หนึ่งสมองและสองมือบวกหยดเหงื่อและแรงกาย ครับพี่น้อง
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
22 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 

โลกเปลี่ยนหรือคุณเปลี่ยน (Sociology of Sexology)

ถ้าลองมองย้อนหลังไปประมาณ 30-40 ปี การแต่งงานถึอว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครก็ตามที่คิดอยากจะมีคู่ เพราะมันจะเริ่มกันตั้งแต่ การเห็นหน้าคราตากัน การคบหากัน จนเมื่อผู้หญิงและผู้ชายยุคนั้นมั่นใจถึงจะมีการหมั่นกันไว้และจัดการแต่งงานกันขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีความแน่ใจและมั่นใจของทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายรวมไปถึงญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองแล้วในยุคนั้นถือว่ายากนักที่จะมีการจัดพิธีแต่งงานและจะมีเรื่องแบบที่ผมยกตัวอย่างต่อไปนี้เกิดขึ้นเป็นแน่นั่นก็คือ วิวาห์เหาะ(เป็นการหนีตามกันไปของหญิงชายที่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าทั้งคู่ไม่เหมาะสมกัน) คลุมถุงชน(เป็นการที่ผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงกันว่าจะให้ลูกสาวและลูกชายของตัวเองแต่งงานกันโดยที่ตัวผู้ชายและผู้หญิงที่จะแต่งกันไม่เคยรู้จักกัน โดยใช้แม่สื่อเป็นตัวเชื่อมทั้งสองคนเข้าด้วยกันด้วยวิธีการต่างๆ)





นั้นคือเรื่องของยุคก่อนครับหรือจะเรียกให้ถูกก็คือยุคของพ่อแม่ของเรานี่เอง ถ้าถามผมว่าดีไหม ถูกต้องไหม แน่นอนครับเป็นวิธีที่ถูกต้องและดีครับ เพราะสมัยนั้นการจะคบใครสักคน เขาจะไม่ค่อยที่จะถูกต้องเนื้อตัวกันเท่าไรเพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติกัน เวลาคบหากันก็ค่อยข้างจะเนิ่นนานเพราะการแต่งงานสมัยนั้นจะไม่มีรอบที่สองอย่างแน่นอน และถ้าเกิดว่าหญิงชายทั้งคู่ถูกใจกันแต่ผู้่ใหญ่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือของทั้งสองฝ่ายไม่ชอบมันก็จะเกิดเรื่อง วิวาห์เหาะ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียของคนสมัยนั้นเลย วิธีแก้ของผู้ใหญ่สมัยก่อนสำหรับเรื่อง วิวาห์เหาะ นั้นก็คือการจับ คลุมถุงชน นั้นเอง ซึ่งก็ต้องมีแม่สื่อค่อยช่วยเหลือ กล่อม และคอยเป็นคนนำข่าวสารในทางด้านดีของแต่ละฝ่ายไปบอกกันซึ่งบางทีก็จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ยกเมฆเพื่อทำให้รู้สึกดี และทำให้ทั้งชายและหญิงคล้อยตามและรักกัน



ไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะแค่แถบเอเชียของเราเท่านั้นนะครับ แต่มันเป็นกันทั่วโลก ส่วนทางแถบยุโรปหรืออเมริกาจะเกิดประเพณีแบบนี้ค่อนข้างยาวนานกว่าเราประมาณ 50-60 ปีที่แล้วและก็เหมือนๆกันกับแถบเราๆ นี่แหละครับ เอาล่ะครับเราหยุดเรื่องเก่าๆกันไว้ก่อน เราหันมาดูเรื่องปัจจุบันกันดูบ้าง





ผู้หญิงจากประเทศจีน(ในยุคนี้)กว่า 2 ล้านคน ในทุึกๆปีต้องเคยผ่านเรื่องการหย่าร้างมาหนึ่งครั้ง เด็กสาวในช่วงอายุ 20 ปีทั่วโลกต้องพกถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าเครื่องสำอาง และผู้หญิงสมัยนี้มองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆและง่ายดายเหมือนกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ แถมนิตยสารเฉพาะผู้หญิงยังจับกลุ่มเป้าหมายในผู้หญิงช่วง 20 ปีด้วยคำถามในคอลัมต์ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์และกลวิธีหรือกลยุทธ์แห่งความรักด้วย แค่นี้ยังไม่พอเราลองหันมาเปิดโทรทัศน์กันดูบ้าง ละครสมัยนี้ยังจัดให้เนื้อเรื่องมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรักที่กระชับและสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่ตอนก็ทำให้พระเอกของเรื่องและนางเอกของเรื่องรักกันได้แล้วด้วยลีลาท่าทางที่ยั่วยวนและเร้าอารมณ์ แล้วมันจะมีอะไรอีก?????



ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะครับ คือมันเป็นสังคมสมัยใหม่ที่คนรุ่นก่อนอาจจะรับไม่ได้ แน่นอนสิ่งที่ผมมองเห็นในสังคมสมัยใหม่นี่คือการเรียกร้องสิทธิสตรีในอีกประเภทหนึ่งครับ คำว่า "สิทธิสตรี" นอกจากจะหมายถึงการที่ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิและเสรีในการทำจะทำอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เทียบเท่ากับผู้ชาย เช่น ผมเคยเห็นผู้หญิงทำงานเกี่ยวกับเรื่องเครื่องยนต์กลไก ผมเคยเห็นผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น ผมเคยเห็นผู้หญิงทำงานที่แต่ก่อนนี้ผู้ชายทำ ผมเคยเห็นผู้หญิงทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย แต่ทั้งหมดนี่อาจจะหมายรวมถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันในเรื่องเพศด้วย บางคนคิดว่าถ้าผู้ชายสามารถมีใครหลายคนได้ ฉันก็น่าจะมีได้ ถ้าผู้ชายสนุกในเรื่องนี้ ฉันก็สามารถที่จะสนุกได้ และ ถ้าผู้ชายยั่วยวนให้ผู้หญิงหลงรักได้ แบบนั้นฉันก็ย่อมทำได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าเราอาจจะต้องกลับไปทบทวนเรื่องสิทธิกันใหม่อีกรอบแล้วล่ะครับ



จริงอยู่ที่ประเพณีเก่าๆเกี่ยวกับเรื่องการจับคู่และการแต่งงาน มันเอื้ออำนวยให้กับผู้ชายอย่างมากในหลายประเด็นยกตัวอย่างเช่น การถือครองสิทธิ์เรื่องการเงิน การถือครองสิทธิ์ในการออกความเห็นในบ้าน การถือครองสิทธิ์ในการไม่ต้องดูแลบ้านในแบบผู้หญิงที่แต่ก่อนถือเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนต้องทำ แต่เรื่องทางเพศนี้ต่อให้ทำให้ยุคหรือสมัยไหนไม่ว่าเป็นหญิงหรือชายก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอยู่ดีครับ เพราะเรื่องเพศนี้ถูกบัญญัติไว้ในคำสอนของทุกศาสนาว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดครับ เราลองมาดูกันนะครับว่าศาสนาสอนเรื่องทางเพศว่าอย่างไรกัน



ศาสนาพุทธสอนว่า การละเมิดลูกหรือเมียคนอื่นนั้นคือบาป บาปแบบไหน ถ้ามองในว่าเป็นจริง ถ้าเกิดมีใครคนหนึ่งทำละเมิดทางเพศกับใครคนหนึ่งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม นั้นแหละครับบาป หรือ ว่าถ้ายินยอมแต่เป็นคนที่แต่งงานแล้วหรือเป็นลูกหลานของตนเอง อันนี้ก็บาปเหมือนกัน



ศาสนาคริตส์สอนว่า ไม่ว่าคุณจะเคยมีคู่มาแล้วแต่ถ้าคู่ของคุณตายจากไปหรือแยกทางไป คุณมีสิทธิ์ที่จะเริ่มใหม่ได้ แต่ก็ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวกับคนที่เขามีคู่กันอยู่แล้วหรือไปมีอะไรกับลูกหลานของคุณ อันนั้นก็ถือว่าเป็นบาปเช่นกัน



ศาสนาอิสลาม เขาบอกว่าคุณผู้ชายสามารถมีคู่ได้หลายคนแต่ว่าถ้าภรรยาของคุณไม่ยินยอม หรือ คุณมีทรัพย์สินไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงใครเพิ่มได้อีก คุณผู้ชายก็ไม่สามารถมีใครได้นอกจากภรรยาของคุณเพียงคนเดียว



ส่วนของศาสนาและลัทธิย่อยๆผมของข้ามไปนะครับเพราะคำสอนก็คงไม่แตกต่างกันมากเท่าไรสำหรับเรื่องนี้





เอาล่ะด้วยคุณจะหาว่าผมลำเอียงอะไรๆก็พูดแต่ผู้่หญิงไม่ดี ผู้หญิงบาป งั้นเรามาดูผู้ชายกันบ้างดีกว่า ทำไมผู้ชายสมัยก่อนจนถึงสมัยนี้ถึงได้ "เจ้าชู้ประตูดิน" กันนัก ผู้ชายมีความคิดและทัศนคติอยู่สองอย่างสำหรับเรื่องเพศ นั้นคือ ผู้ชายมองว่าเรื่องเพศมันก็คือเรื่องเพศ ส่วนเรื่องรักมันก็คือเรื่องรัก (เป็นไง งงใช่ไหม คิดได้เท่านี้เองใช่ไหม) ผู้ชายสามารถมีอะไรกับใครโดยไม่ต้องมีอารมณ์รักเข้ามาเกี่ยวข้องได้ เหมือนเวลาหิวจะกินอะไรมันก็อิ่มได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องรักแล้วผู้ชายจะมองความรักไว้สูงโดยอ้างอิงข้อมูลเก่าๆจากรุ่นพ่อแม่ของตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานในการประเมินผู้หญิง(อย่างที่ผมได้เล่าไปแล้วข้างต้น) เพราะฉะนั้นมันถึงมีคำพูดที่เราๆเคยได้ยินเวลาที่ผู้ชายเลิกกับผู้หญิงอย่างเช่น "คนบางคนคบได้แต่เป็นแม่ของลูกไม่ได้" เป็นต้น และผู้ชายมักประเมินตัวของตัวเองสำหรับเรื่องเพศไว้ต่ำ เพราะคิดว่าทำไปแล้วมันไม่น่าจะผิด หรือ ครั้งเดียวน่า.... ซึ่งถ้าลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนๆสมัยที่เรายึดถือเรื่องทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจแล้วผู้ชายที่มองแบบนี้บาปมากๆครับ และก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง แล้วทำไมผู้ชายยุคไหนสมัยไหนเขายังทำกันอยู่ล่ะ เพราะผู้ชายไม่ค่อยได้ยึดในหลักคำสอนของศาสนาสักเท่าไรซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่จะเป็นแบบนี้ แต่เวลาที่ทำไปแล้วมันไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่คิดไว้น่ะสิครับ และคำเล่าลือก็จะดังและดังมากขึ้นเมื่อผู้ชายเหล่านั้นยังถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเหมือนการสูบบุหรี่ ซึ่งบุหรี่ถึงจะตัวเล็กๆแต่ถ้าได้จุดบุหรี่สูบแล้วทั้งควันและกลิ่นมันจะโชยไปไกล แต่ผู้ชายก็ทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆที่ผู้ชายทั่วไปเขาทำกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วการสูบบุหรี่นอกจากจะทำลายตัวเองแล้วบุหรี่มันยังทำลายคนรอบข้างอีกด้วย



เมื่อเรารู้แล้วว่าทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายสำหรับเรื่องเพศแล้วมันเป็นเรื่องของความรักถึงจะมาอยู่กันเป็นคู่และมีความสืบเนื่องในสัมพันธ์ที่ยาวนานได้ และการที่จะมีอะไรกับใครสักคนโดยที่คนนั้นมีคู่ของตัวเองอยู่แล้วมันเป็นเรื่องผิดไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน ดังนั้นแล้วต่อให้ถึงยุคหน้าผมว่าคำสอนทางศาสนาสำหรับเรื่องเพศแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนไปครับ ที่มันเปลี่ยนไปมันอาจจะเป็นคน วัตถุ สิ่งของ ความคิด ค่านิยม วัฒนธรรมที่ไหลบ่าเข้ามา มันเลยทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เอาล่ะผมจะพอสำหรับเรื่องโลกเปลี่ยนหรือคนเปลี่ยนไว้ตรงนี้ ไว้คราวหน้าผมจะมาพูดถึงเรื่องที่ว่าทำไมผู้ชายแก่ถึงต้องมีเรื่องอื้อฉาวกับเด็กสาว หรือ ผู้ชายทำไมถึงมีเรื่องอื้อฉาวมากกว่าผู้หญิงกันนะครับ






 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2554
0 comments
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 21:46:29 น.
Counter : 985 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


veerar
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




"ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบการร่ำสุรา แต่ ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศในร่ำเมรัย" โกวเล้งว่างั้น ผมเลยเขียนไว้งี้
ผู้ชมทั้งหมด คน
Friends' blogs
[Add veerar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.