hummel
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




สนใจการทหารมาตั้งแต่เด็ก, อยากมี
War Museum แต่คงทำไม่ได้
จึงขอเพียงมีห้องสมุดสงครามเล็กๆ
ปัจจุบัน อยากเขียนหนังสือภาษาไทย
เผยแพร่ให้เยาวชนที่สนใจ

123glitter.com
On line:
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2559
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
8 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hummel's blog to your web]
Links
 

 

การรบทางเรือในสงครามนโปเลียน (08) - ยุทธนาวีที่แหลมเซนต์ วินเซนต์ (14 ก.พ. 1797)



ยุทธนาวีที่แหลมเซนต์ วินเซนต์ (14 ก.พ. 1797)

๑๔ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๗



ในปี ๑๗๙๓, นโปเลียน เข้ารับตำแหน่งผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ในการเข้าตีที่ตูลอง  หลังการรบสิ้นสุด, นโปเลียนเดินทางกลับปารีส  ฝรั่งเศสทำสัญญาสันติภาพกับสเปน  ฝรั่งเศสหันไปทำสงครามกับออสเตรียและปิเอมองท์ (รัฐอิสระอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี, เมืองหลวงคือ ตูลิน)  เพื่อขยายอำนาจสู่ภาคเหนือของอิตาลี  นายพลเรือ ฮอทแฮม มอบหมายให้นาวาเอก เนลสัน นำกองเรือฟริเกตทำการรบกวนเส้นทางส่งกำลังบำรุงของฝรั่งเศสตามแนวชายฝั่งลิกูเรียน  เนลสันนำกองเรือของเขาเข้าสกัดการค้าทางทะเลทั้งหมดตลอดแนวชายฝั่งระหว่างอิตาลีและฝรั่งเศส  ส่งผลกระทบต่อเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทะเลอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม, กองทัพฝรั่งเศสได้มุ่งลงใต้  เข้าสู่เจนัวและเล็กฮอร์น  นายพลเรือ เจอร์วิส ซึ่งบัญชาการการปิดอ่าวตูลอง  ได้สั่งการให้เนลสัน ซึ่งตอนนี้เป็นพลเรือจัตวาแล้ว  ทำการคุ้มกันการถอนทหารอังกฤษจากเล็กฮอร์นไปสู่เกาะ เอลบา  สเปนที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ได้อนุญาตให้ฝรั่งเศสใช้กองเรือของสเปนได้

อังกฤษแยกคอนวอยอพยพทหารออกเป็นสองกองมุ่งหน้าสู่ยิบรอลตาร์  เป็นการประกันความปลอดภัยเผื่อว่า หากกองเรือฝรั่งเศสออกสู่ทะเลและพบกองเรือกองใดกองหนึ่ง  กองเรือที่เหลือจะสามารถเล็ดรอดมาได้โดยไม่ถูกทำลายไปทั้งหมด  เรือ มิเนอร์เว และ โรมูลุส ออกทะเลไปด้วยกัน  ทั้งสองลำทำการคุ้มกันคอนวอยที่แล่นเลียบชายฝั่ง  นอกจากจะคุ้มกันคอนวอยแล้ว  ยังถือโอกาสลาดตระเวนดูกำลังของข้าศึกที่ตูลองและคาร์ตาเกนา (ของสเปน) ด้วย  เรือทั้งสองลำออกจากเกาะเอลบาในวันที่ ๒๙ มกราคม ๑๗๙๗  เรือ มิเนอร์เว ยังคงอยู่กับคอนวอยจนถึงค่ำจึงแยกกระบวนออกไปสังเกตการณ์ที่ตูลอง  ซึ่งที่นั่นยังปกติไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ  เนลสันจึงตั้งเข็มแล่นไปตามแนวชายฝั่งทางใต้ของสเปนไปยังคาร์ตาเกนา  เมื่อไปถึงก็พบว่า กองเรือสเปนไม่อยู่ที่นี่แล้ว



เมื่อการถอนทหารอังกฤษจากเอลบาสิ้นสุดลงเรียบร้อย  นายพลเรือ เจอร์วิส ก็ถอนกำลังออกจากทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยไปทำการลาดตระเวนอยู่นอกแหลมเซนต์วินเซนต์  เพื่อปิดล้อมไม่ให้กองเรือสเปนแล่นขึ้นเหนือไปสมทบกับกองเรือฝรั่งเศสได้  กองเรือของเจอร์วิส ในขณะนี้ไม่พร้อมรบ  เรือเสียหายหลายลำ  เรือประจัญบาน (Ship of the Line) มีเพียง ๑๐ ลำ เท่านั้น  วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ เขาก็ได้กองหนุนมาจากอังกฤษอีก ๕ ลำ คือเรือ พริ้นซ์ จอร์จ, นาเมอร์, อิริซิซทิเบิ้ล, โคลอสซัส และ โอเรียน  ไม่เพียงแค่มีเรือมาเสริมเท่านั้น  กองเรือนี้ยังมีนายทหารที่เชี่ยวชาญในการรบอย่างพลเรือตรี ปาร์คเกอร์ และผู้การเรือคนอื่นๆ  เจอร์วิส ดีใจมาก สังเกตุได้จากจดหมายที่เขาเขียนถึงกระทรวงทหารเรือว่า 'Thank you for sending so good a batch, they are a valuable addition to my excellent stock'  ตอนนี้กองเรือของเจอร์วิส มีเรือประจัญบาน ๑๕ ลำ

ในปารีส, นโปเลียน ต้องการให้กองเรือสเปนเดินทางจากคาร์ตาเกนา มารวมกำลังกับกองเรือฝรั่งเศส (นายพลเรือ โมราร์ด เดอ โกลส์) ที่เบรสท์  เพื่อคุ้มกันกองทหารฝรั่งเศสที่จะทำการยกพลข้ามช่องแคบไปบุกเกาะอังกฤษ  กองเรือสเปนได้ออกจากคาร์ตาเกนาก่อนที่เนลสันจะเดินทางไปถึงเล็กน้อย และผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังคาดิซ  ระหว่างที่กำลังเดินทางผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์นั้น  กองเรือสเปนต้องฝ่าพายุที่พัดมาจากทางตะวันออกอย่างรุนแรง  ทำให้กองเรือถูกพัดออกไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติก  จนกระทั่งลมตะวันตกพัดพากองเรือกลับมาอีกครั้ง (เหตุที่ต้องผ่านช่องแคบยิบรัลตาร์ช่วงมีพายุนั้น เพื่อไม่ให้ทางฝ่ายอังกฤษที่คุมช่องแคบยิบรัลตาร์อยู่รู้ถึงการเคลื่อนไหว  ดังนั้นกองเรือฝรั่งเศสหรือสเปน มักจะเลือกช่วงเวลาที่เล็ดรอดผ่านช่องแคบยิบรัลตาร์ในช่วงที่เกิดพายุ) 

เนลสัน นำเรือออกจากยิบรอลตาร์ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ เพื่อสมทบกับกองเรือของพลเรือเอก เจอร์วิส  คืนนั้นท่ามกลางหมอกที่หนาทึบลมได้เปลี่ยนทิศจากลมตะวันออกเป็นลมตะวันตกที่พัดมาจากแอตแลนติก  ช่วยให้กองเรือสเปนสามารถเดินทางไปยังคาร์ดิซได้  เรือ มิเนอร์เว เรือฟริเกตลำหนึ่งในกองเรือของเนลสันแล่นผ่านกองเรือสเปนในคืนนั้น  เป็นจังหวะที่ยามตรวจการณ์ของสเปนหลับระหว่างปฏิบัติหน้าที่พอดี  เลยไม่รู้ว่า มีเรือฟริเกตอังกฤษผ่านเฉียดมาใกล้ๆ  เนลสันติดตามดูกองเรือของสเปนทันทีจนใกล้เวลาเช้า  และเริ่มเห็นกองเรือจำนวนมากอย่างชัดเจน  จากนั้นก็เปลี่ยนเข็มรีบเดินทางไปแหลมเซนต์ วินเซนต์ เพื่อรายงานให้นายพลเรือ เจอร์วิส ทราบ



เริ่มรบ

เนลสัน พบกองเรือของนายพลเรือ เจอร์วิส ที่นอกแหลมเซนต์วินเซนต์ ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ และขึ้นไปรายงานให้เจอร์วิส ซึ่งอยู่บนเรือธง วิคตอรี ทราบโดยทันที  คืนนั้น นายพลเรือ เจอร์วิส, เนลสัน, เซอร์ วิลเลียม เอลเลียต, นาวาเอก ฮัลโลเวลล์ และนาวาเอก คัลเดอร์ ร่วมหารือและรับประทานอาหารค่ำ  เจอร์วิส เชิญผู้ร่วมรับประทางอาหารค่ำดื่มอวยพรเพื่อชัยชนะในการรบที่กำลังจะมาถึง  คืนนั้น เจอร์วิส ไม่ได้นอนเลย เพราะมัวยุ่งกับการรับรายงานและวางแผนการรบที่กำลังจะเกิดขึ้น

สัญญาณที่กองเรืออังกฤษรอคอยคือ ปืนของสเปนที่ยิงเป็นสัญญาณท่ามกลางหมอกที่ลงจัด  เวลา ๐๒๕๐, เรือ ไนเจอร์ ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนส่วนหน้ารายงานเข้ามาว่า ขณะนี้กองเรือสเปนอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๕ ไมล์  เวลา ๐๕๓๐  เรือ ไนเจอร์ รายงานมาอีกว่า ถึงกองเรือสเปนแล้ว 

เช้าของวันใหม่, ท่ามกลางอากาศที่เยือกเย็นของเดือนกุมภาพันธ์และสายหมอกยามเช้า  นายพลเรือ เจอร์วิส มองไปรอบๆ ตัว  ท่ามกลางกองเรือของเขาที่จัดกระบวนเป็นสองแถว  เขาหันไปหาบรรดานายทหารที่ยืนอยู่บนดาดฟ้า Quarter Deck (เป็นดาดฟ้าถัดจากกลางลำไปทางท้ายเรือ  มีความสูงและมีที่กว้างพอจะใช้เป็นที่บัญชาการรบ เพราะสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้รอบตัว)  เจอร์วิส กล่าวว่า “A victory to England is very essential at this moment” (“ชัยชนะสำหรับอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในเวลานี้”)  จากนั้นก็สั่งการให้กองเรือเตรียมเรือเข้ารบ

 นายธง ชักธงสัญญาณ “เตรียมเรือเข้ารบ” ขึ้นสู่เสาของเรือธง วิคตอรี  ผู้บังคับการเรือแต่ละลำสั่ง “เตรียมเรือเข้ารบ” 



การเตรียมเรือเข้ารบ

โดยปกติ การเตรียมเรือเข้ารบของเรือรบในยุคนั้นจะเป็นดังนี้คือ

ที่ดาดฟ้าบนสุด  พวกทหารที่ประจำเสาใบจะเตรียมเชือกและลูกรอกสำรองไว้เผื่อถูกยิงพังเพราะในระหว่างการรบเรือจะต้องพร้อมที่จะเร่งความเร็วได้ตลอดเวลา  ดังนั้นจะต้องมีคนประจำบนเสาเพื่อกางใบได้ทุกเวลาตามคำสั่ง 

ปกติก่อนจะเข้ารบ  เรือจะเก็บใบส่วนบนไว้สำรอง  เพราะในระหว่างทำการรบ  ใบเรือที่กางรับลมตามปกติจะเสียหายจากกระสุนและสะเก็ดระเบิด  จึงต้องมีการพับใบยอดเสาเป็นใบสำรองเตรียมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 

ที่บนดาดฟ้า, พวกที่ประจำปืนก็จะเตรียมปืนพร้อมกับอาวุธสั้นต่างๆ เช่นปืนพก  กระบี่  ขวาน  รวมไปถึงลูกระเบิดขว้าง  เพราะในสมัยนั้น ระยะยิงของปืนใหญ่ประมาณ ๑,๐๐๐ หลา หรือราว ๓๐๐ กว่าเมตรเท่านั้น  ดังนั้น การที่เรือทั้งสองฝ่ายจะโฉบเข้ามาจนสามารถข้ามขึ้นไปยึดเรือของอีกฝ่ายจึงมักมีบ่อยครั้ง 

ส่วนพวกนาวิกโยธินก็จะปีนขึ้นประจำรังกาบนเสาใบทุกเสาพร้อมกับปืนเล็กยาว  เพื่อทำหน้าที่พลแม่นปืนคอยยิงทหารบนเรือข้าศึก  โดยเฉพาะพวกนายทหารจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ 

ลงมาที่ดาดฟ้าปืนชั้นล่างถัดจากดาดฟ้าชั้นบน  ฝากั้นแต่ละตอนบนเรือถูกยกออกเพื่อให้ดาดฟ้าแต่ละชั้นโล่งตลอดลำ  ไม่กีดขวางระหว่างเรือต้องรบกัน 

แพทย์ประจำเรือก็จัดเตรียมเครื่องมือ  โต๊ะในห้องแพทย์ก็ถูกปูด้วยผ้าขาวเปลี่ยนสภาพไปเป็นเตียงผ่าตัดไว้เตรียมรับคนบาดเจ็บ  เครื่องมือผ่าตัดจะถูกนำออกจากตู้เก็บมาเตรียมไว้บนโต๊ะเพื่อจะได้ใช้ได้ทันท่วงที  เพราะเวลารบกันแล้วคนเจ็บจะถูกลำเลียงเข้ามาจำนวนมาก  ที่พื้นเรือจะถูกโรยด้วยทรายไว้กันลื่นเพราะเวลามีคนเจ็บเข้ามาเลือดมักจะนองพื้น 

ตลอดลำแต่ละช่องปืนจะมีถังน้ำและผ้าไว้สำหรับแก้กระหายเวลารบกัน  อย่างน้อยก็กินน้ำรองท้องไปก่อน  และถ้าเกิดมีสะเก็ดไฟมาตกแถวนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำดับไฟไม่ให้ลุกลามใหญ่โต  เพราะบริเวณดาดฟ้าปืนส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยดินปืนที่ลุกลามติดไฟง่ายอยู่เต็มไปหมด 

ช่างไม้ประจำเรือและลูกน้องก็ตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อให้พร้อมใช้เวลาเรือถูกยิงทะลุจะได้อุดรูรั่วได้ทันท่วงที  ที่ดาดฟ้าใต้แนวน้ำปกติจะเป็นที่เก็บดินปืน  ส่วนนี้จะถูกกั้นด้วยผ้าใบราดด้วยน้ำให้ชุ่มเพื่อกันไม่ให้สะเก็ดเพลิงกระเด็นมาถึงคลังดินปืนได้โดยง่าย 

การเตรียมการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที  เรือที่ผู้การเรือกวดขันลูกน้องมากๆ ก็จะทำเวลาได้ดีกว่านี้  หลังจากนั้นส่วนต่างๆ ของเรือก็จะรายงาน  “ปืนหนึ่ง พร้อม”  “ปืนสองพร้อม” .... จนครบทุกกระบอก  ก็จะรายงาน “ปืนกราบ... พร้อม” (แล้วแต่ว่า เตรียมปืนกราบไหน) เสร็จเรียบร้อย  ต้นปืนก็จะรายงาน “ปืน พร้อมหมดลำ”  ตอนต่างๆ ก็จะรายงานความพร้อมมาเช่นกัน  ครบหมดแล้ว ต้นเรือก็รายงานผู้การเรือ “เรือพร้อมรบ แล้วครับ”  ถึงตอนนี้ผู้การเรือจะสั่ง “Hand to Quarter”  ต้นเรือจะสั่งพลกลอง ลั่นกลองรบ  หรือ “Drum Beat … Drum Beat”  ถึงตอนนี้  พวกที่ประจำดาดฟ้าชั้นต่างๆ จะลงมืดราดน้ำให้ดาดฟ้าเปียกเพื่อกันการเกิดเพลิงไหม้  จากนั้นก็เททรายลงพื้นกันลื่น  ดินหูถูกนำมาเตรียมไว้ที่ปืนเพื่อเตรียมการยิงตามคำสั่ง 



กลับมาที่กองเรืออังกฤษ  เรือ คุลโลเดน ของนาวาเอก โทมัส ทรูบริดจ์ เป็นเรือนำกระบวน  เวลา ๐๖๓๐, เรือ คุลโลเดน ส่งสัญญาณมาว่า เห็นเรือข้าศึก ๕ ลำ แล่นใบไปทางตะวันออกเฉียงใต้  เรือเบลนไฮม์ และเรือ พริ้นซ์ จอร์จ หันลำไปทางเรือสเปน  นายพลเรือ เจอร์วิส ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กองเรือสเปนมีกี่ลำกันแน่  นายทหารสื่อสารบนเรือ บาร์เฟลอร์ บ่นพึมเพราะทัศนวิสัยที่เต็มไปด้วยหมอก

บนดาดฟ้าเรือ วิคตอรี, นายพลเรือ เจอร์วิส, นาวาเอก คาลเดอร์ และนาวาเอก ฮัลโลเวลล์ ช่วยกันนับเรือข้าศึก
“มีเรือรบ ๘ ลำ, ครับ เซอร์ จอห์น” นายพลเรือ ตอบ “ดีมาก”
“มีเรือรบ ๒๐ ลำ, ครับ เซอร์ จอห์น” นายพลเรือ ตอบ “ดีมาก”
“มีเรือรบ ๒๕ ลำ, ครับ เซอร์ จอห์น” นายพลเรือ ตอบ “ดีมาก”
“มีเรือรบ ๒๗ ลำ, ครับ เซอร์ จอห์น” คราวนี้ นายพลเรือ เจอร์วิส ชักรำคาญกับรายงานที่ดูจะยังหาคำตอบไม่ได้สักที “ช่างเถอะ, มันจะมีกี่ลำก็ช่าง ถึงมันจะมีห้าสิบลำ ฉันก็จะไปจัดการกับมัน”

เมื่อสว่างขึ้น, ภาพที่เห็นคือ กองเรือสเปนจัดกระบวนเป็นสองกองกำลังแล่นไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออย่างไม่เป็นระเบียบนัก  แถวที่อยู่เหนือลมมีประมาณ ๑๘ ลำ  ส่วนอีกแถวมีประมาณ ๙ ลำ บางลำอยู่ใกล้กับเรืออังกฤษมาก  เวลา ๑๐๓๐, กองเรือสเปนกำลังแล่นตามลมพยายามจัดกระบวนเรือและเริ่มหันลำไปทางกราบซ้าย  สังเกตได้ว่า กองเรือสเปนพยายามจะจัดกระบวนเรือให้สวนกับแนวกระบวนเรือของอังกฤษ  เพื่ออาศัยอำนาจการยิงที่เหนือกว่ารุมยิงกระบวนเรืออังกฤษจากทั้งสองกราบ

เวลา ๑๑๐๐,  นายพลเรือ เจอร์วิส สั่งการ :
“จัดกระบวนรบ ให้เรือ วิคตอรี เป็นศูนย์กลาง”  เมื่อธงสัญญาณคำสั่งถูกชักขึ้นเสา  กองเรืออังกฤษก็แปรกระบวนเป็นแถวเรียงเดี่ยว  มุ่งลงทิศใต้ สวนเข้ากลางกระบวนเรือทั้งสองของสเปนที่แล่นสวนมา  เรืออังกฤษแต่ละลำต่างเตรียมรบทั้งสองกราบ  ในขณะที่เรือของสเปนแต่ละกระบวนต่างเตรียมรบกราบเดียว  กระบวนเรือที่อยู่เหนือลมก็เตรียมรบกราบขวา  ส่วนกระบวนเรือที่อยู่ใต้ลมก็เตรียมรบกราบซ้าย 

เวลา ๑๑๑๒,  นายพลเรือ เจอร์วิส สั่งการเพิ่มเติม :
“โจมตี”
เวลา ๑๑๓๐,  สัญญาณธงจากเรือธง ชักขึ้นมาว่า :
“ท่านนายพล จะผ่านเข้ากลางกระบวนเรือข้าศึก”



ยุทธนาวีที่แหลมเซนต์วินเซนต์ เริ่มแล้ว

กระบวนเรือสเปนที่อยู่ใต้ลม  ตัดสินใจจะไม่เข้ารบด้วยเมื่อเห็นกองเรืออังกฤษจัดกระบวนเรือเป็นแถวเรียงเดี่ยว  ในตอนแรก  กองเรือสเปนกองนี้กะว่า จะแล่นตัดท้ายเรืออังกฤษ  แล้วยิงด้วยปืนกราบขวา  แต่แล้วก็ล้มเลิกความคิดและกลับใบแล่นตามเข็มตะวันออกเฉียงเหนือตามเดิม  มีเรือปืน ๗๔ กระบอกลำหนึ่ง เปลี่ยนเข็มแล่นไปทางตะวันออกเฉียงใต้เอาดื้อๆ จนแล่นหายลับไป  (ในเวลานั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีเรื่องอย่างนี้ในกองเรือของสเปน  ทหารเรือได้ชื่อว่า ไร้ระเบียบวินัย  แม้แต่นายพลเรือ วิลเนอฟ แม่ทัพเรือฝรั่งเศสในยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์ ยังบ่นในจดหมายที่เขียนถึงกระทรวงทหารเรือในทำนองว่า ถึงจะมีเรือรบของสเปนสองลำ ก็นับได้เป็นเพียงเรือลำเดียวเท่านั้น  และเมื่อต้องใช้เรือของสเปนเข้าร่วมรบด้วย  นายพลเรือ วิลเนอฟ ยังเขียนเป็นทำนองว่า ขอเปลี่ยนเป็นทหารเรือเยอรมันที่มีระเบียบวินัยดีจะดีกว่า)

เวลา ๑๑๓๐, เรือ คุลโลเดน ถือเป็นกองหน้าของกองเรืออังกฤษ  เริ่มเปิดฉากยิง  ต่อจากนั้นเรือลำอื่นที่ตามมาก็เริ่มเปิดฉากยิงเมื่อสามารถทำการยิงได้  ควันจากการยิงของทั้งสองฝ่ายกลบไปทั่วสมรภูมิ  แต่ที่รับบทหนักคือ เรือ คุลโลเดน ที่ต้องรับมือกับเรือสเปนเกือบทุกลำที่ผ่านเข้ามาใกล้  จนกระทั่งเรือรบสเปนลำสุดท้ายของกระบวนแล่นผ่านไป  ผู้การฯ ทรูบริดจ์ สั่งให้นายทหารสื่อสารชักธงสัญญาณบอกเรือธงว่า กำลังจะกลับลำติดตามเรือข้าศึก  จากนั้นก็กลับลำ  ติดตามเรือสเปนไปอย่างใกล้ชิด 



เรือ เบลนไฮม์ และเรือ พริ้นซ์ จอร์จ ก็กลับลำตาม  ตอนนี้กองเรือสเปนที่อยู่ใต้ลมกลับลำเพื่อพยายามตัดกระบวนเรืออังกฤษอีกครั้ง  พอดีกับเรือ โอเรียน กำลังกลับลำพอดี  เรือ  โคลอสซัส ที่ตามมาถูกยิงเสาใบพัง  ทำให้การกลับลำทำได้อย่างลำบาก  เรือสเปนลำหน้าสุดพยายามเข้าประชิดเพื่อยึดเรือ โคลอลซัส ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก  ผู้การฯ เซามาเรซ ที่อยู่บนเรือ   โอเรียน เห็นอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเรือ โคลอสซัส จึงหันลำกลับมาช่วย  เรือสเปนจึงเผ่นหนีไป

เมื่อถึงคราวที่เรือ วิคตอรี หันลำ  เรืออังกฤษลำอื่นที่เหลือก็เริ่มหันลำกลับบ้าง  ด้วยความที่เรือ วิคตอรี แล่นเร็ว  ทำให้เข้าประชิดกับเรือรบสเปนดาดฟ้าปืน ๓ ชั้น ที่หันกลับลำแล่นเข้ามาใกล้เรือ วิคตอรี และพยายามนำเรือเข้าตำแหน่งยิง แต่ถูกเรืออังกฤษช่วยกันยิงสกัดจนต้องหันลำหลบออกจากสนามรบ

ตอนนี้เรือลำสุดท้ายในกระบวนเรือของอังกฤษผ่านกองเรือสเปน  ทำให้ทั้งกองเรือดูแล้วเป็นรูปตัว U  โดยมีเรือ คุลโลเดน เป็นเรือนำตามเรือของสเปนไปติดๆ  กองเรือสเปนอีกกองที่อยู่ใต้ลมซึ่งยังไม่บอบช้ำนักพยายามเปลี่ยนเข็มมาร่วมกับกองเรือกองใหญ่ที่อยู่เหนือลม  ซึ่งหากกองเรือสเปนทั้งสองรวมกำลังกันได้สำเร็จ  กองเรืออังกฤษจะถูกล้อมกรอบด้วยกำลังที่เหนือกว่า  อย่างน้อยกองเรือสเปนก็จะเดินทางไปยังคาดิส ได้สำเร็จ



เวลา ๑๓๐๕  นายพลเรือ เจอร์วิส ออกคำสั่งผ่านสัญญาณธงว่า :
“Take suitable stations for mutual support and engage the enemy as coming up in succession“
“ให้เร่งนำเรือเข้ามารวมกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้  และนำไปสู่ความสำเร็จ” 



เนลสันที่อยู่บนเรือ แคพเท่น  ลำที่สามจากท้ายกระบวนรับทราบถึงคำสั่งดังกล่าว  แต่หากไม่มีใครขัดขวางกองเรือสเปนทั้งสองกองที่กำลังจะรวมกำลังกัน  สิ่งที่อังกฤษกำลังได้เปรียบในการรบขณะนี้ก็จะสูญสิ้นไป  แม้จะดูเหมือนละเลยคำสั่งที่เรือท้ายกระบวนก็ต้องประจำในตำแหน่งท้ายกระบวนไปจนตลอดการรบ  แต่เพื่อไม่ให้ทุกอย่างต้องพังลงไป  เนลสันจึงสั่งให้นาวาเอก มิลเลอร์ นำเรือ แคพเท่น ออกจากกระบวนทันที 

เรือปืน ๗๔ กระบอก ดาดฟ้าปืนสองชั้น ก็หันลำ แล่นผ่านระหว่างเรือที่ตามมาอีกสองลำ คือ เรือ ไดอะเดม และ เอ็กเซลเลนท์  เข้าปาดหน้าเรือนำของกองเรือสเปนที่อยู่เหนือลม  เรือนำกลุ่มนี้มีเรือ แซนติสซิม่า ทรินิแดด ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ติดปืนถึง ๑๓๐ กระบอก, เรือ ซาน โฮเซ่ ติดปืน ๑๑๒ กระบอก, เรือ ซัลวาดอร์ เดล มุนโด ติดปืน ๑๑๒ กระบอก, เรือ ซาน นิโคลัส ติดปืน ๘๔ กระบอก และเรือ เม็กซิกาโน่ ติดปืน ๑๑๒ กระบอก

การตัดสินใจของเนลสันมองได้ว่า เป็นการออกคำสั่งขัดแย้งกับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (คือพลเรือเอก เจอร์วิส) ที่ให้เรือทุกลำยึดคำสั่งจากเรือธง  หากการรบครั้งนี้ของเนลสันผิดพลาด  สิ่งที่เข้าต้องเจอคือ ศาลทหาร ถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาในระหว่างการรบ  โทษคือ ปลดออกจากราชการ



เวลา ๑๓๓๐  เรือ คุลโลเดน เริ่มจะจัดการเรือสเปนลำที่อยู่ท้ายกระบวนได้แล้ว  กำลังจะเข้าจัดการกับเรือสเปนลำอื่นต่อไป  แต่ยังไม่สามารถไล่ทันเรือสเปนลำอื่นในกลุ่มท้ายได้  นายพลเรือ เจอร์วิส ออกคำสั่งผ่านธงสัญญาณไปยังเรือลำท้ายสุดของกระบวนคือ เอ็กเซลเลนท์  ซึ่งมีนาวาเอก คอลลิงวูด เป็นผู้บังคับการเรือให้กลับลำทวนลมทันที  คอลลิงวูด นำเรือของเขาอ้อมผ่านแซงเรือ คุลโลเดน  หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ เรือ เบลนไฮม์ และเรือ พริ้นซ์ จอร์จ ก็ตามมา  หมู่เรืออังกฤษรวมกำลังได้ก็ตามราวีหมู่เรือสเปนต่อไป

ถึงเวลาประมาณ ๑๔๐๐, เรือ คุลโลเดน พยายามนำเรือเข้าช่วยเรือ แคพเท่น ที่อยู่ห่างออกไปข้างหน้า  ซึ่งขณะนี้กำลังถูกเรือรบสเปนดาดฟ้าปืนสี่ชั้นกับเรืออื่นๆ ในหมู่เรือเดียวกันยิงถล่มอย่างหนักจนหมดมุมยิง  และกำลังพยายามแต่งเรือหามุมยิงใหม่  เรือ แคพเท่น รีบใช้โอกาสนี้รีบซ่อมเรือให้แล่นต่อไปได้ ...

เวลาประมาณ ๑๔๓๐, เรือ เอ็กเซลเลนท์  ได้รับคำสั่งทางสัญญาณธงให้เข้าไปช่วยเรือ แคพเท่น  เวลา ๑๔๓๕, เรือ เอ็กเซลเลนท์ แล่นมาทันเรือ ซัลวาดอร์ เดล มุนโด เรือดาดฟ้าปืนสามชั้นของสเปน ที่ตอนนี้เสียหายแล่นต่อไปไม่ได้  เนื่องจากเสาใบถูกยิงหักโค่นลงหมด  เรือ เอ็กเซลเลนท์ เข้ายิงซ้ำไปบริเวณหัวเรือเมื่อเรือแล่นผ่าน  จากนั้นก็นำเรือเข้าไปหาเรือรบสเปนลำต่อไปคือ เรือ ซาน ยซิโดร ที่ตอนนี้เสาใบทั้งสามเสาหักพังพินาศไปหมดแล้ว  คอลลิงวูดใช้เวลาจัดการยิงกับเรือลำนี้ราว ๑๐ นาที จนกระทั่งเรือ ซาน ยซิโดร ต้องชักธงสเปนลง เป็นการแสดงการยอมแพ้

หลังจากเรือ เอ็กเซลเลนท์ และเรือ ไดอะเด็ม ลงมือโจมตีเรือ ซัลวาดอร์ เดล มุนโด เรือรบดาดฟ้าปืนสามชั้นของสเปนลำนี้ก็เสียหายหมดสภาพไปอีกลำ  เสาใบหน้าหักโค่น  ใบเรือที่ยังเหลือก็ถูกยิงพัง  เหลือเพียงเสาท้ายเรือที่ยังพอจะใช้การได้  เมื่อเรือ วิคตอรี วิ่งเข้ามาใกล้ท้ายเรือ  เรือสเปนลำนี้ก็ตัดสินใจลดธงยอมแพ้ก่อนที่จะถูกยิงจากเรือ วิคตอรี อีกลำ

เรือ ซาน นิโคลัส ที่ตอนนี้กำลังรบติดพันกับเรือ แคพเท่น  เมื่อถูกเรือ เอ็กเซลเลนท์ เปิดฉากยิงจากอีกกราบ  จึงนำเรือหันทวนลมแล่นหลบเพื่อให้พ้นจากการยิงของเรือ เอ็กเซลเลนท์  แต่การทำเช่นนั้นทำให้เรือ ซาน นิโคลัส แล่นตัดหน้าเรือ ซาน โฮเซ่ ที่แล่นคู่กันมาทางด้านต้นลม 

เรือ แคพเท่น ตอนนี้ได้ลม  แต่เสาหัวโค่น  เรือแทบจะบังคับไม่ได้  เนลสันและผู้การฯ มิลเลอร์ นำเรือเข้าไปเทียบกับเรือ ซาน โฮเซ่  จนกระทั่งแคทเฮด (เป็นเหล็กยื่นออกไปจากส่วนหัวเรือทั้งสองกราบ  สำหรับแขวนสมอหัวเรือ)  ล๊อกกับกราบขวาของเรือ ซาน นิโคลัส  เนลสันสั่งลูกเรือ “เตรียม, ขึ้นเรือข้าศึก”



ประมาณ ๑๕๐๐, สถานการณ์บนเรือ ซาน นิโคลัส กำลังย่ำแย่ขึ้นทุกที  เรือ เอ็กเซลเลนท์ ที่เสาหน้าของเรือถูกยิงพังไปแล้วได้เข้ามารบติดพันด้วยอีกลำ  และเรือ ซาน นิโคลัส ยังถูกทหารประจำเรือ แคพเท่น  บุกขึ้นเรืออีก  อีกกราบก็ถูกซัลโวจากปืนใหญ่ของเรือ เอ็กเซลเลนท์  ทำให้เรือ ซาน นิโคลัส แล่นเป๋ ตัดหน้าเรือ ซาน โฮเซ่ ที่ตอนนี้ไม่มีเสาใบเหลือเหมือนกัน  เรือ แคพเท่น เองก็อยู่ในสภาพที่ไม่อยู่ในบังคับ  พังงาถูกยิงพัง  เสาหน้าถูกยิงจนโค่นลง  แต่ยังใช้ปืนกราบซ้ายยิงใส่เรือสเปน  พร้อมกับใช้ตะขอเกี่ยวเข้ากับกราบขวาเรือ ซาน นิโคลัส
 แล้วเนลสันก็สั่งให้ลูกเรือ แคพเท่น บุกขึ้นเรือ ซาน นิโคลัส  โดยเนลสันบุกนำทหารขึ้นเรือสเปนด้วยตนเอง  พร้อมทั้งร้องว่า “Westminter Abbey or Glorious Victory” หรือหมายความง่ายๆ ว่า “ไม่ตายก็ชนะ”



เนลสัน เขียนถึงเรื่องนี้ในภายหลังว่า :
ทหาร(นาวิกโยธิน) กรม ๖๙, บุกขึ้นเรือข้าศึกด้วยความฮึกเหิมที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยของตน  ร้อยโท เพียร์สัน นายทหารของกรมนี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างโดดเด่น – นาวาโท เบอร์รี่ เป็นคนแรกที่กระโดดเข้าหาโซ่ที่โยงเสาท้ายเรือ  (นาวาเอก มิลเลอร์ ก็อยากจะเข้าร่วมบุกขึ้นเรือข้าศึก แต่ข้าพเจ้าสั่งให้เขาคอยดูแลอยู่บนเรือ แคพเท่น ); เขาจึงต้องช่วยเหลือการบุกยึดเรือข้าศึกจากบนเสาขวางของเสาท้าย  ทหารของกรมที่ ๖๙ ทุบกระจกหน้าต่างของโถงนายพลที่อยู่ท้ายเรือชั้นบน,  ข้าพเจ้ากระโดดตามเข้าไป โดยมีคนอื่นๆ กระโดดตามมาด้วย  ผมพบว่า ประตูห้องถูกล๊อค  นายทหารเรือสเปนบางคนใช้ปืนพกยิงเข้ามา  ประตูเปิดออก, ทหารของเรายิงไปยังข้าศึก  ทหารสเปนถอยไปยังดาดฟ้านายพล  ข้าพเจ้าไล่ตามข้าศึกไป และพบนาวาโท เบอร์รี่ ที่ยึดบริเวณสะพานข้ามที่นักเรียนทำการนายเรือสเปนกำลังพยายามดึงทิ้งอยู่  ข้าพเจ้าและเรือเอก เพียร์สัน นำทหารที่ตามมาผ่านตรงนั้นไปทางกราบซ้ายตรงไปยังดาดฟ้าหัวเรือที่เห็นพวกนายทหารเรือสเปนสองสามนายกำลังทำท่ายอมแพ้คนของผมอยู่  พวกเขายอมมอบกระบี่ของเขาเป็นการขอยอมแพ้ต่อข้าพเจ้า  ยังมีเสียงปืนยิงกันอยู่ทางดาดฟ้านายพลเรือซาน โฮเซ  ข้าพเจ้าจึงสั่งให้ทหารยิงไปทางภาคท้ายเรือ และให้นาวาเอก มิลเลอร์ ส่งคนของเขาไปยังเรือ ซาน นิโคลัส เพิ่มขึ้น  และสั่งให้นาวาโท เบอร์รี่และทหารตามข้าพเจ้ามา  บรรดานายทหารเรือสเปนที่อยู่บริเวณดาดฟ้านายพลมองมายังพวกเราและร้องขอยอมจำนน  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะไม่ต้องฆ่าแกงกันต่อไป  ข้าพเจ้าไปยังดาดฟ้านายพล  ผู้บังคับการเรือสเปน มอบกระบี่ของเขาให้ข้าพเจ้า และพูดว่า ท่านนายพลของเขาบาดเจ็บ  เขาร้องขอการยอมแพ้อย่างมีเกียรติหากเรือของเขาขอยอมแพ้  ข้าพเจ้ารับปาก และยื่นมือให้เขาสัมผัส  จากนั้นข้าพเจ้าก็สั่งให้วิลเลี่ยม เฟียร์นี่ย์ พร้อมกับคนของเขาเข้าควบคุมเรือต่อไป”



เนลสัน สามารถยึดเรือรบสเปนได้สองลำในยุทธนาวีที่เซนต์ วินเซนท์, มีสำนวนของทหารเรืออังกฤษที่เกิดขึ้นตามมาสำหรับการบุกเข้ายึดเรือข้าศึกว่า “Nelson’s patent bridge”

การยอมแพ้ของเรือสเปนทั้งสองลำถือเป็นการสิ้นสุดของยุทธนาวีครั้งนี้  เวลา ๑๖๐๐ เรือ ซาน   ทิสซิมา ทรินิแดด ก็แล่นจากไปพร้อมกับเรือคุ้มกันที่เหลืออีกสองลำ  นายพลเรือ เจอร์วิส ส่งสัญญาณให้กองเรือเข้าดูแลเรือข้าศึกที่ยึดได้  เวลา ๑๖๑๕ เรือฟริเกตเข้าลากจูงเรือข้าศึกที่เสียหายจนไม่สามารถเดินทางได้ด้วยตนเอง  จากนั้นกองเรือทั้งหมดก็ออกเดินทางโดยแล่นตามเรือ วิคตอรี่ ไป  คงเหลือแต่เรือ บริทาเนีย, โอเรียน ที่ยังคงยิงต่อสู้อย่างประปรายกับเรือที่คุ้มกันเรือ ซานทิสซิมา ทรินิแดด (ต่อมาได้เป็นเรือธงของกองเรือสเปนในยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์ ปี ๑๘๐๕)

เนลสัน ยังคงอยู่ดูแลความเรียบร้อยบนเรือสเปนที่ยึดได้  เรืออังกฤษลำอื่นที่ผ่านมาต่างส่งเสียงเชียร์  เมื่อจัดการความเรียบร้อยเสร็จ เขาก็ไปยังเรือ แคพเท่น เพื่อขอบคุณนาวาเอก มิลเลอร์และมอบกระบี่ของผู้การเรือสเปนให้แก่เขา

เวลา ๑๗๐๐  เนลสันย้ายเรือธงจากเรือ แคพเท่น ไปเป็นเรือ อิลเรสิซทิเบิ้ล (Irresistible)  ยุทธนาวีที่แหลม เซนต์ วินเซนท์ ราชนาวีอังกฤษเสียทหารไป ๗๓ นาย บาดเจ็บ ๒๒๗ นาย (ในจำนวนนี้, บาดเจ็บสาหัสเพียงรายเดียว)  ในขณะที่สเปนสูญเสียอย่างหนัก เฉพาะบนเรือ ซาน นิโคลัส ลำเดียว มีทหารเสียชีวิตไป ๑๔๔ นาย  เนลสันขึ้นเรือ วิคตอรี ทั้งๆ เครื่องแบบที่ยังเต็มไปด้วยเขม่าและฝุ่นควัน   พลเรือเอก เจอร์วิส รอให้การต้อนรับบนดาดฟ้า – “ท่านนายพล (หมายถึง พลเรือเอก เจอร์วิส) สวมกอดข้าพเจ้า, แล้วพูดว่า เขาไม่รู้จะขอบคุณข้าพเจ้าออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร และไม่รู้จะทำอย่างไรดีที่จะบอกว่า เขามีความสุขมาก”

มันเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของราชนาวีอังกฤษ เรืออังกฤษ ๑๕ ลำ เอาชนะกองเรือสเปน ที่มีเรือถึง ๒๗ ลำ  สเปนเหนือกว่าทั้งจำนวน  ปืนใหญ่และจำนวนคน แต่พลเรือเอก เจอร์วิส มีลูกเรือที่ได้รับการฝึกอย่างดี เมื่อเทียบกับกองเรือสเปนภายใต้การนำของดอน โฮเซ่ คอร์โดบา ที่ลูกเรือส่วนใหญ่ตื่นตระหนก  มีลูกเรือเพียง ๖๐ – ๘๐ คน เท่านั้นที่ได้รับการฝึกมา  ที่เหลืออีก ๙๐ % ขาดความชำนิชำนาญและเป็นทหารบกซึ่งไม่ชำนาญในการรบทางเรือ  คนของสเปนต้องต่อสู้แบบตัวใครตัวมันโดยขาดผู้นำ  หลังยึดเรือ ซาน โฮเซ่ ได้ พวกอังกฤษพบว่า ปืนใหญ่บางกระบอกยังไม่ได้เอาฝาครอบลำกล้องออกด้วยซ้ำ  โชคดีของสเปนที่ยังไม่ได้ใช้ปืนเหล่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นเรือของเขาคงเสียหายจากปืนของตนเองมากกว่าปืนของเรืออังกฤษ

การรักษาระเบียบวินัยและการดูแลเรื่องการฝึกอย่างต่อเนื่องยาวนานของพลเรือเอก เจอร์วิส ได้แสดงให้เห็นผลในการรบ และเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติสำหรับทหารเรือในรุ่นต่อๆ มา




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
0 comments
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 13:58:54 น.
Counter : 1367 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.