Group Blog
 
 
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 

Yokoso Japan #8 วันอาทิตย์ในญี่ปุ่น

วันที่สองในโตเกียวครับ เริ่มด้วยการนั่งรอรถไฟไปชินจูกุ



เรานัดกับไกด์กิตติมศักดิ์เช่นเคยในเวลาเก้าโมงเช้า มาสายกันเล็กน้อย เช้านี้คุณไกด์จะพาไปย่านกินซ่า



ขึ้นมาจากใต้ดินก็เจอตึกห้างร้านรวงแบรนด์ดังๆมากมาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นทุนนิยม อย่างห้างนี้มีคนไปรอกันตอนห้างเปิดเลยทีเดียว



คนที่นี่ทำงานหนัก (เห็นเพื่อนบอกว่าที่บริษัทเลิกงานสี่ทุ่ม) กระเป๋าก็เลยหนัก นี่แหละหนาคือความสุขของระบบทุนนิยม

จากนั้นไกด์พาไปกินราเมงกลางวันที่ชิบูย่า ภาพตึกสูงที่ตัวตึกเป็นจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ผมเห็นในหนังเรื่อง Lost in translation เบื้องล่างเป็นแยกที่มีคนเดินข้ามอย่างหนาแน่นตลอดเวลา ในที่สุดผมก็ได้เห็นตัวเป็นๆแม้ว่าโฆษณาจะไม่ใช่ตัวไดโนเสาร์แบบในหนังก็ตาม



ไม่ไกลจากแยกนั้นก็มีร้านราเมงชื่อ Ichiran ramen ตั้งอยู่ ใครเลยจะคิดว่าร้านเล็กๆนี่จะทำให้ประสาทการรับรสของผมเปลี่ยนไป

ครั้งแรกของการสั่งอาหารแบบหยอดเหรียญ ราเมน 700 เยน + ไข่ต้ม 1 ฟอง 100 เยน



เข้ามาในร้านนึกว่าเข้าห้องสอบ



ที่โต๊ะจะมีกระดาษให้กรอกว่าจะให้เส้นบะหมี่แบบแข็งหรือนุ่ม น้ำซุปเข้มข้นน้อยหรือมาก และมีใส่ "Secret souce" มากหรือน้อย ส่งกระดาษไปซักพักก็มีมือแหวกม่านประเพณีเอาไข่ต้มมาส่งให้



ไม่นานก็มีราเมงหนึ่งชามมาส่งให้พร้อมปิดม่านอย่างรวดเร็ว



เราก็ทำการเอาไข่ต้มยางมะตูมใส่ชาม เมื่อลองชิมก็ น้ำตาคลอเบ้า น้ำซุปที่เข้มข้นหวานหอม เส้นที่นุ่มกำลังเหมาะ ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้!!!!!!!!!!!



ไม่กี่ครั้งที่ผมกินน้ำซุปจนหมดชาม ครั้งแรกรู้สึกจะที่ tan tan men สุขุมวิท 33/1



จุดเด่นของร้านนี้คือน้ำซุปเข้มข้น ส่วนชาชูนั้นก็เฉยๆ ส่วนจุดด้อยคือ ผมอาจจะหากินราเมงอร่อยๆได้ยากขึ้น

ซาบซึ้งกับอาหารกลางวันแล้วก็มาดูแยกที่มีคนเยอะได้ตลอดเวลา เท่ห์มาก



จากนั้นเราเริ่มเดินหาของฝากซึ่งเป็นเครื่องสำอางค์ เป็นงานที่ท้าทายมากครับ ได้มาครบด้วย เก่งมากๆ




จากนั้นก็ไปฮาราจูกุกันต่อ อันนี้เป็นตึก Audi ระหว่างทางไป แปลกดี



แล้วก็เจอลานหน้าวัดเมจิ ลานที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ของแปลกยังมีน้อยอยู่



ก่อนจะไปถ่ายรูปของแปลกเรามาเข้าวัดเมจิสงบจิตใจกันซะก่อน วัดนี้ทางเดินเข้าวัดไกลมากๆๆๆ อาจเป็นเพราะมันมีแต่ต้นไม้ ไม่เหมือนวัดอื่นที่มีร้านรวงมากมายเลยทำให้รู้สึกไกล





พอออกมาก็เจอของแปลกมากขึ้นกว่าเดิม







หนุ่มโอตาขุกับสาวฮาราจูกุ



ปิดท้ายด้วยโบราณวัตถุสองท่าน (Mothers of harajuku) เธอทั้งคู่อยู่ที่นี่มากว่าสามสิบปี





เราเดินมาที่ถนนนรกแตก (มีคนในเวบคนนึงตั้งชื่อไว้) ตอนแรกเห็นแล้วไม่อยากลงไปเดินเล๊ย คนแน่นประมาณเดินจตุจักรโซนนรก (เคยเดินอยู่ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย) แต่พอลงเดินแล้วก็ไม่นรกอย่างที่คิด อาจเพราะมันไม่ร้อนตับแตกแบบจตุจักร และมีอะไรๆให้ดูมากมาย เท่ห์มากอีกแล้ว



ไกด์พาเราไปชิมเครปชื่อดัง ต้องต่อแถวกันเล็กน้อย ความจริงที่เมืองไทยก็มีเครปแบบนี้ขายแต่ผมไม่คิดจะกินเนื่องจากคิดว่ามันเป็นแฟชั่นมากกว่าความอร่อย



ซึ่งเมื่อชิมแล้วก็อย่างที่คิด รสชาตเฉยๆ สู้เครปบ้านๆกรอบๆใส่หมูหยองน้ำพริกเผาไม่ได้ หุๆๆ



เดินทะลุมาอีกฝั่งก็ยังมีความหนาแน่นของผู้คนเท่าเดิม อยากรู้จังเค้ามาทำอะไรกัน ก็คงเหมือนคนกรุงเทพที่ไปแออัดกันในห้างต่างๆในวันหยุดกระมัง ถ้าเป็นเมืองไทยเจอคนเยอะแบบนี้ผมหนีกลับบ้านไปและ



อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดิน หรืออาจจะนอนไม่เต็มอิ่มด้วย "เสียง" หรืออะไรไม่ทราบได้ เจ้าบ้านของเราของีบเห็นแล้วอยากทิ้งให้มันหลับอยู่นี่ซะ



บนถนนนั้นเองมีห้างสุดฮิบชื่อ Omotesando hills ในห้างก็ Hill สมชื่อคือพื้นห้างจะเป็นเนินเดินวนไปสู่ชั้นบนได้เลยเท่ห์อีกแล้วววว



ห้องน้ำไฮเทคมีระบบซักล้างและที่กดชักโครกระบบสัมผัส (ทำไปเพื่อ?)



ไกด์สองคนก้มหน้าก้มตาทำไรกัน??



อ๋ออ กำลังดวลมาริโอ้คาร์ทกันอยู่นี่เอง เรียกได้ว่าหลับตาเดินโตเกียวได้สบายๆล่ะสินะ



แต่ดวงตาดวงนี้ไม่เคยหลับ "The eye of shinjuku" เรากลับมาที่สถานีชินจูกุ



แวะนั่งกิน Mac ราคาร้อยเยน ร้านแมคที่นี่ส่วนใหญ่แบ่งเป็นคอกๆอีกแล้ว สงสัยคนที่นี่ชอบความเป็นส่วนตัวเวลากิน อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่จะเข้ามากินคนเดียวพร้อมถือหนังสือของมุราคามิมานั่งอ่านไปด้วยก็อาจเป็นได้

แต่ที่ไม่ชอบเลยก็คือในร้านมีโซนคนสูบบุหรี่ ซึ่งความจริงร้านสาธารณะแบบนี้ไม่น่าจะให้สูบ สังเกตุว่าที่นี่จะให้พื้นที่กับคนสูบบุหรี่ค่อนข้างมาก

แต่ตาคนนี้เล่นเกมส์ก็อิ่มได้



เดินออกมาไม่ไกลก็พบเป้าหมาย ตึก Tokyo Metro.... เป็นตึกที่ให้ขึ้นไปดูวิวเมืองโตเกียวแบบไม่ต้องสียซักเยน



เมืองที่มีแสงไฟระยิบระยับ





ผมมันคนชอบแสงสีอยู่แล้วจึงตกหลุมรักเมืองนี้ได้ไม่ยาก



เดินเล่นชมแสงสีค่ำคืนที่ชินจูกุ



เดินไปเจอการแสดงของเด็กๆ แต่ดันแบตหมด ฟิล์มก็หมด ก็เลยถ่ายมาได้นิดเดียว



ปิดท้ายวันนี้ด้วยมื้อเย็น (มันยังเล่นไม่เลิก)



เราทั้งสี่พร้อมใจกันสั่งเซตนี้ มะระผัดไข่



ตัวราเมงเฉยๆ เข้าใจว่ามีมาให้ซดน้ำ ส่วนตัวผัดมะระก็เฉยๆเหมือนบ้านเราแหละครับ แต่ชอบตัวมะระมันขมนิดๆกินแล้วเพลิน

ผมเคยดูศึกตะหลิวผู้พิชิตรู้สึกมะระจะมาจากโอกินาว่า ส่วนอีกเมนูเป็นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ ปรากฏว่าเบอร์เกอร์ดันแพ้ผัดมะระบ้านๆไปซะได้ หลังจากผมได้ชิมแล้วถ้าให้ผมเลือกผมคงเลือกเบอร์เกอร์เนื้อล่ะครับ

วันนี้เราต้องลาไกด์กิตติมศักดิ์ซะแล้วเนื่องจากพรุ่งนี้เขาต้องไปร่ำเรียนที่มหาลัยโตไดเพื่อกลับมาพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป สู้ๆๆจ้า จบเร็วๆแล้วมากินฟูจิบ้านเรากัน 555 (เข้าใจและว่าทำไมแกถึงยอมไม่กินอาหารญี่ปุ่นที่ไทย)

วันที่เขียนบล็อคตอนนี้อยู่ก็ตรงกับวันอาทิตย์ในกรุงเทพ มีรายการอาหารพาไปกินโอโคโนมิยากิที่ย่าน Namba เห็นแล้วอยากกินและคิดถึงเหลือเกิน




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2550
3 comments
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2550 1:56:09 น.
Counter : 1938 Pageviews.

 

ไว้มาเที่ยวอีกดิ๊ แต่แกคงไม่มาแล้วสิเน้อ ไปมาหมดแล้วนิ - -"

 

โดย: ตัวเล็ก IP: 221.115.71.180 5 พฤศจิกายน 2550 21:13:00 น.  

 

น่าสนุกจริง

 

โดย: realp** 5 พฤศจิกายน 2550 22:37:14 น.  

 

ดูน่าสนุกจังเลย อยากไปบ้างจัง

 

โดย: เตื้อย IP: 202.28.180.130 6 พฤศจิกายน 2550 19:38:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Favorite Nightmare
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Favorite Nightmare's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.