ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของอินทรายุธค่ะ
Group Blog
 
 
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 เมษายน 2554
 
All Blogs
 

เรื่องสั้นกลิ่นไอวาย : ลมหนาว



ลมหนาว


“ยุ่นรู้ไหม มีฉากนึงในเรื่องนะที่นัทชอบมากเลย เป็นฉากที่คาเมะกับจินเดินมาจากปลายราวระฆังคนละฝั่ง แล้วมือที่สั่นระฆังนั่นก็มาแตะกันโดยบังเอิญตรงกลางทางเดิน ทำให้
จินจำได้ทันทีว่าคาเมะคือคนรักของตัวเองเมื่อชาติก่อน”

“ก็แค่ฉากในนิยายเอง จะจริงจังอะไรนักหนานะ”

“นั่นสินะ นัทจะจริงจังอะไรกับมันนัก”



เสียงสนทนานั้นปลิวหายไปกับลมหนาวที่พัดผ่านมา แต่ภาพในความทรงจำนั้นไม่เคยลบเลือน ทุกอย่างยังคงชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้เอง เพราะประโยคนั้นใช่ไหม ที่ทำให้ความร่าเริงของนัทหายไป เสียงที่ตอบกลับมาก็เศร้าเหลือเกิน แต่ว่าตอนนั้น ฉันกลับไม่รู้สึกถึงความเสียใจของเขาเลยสักนิด และปล่อยให้มันหายไปเหมือนกับสายลมที่พัดผ่าน กี่ครั้งแล้วนะ ที่ฉันทำร้ายนัทด้วยอาการเฉยชาอย่างนี้

ฉันไม่แปลกใจ และไม่โกรธนัทเลยจนนิดเดียว เข้าใจด้วย ว่าทำไมนัทถึงหนีฉันมาไกลแสนไกลอย่างนี้ มันก็สมควรแล้วล่ะ คราวนี้ขอฉันเป็นฝ่ายตามหานัทบ้างนะ ในเนปาลนี่คงหาสถานที่ที่นัทอยากไปได้ไม่ยากนักหรอก ในเมื่อมันเป็นสถานที่เพื่อใช้ขอพรเรื่องความรักแบบนี้


ฉันกับนัทเจอกันครั้งแรกตอนรับน้องคณะ แรกที่มองหน้ากัน มันเหมือนกับมีแรงดึงดูดให้เราเข้าหากัน ฉันไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นมันเรียกว่าอะไรกันแน่ ระหว่างคำว่า “ต้องชะตา” หรือ “บุพเพสันนิวาส” แต่ที่รู้ก็คือ นับจากวันนั้น เราแทบจะไม่เคยห่างกันเลย ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไร เราสองคนเป็นเหมือนเงาตามตัวของกันและกันมาตลอด ความผูกพันของเรามากขึ้นทุกวัน เมื่อฉันตัดสินใจย้ายไปเช่าคอนโดอยู่กับนัทเพียงสองคน ทั้งที่ภาคเรียนแรกในมหาวิทยาลัยยังไม่ทันสิ้นสุดเสียด้วยซ้ำ

จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรไม่รู้แน่ ที่ทำให้ฉันกับนัทได้ทำงานที่เดียวกันอีก ในตอนนี้ฉันอาจมีบางอย่างเปลี่ยนไป หรืออาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจของเขาเองก็ได้ จู่ๆ นัทถึงถามฉันกลางดึกคืนนั้น ใต้แสงจันทร์เดือนธันวาที่ทอแสงนวลเข้ามาในห้อง พระจันทร์เดือนธันวาที่นัทบอกว่า มันสวยที่สุด


“ยุ่น เราสองคนจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปหรือเปล่า”

“ตลอดไปสิ ทำไมนัทถึงถามแบบนี้ล่ะ”

“ไม่รู้สิ” นัทตอบพลางถอนใจยาว ก่อนพลิกตัวมากอดฉันไว้แน่น “ยุ่น นัทขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”

“อะไรเหรอ”

“ถ้ายุ่นจะมีคนใหม่ หรืออยากไปจากนัท ช่วยบอกกันตรงๆ นะ อย่าโกหก ขอแค่นี้ได้ไหม”

“ทำไมขอแบบนี้ล่ะ”

ฉันถาม แต่นัทก็ไม่ตอบอะไร นอกจากกอดฉันแน่นขึ้นกว่าเดิม แต่ถึงนัทไม่ตอบ ฉันเองก็พอจะเดาเหตุผลได้ไม่ยาก นัทเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุได้แค่ ๕ ขวบ และต้องมาอยู่กับย่า แต่พออายุ ๑๗ ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงเดือนเดียว ย่าก็มาเสียไปอีกคน ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีใครสนใจไยดีนัทสักคนเดียว เขาเคยบอกกับฉันว่า เขาเกือบจะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้ว แต่อาจารย์ประจำชั้นให้เหตุผลเรื่องอนาคตและเรื่องทุนการศึกษาจนเจ้าตัวไม่กล้าปฏิเสธ

“แต่นัทดีใจนะที่การตัดสินใจตอนนั้น ทำให้นัทได้มาเจอยุ่น”

ฉันยังจำสายตาของนัทตอนที่พูดประโยคนี้ได้ดี ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความหมายและความรู้สึกที่ฉันบอกกับตัวเองทันทีที่สบตานัทว่า ฉันไม่มีวันจากเขาไปไหนแน่นอน


เราคบกันมา ๖ ปีก็จริง แต่ระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเกินเลยนอกจากการกอดและจูบกันบ้างในบางครั้ง จริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็ใช่ว่า นัทจะไม่อยากทำอะไรที่มัน 'เกินเลย' กับ ฉัน ในเมื่อเรานอนร่วมเตียงเดียวกันทุกคืน หลายครั้งที่บรรยากาศพาไปจนเกือบจะถึงจุดนั้น แต่เขาก็พยายามห้ามใจตัวเองที่จะไม่ทำตามความปรารถนา คืนนั้น ฉันคิดว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ฉันจะให้ความมั่นใจกับนัทบ้าง

“นัท จำเรื่องเมื่อปีก่อนได้ไหม คืนที่เรานอนดูดาวกันบนดาดฟ้าน่ะ”

“จำได้สิ คืนนั้นยุ่นบอกว่าไม่เห็นดาวตกมานานแล้ว เราเลยขึ้นไปนอนรอดาวตกกัน”

“ใช่ เรารอกันจนถึงตีสี่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเห็น นัทเองก็เริ่มๆ จะหอบด้วย พอตัดสินใจจะกลับห้องเท่านั้นแหละ ดาวดันตกลงมาพร้อมกันสองดวงเลย นัทดีใจมากจนลืมอาการตัวเองไปเลย รีบอธิษฐานกันแทบไม่ทัน ตอนนั้นยุ่นถามว่านัทอธิษฐานอะไร ก็ไม่ยอมบอก ตอนนี้บอกได้หรือยังล่ะ”

“เรื่องที่ไม่มีวันจะเป็นจริงได้น่ะ อย่าสนใจเลย”

นัทบอกพร้อมกับหลบตาฉัน ฉันยิ้มนิดๆ นัทไม่ใช่คนที่จะซ่อนความรู้สึกเก่งนักหรอก ทำไมฉันจะไม่รู้ว่านัทขออะไรกับดาวตกดวงนั้น เราคบกันมานานเท่าไหร่แล้ว ความปรารถนาของเขาก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น แต่มีเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยปริปาก

เขามองหน้าฉันอย่างคิดไม่ถึง เมื่อฉันเริ่มต้นที่ริมฝีปากนุ่มๆ ของเขา นัทตอบสนองฉันพอสมควรแล้วก็ดันตัวฉันออก ก่อนผุดลุกขึ้นนั่งอย่างคนที่ต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ฉันมองนัทนิ่งอยู่สักครู่ ก็ลุกขึ้นมากอดเขาไว้จากทางด้านหลัง หน้าฉันแนบกับแผ่นหลังของเขา

“ยุ่น อย่าทำแบบนี้เลยนะ นัทไม่อยากให้มันเกิดขึ้น”

“ทั้งที่มันเป็นความต้องการของนัทน่ะหรือ”

“ความต้องการของนัทคนเดียว แต่คนอื่นเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอกนะ”

“ใครจะมารู้กับเราล่ะ ยุ่นเต็มใจให้นัทแล้ว เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไงล่ะ”

นานเท่านานที่นัทนิ่งเงียบ มีเพียงมืออุ่นๆ ของเขาเท่านั้นที่จับมือฉันบีบแน่น และแล้วเขาก็ตัดสินใจ

“แน่ใจแล้วนะยุ่น ที่จะทำอย่างนี้”

“แน่” ฉันตอบอย่างมั่นใจ เมื่อสิ้นคำตอบนั้น นัทก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ฉันคลายมือที่โอบเอวนัทออก มองหน้าเขานิ่ง นัทสบตาฉันแวบเดียวเท่านั้น แล้วริมฝีปากอุ่นๆ นั่นก็ประทับที่หน้าผากฉัน อ่อนโยนและอบอุ่นกว่าทุกครั้ง ก่อนที่จะเคลื่อนผ่านไปยังตำแหน่งอื่นๆ


หลังจากที่เราเป็นของกันและกันไม่นาน ฉันก็ต้องเปลี่ยนงานจากแผนกเดิมไปยังแผนกใหม่ หน้าที่ความรับผิดชอบของฉันก็มีมากขึ้นด้วย บ่อยครั้งที่ฉันต้องหอบงานกลับมาทำที่ห้องพัก ความห่างของฉันกับเขานับวันยิ่งจะไกลกันออกไปทุกที ไกล...ทั้งที่เราอยู่ใกล้กันแค่มือคว้านี่เอง

ฉันไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของนัทอย่างเดิม อาจเป็นเพราะความเคยชินก็ได้ ที่ทำให้ฉันมองความห่วงใยอาทรที่เขามีให้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว บางทีติดจะรำคาญเอาเสียด้วยซ้ำ นัทไม่พูดอะไรสักคำเวลาที่ฉันเผลอตวาดใส่เขา นอกจากสายตาเศร้าๆ ที่มองมาคู่นั้นเท่านั้น ความใกล้ชิดกันมากเกินไป บางทีก็ทำให้เรามองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญไปเหมือนกัน และที่ร้ายไปกว่านั้น คือลืมที่จะใส่ใจกับสัญญาณเตือนภัยบางอย่างที่ส่งมา


นัทเริ่มหันเข้าหาโลกอินเทอร์เนตมากขึ้น เมื่อฉันเห็นนัทนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนที่ฉันจะเริ่มรู้สึกตัวว่า ฉันปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวนานเกินไปแล้ว ฉันกลับมองว่า นัทไม่ช่วยอะไรฉันเลยสักนิด เอาแต่หาความสำราญให้ตัวเอง โดยลืมไปว่า นัทเคยอาสาช่วยงาน แต่ฉันเองต่างหากที่เคยตวาดใส่เขา และห้ามไม่ให้เขามายุ่งกับงานของฉัน เมื่อฉันหงุดหงิดและเริ่มพาลมากเข้า นัทก็ตัดปัญหาด้วยการยกโน้ตบุ๊คเดินหนีเข้าห้องไปดื้อๆ

“ยุ่น เครียดมากเกินไปแล้วนะ งานน่ะเพลาลงบ้างก็ได้ ยุ่นรู้ตัวไหมว่าไม่มีเวลาให้นัทเหมือนเก่าเลย”

นัทบอกฉันในเช้าวันต่อมา ฉันยังอารมณ์ดีอยู่ จึงเดินเข้ามานั่งเบียดเขาแล้วเอาคางเกยไหล่นัทดูหน้าจอโน้ตบุ๊คที่นัทเปิด ค้างเอาไว้ ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นว่าหน้านัทดูซีดๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ยังตอบนัทด้วยสีหน้ายิ้มๆ เหมือนเคย

“หมดโปรเจคท์นี้ก็ได้พักแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันเอง ทีนี้ยุ่นจะชดเชยเวลาที่หายไปให้นัทเต็มที่เลย”

“แน่นะ นัทจะรอ” นัทบอกอย่างมีความหวัง นัยน์ตาโรยๆ คู่นั้นฉายประกายความหวังขึ้นมา

“อื้ม แน่สิ”

“นัทอยากให้ยุ่นอ่านฟิคเรื่องนี้จังเลย” นัทเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

“เรื่องไหนเอ่ย” ฉันถามอย่างเอาใจมากกว่าจะอยากอ่านจริงๆ

“Where ของ Subara nana”

“สนุกเหรอ” ฉันมองตัวหนังสือหน้าจอแวบหนึ่ง

“มากเลย ยุ่นรู้ไหม มีฉากนึงในเรื่องนะที่นัทชอบมากเลย เป็นฉากที่คาเมะกับจินเดินมาจากปลายราวระฆังคนละฝั่ง แล้วมือที่สั่นระฆังนั่นก็มาแตะกันโดยบังเอิญตรงกลางทางเดิน ทำให้จินจำได้ทันทีว่าคาเมะคือคนรักของตัวเองเมื่อชาติก่อน”

“ก็แค่ฉากในนิยายเอง จะจริงจังอะไรนักหนานะ”

ฉันตอบอย่างไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่านัทเป็นคนอ่อนไหวกับเรื่องอย่างนี้เอามากๆ และไม่คิดด้วยว่า นัทพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับฉัน

“นั่นสินะ นัทจะจริงจังอะไรกับมันนัก” นัทพูดอย่างเศร้าๆ สายตาที่มองฉันเต็มไปด้วยแววของการตัดพ้อ ก่อนจะลุกหนีออกไปจากตรงนั้นโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเลย


หิมะบางเบาเริ่มโปรยลงมาอีกแล้ว ฉันซุกมือเข้าไปในเสื้อกันหนาวตัวหนา และสัมผัสกับบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อ เมื่อหยิบมันออกมาดู ก้อนสะอื้นก็แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอฉันอีกครั้ง มันคือสมุดบันทึกขนาดกลางสีเทาของนัท สมุดเล่มนี้ นัทเอาไว้ใช้จดคำคม หรือประโยคที่เขาชอบจากหนังสือต่างๆ ที่เขาอ่าน ไม่เว้นแม้แต่นิยาย แน่นอน มีถ้อยคำจากฟิคชั่นเรื่อง Where ด้วย

ริบบิ้นเส้นเล็กสีน้ำเงินยังคงคั่นอยู่ที่หน้านั้น ฉันเปิดสมุดไปที่หน้านั้น ตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบของนัทปรากฏในคลองจักษุ ประโยคแรกที่เขาจดบันทึกลงไป ทำให้ฉันหวิววับในใจไม่น้อย ยิ่งคิดถึงหน้าเขา ฉันก็แทบอยากร้องไห้

“แค่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน...ได้หายใจเอาอากาศที่นายหายใจออกมา ...ฉันก็พอใจแล้ว”

นัทพอใจแค่นั้นจริงๆ ฉันรู้ แต่ที่ผ่านมา...


“ใช่ สินะฉันไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย…ไม่มีสิทธิ์ที่จะเกี่ยวข้องเลย…และถ้าฉันตาย ไปต่อหน้า นายก็คงไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใจแบบนี้…แน่นอนใช่มั้ย…ใช่มั้ย”

ตัวอักษรที่จดบันทึกประโยคหลังนี้ ไม่ใช่หมึกสีฟ้าอย่างที่นัทชอบใช้ แต่มันเป็นหมึกสีแดง สีที่เขาแสนจะเกลียด ถ้อยคำนั้นทำให้ฉันเจ็บหนึบในใจ ทั้งที่เป็นเพียงประโยคในฟิคเรื่องนั้นเท่านั้นเอง

สองประโยคนี้ลงวันที่ที่จดบันทึกเอาไว้ด้วย มันต่างเวลาและวาระกันพอสมควร ก็คงเหมือนกับความรู้สึกของนัทนั่นล่ะ



ฉันเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลลงมาอีกครั้ง เมื่อพลิกสมุดไปหน้าต่อไป คราวนี้เป็นลายเส้นหมึกสีฟ้าเหมือนเดิมแล้ว นัทจดบันทึกฉากหนึ่งในเรื่องเอาไว้ นี่เอง ฉากที่เขาบอกว่าชอบมาก

“คาเมะค่อยก้าวช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดยาวที่มีระฆังเล็กๆ นับร้อยนับพันกั้นทางเดินไว้สองส่วน ตอนนี้จินเองก็กำลังเดินมาจากปลายอีกฝั่ง ลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่าน ชายผ้ามัดเอวของชุดพื้นเมืองที่คาเมะสวมใส่ปลิวไปตามแรงลม กลิ่นหอมของดอกไม้พื้นบ้าน กลิ่นกำยาน กลิ่นธูปในวัด ปะปนกันไปจนทำให้รู้สึกเคลิ้ม มือเรียวนั้นระไปกับที่สั่นระฆัง ทำให้เกิดเสียงกังวานเป็นช่วงๆ

จินเองก็เดินช้าๆ ไปตามทางอีกฝั่ง มือนั้นสัมผัสที่สั่นระฆังทุกอันทำให้เสียงของระฆังตอบรับกับเสียงที่คาเมะสั่นมานั้น ร้องรับกันเป็นช่วงราวกับเสียงเรียกร้องหากันของคู่รัก แล้วก็ถึงช่วงกลางที่ทั้งคู่จะสวนทางกันพอดี

ปลายนิ้วเรียวยาวนั้นมาถึงระฆังที่บรรจบกันพอดี และสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา”




นัทยุติการจดบันทึกฉากที่เขาประทับใจเอาไว้เพียงเท่านี้เอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการบันทึกความในใจของเขา


“ในสายตายุ่น มันอาจเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ว่าถ้ายุ่นได้ลองอ่านแล้วหลับตาจินตนาการภาพตามไป ยุ่นจะรู้ว่าฉากนี้สวยและมีมนต์ขลังแค่ไหน สารภาพตามตรงว่า เราอยากพายุ่นไปก็เพราะว่าระฆังของวัดที่จินกับคาเมะไปสั่นตอนถ่ายหนังน่ะ เขามีไว้เพื่อขอพรเรื่องความรัก มันคือความเชื่อที่ว่า ถ้าใครที่มาสั่นระฆังที่ทางเดินนี้ โดยเดินมาจากคนละฝั่งแล้วบังเอิญมาสัมผัสมือกันตรงกึ่งกลางทางเดินแล้ว นั่นแสดงว่า คนคู่นั้นเกิดมาเพื่อเป็นคู่ของกันและกัน เราไม่อยากเป็นเหมือนกับตำนานระฆังของวัดนี้ ตามที่คนเขียนฟิคเขาเล่าเอาไว้ในเรื่องหรอกนะ มันเศร้าเกินไป แต่เราไม่รู้ว่าจะมีเวลาอยู่กับยุ่นได้นานแค่ไหน วันที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็อยากจะเก็บความทรงจำของพวกเราเอาไว้ในที่ที่สวยงามอย่างเนปาล สักครั้ง...”



ข้อความนั้นสิ้นสุดที่บรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษ และบรรทัดสุดท้ายในชีวิตของเขาด้วย นัทอยู่ที่ห้องคนเดียวคืนนั้น เพราะฉันไปฉลองปิดโปรเจคท์กับเพื่อน ทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว ทั้งที่รู้ว่านัทมีโรคประจำตัวคือหอบหืด แต่ไม่คิดว่า อาการของนัทจะกำเริบขึ้นมารวดเร็วขนาดนั้น กว่าฉันจะกลับเข้าห้อง ก็สายเกินไปเสียแล้ว


ฉันเดินมาถึงหน้าระฆังราวนั้นพอดี ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วฉันก็ต้องมาอยู่ในสภาพเดียวกันกับผู้หญิงในตำนาน ระฆังนั่น ที่มาสั่นระฆังเพื่อให้เสียงกังวานไปถึงชายคนรักที่ตายในสงครามและวิญญาณหลง ทางกลับมาไม่ถูก ให้ตามเสียงระฆังมาหาเธอ แต่เขาก็ไม่กลับมาหา เธอคนนั้นไม่ละความพยายาม และคิดว่าระฆังใบเดียวคงไม่ดังพอ เลยทำงานหาเงินหล่อระฆังเพิ่มทุกปี จนได้ระฆังเต็มราว แต่เธอก็แก่เกินกว่าจะสั่นระฆังได้ครบทุกใบเสียแล้ว ทว่า ปาฏิหาริย์ช่วยให้ลมพัดระฆังดังกังวานได้เอง วิญญาณชายคนรักที่เธอเฝ้ารอก็มาปรากฏตัว และรับเธอไปสู่ดินแดนนิรันดร์ด้วยกัน

น้ำตาฉันไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อลมหนาวพัดปุยหิมะมาวนอยู่รอบตัวฉัน นี่แทนอ้อมกอดของนัทใช่ไหม ฉันพลิกไปที่ปกหลังของสมุดเล่มนั้น รูปถ่ายใบหนึ่งได้รับการเคลือบพลาสติกและผนึกเอาไว้อย่างดี เป็นรูปฉันถ่ายคู่กับเด็กสาวสูงโปร่ง ผมยาวเคลียไหล่ นัยน์ตาหวานเจือเศร้าที่มองออกมาทำให้ฉันกลั้นสะอื้นไว้ไม่ได้ รูปของนัท...

มือฉันเอื้อมไปแตะที่ระฆังใบแรก พร้อมกับอธิษฐานทั้งน้ำตา ขอให้เสียงระฆังราวนี้จงเป็นสื่อ และนำทางดวงวิญญาณของนัทมาหาฉันด้วยเถิด หาก ฟ้ายังปรานี ขอให้ฉันได้แตะมือของนัทใต้ระฆังใบเดียวกัน ถ้าได้เจอกันคราวนี้ ฉันจะไม่ปล่อยมือนัทไปอีกแล้ว แม้เป็นแค่วิญญาณ ฉันก็ยังอยากให้นัทอยู่กับฉัน

“นัท ยุ่นมาที่วัดนี้แล้วนะ วัดที่นัทอยากจะมาน่ะ นัทมาหายุ่นนะ เราจะมาแตะมือกันที่กลางทางเดินนี่ไงล่ะ ถึงเราจะเป็นผู้หญิงทั้งคู่ แต่เราก็เกิดมาเพื่อเป็นคู่ของกันและกันได้ ยุ่นขอโทษที่ทำให้นัทเสียใจ”

ฉันระมือไล่ไปตามระฆังทีละใบๆ ก่อให้เกิดเสียงกังวานไปทั่วระเบียงแห่งนั้น อาจเป็นอุปาทานหรืออะไรบางอย่าง ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เสียงระฆังอีกด้านหนึ่งของทางเดิน มันดังกังวานขึ้นมาในจังหวะที่พร้อมกันกับของฉัน จนมาถึงกึ่งกลาง มือฉันชะงักไปนิดหนึ่ง เพราะกลัวว่าจะสัมผัสเพียงความว่างเปล่า และแล้ว ความอบอุ่นก็ผ่านมือข้างนั้นเข้ามาในหัวใจ เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่คุ้นเคย ตรงหน้าฉัน เงารางๆ ของนัทยืนอยู่ตรงนั้น ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ฉันอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ริมฝีปากนัทขยับบอกเป็นถ้อยคำแผ่วเบาผ่านลมหนาวที่พัดผ่านร่างเราทั้งสอง

“เราเกิดมาเพื่อเป็นคู่ของกันและกัน นัทไม่เคยโกรธยุ่นเลย ขอให้รู้นัทไม่ได้จากไปไหน ตราบใดที่ยุ่นไม่ลืมนัท ตราบนั้นนัทก็จะมีชีวิตและอยู่เคียงข้างในหัวใจของยุ่นชั่วนิรันดร์”




อริญชย์

************************

หมายเหตุ :



ส่วนที่เป็นอักษรสีฟ้าและสีแดงนั้น เป็นข้อความซึ่งนำมาจากฟิคชั่นเรื่อง Where ผลงานเขียนของคุณ Subara Nana ค่ะ

เป็นเรื่องสั้นที่เขียนเล่นๆ เพื่อร่วมสนุกในโครงการวุ่นนักรักยามหนาวของช่องสาม เมื่อปลายปีที่แล้วค่ะ





 

Create Date : 01 เมษายน 2554
0 comments
Last Update : 1 เมษายน 2554 17:42:54 น.
Counter : 622 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อินทรายุธ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





งานเขียนทั้งหมดในบลอคนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
Friends' blogs
[Add อินทรายุธ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.