Group Blog
 
 
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
6 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
คุณตุ๊ปปอง - นักเขียนนิทานที่มาม๊าชอบม๊าก

เรารู้จักคุณตุ๊ปปองครั้งแรกสุดจากหนังสือเรื่อง "ตั้งไข่ล้ม" ได้รับแจกมาจากโรงพยาบาลตอนพาเทียน เทียน ไปฉีดวัคซีนตอน 3-4 เดือน -- แล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้อ่าน Smiley
ตอนเทียน เทียนเริ่มซะ 10-11 เดือน เป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มหาหนังสือมาอ่านให้ลูกฟัง ซึ่งท่านผู้รู้หลายท่านบอกว่าควรเริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง

แต่เริ่มช้าก็ดีกว่าไม่เริ่มอะเน๊ออออ


หลังจากซื้อมาหลายเล่ม ซึ่งตอนซื้อก็ไม่ได้ดูอะไรนอกจากว่า ตัวละครในนิทานน่ารัก รายละเอียดไม่เยอะนัก เนื้อหาเป็นคำคล้องจอง เราอ่านสนุก อันนี้สำคัญสำหรับเราพอควร เพราะว่าถ้าอ่านไม่สนุกเราจะไม่อยากหยิบมาอ่าน แล้วเวลาเล่าเรื่องก็จะไม่สนุกด้วย


เราไม่ค่อยซื้อพวกนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงมาให้อ่าน เพราะบางเรื่องมันเพ้อฝัน และดูเหมือนมุ่งหวังจะมีแต่คู่ครอง รักกัน เราว่าหนังสือประเภทนี้คุณพ่อแม่อ่านให้ฟังแล้วต้องอธิบายเยอะด้วย เพราะชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย แค่ทำรองเท้าหลุดเจอรักแท้


นอกเรื่องหละ ~~ พอกลับมานั่งดูหนังสือที่ซื้อมาปรากฎว่ามีของคุณตุ๊ปปองหลายเล่มทีเดียว


ก็อ่านไปเรื่อยๆ หนังสือบอกว่าต้องอ่านให้ลูกฟังแม้เค้าจะไม่สนใจก็ตาม เรื่องแรกที่อ่านคือ เรื่อง เจ้าป่าปวดหัว ซึ่งเป็นนิทานสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป  Smileyแต่เราว่ามันสนุกมาก ตลกดี 


ตอนเราอ่านมีความสุขมาก เพราะคำคล้องจองมันรับกันไปหมด จำง่าย อ่านหลายรอบกว่าเทียน เทียนจะเหลือบตามาแล แต่สุดท้ายเธอก็เสร็จชั้นจนได้ 5555


แต่เล่มที่เทียน เทียน ชอบมาที่สุด คือ ตั้งไข่ล้ม ที่รับแจกมา เล่มนี้ ภาพจะออกแนวเก่าๆ หน่อย รายละเอียดไม่เยอะ แต่ลูกชอบมาก ตอนนี้ต้องอ่านทุกวัน หลายรอบมาก แล้วก็จะลากไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ก็เธอชอบม๊าก  -- ดีใจที่จะพูดไ้ด้เต็มปากว่าลูกชั้นก็มีหนังสือเล่มโปรดแล้วนะ


อีกเล่ม คือ เรื่่อง ไออุ่น ที่อ่านไปจนหนังสือมันกลายสภาพเป็นแผ่น ๆ เล่มนี้ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังเรื่องผู้แต่งและรายละเีอียดในเล่ม เล่มนี้ชอบกันทั้งมาม๊า และ เทียนๆ


ไปเจอ FB คุณตุ๊ปปองมาต้องรีบ add friend กันทีเดียว และขอ copy บทความมาแชร์กันด้วย


บทความจาก Facebook คุณตุ๊ปปอง
ในชีวิตนี้..
โชคดีเป็นที่สุด..ที่มีพ่อ มีแม่ที่ลูก ๆ ทั้ง 8 รัก ศรัทธา และเชื่อมั่น..พบเมื่อไรใจก็เย็นและเป็นสุข..หัวใจฟูพองเมื่อนั้น

นับแต่วันที่พ่อไปรอแม่อยู่ที่บ้านหลังใหม่.. 39 ปี ที่แล้ว แม่เชิดหน้าท้าชีวิต ทั้ง"ส่ง"ให้เล่าเรียนอย่างดี ทั้ง"สร้าง" ฐานะไว้ให้จนเรามีฐานที่แน่น กระทั่งลูกเติบใหญ่ ถึงฝั่งได้อย่างงดงามในวันนี้..
ลูกทุกคนจึงรักในสิ่งที่แม่มี และไม่มี
ศรัทธาในสิ่งที่แม่ทำและไม่ทำ
และ..
เชื่อมั่นในสิ่งที่แม่เป็นและไม่เป็น

แม่นี่แหละ..ที่ทำให้ลูกเข้าใจว่า ความสุขในชีวิตคนนั้นเกิดจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู

เรื่องพันธุกรรม..เชื่อแน่ว่า..ลูกจึงมี"กรรมเก่า"ที่ดีติดตัวมาเพียบ..เราทั้ง 8 จึงโชคดีเป็นที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อของแม่

แม่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูชูชุบลูก ๆ ทุกคนอย่างดีนับแต่ก่อเกิดเป็นหน่ออ่อนในกายแม่ แม่ดูแลกายใจ และหมั่นเพิ่มสิ่งที่พร่องจนพร้อม..พร้อมสำหรับลูก ๆ

จนถึงวันลืมตามองโลก เมื่อลืมตามองโลก..ในแต่ละวันบนโลกใบสวย พ่อยังสั่ง แม่ยังสอนให้รู้จักสร้าง"กรรมใหม่"ให้ดี..มีความรู้ตัวทั่วพร้อมในการทำสิ่งที่ดี..ดึงตัวให้หลุดพ้นจากความเสื่อมและอบายทั้งปวง
..ลูกทุกคนของแม่ จึงมีทุนความสุขติดชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว..

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูนั้น..พ่อแม่สร้างได้..สบายบรื๋อ
พ่อกับแม่จัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองอย่างลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพ 2 คนนี่เขาตกลงกันชัดเจนว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก

เราจึงมีพ่อมีแม่อยู่ด้วยเสมอ..แม้ไม่ใช่ตัวเป็น ๆ เห็นจะ ๆ ก็เป็นภาพของพ่อแม่ที่เด่นชัดในใจลูก ๆ

แม่สอนเสมอว่า.. พี่ ๆ น้อง ๆ และคนในบ้านต้องให้เกียรติคำพูดของตนเอง เพราะนี่เป็นหนทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ก่อความรัก ให้เกิดความเข้าใจต่อกัน..ทุกคนในบ้าน จึงพูดกันอย่างสุภาพ ใช้วาจาที่รื่นหู ด้วยท่าที่ทีอ่อนโยน..อยู่กันอย่างดี

ผิดกับบ้าน"ยัยวี กะ ตาหยุ่น" ที่คนในบ้านวัน ๆ จ้องจะจิก จะตีกัน..อยู่อย่างไม่ไว้วางใจกัน วัน ๆ เอาแต่หวาดระแวง และคนในบ้านนั้นน่ะ..สักแต่ว่าพูด ๆๆๆ ไปตามอารมณ์

เรื่อง"ยัยวี กะ ตาหยุ่น"นี่ถือเป็นมหากาพย์ของนคร"แควน้อย" ถือเป็นตำนานแม่ผัวกะลูกสะใภ้..ให้คนในหมู่บ้านได้กล่าวขานถึงทุกวี่ทุกวัน

เรื่องมีอยู่ว่า..ตาหยุ่นเป็นลูกคนจีน แต่มารักสาวไทยชื่อยัยวี แต่งงานกันจนมีพยานรัก 6 คน วันดีคืนดี(ของตาหยุ่น) อาม่า..แม่ตาหยุ่นอพยพจากเมืองจีนมาอยู่ด้วย เป็นที่ขัดอกขัดใจยัยวีมาก..วันซวยคืนซวย(ของอาม่า..ซึ่งมีทุกวันทุกคืน) ถูกยัยวีสับโขก ด่าทอเสียงดังทั่วบ้านทั่วเมือง มิหนำซ้ำยังสอนให้ลูกจงเกลียดจงชังอาม่า..ย่าของตนอีก..ลูก ๆ เห็นแม่ ไม่เคารพแม่ของพ่อ..เลยพาลไม่เคารพอาม่าที่เป็นย่าของตนตามไปด้วย..แม่ด่า ลูกเข้ามาสมทบ เป็นที่น่าเวทนายิ่ง..ตาหยุ่นก็ช่างกระไรเลย..รักเมียไม่ผูก รักลูกไม่ตี ไม่ดุเมีย ไม่ว่าลูก แต่กลับจอมจำนน..ยอมรับชะตากรรมที่เมียทำกับแม่..โถอาม่า

แล้ววันหนึ่ง..เมื่อยัยวีแก่(ตาหยุ่นชิงตายตามอาม่าไปติด ๆ ทิ้งยัยวีไว้รับกรรมแต่ผู้เดียว) ยัยวีโดนกระทำเหมือนที่เคยทำกับอาม่า..แม่สามี..แต่นอกจากจะโดนเขยและสะใภ้ด่าทอ..ขับไล่ไม่ให้อยู่ด้วยแล้ว ยังโดนลูกของตัวกระทำสมทบอีก..บำบากมากจนสิ้นชีวิต
แปลกมาก..บ้านนี้ไม่มีใครดีที่จะรั้งใครได้เลยสักคน

แม่บอกว่า คนเรานั้นถ้ากรรมเก่าติดตัวมาไม่ดี แต่หมั่นสร้างกรรมใหม่ให้ดี..เราก็ดีได้ หรือกรรมเก่าที่ติดตัวมาดี แต่เราสร้างกรรมใหม่เลว..เราก็เลวได้ แต่นี่เป็นเพราะกรรมเก่าที่ติดตัวมาไม่ดีเป็นพื้น แถมกรรมใหม่ยังเลวอีก..จึงไม่มีคำบรรยายใต้ภาพ
..สิ่งแวดล้อมอย่างนี้ชีวิตคงดี และมีสุขยาก..

แม่นำเรื่องนี้มาสอนลูก ๆ เสมอว่า..ถ้าเราทำตัวอย่างไรกับพ่อกับแม่ให้ลูกเห็น ให้รู้ได้เลยว่า ลูก ๆ ก็จะทำกับเราอย่างนั้น ถ้าเราปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อพ่อต่อแม่ แล้วพาลูกให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อปู่ ย่า ตา ยาย..ให้เชื่อได้เลยว่า เมื่ิอเราแก่เฒ่าลูกก็จะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อเราอย่างนั้น

ถ้าเราทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ พ่อแม่ ปฏิบัติไม่ดี ปฏิบัติไม่ชอบต่อพ่อแม่..ก็ให้เตรียมตัวไว้เลยว่า ลูกจะทำอย่างที่เห็น เป็นอย่างที่ดู..กับเราเหมือนกัน

แม่สอนลูก ๆ เสมอว่่า..
ความกังวล และ ความคาดหวัง คือ กำแพงที่ตั้งตระหง่านกั้นความรักจากพ่อแม่ให้ส่งไปไม่ถึงลูก

แม่จึงไม่เคยวาดหวังว่าลูกต้องเป็นโน่น นั้น นู่น นี่ ต้องเป็นเด็กดี ต้องว่านอนสอนง่าย ต้องเรียนเก่ง ต้องมีน้ำใจ ต้องอดทน ต้องพูดไพเราะ และต้อง..ต้อง..ต้อง อีกร้อยแปดพันเก้า..
แม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกมีและไม่มี
ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นและไม่ได้เป็น
และยอมรับในสิ่งที่ลูกทำ หรือไม่ทำ
แม่รักลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 อย่างไม่มีเงื่อนไข ลูกจะเป็นอย่างไรแม่ก็รัก
..เพราะพ่อไม่เคยเพ่ง แม่ไม่เคยพล่าม ชีวิตลูกจึงไม่พัง..

แม่เป็นคนที่ฟังลูกด้วยความว่างเปล่าเสมอ ฟังอย่างเปิดใจกว้างและวางอคติ ไม่มีคาดเดา ไม่เอาแต่หวาดระแวง
เมื่อลูกเข้ามากอดหน้ากอดหลังนุงนังนัวเนียเป็นแมวสีสวาท ..แม่เคยบอกว่า
"แม่เชื่อสนิทใจว่าลูกทำด้วยความรักอย่างจริงใจ"
แม่ไม่เคยมีช่องว่างทางความรู้สึก..นึกไป คิดไปว่า..
"เอ๊ะทำดีผิดหูผิดตาอย่างนี้จะขออะไรอีกล่ะ..หรือทำอะไรผิดมาแน่ ๆ ถึงมาเอาอกเอาใจพ่อแม่อย่างนี้"
เราแม่และลูก ๆ จึงกอดกันได้อย่างเต็มรัก..เต็มชีวิต

แม่มองความเป็นไปของลูกในปัจจุบันขณะ
แม่ไม่เคยเอาความผิดพลาดจากอดีตและความกังวลในอนาคตมากำหนด มีแต่ชี้ชวนลูกให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะแม่เชื่อว่า..ถ้าปัจจุบันดี แล้วอนาคตจะดูแลตัวมันเอง เพราะการมีปัจจุบันที่แข็งแรงคือการทำลายกำแพงความผิดหวังในอดีตและความคาดหวังอย่างงมงายในอนาคต

เมื่อลูกทำผิด คิดพลาด พ่อแม่ให้อภัยลูกได้ทุกเรื่อง และไม่มีการขุดเอาเหตุการณ์เก่าขึ้นพูดมาซ้ำย้ำรอยแผลอีก
แม่บอกเสมอว่า ..ถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย ลูกก็จะไม่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ได้เลย และเรื่องอย่างนี้ พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่างไม่คลอนแคลน พ่อแม่มีสิทธิที่จะเหนื่อยใจ มีสิทธิที่จะบ่น มีสิทธิที่จะท้อ แต่ไม่มีสิทธิถอดใจ

เมื่อล้ม..ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ

ที่สำคัญ คือ แม่สอนให้รู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น เพราะนี่คือการสร้างฐานความสุขอันแข็งแกร่งให้กับลูก เพราะความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะพ่อแม่สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นสิ่งแวดรักเช่นนี้..จึงทำให้ลูกมีความร่มเย็นและเป็นสุข

ลูกจึงรักพ่อรักแม่เป็นที่สุดครับ




คุณพ่อคุณแม่มีรายการหนังสือที่ลูกชอบช่วยแนะนำด้วยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ


รักเทียนๆ นะคะ
มาม๊า



Create Date : 06 กันยายน 2555
Last Update : 6 กันยายน 2555 11:10:22 น. 0 comments
Counter : 914 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

JusTT
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคุณแม่มือใหม่




New Comments
Friends' blogs
[Add JusTT's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.