วงเวลาที่ มช. สวยงามที่สุดค่ะ เพราะเต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ เบ่งบานสลอน หมู่ภมร... อุ๋ย! เล่าเรื่องอยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นมาร้องเพลงน้อยไจยาซะอย่างนั้น สงสัยวิญญาณนักดนตรีเก่าเข้าสิงแฮะ


ที่อินว่า มช. ช่วงเดือนมกราจะดูงามเป็นพิเศษด้วยดอกไม้นานาพันธุ์นั้น เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยต้องเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของบัณฑิตใหม่ทั้งหลายค่ะ ดอกไม้สารพัดสีที่คนงานเอามาลงไว้ตั้งแต่ประตูหน้าทางเข้า มช. เรื่อยไปจนถึงหลัง ม. นั้น สีหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือสีม่วง อันเป็นสีประจำมหาวิทยาลัย และดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่พร้อมใจบานในช่วงเวลานี้พอดีก็คือดอกทองกวาว ดอกสีส้มแสดสวยเด่นสะดุดตาเสียจนใครๆพากันคิดและเข้าใจว่า ดอกทองกวาวคือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้วดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือดอกสัก เรื่องนี้อินมีหลักฐานยืนยันค่ะ ก็จากตราประจำมหาวิทยาลัยรูปช้างชูไอติม เอ๊ย ช้างชูคบเพลิง ไงคะ ถ้าสังเกตดูให้ดีตรงระหว่างวงกลมสองวง จะเห็นดอกไม้สองดอกอยู่ นั่นล่ะค่ะ ดอกสักล่ะ


ดอกไม้สวยงามพวกนี้ เพื่อนอินกับอินเป็นพวกปากไม่อยู่สุขค่ะ เลยพากันเรียกซะเสียหายเลยว่าดอกผักชี กับดอกตอ... นะคะ เรียกมาตั้งแต่ปีหนึ่งยันทุกวันนี้ล่ะค่ะ ประมาณว่าถ้าอธิการบดีมาได้ยินเข้าคงกริ้วโกรธาจนหน้าแดงทีเดียว ค่าที่อุตส่าห์ลงทุนสั่งงานเนรมิตมหาวิทยาลัยให้สวยแล้วยังมาโดนนักศึกษาค่อนเอาอย่างนี้


เมื่อเห็นดอกผักชีสวยเต็มมหาวิทยาลัยอย่างนี้ ก็เป็นที่รู้กันของบรรดาลูกช้างล่ะค่ะ ว่าจวนถึงเวลารับปริญญาของพี่บัณฑิตแล้ว (และเสร็จจากงานนี้เมื่อไหร่ เวลาของการสอบไฟนอลก็จะมาถึงเช่นกัน) ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สายรหัส สายเทคทั้งหลายจะพุงกางไปตามๆกันค่ะ เพราะพี่บัณฑิตในฐานะทวดเทียดรหัสต้องมาเลี้ยงน้องๆ ในสาย แต่พี่ๆกระเป๋าแฟบไปเลย น้องๆอิ่มจังตังค์อยู่ครบ แต่พี่อยากร้องไห้ค่ะ



อย่างที่อินเคยเล่าในตอนก่อนๆ นะคะ ว่าอินมีเรื่องเขม่นเข่นเขี้ยวกับอาจารย์ฐาอยู่เรื่องที่อินอยากเรียนร้อยกรองแล้วไม่ได้เรียน และอินก็ถึงขั้นสาบานกับตัวเอง (อย่างแค้นๆ) ว่าถึงแม้จะเรียนจบอินก็ต้องมานั่งเรียนเป็นหนามยอกใจอาจารย์ฐาให้ได้ พอเปิดเทอมสองปุ๊บ ประจวบเหมาะกับตอนนั้นอินยังว่างงานอยู่ อินก็เลยจัดการทำตามที่ได้สาบานไว้โดยไม่ลังเล เพราะฉะนั้นช่วงเวลาก่อนการรับปริญญา อินก็ยังวนเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทุกวันอังคารกับวันพฤหัสบดีอยู่นั่นเอง (ฟังเหมือนผีอาฆาตยังไงก็ไม่รู้เนาะ)


อาจารย์ฐาจะพูดอะไรได้คะ ในเมื่อท่านตกปากอนุญาตให้อินมาร่วมแจมเอง (ภาษากฎหมายว่าเป็น estoppel หรือกฎหมายปิดปากค่ะ หมดสิทธิหืออือด้วยประการทั้งปวง) อินว่าตอนที่อาจารย์ฐาเผลออนุญาตนี่ คงคิดไม่ถึงล่ะค่ะว่าอินจะเอาจริง เมื่อเจอหน้ากันวันแรกคาบแรก อินก็โผล่พรวดเข้าไปสวัสดีแล้วก็นั่งลงกับเพื่อนอินเลย เอาแบบไม่ให้ตั้งตัวได้นี่ล่ะค่ะ สะใจนักแล ในขณะที่อาจารย์ฐานั่งเหวอหน้าห้อง เพื่อนอินก็ส่งเสียงทักทายเป็นอันดีค่ะ รวมทั้งพ่อยอดชายนายมิคด้วย อินเข้าห้องได้ก็ไม่มองหน้าท่านหรอก ไม่ได้สนใจด้วยว่าท่านจะมีปฏิกิริยายังไง จนกระทั่งอินโทรคุยกับเพื่อนถึงได้รู้ว่าท่านหน้าแดงก่ำจนเห็นได้ชัด แต่จะแดงเพราะโกรธหรือแดงเพราะอายนั้น อินไม่อาจรู้ใจท่านได้หรอกค่ะ (ทว่าในสายตาเพื่อนอินที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างยืนยันเป็นคำเดียวว่าไม่ใช่เพราะโกรธแน่)


ในเมื่ออินยังเข้ามหาวิทยาลัยมาหาเพื่อนๆได้เป็นปกติอย่างนี้ ทั้งเพื่อนอิน ทั้งอาจารย์ที่ภาควิชาเองก็เลยรู้สึกเหมือนว่าอินยังเรียนไม่จบกันเป็นแถว ลำพังแต่เพื่อนอินน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่อาจารย์ที่ภาควิชานี่สิ อินดูๆแล้วก็ตงิดๆใจอยู่เหมือนกันนา คือท่านไม่ได้แสดงอาการแปลกใจ หรืออาการใดๆที่ส่อไปในทางลบหรอกนะคะ เพียงแต่พวกท่านชอบหันไปยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัยชอบกล เวลาเจอหน้าอิน และชอบหันไปเย้าแหย่อาจารย์ฐาด้วยสายตา อินเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาหรอกค่ะ แต่อาจารย์ฐาน่ะสิคะ กลับกลายเป็นคนที่วางหน้าและทำตัวไม่ถูกเสียเอง ครั้งหนึ่งอาจารย์ฐาโดนแซวต่อหน้าอินเลยค่ะว่า อินขยันมาเรียนอย่างนี้น่าจะให้รางวัลอินบ้าง อาจารย์ฐาทำหน้ายังไงอินก็ไม่รู้ได้ เพราะตอนนั้นอินถอดแว่นออกพอดิบพอดี


จะเป็นเพราะเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคอย่างใดในวันนั้นก็ไม่ทราบค่ะ ทุกทีเพื่อนอินจะขึ้นมานั่งรออยู่ในห้องก่อนแล้ว แต่วันนั้นกลับไม่มีใครขึ้นมาเลยสักคน ก็เหลือแต่อินกับอาจารย์ฐาอยู่กันสองคนเท่านั้น อินก็อึดอัด อาจารย์ฐาก็อึดอัด แล้วทันใดนั้นเอง อาจารย์ฐาก็คว้าเอาซองเอกสารขึ้นมาทุบโต๊ะเปรี้ยง เล่นเอาอินสะดุ้งไปเหมือนกัน เพราะไม่เคยเห็นอาจารย์ฐาเป็นอย่างนี้มาก่อน อินยังคิดเลยว่าถ้าเพื่อนอินไม่โผล่เข้ามาจังหวะที่ทุบโต๊ะนี่พอดี อินจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้ เพื่อนอินเข้ามาเจอตอนนี้เข้าก็เอ่ยถามแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวค่ะ


“โอ้! อาจารย์เป็นอะไร ทำไมรุนแรงจังวันนี้”


“ไม่มีอะไร แค่ฝุ่นบนโต๊ะมันเยอะ”


นับว่าปฏิภาณไหวพริบอาจารย์ฐาเป็นเยี่ยมเลยค่ะ ทั้งที่อินรู้สาเหตุดีอยู่แก่ใจยังอดยกนิ้วให้ไม่ได้เลย แต่ก็มีแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวนะคะที่อาจารย์ฐาทำอย่างนั้น ที่เหลือก็วางมาดขรึมเฉพาะกับอินคนเดียว พอทำบ่อยเข้าก็มีหลุดค่ะ แล้วพอรู้ตัวปุ๊บก็กลับมาเก๊กใหม่ อินเลยไม่รู้จะว่ายังไง จากความตั้งใจเดิมแต่แรกของอินที่คิดว่ามาเรียนแล้วจะถามสาเหตุให้รู้แน่ว่าทำไมไม่ให้อินเรียนตั้งแต่แรก ก็เป็นอันหายสาบสูญไร้ร่องรอยซะงั้น



ตอนอินเรียนวิชานี้ อินอดขำอาจารย์ฐาไม่ได้ค่ะ แทนที่ท่านจะนิ่งเฉยเสียทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องทุกอย่างก็คงเงียบไปเอง แต่นี่ยิ่งท่านออกท่าทางมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนมีพิรุธมากขึ้นเท่านั้น พานจะทำให้คนอื่นสงสัยเอาด้วย จะว่าไปก็เป็นความผิดอินด้วยส่วนหนึ่งล่ะค่ะ เพราะตอนที่อินเรียนเทอมสุดท้ายนั่น รุ่นน้องมาขอให้อินช่วยเขียนงานส่งท่านหน่อย เพราะน้องเขาเขียนเรื่องไม่ทัน อินก็เลยช่วยบรรเลงไปสี่เรื่องรวด แล้วเรื่องสุดท้ายนี่ล่ะค่ะ ที่อินคิดว่าน่าจะเป็นตัวจุดชนวน เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่อง “ราตรีหนึ่ง...ซึ่งรำพันใต้เงาจันทร์” ค่ะ แค่ชื่อเรื่องก็หวานออกขนาดนี้ แล้วเนื้อในจะออกมารูปไหน แต่งานชิ้นนี้อินไม่รู้ว่าควรจะเรียกเรื่องสั้นหรือความเรียงดี เพราะเป็นงานอารมณ์โดยแท้จริง เนื้อหาของเรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ



“ราตรีนี้ดวงแขงดงามยิ่งกว่าคราใด ด้วยเป็นเพ็ญบัณรสี รัศมีแห่งจันทร์เจ้าทาบทาลงทุกหนแห่ง ผืนฟ้า ผืนน้ำ แลผืนดิน สายธารไหลเอื่อยสะท้อนแสงโสมงามยิ่งดั่งหิรัญวารี ปวงพุ่มพฤกษ์แลเห็นเป็นเงาตะคุ่มเด่นอยู่ในรัตติกาลสลัวราง ดวงดาราแต่งแต้มนภาดุจเข็มเงินปักบนภูษาสีนิลฉะนั้น ดาวเหนือสุกสกาวเด่นพราวเกินกว่าดาริกาดวงใดๆ ข้าฯนอนไม่หลับ จึ่งได้ออกมาชมศศิธรเพียงลำพังที่ชานเรือน ดาวเหนือดวงนั้นยังให้จิตข้าฯประหวัดหวนนึกถึงพี่


ข้าฯ มิอาจรู้ว่าในดวงใจข้ามีเงาของพี่เข้ามาสถิต ณ กลางหทัยแต่เมื่อใด หากพอรู้ตนนั้น ก็มีเงาพี่ทาบลงในใจข้าฯ เสียแล้ว แต่กระนั้นก็ตามทีเถิด ข้าฯ ก็มิอาจ เอ่ยเอื้อนวาจาใดแก่พี่ได้ ด้วยรู้ตนดีว่า ไม่มีสิ่งใดในกายข้าฯที่ควรคู่แก่พี่แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ข้าฯ ทำได้ก็คือ มองพี่อยู่เพียงห่างๆเช่นนี้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วมิใช่ฤๅ? สำหรับคนเช่นข้าฯ


ตราบถึงเพลานี้ จากรัตติกาลนี้ไป จักเหลืออีกกี่ทิวาราตรีเล่าหนา ที่ข้าฯ จักได้เฝ้ามองพี่เช่นนี้ ข้าฯ ยอมรับว่าในบางคราข้าฯ ก็เหนื่อยนัก ด้วยมิรู้ว่าพี่คิดเช่นไรกับข้า อีกทั้งคนรอบข้างนั้นก็คอยจับผิดข้าฯ ข้าฯก็ยิ่งเหนื่อย ทั้งกายแลใจ ข้าฯรู้ว่าพี่เองนั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่า ข้าฯคิดกับพี่เช่นไร แต่ดูเหมือนพี่ไม่เคยใส่ใจ ข้าฯไม่มีสิทธิใดที่จะกล่าวเช่นนี้กับพี่ แต่เมื่อกล่าวไปแล้ว ก็ขอพี่ได้อภัยในความปากเบาของข้าฯเถิด


หลายครั้งหลายคราที่ข้าฯท้อ อยากหลบลี้จากไปพอให้ใจข้าฯได้ลืมพี่ได้ค่อยคืนมา แต่ข้าฯก็มิเคยทำได้แม้สักครา


ผิว่ากาลภายภาคหน้าจักเป็นเช่นไรก็ตาม แม้ว่าข้าฯนี้จักจากไกล แลนานเพียงใด ต่อเมื่อข้าฯได้หวนคืนมาอีกครา ข้าฯนี้ก็จักยังคงเป็นคนเดิมสำหรับพี่เสมอ ข้าฯย่อมแจ้งแก่กมลตนนี้เสมอมาว่า พี่นั้นอยู่สูงเกินกว่าคนต้อยต่ำเช่นข้าฯนี้จักเอื้อมถึง เฉกธุวตาราดวงที่ข้าฯเฝ้ามองอยู่นี้ อันจักงดงามได้ก็ต่อเมื่อสถิตอยู่บนเวหา ผิมีผู้ใดเอื้อมเด็ดลงมาไซร้ คงเปื้อนเศษภัสมธุลีสิ้นค่าความเป็นดาว


ปัจจุสมัยเริ่มเยือนหล้า ดาราลาลับ คงเหลือเพียงดาวประกายพรึกเพียงดวงเดียวที่ส่องสว่าง ปวงปักษาสกุณชาติเริ่มแซ่เสียง บินออกจากรังเพื่อหากิน ข้าฯจึ่งได้รู้สึกตน หลุดพ้นออกจากมโนภวังค์แห่งตน แม้จักสะดุ้งใจอยู่ว่า ตนเองนั่งอยู่ที่ชานเรือนนี้ตั้งแต่ยามสองจนรุ่งอรุโณทัยเข้านี่แล้ว หากยังรอคอยจนดาวนั้นลาลับพร้อมสุริยาทิตย์ฉายแสง จึ่งได้กลับเข้าเรือนเพื่อทำหน้าที่ของตนต่อไป เฉกที่เคยเป็น”



อารมณ์ของเรื่องก็ประมาณเหงาๆ เศร้าๆของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อชายคนรักนั่นล่ะค่ะ ตอนที่เขียนให้น้องเมเจอร์ของอิน อินก็ไม่ทันนึกอะไรมาก น้องขอพี่ก็ช่วยเท่านั้นเอง เลยพานลืมนึกถึงข้อนี้เสียสนิทใจ และที่อินลืมไปยิ่งกว่านั้นก็คือเรื่องของสำนวนการเขียนของอินเอง ถึงแม้ว่าอินจะเขียนให้น้อง และน้องก็สวมรอยว่าเป็นคนเขียนเอง แต่มีหรือคะที่คนกรำงานทางด้านนี้มาตลอดอย่างอาจารย์ฐาจะไม่รู้ว่าสำนวนภาษาอย่างนี้เป็นของใคร ก็เลยเป็นเรื่องเข้าใจผิดขนานใหญ่ของอาจารย์ฐามาจนทุกวันนี้ (ทั้งที่ตอนเขียน อินคิดถึงแต่หน้าผู้หญิงคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยมแท้ๆ เฮ้อ!)



เฮ้อ! พูดถึงอาจารย์ฐาแล้วเหนื่อยใจ กลับมาเรื่องรับปริญญาดีกว่าค่ะ ตอนนั้นอินขึ้นเชียงใหม่มาเรียนวิชาของอาจารย์ฐาไปก็วิ่งวุ่นเรื่องรับปริญญาของตัวเองไปด้วย ทั้งเรื่องชุดครุย ทั้งเรื่องรูป จากปกติที่อินเลิกเรียนของอาจารย์ฐาตอน 11 โมง กลับถึงบ้านอย่างช้าที่สุดก็บ่ายสองโมง ปรากฏว่าเดือนมกราคมเกือบทั้งเดือนอินกลับถึงบ้านตอนห้าโมงเย็น แถมยังเหนื่อยจนไม่คิดจะออกจากบ้านไปไหนอีกแล้ว ใครว่ารับปริญญาเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขนี่ อินขอค้านสุดตัวเลย เหนื่อยใจแทบขาด


รุ่นของอินน่าจะเป็นรุ่นที่สองหรือที่สามนี่ล่ะค่ะ ที่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนฯ (ในหลวงเสด็จมารุ่นสุดท้ายรู้สึกจะเป็นรุ่นพี่รหัส 38 ค่ะ ส่วนอินรับพร้อมกับรุ่นพี่รหัส 40 ห่างกันนิดเดียวเอง) ก็มีแอบเสียดายอยู่นิดหนึ่งค่ะที่ไม่ได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ในหลวง แต่การเป็นลูกช้างรั้วสีม่วงนี่ก็ได้ชมพระบารมีของพระองค์ท่านและพระราชวงศ์บ่อยนะคะ เพราะถนนหน้า มช. นี้เป็นทางเสด็จขึ้นพระตำหนักภูพิงค์ค่ะ ถ้าวันไหนออกไปเดินเล่นหน้า ม. แล้วเจอเหตุการณ์ปิดถนนเข้าล่ะก็ เป็นที่รู้กันค่ะว่ามีขบวนเสด็จแน่นอน พวกเราก็จะรอเฝ้าชมพระบารมีกันค่ะ


สมัยของอินนั้นรับปริญญาในวันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2545 ค่ะ วันจันทร์ถึงวันพุธก็จะเป็นเวลาของการซ้อมรับปริญญา และเวลาของการถ่ายรูป ช่วงนั้นดอกทานตะวันที่แปลงเกษตรกำลังงามพอดี ก็เลยกลายเป็นจุดยอดฮิตของการลั่นชัตเตอร์ถ่ายรูปอีกจุดหนึ่ง นอกจากที่ป้ายชื่อมหาวิทยาลัยตรงประตูหน้า ศาลาธรรม กับที่อ่างแก้ว


ที่ป้ายชื่อมหาวิทยาลัยบริเวณประตูหน้านี่นะคะ มีเรื่องที่ถือกันเป็นข้อห้ามที่เด็ก มช. ทุกคนต้องรู้ไว้เกี่ยวกับการถ่ายรูปค่ะ นั่นคือ ห้ามนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบอุตริไปถ่ายรูปคู่กับป้ายชื่อมหาวิทยาลัยโดยเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปคู่กับพี่บัณฑิต ไม่อย่างนั้นคุณอาจเรียนไม่จบก็ได้ เรื่องนี้อินไม่รู้ว่าจะจริงหรือเปล่านะคะ เพราะอินไม่เคยลอง และเพื่อนอินก็ไม่มีใครอาจหาญทำอย่างนั้นด้วย


พูดถึงเรื่องเรียนไม่จบนี่นะคะ อินก็อดคิดถึงเพื่อนอินคนหนึ่งไม่ได้ อินไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเปล่า เรื่องมันก็มีอยู่ว่า วันนั้นอดีตแฟนของอินกับเพื่อนอินที่เรียนอยู่แม่โจ้ เขาไปส่งอินรับครุย ตอนที่อินหอบครุยกลับมาที่รถนั้น เพื่อนแม่โจ้ของอินคิดอย่างไรก็ไม่รู้ คว้าเอาหมวกบัณฑิตของอินไปใส่เฉยเลย เล่นเอาอินกับแฟนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปพักใหญ่ เพราะเรื่องเอาหมวกบัณฑิตไปใส่นี่ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราออกจะถือกันไม่น้อยว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็นบัณฑิตแล้วเอาไปสวมเนี่ย จะทำให้เรียนไม่จบหรือจบล่าช้าออกไปอีก แล้วเพื่อนอินคนนี้สุดท้ายก็จบช้าไปเทอมหนึ่งจริงๆ ค่ะ ความจริงเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ แต่ว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่เป็นการดีที่สุดค่ะ



วันซ้อมวันแรก ช่วงเช้าทางมหาวิทยาลัยจะให้บัณฑิตแต่ละคนแยกย้ายไปซ้อมตามคณะของตัวเองก่อน แล้วช่วงบ่ายจึงจะเป็นการซ้อมรวมที่หอประชุมค่ะ ตอนซ้อมที่คณะนี่ไม่มีปัญหาอะไร ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ แต่พอมาซ้อมรวมที่หอประชุมนี่สิ ไอ้ที่เราว่าซ้อมกันมาดีแล้วนะคะ กลับกลายเป็นว่าต้องไปซ้อมใหม่กันหมดเลย


ตอนซ้อมรวมนี่ บรรดาอาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะมาควบคุมดูแลการซ้อมของเราอย่างใกล้ชิดค่ะ ถ้าใครผิดพลาดไปแม้แต่เพียงนิดเดียว ก็จะโดนใบเหลืองทันที (แต่จะสองเหลืองเป็นหนึ่งแดงหรือเปล่านี่ ไม่รู้ค่ะ เพราะไม่มีใครยอมพลาดสองครั้งติดกันสักคน) แล้วใบเหลืองของมหาวิทยาลัยนี่แผ่นเล็กๆเท่าในสนามฟุตบอลเสียเมื่อไรล่ะคะ ขนาด A4 นั่นแน่ะ เรียกว่าเห็นได้ชัดเจนทั้งหอประชุมเลยทีเดียว เล่นเอาคนโดนใบเหลืองหน้าร้อนผ่าวด้วยความอายไปเลย


งานนี้วันซ้อมวันแรกอินก็ได้ใบเหลืองกับเขาเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ใช่เพราะอินถอนสายบัวผิด หรือทำปริญญาหลุดมือหรอกนะคะ แต่เป็นอุบัติเหตุเล็กๆ ของอินเอง เวลาซ้อมนี่เราต้องสวมกระโปรงและรองเท้าคัทชูใช่ไหมคะ อินเองก็ต้องแต่งตัวเหมือนกับคนอื่นเขา แล้ววันนั้นอินดันสวมกระโปรงยาวเข้าให้ พอถอนสายบัวเสร็จช่วงที่ต้องถอยหลังออกไปนั่นล่ะค่ะ เป็นเรื่องเลย ส้นรองเท้าอินไปสะดุดเข้ากับชายกระโปรงเต็มรัก เกือบหงายเงิบตกเวที ดีที่ทรงตัวไว้ได้นะคะ (ไม่งั้นมีหวังจะไม่ได้อายเพราะใบเหลืองอย่างเดียว แต่อายเพราะตกเวทีด้วย) พอเดินมาถึงกลางเวทีปั๊บ มาเลยค่ะ ใบเหลืองขนาดพิเศษชูหรารออยู่แล้ว อินเลยต้องไปเข้ากลุ่มกับคนที่โดนใบเหลืองด้วยกันเพื่อซ้อมใหม่


ที่อินสังเกตดูนะคะ คนที่โดนใบเหลืองส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงทั้งนั้น เพราะต้องถอนสายบัวก่อนเข้ารับพระราชทาน ตอนที่ดึงตัวขึ้นมานี่ถ้าผิดจังหวะนิดเดียวก็มีเซได้เหมือนกัน แล้วเพราะเซนี่ล่ะค่ะ ถึงต้องโดนใบเหลือง ผิดกับพวกผู้ชายที่แค่คำนับอย่างเดียว เลยไม่ค่อยจะโดนใบเหลืองเท่าไหร่ นอกจากจะหันปริญญาผิดไม่เอาตรามหาวิทยาลัยออก หรือทำหมวกตกเท่านั้นถึงจะโดนใบเหลืองกับเขา ถึงตรงนี้อาจจะสงสัยใช่ไหมล่ะคะว่าทำไมผู้ชายถึงจะทำหมวกตกได้ นั่นเป็นเพราะผู้ชายต้องถือหมวกบัณฑิตไว้ที่มือซ้ายค่ะ ไม่ได้สวมเหมือนผู้หญิง ส่วนเหตุผลเพราะอะไรนั้น อินไม่รู้จริงๆค่ะ แหะ แหะ



วันซ้อมใหญ่ เป็นวันที่พวกเราจะต้องตื่นกันแต่เช้า เพื่อแต่งหน้าทำผมนะคะ ของอินนี่ถึงจะไม่อยากแต่งหน้ายังไงก็ต้องจำใจแต่งค่ะ น้องพายเขาอาสาแต่งหน้าพี่อินขนาดนั้นแล้ว จะปฏิเสธให้เสียน้ำใจน้องก็ใช่ที่ แต่พอน้องพายแต่งเสร็จอินก็พอใจกับฝีมือของเธอมากทีเดียว เพราะน้องพายแต่งหน้าอินออกมาได้เป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้แต่งเลย ยกเว้นสีปากค่ะที่แดงมาแต่ไกลเชียว


เช้าวันนั้น อินต้องมีคิวขึ้น Stand Cheer เพื่อถ่ายภาพหมู่บัณฑิตคณะมนุษย์ด้วย ตอนถ่ายไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ตอนก่อนถ่ายนี่สิ เล่นเอาอินถอนใจทีเดียว เพราะอินต้องสวมครุย สวมคัทชูเต็มยศแล้วตะกายขึ้นบน Stand ชั้นเกือบบนสุด (ชั้นบนสุดเป็นของผู้ชายค่ะ) ค่าที่อินดันตัวสูงนัก อีตอนขึ้นไปนี่ล่ะค่ะ เล่นเอาอินใจหายใจคว่ำไม่น้อยทีเดียว ก็เกิดแม่นางซุ่มซ่ามคนนี้เหยียบชายครุยหงายหลังลงมา คงเป็นภาพที่ไม่น่าดูสักเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี


เสร็จจากการถ่ายรูป บัณฑิตคณะมนุษยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณะอื่นๆที่ต้องเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรช่วงเช้าก็ต้องถอดครุยออก (เพื่อความคล่องตัวค่ะ) แล้วตาลีตาเหลือกไปที่หอประชุมเพื่อซ้อมใหญ่ เรียกว่าเหงื่อซ่กกันทีเดียวค่ะ ยังดีที่หอประชุมมีแอร์ ไม่อย่างนั้นคงมีคนเป็นลมไปแล้ว


เสร็จจากการซ้อมใหญ่นะคะ ความจริงอินต้องไปถ่ายรูปหมู่กับบรรดาท่านอาจารย์ของภาควิชา แต่อินทรายุธคนนี้ต้องรีบกระโดดขึ้นรถเมล์กลับบ้านทั้งที่ยังใส่ชุดนักศึกษา กระโปรงม่วง รองเท้าคัทชูเต็มยศ (ชุดนักศึกษาในโอกาสพิเศษของ มช. ค่ะ ผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างอิน ส่วนผู้ชายจะเป็นสูทขาว ผูกเนคไทม่วงค่ะ) เพื่อไปรับคุณพ่อคุณแม่ขึ้นมาเชียงใหม่ ทั้งที่ตอนนั้นอินเพิ่งขับรถเป็นได้แค่เจ็ดวันนะคะ แต่อินก็ขับรถจากลำปางขึ้นเชียงใหม่ด้วยความเร็วที่น่ากลัวพอดูสำหรับมือใหม่ เพื่อให้ทันนัดถ่ายรูปของภาควิชา แต่สุดท้ายก็กลับมาไม่ทันอยู่ดี



การซ้อมรับปริญญานี่ความจริงก็ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายนะคะ แต่ทำไมอินถึงรู้สึกว่ามันเหนื่อยเหลือเกินก็ไม่รู้สิ ตั้งแต่วันซ้อมวันแรกแล้วที่อินกินอะไรไม่ลงเลย มีแต่นมกล่องเดียวค่ะที่ตกถึงท้อง แล้วก็อยู่อย่างนั้นไปทั้งวัน โดยที่ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรอีกเลย ตกเย็นอินก็ต้องกลับมาท่องคำปฏิญาณบัณฑิตให้ขึ้นใจอีก ส่วนเพื่อนๆอินนั้น ความที่เจอหน้ากันอาทิตย์ละสองครั้ง ก็เลยไม่มีความตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอกันเท่าไหร่ เซอร์ไพร้ส์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่วันรับจริงมากกว่าค่ะ เห็นจะมีแต่พ่อยอดชายนายมิคเท่านั้นที่ขยันโทรมาเหลือเกิน ไม่รู้ว่าไปเอาเบอร์มือถือของอินมาจากไหนสิน่า อินกำลังท่องคำปฏิญาณอยู่ดีๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังลั่นขึ้นมาทีเดียว


“สวัสดีครับ เอ่อ...นั่นอินใช่ไหมครับ”


ได้ยินเสียงหล่อๆ ของชายหนุ่มดังมาตามสายทีแรก อินก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจว่าใครกันหว่าที่โทรมา เพราะเสียงนายมิคนี่เวลาพูดโทรศัพท์เขาจะหล่อมากทีเดียวค่ะ ชนิดอินจำไม่ได้นั่นแน่ะ


“ค่ะ อินค่ะ ไม่ทราบว่านั่นใครพูดคะ”


“อินจำผมไม่ได้เหรอครับ เราเคยเจอกันแล้วไง”


นายมิคยังไม่ตอบอินในทันทีค่ะ แต่ยังอำอินเล่นต่อไปอีก


“ก็ใครล่ะคะ เจอตั้งหลายคน”


“โธ่! อินช่างทำร้ายจิตใจผมเหลือเกิน ทีผมยังจำอินได้ แล้วทำไมอินถึงจำผมไม่ได้ล่ะครับ”


ฟังเข้าสิคะ นี่ล่ะฝีปากนายมิคเขาล่ะ บทจะหวานก็หวานซะ ถึงตอนนี้อินเริ่มจับได้แล้วล่ะค่ะว่าเป็นมิค อินก็แกล้งหวานใส่บ้างสิคะ


“อินเจอคนตั้งมากมายนี่คะ แล้วคุณเป็นใครอินยังไม่รู้เลย ใจคออินจะไม่บอกอินสักคำหรือคะว่าคุณชื่ออะไร ไอ้มิค เล่นพอหรือยัง ฮะ!”


แรกๆ ก็หวานค่ะ แต่ตอนท้ายกลายเป็นแว้ดใส่ซะงั้น เสียงนายมิคหัวเราะก้ากมาตามสาย


“จับได้ซะละ เป็นไงเพื่อนอิน ทำอะไรอยู่”


“ท่องคำปฏิญาณอยู่ มีไรว่ามา”


“ให้ตายสิเพื่อนฉัน พอรู้ว่าเป็นใครก็เสียงห้วนใส่เลยนะ พูดหวานๆแบบเมื่อกี้อีกไม่ได้หรือนั่น”


“ไม่ได้ ฉันสงวนไว้เพื่อคนพิเศษเท่านั้นย่ะ จะบอกได้ยังว่าโทรมาทำไม”


“ไม่มีอะไร แค่โทรมาแสดงความยินดีกับเพื่อนที่ได้เป็นบัณฑิตเท่านั้นเอง Congratulation จ้า”


“ขอบใจ ว่าแต่แกจะไม่ไปบูมเมเจอร์ให้ฉันเหรอ”


“ไม่ล่ะ ร้อน เท่านี้ก็พอแล้ว หรือเพื่อนอินอยากได้บริการพิเศษจ๊ะ เดี๋ยวมิคจัดให้ได้นะ”


คุยไปคุยมาชักเริ่มทะลึ่งแล้วค่ะ อินเลยต้องแว้ดใส่ไปอีกที นายมิคได้แต่หัวเราะ


“เออ! ไม่กวนแล้ว นอนฝันดี ฝันถึงมิคบ้างนะจ๊ะ รักนะเด็กโง่”


ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอคงได้มีเคลิ้มคิดเข้าข้างตัวเองแล้วล่ะค่ะ ว่านายมิคมีใจด้วย แต่นี่เรียนด้วยกันมาตั้งนาน ไส้กี่ขดกี่ขดเห็นกันมาหมดแล้ว อินก็เลยได้แต่หัวเราะขำอย่างเดียวที่นายมิคยังคงความทะเล้นทะลึ่งได้คงเส้นคงวาขนาดนี้ ทั้งที่วันแรกที่อินเจอกับมิคตอนสัมภาษณ์โควตา พ่อคนนี้ยังดูหงิมๆ เรียบร้อยอยู่เลย รุ่นพี่ให้เล่นเกมมีต้องจับมือกัน นายมิคก็ดูกล้าๆกลัวๆ จนอินต้องเป็นฝ่ายคว้ามือนายมิคมาจับเสียเอง จนนานเข้าอินถึงรู้ว่ามองเขาผิดไปถนัดเลย



และแล้ว วันรับพระราชทานปริญญาก็มาถึงค่ะ เช้าวันนั้นอินต้องตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งหน้าตามธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่อินต้องถูกกันคิ้ว ส่วนเรื่องทำผมนั้นหรือคะ ของอินไม่ต้องยุ่งยากค่ะ แค่ปล่อยผมตามธรรมดา แล้วถักเปียเล็กๆเพิ่มอีกนิด เป็นอันเสร็จเรื่องค่ะ



เมื่อบัณฑิตใหม่ทั้งหลายเข้ามานั่งประจำที่ในหอประชุมเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลาที่พวกเรารอการเสด็จพระราชดำเนินมาถึงของสมเด็จพระเทพรัตนฯ อธิการบดีก็จะขึ้นมาซักซ้อมลำดับพิธีการ และชวนพวกเราคุยเพื่อให้หายง่วงค่ะ อันนี้ก็ต้องเห็นใจกลุ่มบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรช่วงเช้ากันนิดนึงนะคะ ตื่นนอนกันแต่เช้าไม่พอ แล้วยังต้องมานั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ฟังดนตรีไทยบรรเลงเข้าด้วย หาคนที่ไม่หลับยากค่ะ หันไปทางไหนก็มีแต่คนสัปหงกหลับนกกันทั้งนั้น ขนาดว่าอินเป็นเด็กดนตรีไทยเก่า ตั้งอกตั้งใจฟังเพลงแล้วก็คิดตามไปด้วยว่าสมัยที่อินเล่นจะเข้ เพลงนี้ต้องกดโน้ตตัวไหนหรือดีดสายเส้นไหน สุดท้ายก็ยังอดหลับไม่ได้อยู่ดี



อีกประมาณ 20 นาที สมเด็จพระเทพรัตนฯ ก็จะเสด็จมาถึงหอประชุม อธิการบดีก็ขึ้นเวทีมาอีกครั้งค่ะ เพื่อปลุกพวกเราที่กำลังหลับกันอยู่ให้ตื่นขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย ไอ้เรื่องล้างหน้านี่พวกผู้ชายคงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ผู้หญิงนี่ถือเป็นปัญหาใหญ่หลวงเลยค่ะ เพราะตอนที่อยู่ในหอประชุมนี้ พวกเราไม่มีกระเป๋าหรือสัมภาระใดติดตัวเลย ผู้หญิงทำได้อย่างมากก็จัดผมให้เข้าที่เท่านั้นล่ะค่ะ



เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นแล้ว เหล่าบัณฑิตใหม่ทั้งหลายจึงยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อจบเพลงจึงได้นั่งลง และอีกอึดใจถัดมาก็ต้องลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จเข้ามาในฉลองพระองค์ครุยคณะสังคมศาสตร์ จนกระทั่งพระองค์ท่านประทับบนพระเก้าอี้แล้ว พวกเราจึงได้นั่งลงเพื่อรอพิธีการขั้นต่อไป


หลังจากที่บรรดาท่านที่เป็นบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทั้งหลายได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเหล่ามหาบัณฑิต และบัณฑิตตามลำดับนะคะ ช่วงเวลาที่เราเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์นั้น เป็นช่วงเวลาที่อินไม่อาจจะบรรยายได้ถูกค่ะ เพราะมันมีทั้งความภูมิใจ ความอิ่มเอมใจ และอื่นๆอีกมากผสมปนเปกันอยู่ ถ้าใครบ่อน้ำตาตื้นสักหน่อยก็คงมีน้ำตาซึมๆกันบ้างล่ะค่ะ หอประชุมตอนนั้นเราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงพระที่สวดชัยมงคลคาถาคลอไปกับเสียงขานชื่อบัณฑิต เมื่อมาถึงชื่อของอิน อินถอนสายบัวด้วยกิริยาท่าทางที่เรียกได้เต็มปากล่ะค่ะว่าเป็นการถอนสายบัวที่สวยที่สุดในชีวิตของอิน ความซุ่มซ่ามที่อินมีเสมอนั้น วันนั้นไม่มีเลยจนนิดเดียว ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่นมาก เมื่อกลับมานั่งที่ บัณฑิตหญิงก็จะใช้มือซ้ายจับพู่หมวกที่ห้อยอยู่ทางด้านซ้ายให้เบี่ยงมาทางขวา อันเป็นเครื่องหมายว่าได้เป็นบัณฑิตอย่างเต็มภาคภูมิแล้วนั่นเองค่ะ ส่วนของผู้ชายที่ถือหมวกอยู่นั้นก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ทุลักทุเลนิดนึงค่ะ เพราะมือซ้ายก็ถือหมวก มือขวาก็ถือใบปริญญา



เมื่อเสร็จสิ้นพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรในภาคเช้า ภาคบ่ายก็จะเป็นการถ่ายรูปอย่างเดียวแล้วล่ะค่ะ ที่แรกที่จะต้องไปก็คือลานหน้าศาลพระภูมิของมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่หน้าศาลาธรรมอีกทีหนึ่ง ที่นั่น หมู่มวลเพื่อนๆและน้องๆ เมเจอร์ไทยรอบูมให้พี่และเพื่อนบัณฑิตอยู่แล้วค่ะ (นายมิคไม่มาอย่างที่บอกอินจริงๆ ด้วย) เมื่ออินไปถึง เพื่อนอินและน้องรหัสก็มอบของขวัญให้บัณฑิตใหม่ จากนั้นจึงเป็นการบูมเมเจอร์ อินต้องเข้าไปยืนอยู่กลางวงพร้อมกับเพื่อนอินอีกสองคนที่จบสามปีครึ่งเหมือนกัน อินว่าเสียงบูมตอนนั้นเป็นเสียงที่เพราะกว่าทุกคราวที่เคยได้ยินมาทีเดียว


ความที่อินต่อต้านและไม่ยอมรับความเป็นนักศึกษาวิชาเอกภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์มาตลอดเวลาที่เรียนอยู่ ทำให้อินไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่า ความเป็นดอกสัก ความเป็นมนุษย์ไทยได้ซึมซาบเข้าไปในตัวอินทีละน้อย เมื่อมารู้สึกตัวอีกครั้งในวันอันเป็นมิ่งมงคลที่สุดในชีวิตของอิน อินก็กลายเป็นหนึ่งในดอกสักดอกเล็กๆ ที่ชูช่ออยู่บนต้นสักเสียแล้ว นั่นทำให้อินรู้สึกถึงคำ “Proud of Thai” ที่มาจากหัวใจอินเป็นครั้งแรก และยอมรับความเป็นลูกช้างของบ้านสีขาว ประตูสีอิฐ ในรั้วสีม่วงด้วยความเต็มใจโดยไม่มีข้อเกี่ยงงอนใดๆอีกแล้ว


อินทรายุธ



-------------------

จบชุดเรื่องเล่า "บ้านสีขาวฯ" แต่เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณที่ติดตามให้กำลังใจกันทั้งที่นี่และที่ถนนฯค่ะ แล้วพบกันปลายเดือนตุลาคม กับ "ดารากลางหทัย" ภาคสองของสายรุ้ง...เวียงภูแก้วนะคะ มาติดตามกันว่าเจ้าเมืองคำของสาวๆ จะยอมมีชายากับเขาหรือเปล่า ^^




 

Create Date : 11 กันยายน 2552
2 comments
Last Update : 18 กันยายน 2552 17:09:21 น.
Counter : 503 Pageviews.

 

มารอ ดารากลางหทัย ครับ
^__^...

 

โดย: Psycho man (Psycho man ) 14 กันยายน 2552 11:36:20 น.  

 

Proud of Thai เช่นกันค่ะ ^ ^

เจอลูกช้าง คณะเดียวกัน เอกเดียวกันเสียด้วย

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

 

โดย: สร้อยดอกหมาก (ศิลาจันทรา ) 14 พฤษภาคม 2553 19:18:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อินทรายุธ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





งานเขียนทั้งหมดในบลอคนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
Friends' blogs
[Add อินทรายุธ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.