hummel
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




สนใจการทหารมาตั้งแต่เด็ก, อยากมี
War Museum แต่คงทำไม่ได้
จึงขอเพียงมีห้องสมุดสงครามเล็กๆ
ปัจจุบัน อยากเขียนหนังสือภาษาไทย
เผยแพร่ให้เยาวชนที่สนใจ

123glitter.com
On line:
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2550
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
27 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hummel's blog to your web]
Links
 

 

ยุทธนาวีที่เกาะช้าง ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ (1941)

ยุทธนาวีที่เกาะช้าง

๑๗ มกราคม ๒๔๘๔

เกริ่นนำ

หลังจากผู้เรียบเรียงเรื่องการรบที่เกาะช้าง ในครั้งแรกเรียบร้อยแล้ว ต่อมาได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อเขียนของพลเรือโท ชาญ วีระประจักษ์ เรื่อง กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส พ.ศ.๒๔๘๓ - ๒๔๘๔ ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร นาวิกศาสตร์ ซึ่งถือว่า เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ผู้เรียบเรียงจึงได้นำข้อมูลดังกล่าวแทรกลงในบทความ “การรบที่เกาะช้าง” เป็นการเพิ่มเติม เป็นการปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในเรื่องดังกล่าวได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป
ทั้งนี้เมื่อมีการพบข้อมูลที่มีประโยชน์ใหม่ๆ ผู้เรียบเรียงจะพยายามปรับปรุงให้บทความดังกล่าวนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป การเรียบเรียงดังกล่าวต้องขอกราบประทานอภัยและขอโทษ รวมทั้งกราบขอบคุณผู้เขียนบทความต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการรบที่เกาะช้าง ซึ่งผู้เรียบเรียงได้นำข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาเรียบเรียงเป็นบทความดังกล่าว ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแพร่เรื่องราวที่สำคัญดังกล่าวในประวัติศาสตร์ ซึ่งในความคิดเห็นของผู้เรียบเรียงขอสดุดีทหารหาญผู้มีส่วนร่วมในการรบครั้งนี้ซึ่งได้ทำหน้าที่ชายชาติทหารอย่างสมบูรณ์ สมกับหน้าที่ของลูกผู้ชายที่ชาติได้ฝากความหวังไว้ และเช่นเดิม ในการเรียบเรียงครั้งนี้อาจมีข้อผิดพลาดเนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เรียบเรียงเช่นกัน จึงต้องขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย

๒๖ มีนาคม ๒๕๔๗
______________________________


บทนำ

สืบเนื่องจากภาวะสงครามในยุโรปซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๘๒ และกองทัพเยอรมันมีชัยต่อฝรั่งเศสในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๘๓ ทำให้ความเป็นมหาอำนาจของฝรั่งเศสอ่อนแอลง ตามมาด้วยการบุก ตังเกี๋ยและก่อนหน้าที่กองทัพเยอรมันจะบุกยึดกรุงปารีสได้ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน คือในวันที่ ๑๒ มิถุนายน นั้นเอง รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ตกลงลงนามในสัญญาไม่รุกรานกัน แต่ทั้งนี้สัญญาดังกล่าวยังไม่มีการให้สัตยาบันจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่อมารัฐบาลวิซี ของฝรั่งเศสได้เซ็นสัญญาสงบศึกกับเยอรมันในวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๓

หลังจากที่ฝรั่งเศสยอมแพ้เยอรมันแล้วได้แจ้งให้อัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสได้ทราบว่า ขอให้กติกาสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศสมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยมิต้องรอการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตอบฝรั่งเศสไป เมื่อ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๓ ว่าไทยยินดีจะรับตกลงตามคำขอของฝรั่งเศส แต่ใคร่จะขอให้ฝ่ายฝรั่งเศสตกลงยอมรับในเรื่องต่างๆ ดังนี้คือ

๑. ต้องถือว่าร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์วางแนวเส้นเขตแดนตามลำแม่น้ำโขงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

๒. ต้องปรับปรุงเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติคือถือเอาแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนตั้งแต่ทิศเหนือมาทิศใต้จนถึงเขตแดนกัมพูชาโดยฝรั่งเศสต้องยกดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซคืนมาให้ไทย

๓. ถ้าหากอินโดจีนเปลี่ยนการปกครองจากอธิปไตยฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะต้องคืนอาณาเขตลาวและกัมพูชาให้แก่ไทย

รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ตอบปฏิเสธคำร้องของไทยเมื่อ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๓

ในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๘๓ ดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีนก็ได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกโดยการเข้ายึดลางซอน (Lang-Son) ในขณะเดียวกันฝ่ายไทยกับฝรั่งเศสยังคงมีการเจรจากัน แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ พร้อมๆ กันนั้นในประเทศไทยมีการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนที่เคยเป็นของไทยในอดีตเกิดขึ้น จนกระทั่งในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๘๓ รัฐบาลไทยจึงประกาศยับยั้งการให้สัตยาบันกติกาสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศส พร้อมๆ กับหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้นได้ระดมกำลังทหารตรึงแนวชายแดนไทย-อินโดจีน และตามมาด้วยการปะทะกันของกำลังทางบกและกำลังทางอากาศทั้งสองฝ่ายในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเรียกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ว่า "สงครามอินโดจีน" (พ.ศ.๒๔๘๓–๒๔๘๔)

ในด้านกำลังทางเรือของฝรั่งเศสซึ่งมีฐานทัพอยู่ที่ไซ่ง่อน ได้ประกอบกำลังเป็นกองเรือเฉพาะกิจ (Special Group 7) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ ประกอบด้วยเรือลาดตระเวนเบา ลามอตต์ปิเกต์ (Lamotte-PicquetX (เรือธง) ระวางขับน้ำเต็มที่ ๙,๓๕๐ ตัน อาวุธประจำเรือมีปืน ๖.๑ นิ้ว(๑๕๕ มม.) ๘ กระบอก, ปืน ๓ นิ้ว(๗๕ มม.) ๔ กระบอก, เรือสลุบ ดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d' Urville) และเรือสลุป อามิรัล ชาร์เนร์ (Amiral Charner) ระวางขับน้ำเต็มที่ ๒,๖๐๐ ตัน, เรือสลุป มาร์น (Marne) (๖๐๑ ตัน) และเรือสลุป ตาอูร์ (Tahure) (๘๕๐ ตัน) มี นาวาเอก เบรังเยร์ (Berenger) เป็นผู้บังคับการกองเรือ พลเรือเอก จอง เดอคูกซ์ (Amiral Jean Decoux) ผู้ว่าการประจำอินโดจีนและผู้บัญชาการกำลังทางเรือภาคพื้นอินโดจีน (commandant en chef des F.N.E.O.: Forces Navales d'Extrême Orient) ได้ตัดสินใจให้กองเรือดังกล่าวดำเนินการตามแผนปฏิบัติการทางเรือต่อไป โดยกำลังดังกล่าวรวมกำลังเตรียมพร้อมที่อ่าวคัมรานห์ ในวันที่ ๙ ธันวาคม และได้ทำการฝึกเตรียมความพร้อมหลังจากนั้น การลาดตระเวนหาข่าวของฝรั่งเศสประกอบไปด้วยการบินสอดแนมจากเครื่องบินทะเล แบบ Loire 130 ๘ เครื่องจากฐานบินที่เรียม (Ream), เรือสำรวจชายฝั่ง ๓ ลำ และการหาข้อมูลจากชาวประมงท้องถิ่น


(ซ้าย - นาวาเอก เบรังเยร์, ขวา - เครื่องบินทะเล แบบ Loire 130)

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๘๔ พลเรือเอก เดอคูกซ์ ได้สั่งการให้นาวาเอก เบรังเยร์ นำกำลังทางเรือเข้าต่อตีฝ่ายไทยเพื่อสนับสนุนแผนการยกพลขึ้นบกที่จะกระทำในวันที่ ๑๖ มกราคม ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนกำลังทางบกของฝรั่งเศสที่กำลังเพลี่ยงพล้ำในดินแดนกัมพูชา โดยการเปิดแนวรุกทางด้านชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย (เปิดแนวรุกที่ ๒ ให้ฝ่ายไทยพะงักพะวง)(ฝรั่งเศสปฏิบัติการตีโต้ฝ่ายไทยในกัมพูชาในวันที่ ๑๖ มกราคม เช่นกัน แต่ปฏิบัติการดังกล่าวไม่สำเร็จ - ผู้เรียบเรียง) เบรังเยร์ ได้ส่งเรือสลุปที่ความเร็วต่ำเดินทางล่วงหน้ามาก่อน ส่วนเขาเองรอประชุมวางแผนขั้นสุดท้ายที่ไซ่ง่อน

ทางกระทรวงทหารเรือฝรั่งเศสในปารีสต้องการให้กำลังทางเรือสนับสนุนกองทัพบก ความล่าช้าของการวางแผนขั้นสุดท้ายทำให้การปฏิบัติการต้องเลื่อนออกไปอีก ๒๔ ชั่วโมง ทำให้เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ต้องเข้ารับเชื้อเพลิงเพิ่มเติมที่แหลมแซง จาคส์ (Cap St. Jacques) ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดนัดพบในเวลา ๑๖๐๐ ของวันที่ ๑๕ มกราคม ณ ๒๐ ไมล์ทางเหนือของเกาะ Poulo Condore (ปัจจุบันชื่อเกาะ คอนซอน)

พลเรือเอก จอง เดอคูกซ์ (Admiral Jean Decoux) สั่งการอย่างชัดเจนให้ "ติดตามค้นหาและทำลายกองเรือสยาม ตั้งแต่สัตหีบจนถึงชายแดนกัมพูชา" ช่วงเย็นวันนั้น (๑๕ มกราคม) ได้มีการประชุม ผู้บังคับการเรือต่างๆ ที่จะออกปฏิบัติการบนเรือธง ลามอตต์ปิเกต์ กองเรือดังกล่าวถอนสมอออกจากที่ตั้งเวลา ๒๑๐๐ ของวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๘๔ โดยใช้ความเร็วสูงสุด ๑๓.๕ น๊อต ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดที่เรือสรุปสามารถทำความเร็วได้ และสามารถเดินทางเข้ามาอ่าวไทยโดยไม่ถูกตรวจพบ



เครื่องบินลาดตระเวนจากเรียมที่บินลาดตระเวนตั้งแต่ตราดจนถึงสัตหีบ ได้รายงานเข้ามาว่า มีเรือรักษาฝั่งหนึ่งลำและเรือตอร์ปิโด ๓ ลำ อยู่ที่เกาะช้าง เรือปืนหนึ่งลำ, เรือตอร์ปิโด ๔ ลำ และเรือดำน้ำ ๒ ลำ อยู่ที่สัตหีบ รายงานดังกล่าวถูกส่งไปที่กองบังคับการในไซ่ง่อนแล้วส่งต่อไปที่เรือ ลามอตต์ปิเกต์ อีกทอดหนึ่ง เบรังเยร์ จึงตัดสินใจหลังจากได้รับข่าวนี้โดยเลือกที่จะเข้าต่อตีกำลังของฝ่ายไทยที่จอดอยู่ที่เกาะช้าง เพราะ

ประการแรก เรือสรุปทำความเร็วได้ไม่มาก กว่าจะเดินทางถึง สัตหีบ ฝ่ายไทยอาจรู้ตัวก่อนและเตรียมการป้องกันได้ทัน

ประการที่สอง กำลังของฝ่ายไทยที่เกาะช้างมีเพียง ๔ ลำ มีโอกาสที่กองเรือของฝรั่งเศสจะเอาชนะได้มาก

การวางแผนโจมตีจึงถูกกำหนดดังนี้ กองเรือจะเข้าโจมตีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นโดยเข้าจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะบริเวณที่จอดเรือของฝ่ายไทยที่เกาะช้างล้อมรอบไปด้วยเกาะและหินมากมาย และมีความสูงกว่า ๒๐๐ เมตร กองเรือฝ่ายไทยสามารถใช้ภูมิประเทศเป็นที่กำบังและเล็ดรอดหลบหนีได้ ทางด้านตะวันออกมีช่องที่เรือขนาดใหญ่จะใช้แล่นออกมาได้ ยิ่งกว่านั้นจากการลาดตระเวนทางอากาศรายงานว่า มีเรือขนาดใหญ่ของไทยอยู่ด้วย ดังนั้นเรือ ลามอตต์ปิเกต์ จะเข้าทางด้านตะวันออกเพื่อปิดกั้นช่องนี้ ในขณะที่เรือสลุป อามิรัลชาร์เนร์ (Amiral Charner) และเรือ ดูมองต์ ดูร์วิลล์(Dumont d' Urville) ปิดล้อมตรงกลาง (ระหว่างเกาะหวายกับเกาะคลุ้ม) เรือฝรั่งเศสที่เหลืออีกสองลำให้รับผิดชอบทางด้านตะวันตก



กองเรือฝรั่งเศสถึงบริเวณจุดรวมพลเมื่อเวลา ๐๕๓๐ ของวันที่ ๑๗ มกราคม และแยกออกเป็น ๓ หมู่เรือตามแผนที่วางไว้เมื่อเวลา ๐๕๔๕ โดยเรือ ลามอตต์ปิเกต์ บ่ายหัวไปทางด้านตะวันออกของจุดรวมพล, เรือ ดูมองต์ ดูร์วิลล์(Dumont d' Urville) และเรือ อามิรัลชาร์เนร์ (Amiral Charner) ยังอยู่ตรงกลาง(ระหว่างเกาะหวายกับเกาะคลุ้ม) และเรือ ตาอูร์ (Tahure) และเรือ มาร์น (Marne) แยกออกไปทางด้านตะวันตก สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเข้าโจมตี ท้องทะเลเรียบ ตามกำหนดดวงอาทิตย์ขึ้นเวลา ๐๖๓๐ ดังนั้นในตอนนี้แสงสว่างยังทึมๆ มีเพียงแสงจันทร์เท่านั้น เครื่องบิน Loire 130 จากเรียมมาทำการบินลาดตระเวนครั้งสุดท้าย และบินผ่านเหนือจุดรวมพลเวลา ๐๖๐๕ พร้อมกับรายงานว่า มีเรือป้องกันฝั่ง ๒ ลำ ข่าวนี้สร้างความแปลกใจให้กับฝรั่งเศสเพราะรายงานเดิมบอกว่า มีเรือขนาดใหญ่เพียงลำเดียวเท่านั้น (เป็นไปได้ว่า ในการบินสังเกตการณ์จากระยะประมาณไม่ต่ำกว่า ๔ กม.และทัศนวิสัยที่มีเพียงแสงรำไรๆ นักบินเพียงแต่บินผ่านไม่ใช่การบินเกาะติดกองเรือ การมองเห็นจึงผิดพลาดได้, อีกทั้งเรือธนบุรียังจอดเทียบกับเรือหนองสาหร่าย ซึ่งหากมองในลักษณะบังกันแล้วสังเกตได้ยาก แม้จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม เพราะจากข้อมูลฝ่ายไทยและจากแผนที่ของฝรั่งเศสเครื่องบินฝรั่งเศสบินอ้อมแหลมใหญ่ตัดปลายเกาะช้างไปอ้อมลงใต้แถวบ้านหาดทรายขาวไปทางเกาะง่าม การบินผ่านเรือต้องอยู่ในระยะไกลพอสมควร เพราะทางเรือจะได้ยินเสียงของเครื่องบินและจะต้องยิงขึ้นมา - ผู้เรียบเรียง) ขณะที่เครื่องบินกำลังบินผ่านเรือ ลามอตต์ปิเกต์ นั้นก็ได้ใช้ลูกระเบิดที่ติดมาด้วยเข้าโจมตีฝ่ายไทย แต่ถูกระดมยิงอย่างหนาแน่นจากปืนต่อสู้อากาศยานของฝ่ายไทย สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายฝรั่งเศสซึ่งต้องเผชิญหน้ากับเรือใหญ่ของไทยทีเดียวสองลำ (จุดนี้เองน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฝรั่งเศสรีบถอนตัวจากการรบหลังการปะทะกับเรือธนบุรีแล้ว เพราะผิดแผนที่วางไว้ - ผู้เรียบเรียง) แต่ถึงตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ที่จะไปกังวลกับเรื่องนี้แล้ว ทางฝ่ายฝรั่งเศสหวังจะใช้การเข้ามาอย่างเงียบๆ แล้วต่อตีเรือของไทย อย่างน้อยฝ่ายไทยก็ยังต้องเสียเวลากับการถอนสมอและติดเครื่องเรือ (ฝรั่งเศสทราบอยู่แล้วว่า เรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทยคงออกเรือไม่ได้ทันทีแน่ๆ เพราะถึงแม้จะติดไฟไว้ แต่ก็ต้องเสียเวลาถอนสมอ - ผู้เรียบเรียง) แต่เรือป้องกันฝั่งได้เปรียบกว่าเรือตอร์ปิโดตรงที่ใช้เครื่องดีเซลที่ออกเรือได้ทันที



บันทึกฝ่ายไทย

เช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ สภาพอากาศมีหมอกลงเล็กน้อย ท้องฟ้ามีเม็ดฝน ลมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนมาก ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินทะเลแบบ Loire 130 มาลาดตระเวนตรวจตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของหมู่เรือไทยอีกครั้ง พบเรือหลวงธนบุรี และเรือหลวงหนองสาหร่าย (ฝรั่งเศส คิดว่าเป็นเรือชั้นเดียวกันกับเรือหลวงธนบุรี คือ เรือหลวงศรีอยุธยา - ผู้เรียบเรียง) จอดที่เกาะลิ่ม หลังจากนั้นเครื่องบินทะเลลำนั้นได้บินขึ้นไปทางทิศเหนือก่อนที่จะวกกลับลง มาทางใต้ผ่านมาทางเหนือของเกาะง่าม เพื่อที่จะทิ้งระเบิดกำลังทางเรือของไทยประกอบด้วยเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี ซึ่งเป็นเรือตอร์ปิโดใหญ่ (Torpedo Boat) จอดอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของเกาะง่าม ห่างจากฝั่ง ๕๐๐ เมตร

เวลา ๐๕๕๐ ขณะที่ลูกเรือกำลังออกกำลังกายตอนเช้าได้ยินเสียงเครื่องบิน ต่อมาสักครู่เครื่องบินทะเลของฝรั่งเศสแบบ Loire 130 ได้บินเข้ามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าโจมตีทิ้งระเบิดอาคารเก็บเครื่องบินทะเลบนเกาะง่าม แต่ลูกระเบิดพลาดตกลงน้ำระหว่างช่องแหลมเทียนระหว่างเกาะช้างกับเกาะง่าม ผู้บังคับการเรือทั้งสองลำได้สั่งให้ทหารประจำเรือประจำสถานีรบตั้งแต่ ๐๖๐๕ จึงใช้อาวุธประจำเรือซึ่งประกอบด้วยปืน ๗๕ ม.ม.และปืนส.อ. (ส.อ. = ปืนต่อสู้อากาศยาน) ขนาด ๒๐ ม.ม. ระดมยิงเครื่องบินฝรั่งเศสจนบินหนีกลับไปทางเกาะหวาย



กำลังทางเรือของฝรั่งเศส แบ่งกำลังเป็น ๓ หมู่ ซึ่งประกอบด้วยเรือลาดตระเวนเบา ลามอตต์ปิเกต์ (Lamotte-Picquet) เป็นเรือธง หมู่เรือที่สองมีเรือสลุบชั้น อามิรัลชาร์เนร์ (Amiral Charner) และเรือ ดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d' Urville) อาวุธหลักคือ ปืน ๑๓๓ มม. ลำละ 3 กระบอก หมู่เรือที่สามมีเรือช่วยรบติดอาวุธ ตาอูร์ (Tahure) ซึ่งมีปืน ๑๔๕ มม. ๒ กระบอก และปืน ๗๕ มม. ๑ กระบอก และเรือ มาร์น มีปืน ๑๐๐ มม. ๔ กระบอก และปืน ๗๕ มม. ๑ กระบอก (สองลำหลังไทยจัดเป็นเรือช่วยรบ แต่ฝรั่งเศสจัดเป็นเรือสลุป - ผู้เรียบเรียง) แล่นเข้ามาทางด้านใต้ของเกาะช้าง เรือหลวง สงขลา เห็นเรือ ลามอตต์ปิเกต์ โผล่ออกมาจากเกาะหวายระยะ ๑๐,๐๐๐ เมตร ความเร็ว ๒๐ น๊อต เมื่อเวลา ๐๖๑๐ ต้นปืนจึงสั่งยิงเรือข้าศึก เมื่อเรือ สงขลา ยิงเรือ ลามอตต์ปิเกต์ได้ ๑ ตับ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ จึงเริ่มยิงเรือตอร์ปิโดใหญ่ของไทย จากนั้นเรือหลวง ชลบุรี จึงร่วมยิงเรือ ลามอตต์ปิเกต์ ด้วย แต่เมื่อยิงไปได้ ๑ ตับได้เห็นหมู่เรือสลุปของข้าศึกโผล่เข้ามาระหว่างเกาะหวายและ เกาะคลุ้ม และติดๆ กัน หมู่เรือที่สามของข้าศึกก็โผล่มาทางแหลมบางเบ้า เรือ ชลบุรี จึงเปลี่ยนเป้าใหม่ โดยให้ปืน ๑ และปืน ๒ ยิงเรือข้าศึกที่เข้ามาทางแหลมบางเบ้า และปืนท้ายยิงเรือ ดูมองต์ ดูร์วิลล์



เรือ สงขลา เริ่มยิงเรือ ลามอตต์ปิเกต์ ที่ระยะ ๑๐,๐๐๐ เมตร ปรากฎว่า กระสุนตกต่ำ จึงแก้ศูนย์เป็น ๑๔,๐๐๐ เมตร แต่กระสุนตกสูง จึงแก้ระยะเป็น ๑๒,๐๐๐ เมตร คราวนี้กระสุนตกคร่อมเป้า

บันทึกการรบของฝรั่งเศส

สิ่งที่สร้างความตกใจคือ ขณะกองเรือฝรั่งเศสกำลังจะเข้าโจมตี ฝ่ายไทยก็เริ่มยิงก่อน เมื่อเวลา ๐๖๑๔ ที่ระยะ ๙,๐๐๐ เมตร (ฝรั่งเศสคิดว่า จะเข้าโจมตีฝ่ายไทยโดยไม่ให้รู้ตัว แต่น่าจะเป็นเพราะเครื่องบินลาดตระเวนที่ทำให้ฝ่ายไทยประจำสถานีรบก่อนที่เรือฝรั่งเศสจะเข้ามาถึง - ผู้เรียบเรียง) ฝ่ายฝรั่งเศสตอบโต้ทันทีโดยเรือ ลามอตต์ปิเกต์ ยิงเข้าใส่สิ่งที่เห็นตะคุ่มๆ ในเงามืด และยิงตอร์ปิโดออกไปหนึ่งชุด ๓ ลูก เมื่อเวลา ๐๖๒๐ ตอร์ปิโดลูกหนึ่งถูกเรือรักษาฝั่ง ศรีอยุธยา เรือได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งจากปืนและตอร์ปิโดและแล่นหลบเข้าบังเกาะ(ช้าง) และสุดท้ายไปเกยที่ฝั่ง (ตรงนี้ฝ่ายไทยบันทึกตรงกันว่า ฝรั่งเศสยิงตอร์ปิโดมา ๓ ลูก แต่ไประเบิดที่เกาะง่าม ซึ่งน่าจะเป็นเพราะฝรั่งเศสคิดว่า เกาะง่ามเป็นเรือศรีอยุธยา และแล่นหนี โดยหลบเข้าบังเกาะช้าง เลยทำให้ไม่เห็นอีก จากนั้นไปจำสับสนกับเรือธนบุรีที่แล่นไปเกยที่แหลมงอบหลังการรบ–ผู้เรียบเรียง) เรือตอร์ปิโด ตราด เป็นเป้าหมายต่อไปของเรือ ลามอตต์ปิเกต์ เรือ ตราด เสียหายหนักและหายไปหลังแนวเกาะ ซึ่งเป็นที่ๆ เรือไปจมในเวลาต่อมา (ตรงนี้น่าเชื่อได้ว่า ฝรั่งเศสสับสน เพราะเรือตราด มิได้อยู่บริเวณนั้น เรืออีกลำคือ เรือหลวง ระยอง ถูกส่งไปประจำที่เกาะกูด แต่ฝรั่งเศสคิดเองว่า มีเรือตอร์ปิโดอยู่จุดนั้น ๓ ลำ กับเรือศรีอยุธยาอีกลำ - ผู้เรียบเรียง) หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยิงเรือตอร์ปิโดที่เหลือคือ เรือชลบุรี และเรือสงขลา จนไฟลุกท่วมและต้องสละเรือใหญ่ เรือทั้งสองถูกยิงจนจมจากปืนเรือสรุปเมื่อเวลา ๐๗๐๐ (ส่วนนี้น่าเชื่อได้ว่า เริ่มมีแสงมากพอและเรือฝรั่งเศสเข้ามายิงเรือไทยในระยะใกล้ ทำให้สามารถเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน ไม่มั่วอย่างเรื่องเรือ ตราด ที่ฝรั่งเศสยิงเกาะง่ามไปหลายลูก - ผู้เรียบเรียง)

บันทึกฝ่ายไทย

เรือ ลามอตต์ปิเกต์ เริ่มยิงโต้ตอบด้วยปืน ๑๕๕ ม.ม.ชุดแรกเมื่อเวลา ๐๖๑๙ แต่กระสุนข้ามเรือรบไทยไปตกบนเกาะง่าม เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ และเรือ อามิรัลชาร์เนร์ เริ่มยิงเมื่อเวลา ๐๖๑๕ และ ๐๖๒๓ ตามลำดับ เรือ ตาอูร์ และเรือ มาร์น เริ่มยิงเมื่อเวลา 0625 โดยเรือข้าศึกใช้เปลวไฟจากการยิงของเรือไทยเป็นเป้า



นอกจากการยิงเรือไทยโดยปืน ๑๕๕ มม. และปืน ๗๕ มม.แล้ว เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ยังยิงตอร์ปิโด ๑ ตับ ๓ ลูก เมื่อเวลา ๐๖๒๐ มายังเรือตอร์ปิโดของไทยแต่ไม่ถูก ตอร์ปิโดที่ยิงมาไประเบิดที่เกาะง่าม และเนื่องจากหมู่เรือของไทยจอดโดยมีเกาะช้างเป็นฉากหลัง ทำให้หมู่เรือของฝรั่งเศสมองไม่เห็นหมู่เรือตอร์ปิโดของไทยในช่วงแรกของการปะทะกัน ต่อมาเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสว่างมากขึ้น เรือตอร์ปิโดของไทยซึ่งตกเป็นเป้านิ่งเริ่มถูกกระสุนของข้าศึก ในขณะเดียวกันเรือข้าศึกในหมู่เรือที่สองและหมู่เรือที่สามก็เคลื่อนที่ปิดระยะเข้ามายิงเรือไทย โดยเมื่อ ๐๖๓๐ เรือข้าศึกหมู่ที่สามอยู่ห่างเรือตอร์ปิโดของเราเพียง ๒,๖๐๐ เมตรเท่านั้น เรือตอร์ปิโดทั้งสองลำเกิดเพลิงไหม้และน้ำเข้าเรือจนต้องสละเรือใหญ่ โดยเรือ สงขลาสละเรือใหญ่เมื่อเวลา ๐๖๔๕ เรือเริ่มเอียงกราบขวาและคว่ำในเวลา ๐๖๕๓ ส่วนเรือ ชลบุรี สละเรือใหญ่โดยท้ายเรือเริ่มจม และจมมิดลำ ในเวลา ๐๖๕๕ เรือ สงขลา และเรือ ชลบุรี มิได้มีโอกาสใช้ตอร์ปิโดซึ่งเป็นอาวุธประจำเรือสำคัญเนื่องจากขณะเรือจอดน้ำได้ปัดท้ายเรือออกนอกอ่าว ส่วนหัวเรือหันเข้าหาเกาะ ทำให้ไม่มีมุมยิงตอร์ปิโด

บันทึกของฝรั่งเศส

เวลา ๐๖๓๘ เรือลามอตต์ปิเกต์ เห็นเรือรักษาฝั่งลำที่สอง, เรือธนบุรี ที่ระยะ ๑๐,๐๐๐ เมตร (ตรงนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า ฝ่ายฝรั่งเศสเห็นจริงๆ ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่แสงยังไม่มาก เพราะถึงเวลานี้สามารถระบุระยะห่างระหว่างเรือได้แล้ว – ผู้เรียบเรียง) มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตามมาด้วยการยิงกันของเรือทั้งสองลำท่ามกลางเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นกำบัง เรือไทยยิงอย่างหนักแต่ไม่แม่นยำ เวลา ๐๗๑๕ เห็นเพลิงลุกไหม้บนเรือธนบุรีซึ่งเวลานี้ต้องรบกับทั้งเรือลาดตระเวนและเรือสรุปด้วย เชื่อว่า ฝ่ายไทยคงเลือกยิงเรือที่เล็กกว่าเพราะเรือไทยเปลี่ยนเป้าไปยิงเรือสรุป อัดมิราล ชาร์เนร์ ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มกระสุน ๘ นิ้วตกอยู่รอบๆ เรือ จากนั้น เรือ ธนบุรี ได้เปลี่ยนกลับมายิงเรือ ลามอตปิเกต์ หลังจากที่เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ยิงไปอีก ๑ ตับ ทำให้ปืนป้อมหลังของเรือธนบุรี เสียหายไป ตอนนี้เรือธนบุรี จึงแล่นเข้าหาเขตน้ำตื้นเพื่อความปลอดภัย ทำให้เรือฝรั่งเศสตามเข้าไปไม่ได้เพราะกลัวติดตื้น แต่เรือไทยก็เกิดเพลิงไหม้อย่างหนักบริเวณดาดฟ้า เวลา ๐๗๕๐ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ยิงตอร์ปิโดตับสุดท้ายที่ระยะ ๑๕,๐๐๐ เมตร แต่มองไม่เห็นเรือ ธนบุรี แล้ว เนื่องจากแล่นหายไปหลังเกาะและไม่โผล่ออกมาให้เห็นอีกเลย

บันทึกฝ่ายไทย

หลังยิงเรือตอร์ปิโดของไทยแล้ว เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ยังถือเข็ม ๗๕ และเปลี่ยนเป็นถือเข็ม ๕๐ เมื่อเวลา ๐๖๓๔ ในขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นมาทางกราบขวา นาวาเอก เบรังเยร์ ผู้บังคับการเรือก็เห็นเรือ ธนบุรี โผล่มาระหว่างเกาะไม้ซี้ใหญ่กับเกาะไม้ซี้เล็ก



ในเช้าวันนั้น เรือหลวง ธนบุรี ได้จอดเรือพร้อมกับ เรือหลวงหนองสาหร่าย และ เรือเทียวอุทก ที่อ่าวสลักคอก เวลา ๐๖๐๕ ได้เห็นเครื่องบินข้าศึก นาวาเอก หลวงพร้อมวีรพันธ์ ผู้บังคับการเรือจึงได้สั่งประจำสถานีต่อสู้อากาศยาน แต่เครื่องบินข้าศึกได้บินไปทางเกาะง่าม ผู้บังคับการเรือจึงสั่งรื้อเพดานพร้อมกับสั่งติดเครื่องจักรใหญ่ และให้ต้นหนส่งวิทยุแจ้งข่าวไปยังกองบินบกจันทบุรี (แต่ทางจันทบุรีไม่ได้รับ) ต่อมาได้ยินเสียงปืนจากทางด้านเกาะง่าม เรือ ธนบุรี จึงออกเรือเมื่อเวลา ๐๖๒๐ พร้อมกันนั้นเองยามสะพานเดินเรือรายงานว่า เห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้างระหว่างเกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ (เรือ ลามอตต์ปิเกต์) กำลังแล่นเข็ม ๖๕ และเห็นแสงไฟแลบจากเรือ (กำลังยิงเรือตอร์ปิโดใหญ่) ผู้บังคับการเรือสั่งให้รายงานไปยังกองทัพเรือว่า “เรือ ลามอตต์ปิเกต์ มาต่อตีเรือที่ด้านใต้เกาะช้าง” แล้วให้ส่งสัญญาณธงสองมือไปยังเรือหนองสาหร่ายอย่าให้ตามมา (เพราะเรือ หนองสาหร่าย มีทุ่นระเบิดอยู่บนเรือ) เรือ ธนบุรี ใช้เข็มตะวันออกเฉียงใต้ แต่เนื่องจากป้อมท้ายยังไม่พร้อม (เพราะพลหันป้อมท้ายขึ้นไปประจำอยู่บนเกาะง่าม) ผู้บังคับการเรือจึงสั่งหยุดเครื่องหางเสือซ้ายหมดเพื่อบังเกาะไม้ซี้ใหญ่ก่อน ปืนทั้งสองป้อมพร้อมเมื่อเวลา ๐๖๔๐ เรือ ธนบุรี จึงเดินหน้าเต็มตัว ผู้บังคับการเรือสั่งเตรียมรบกราบขวา ที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก



เวลา ๐๖๔๕ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ โผล่ออกมาทางด้านตะวันออกของเกาะไม้ซี้ใหญ่และเริ่มยิงเรือ ธนบุรีทันที ในขณะที่ปืนเบา (ปืน ๗๕ มม.) กราบขวาทั้งสองกระบอกลืมปรับศูนย์ซึ่งตั้งระยะไว้ที่ ๘,๐๐๐ เมตร ทำให้เสียกระสุนไปเปล่า ๒๖ นัด กระสุนตับแรก(๔ นัด) ของฝรั่งเศสตกสูงห่างเรือ ๓๐๐ เมตร กระสุนตับที่สองและสามตรงแต่ตกต่ำห่างเรือ ๕๐ เมตรถึง ๑๕๐ เมตร เรือ ธนบุรี เริ่มยิงหลังจากข้าศึกยิงมาได้ ๒ ตับ โดยตั้งระยะไว้ที่ ๑๓,๐๐๐ เมตร กระสุนตกต่ำ ปืนเรือฝรั่งเศสเริ่มจับระยะได้

เวลา ๐๖๔๘ กระสุนตับที่ ๔ ของฝรั่งเศสนัดหนึ่งถูกเรือธนบุรีใต้หอบังคับการกราบขวา กระสุนระเบิดทะลุขึ้นไปถึงพื้นหอบังคับการเรือ ทำให้หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ผู้บังคับการเรือและทหารที่ประจำอยู่ในหอบังคับการเรือเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย ไฟไหม้และเครื่องถือท้ายในหอบังคับการใช้งานไม่ได้ ทำให้เรือธนบุรีหมุนซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง ๔ รอบ กระสุนนัดนี้ยังทำลายเครื่องมือสื่อสารในการบังคับเรือ ต้นหนของเรือต้องออกจากหอบังคับการเรือธนบุรีต้องเปลี่ยนมาถือท้ายด้วยมือ

ต่อมาเรือธนบุรีได้ถูกกระสุนที่ดาดฟ้ากราบซ้ายริมห้องโถงนายพลทะลุลงใต้ดาดฟ้าไปตัดท่อน้ำดับเพลิงขาดแล้วไประเบิดในห้องพันจ่ากราบขวา ทำให้เกิดเพลิงไหม้เครื่องนอนและฉีกผนังเรือกราบขวาทะลุ กระสุนอีกนัดโดนตรงหีบพักกระสุนปืน ๗๕ มม. ระหว่างปืนกระบอกที่ ๑ และกระบอกที่ ๓ กระสุนไประเบิดในห้องบัญชาการและห้องต้นปืน ทำให้นายแพทย์ประจำเรือถูกสะเก็ดระเบิดขาขาดเสียชีวิตในเวลาต่อมาและมีทหารได้รับบาดเจ็บอีกหลายนาย กระสุนอีกนัดถูกบริเวณแนวน้ำกราบขวาตอนท้ายเรือแล้วระเบิดบนพื้นห้องกะลาสี ๔ ทำให้น้ำเข้าเรือ กระสุนอีกนัดถูกช่องกระจกทางกราบขวาตอนท้ายเรือไประเบิดที่ฐานป้อมปืนท้าย ฉีกตะเข็บฐานป้อม น้ำที่ท่วมในห้องกะลาสี ๔ ไหลเข้าคลังดินปืนคลังกระสุน พลลำเลียงกระสุนแขนขาดแต่ยังพยายามลำเลียงกระสุนต่อไปด้วยแขนข้างเดียว นอกจากนี้ควันไฟที่ไหม้ในห้องกะลาสี ๔ ยังทำให้เกิดการสำลักควัน

เวลา ๐๖๕๕ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ เลี้ยวขวากลับหลังถือเข็ม ๒๓๐ เพื่อหลบที่ตื้น เวลา ๐๗๐๐ หมู่เรือฝรั่งเศสทั้ง ๒ หมู่แล่นมารวมหมู่กันทางตะวันตกของเกาะเหลาใน ระหว่างที่อยู่ระหว่างเกาะหวายกับหินลูกหวายนอก หมู่เรือข้าศึกจึงเริ่มเข้ามาช่วยยิงเรือธนบุรีเมื่อ ๐๗๑๒ ในขณะที่เรือ ลามอตต์ปิเกต์ แล่นลับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือ ธนบุรี จึงเปลี่ยนเป้ามายิงเรือ อามิรัล ชาร์เนร์ รายงานการรบของฝรั่งเศสรายงานว่า ผลการยิงเรือสลุบฝรั่งเศสของเรือ ธนบุรี ตอนนี้แม่นยำ เวลา ๐๗๒๒ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ กลับเข้ามาร่วมยิงเรือ ธนบุรี อีก เวลา ๐๗๓๕ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ ส่งสัญญาณให้หมู่เรือสลุป (เรือ ดูมองต์ ดูร์วิลล์ เป็นเรือนำหมู่) เข้ามาช่วยยิงเรือ ธนบุรี แต่ทางเรือสลุป เกรงว่าจะติดตื้นและไม่สามารถตามเรือ ลามอตต์ปิเกต์ ได้ทัน จึงแยกกระบวนไปรอนอกระยะปืน เวลา ๐๗๔๘ เรือ ลามอตต์ปิเกต์ เริ่มติดตื้น จึงสั่งเปลี่ยนเข็มจาก ๒๖๐ เป็น ๒๓๐ ในขณะเดียวกันได้ยิงตอร์ปิโดมายังเรือ ธนบุรี ๓ ลูก เวลา ๐๗๕๐ นาวาเอก เบรังเยร์ สั่งถอนตัวออกจากการรบ

เรือ ธนบุรี เปลี่ยนการถือท้ายจากหางเสือมือมาถือท้ายที่หอบังคับการปืนเบาที่เสาท้ายโดยใช้พังงาอะไหล่ ระหว่างที่กำลังเดินเรืออยู่นั้นได้มีเครื่องบินบินเข้ามาทางหัวเรือ และดำทิ้งระเบิดในระยะ ๖๐๐ เมตร ลูกระเบิดตกลงบนดาดฟ้าเรือโบตบนหลังห้องครัวทหาร ระเบิดเจาะทะลุดาดฟ้าเป็นรูโตประมาณ ๕๐ ซม. ลงไประเบิดในครัวทหาร ทำให้ทหารเสียชีวิตอีก ๓ นาย เวลา ๐๘๓๐ เรือ ธนบุรี แล่นไปทางแหลมน้ำ มีไฟลุกทั่วไปในช่องทางเดิน ท้ายเรือแปร้น้ำและเอียงกราบขวาเล็กน้อย ต้นเรือจึงนำเรือมาทางแหลมงอบ เวลา ๐๙๕๐ เรือหยุดแล่น เรือหลวง ช้าง เข้ามาเทียบกราบขวาเพื่อช่วยดับไฟ แต่ดับไฟได้แต่เพียงดาดฟ้าชั้นบนเท่านั้น ไฟไหม้ห้องบัญชาการและช่องทางเดินและเอียงกราบขวามากขึ้นจนกราบตักน้ำ จึงให้เรือ ช้าง จูงเรือ ธนบุรี ไปถึงหน้าแหลมงอบ ตรงแนวน้ำลึก ๖ เมตร เวลา ๑๐๕๐ เรือช้างปล่อยเรือ ธนบุรี ไว้ และ ต้นเรือสั่งสละเรือใหญ่เวลา ๑๑๐๐ เวลา ๑๗๔๐ เรือ ธนบุรี ก็คว่ำเอากราบขวานอนดิน

ส่วนกองเรือฝรั่งเศส ระหว่างมุ่งหน้ากลับไซ่ง่อน ได้ถูกเครื่องบินปีก ๒ ชั้น Vought Corsair ของไทยเข้าโจมตีด้วยลูกระเบิด ตั้งแต่เวลา ๐๘๔๐-๐๙๐๐ แต่ลูกระเบิดไม่ถูกเรือของฝรั่งเศส ทางเรือได้ยิงสกัดการโจมตีด้วยปืนต่อสู้อากาศยาน เรือฝรั่งเศสเดินทางกลับถึงไซ่ง่อนอย่างปลอดภัย

ข้อมูลเพิ่มเติม: เครื่องบินของกองทัพอากาศไทยที่เข้าโจมตีหมู่เรือของฝรั่งเศสคือ เครื่องบินขับไล่ แบบ ๙ (บข. ๙ Hawk 2) จากฝูงบินจันทบุรี จำนวน ๔ เครื่อง นำโดยเรืออากาศโท ประสงค์ คุณะดิลก หมู่บินของไทยได้บินฝ่ากระสุนปืนต่อสู้อากาศยานของเรือฝรั่งเศสเข้าทิ้งระเบิดถูกท้ายเรือ ลามอตต์ปิเกต์ หนึ่งลูก แต่น่าเสียดายที่ระเบิดลูกนั้นด้าน มิเช่นนั้น ฝรั่งเศสคงต้องประสบความสูญเสียมากกว่านี้

บทส่งท้าย

การสูญเสียของฝ่ายไทย, นอกจากเสียเรือ ๓ ลำ พร้อมลูกเรือรวม ๓๖ นาย แบ่งเป็นจากเรือหลวง สงขลา ๑๔ นาย, เรือหลวง ชลบุรี ๒ นาย และเรือหลวง ธนบุรี ๒๐ นาย

ในวันที่ ๒๘ มกราคม, ญี่ปุ่นได้เข้ามาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง อีกสามวันต่อมาได้มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นบนเรือลาดตระเวนเบา นะโตะริ ที่ไซ่ง่อน วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ได้มีการเจรจาหาข้อยุติที่โตเกียว และการเจรจาดังกล่าวได้เสร็จสิ้นและมีการลงนามสัญญาสงบศึกในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๔

สำหรับเรือต่างๆ ที่ได้ทำการรบที่เกาะช้าง ต่างมีความเป็นไปในเวลาต่อมาแตกต่างกันไปดังนี้

เรือลาดตระเวนเบา ลามอตต์ปิเกต์ ถูกปลดเป็นเรือฝึก(อยู่กับที่)เมื่อสิ้นปี ๑๙๔๒, ต่อมาถูกจมโดยเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินของกองเรือเฉพาะกิจที่ ๓๘ (TF 38) ในวันที่ ๑๒ มกราคม ๑๙๔๕

เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ เดินทางกลับฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนมีนาคม ๑๙๔๑ ต่อมาเข้าร่วมกับกองเรือของสัมพันธมิตรในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๑๙๔๒ และปลดประจำการในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๑๙๕๘

เรืออาร์มิรัล ชาร์เนร์ รุเป็นเศษเหล็ก ในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๑๙๔๕ ที่ไม-โถ (My-Tho)

เรือสลุป มาร์น รุเป็นเศษเหล็ก ในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๑๙๔๕ ที่คานโถ (Can Tho)

เรือสลุป ตาอูร์ ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ แฟลชเชอร์ (Flasher, SS-243) ของสหรัฐฯ จมลงในวันที่ ๒๙ เมษายน ๑๙๔๔

เรือหลวง ธนบุรี ถูกทำการกู้ขึ้นมา แล้วลากจูงมาทำการซ่อมใหญ่ในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๔๘๔ จากนั้นใช้เป็นกองบังคับการลอยน้ำของกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ จนปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๒ ส่วนที่เป็นป้อมปืนและหอบังคับการเรือถูกนำมาตั้งเป็นอนุสรณ์ที่โรงเรียนนายเรือ สมุทรปราการ

เรือหลวง ศรีอยุธยา ถูกยิงและถูกทิ้งระเบิดในระหว่างเกิดกรณีกบฏแมนฮัตตัน จมหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ในปีพ.ศ.๒๔๙๔

เรือหลวง ชลบุรี และเรือหลวง สงขลา จมที่การรบทางเรือที่เกาะช้าง ในวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔

วิเคราะห์

ในการวิเคราะห์นี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้เรียบเรียงได้ประเมินโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น เพื่อให้มีความเป็นไปได้มากที่สุด

สถานการณ์ทั่วไป

๑. ยุทธนาวีที่เกาะช้างเป็นส่วนหนึ่งของการรบระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ในส่วนของกำลังทางบก, ฝ่ายฝรั่งเศสกำลังเพลี่ยงพล้ำและเริ่มสูญเสียเมืองสำคัญหลายเมืองให้กับฝ่ายไทย ทั้งนี้เนื่องจากฝ่ายฝรั่งเศสไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประเทศแม่ เพราะขณะนั้นถูกฝ่ายเยอรมันยึดครอง และรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในขอบเขตจำกัด การสนับสนุนปฏิบัติการที่อยู่ในประเทศอาณานิคมจึงไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่

๒. การปฏิบัติการทางเรือดังกล่าวในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเปิดแนวรุกทางด้านชายฝั่งทะเล เนื่องจากฝรั่งเศสมีแผนที่จะส่งกำลังเข้ายกพลขึ้นบกในวันที่ ๑๖ มกราคม กำลังทางเรือจะเป็นกำลังสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ทั้งนี้ได้มีการวางแผนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑๓ มกราคม แต่เนื่องจากความล่าช้าในการอนุมัติแผนการณ์ดังกล่าวและการรอคำสั่งจากกระทรวงทหารเรือที่ปารีส อีกทั้งการตีโต้ของกำลังทางบกฝรั่งเศสเกิดเพลี่ยงพล้ำ ทำให้ฝรั่งเศสต้องยกเลิกแผนการยกพลขึ้นบก การปฏิบัติการทางเรือทำได้เพียงแสดงกำลังเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวฝรั่งเศสที่ยังคงอยู่ในอินโดจีน ทั้งนี้เนื่องจาก

๒.๑) กำลังทางบกของฝรั่งเศสกำลังอยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำและไม่สามารถรับการสนับสนุนจากประเทศแม่ได้

๒.๒) กำลังทหารของฝรั่งเศสไม่มีศักยภาพพอที่จะทำสงครามขั้นแตกหักกับฝ่ายไทยได้ เนื่องจากกำลังทหารของประเทศไทยขณะนั้นมีความพร้อมทั้งทางด้านกำลังพล การฝึก อาวุธยุทโธปกรณ์ นายทหารของไทยหลายนายได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก และยังมีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยหลายอย่าง ดังนั้นการทำการรบกับประเทศไทยโดยใช้เพียงกำลังของฝรั่งเศสที่มีอยู่ในอินโดจีนเท่านั้นโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศแม่จึงไม่อาจทำการเอาชนะฝ่ายไทยได้ (พิจารณาได้จากการรบในเวียดนามของกำลังฝ่ายฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศแม่อย่างเต็มที่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายเวียดมินห์ได้)

๒.๓) ในด้านกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ, ถือได้ว่า ฝรั่งเศสมีความได้เปรียบฝ่ายไทย เพราะมีกำลังที่เหนือกว่า แต่กองกำลังทั้งสองไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการยึดครองได้ (แตกต่างจากสมัย พ.ศ. ๒๔๓๖ ที่ฝรั่งเศสสามารถใช้เรือรบเข้ามาจอดข่มขู่ฝ่ายไทยให้ยอมยกดินแดนได้) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงใช้กำลังทั้งสองเข้าทำการในลักษณะจู่โจมต่อฝ่ายไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวฝรั่งเศสที่ยังอยู่ในอินโดจีน

๒.๔) จากบันทึกการรบของฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่า นาวาเอก เบรังเยร์ ได้ประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบจากรายงานการลาดตระเวนทางอากาศ แล้วเลือกที่จะโจมตีกำลังทางเรือของไทยที่น้อยกว่าซึ่งจอดอยู่ที่เกาะช้าง โดยฉวยโอกาสที่เรือไทยไม่พร้อม ซึ่งฝรั่งเศสทราบดีว่า เรือของไทยส่วนใหญ่จะไม่สามารถออกเรือได้เพราะเรือตอร์ปิโดต้องใช้เวลานานกว่าจะออกเรือได้ สิ่งที่ฝรั่งเศสกังวลคือ เรือรักษาฝั่งซึ่งใช้เครื่องดีเซล ซึ่งออกเรือได้ทันที อีกประการที่เห็นได้ว่า ขวัญและกำลังใจของทหารเรือฝรั่งเศสไม่สู้จะดีนักคือ ตอนที่ฝ่ายไทย(เรือตอร์ปิโดใหญ่) ยิงมายังเรือฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฝรั่งเศสไม่นึกว่า การแอบเข้ามาของกองเรือฝ่ายตนจะไม่ถูกเปิดเผย แต่เป็นฝ่ายถูกยิงก่อน แต่ถึงอย่างไร เรือฝ่ายตนก็มีมากกว่า

๒.๕) ชาวฝรั่งเศสในอินโดจีนขณะนั้นถือได้ว่า มีสภาพขวัญและกำลังใจตกต่ำเพราะ ประเทศแม่ถูกเยอรมันยึดครอง ทางด้านเหนือกำลังของญี่ปุ่นก็กำลังรุกรานจีนและยังมีทีท่าที่จะเข้ายึดครองอินโดจีนด้วย และในอินโดจีนเองยังมีการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของชาวเวียดนาม ดังนั้นการสร้างขวัญและกำลังใจคือ ชัยชนะ เพื่อให้เห็นว่า กำลังของฝรั่งเศสในอินโดจีนยังมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะ ปกป้องประชาชนและทรัพย์สินของชาวฝรั่งเศสได้

ทางยุทธศาสตร์ ถือว่า ฝ่ายไทยได้รับชัยชนะ เนื่องจากจุดมุ่งหมายของฝรั่งเศสคือ “ทำลายกำลังทางเรือของฝ่ายไทย” ซึ่งถือว่า ฝรั่งเศสทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น กำลังส่วนใหญ่ของฝ่ายไทยยังสมบูรณ์ ได้แก่ เรือปืนชายฝั่ง (ศรีอยุธยา ฝ่ายฝรั่งเศสอ้างว่า ถูกทำลายไปด้วย, ร.ล.สุโขทัย และ รัตนโกสินทร์), เรือสรุป (ร.ล.ท่าจีน และแม่กลอง), เรือตอร์ปิโดใหญ่ ถูกทำลายไป ๒ ลำ เหลืออีก ๕ ลำ, เรือตอร์ปิโดเล็ก, เรือดำน้ำ ๔ ลำ

ทางยุทธวิธี ฝ่ายไทยพ่ายแพ้ เนื่องจากต้องสูญเสียเรือทั้งหมดที่เข้าทำการรบ แต่ทั้งนี้เนื่องจาก

๑. ความเสียเปรียบด้านกำลัง กำลังทางเรือของฝรั่งเศส ประกอบด้วยเรือถึง ๕ ลำ แต่ละลำมีความได้เปรียบเรือของฝ่ายไทย ซึ่งฝ่ายไทยมีเพียงเรือ ธนบุรี เท่านั้นที่มีปืนเรือใหญ่กว่าของฝรั่งเศส (แต่ก็ทำการยิงได้ช้ากว่า)

๒. ความเสียเปรียบด้านความพร้อมรบ เรือตอร์ปิโดใหญ่ทั้งสองลำของไทยยังไม่สามารถออกเรือได้ด้วยซ้ำ แม้จะเป็นเพียงหันเรือให้สามารถใช้ตอร์ปิโดได้ก็ตาม เนื่องจากเรือตอร์ปิโดใหญ่ใช้เครื่องจักรกังหันไอน้ำที่ต้องเสียเวลาติดไฟต้มน้ำให้เดือดก่อนที่จะไปเดินเครื่องออกเรือได้ ทำให้เรือไม่สามารถใช้อาวุธที่มีอานุภาพที่สุดคือ ตอร์ปิโด อีกทั้งด้านกำลังพลยังมีการฝึกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฝ่ายฝรั่งเศส จะเห็นได้จากระหว่างทำการรบ มีความผิดพลาดในการตั้งศูนย์ปืน ๗๕ มม. ของเรือ ธนบุรี ทำให้เสียกระสุนไปเปล่าๆ จำนวนมาก ทั้งนี้น่าจะเกิดจากการจัดการฝึกของทหารเรือที่ขาดแคลนงบประมาณสำหรับการฝึกเป็นสำคัญ

อีกประการหนึ่ง การประสานงานระหว่างเหล่าทัพยังไม่ดีพอ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถใช้กำลังที่มีอยู่ทำการโต้ตอบอย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก และต้องการการฝึกทั้งในฝ่ายอำนวยการและการฝึกรบร่วมระหว่างเหล่าทัพ ซึ่งในยุคนั้นยังมิมีการฝึกทำนองนี้ แม้ในประเทศซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจทางทหารอย่างเยอรมันก็ยังมีปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน

๓. ความเสียเปรียบด้านอาวุธ สำหรับปืนเรือขนาด ๗๕ มม. ที่มีอยู่ไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะจมเรือรบขนาดใหญ่ของฝ่ายข้าศึกได้ ส่วนปืน ๒๐๐ มม. ของเรือธนบุรีก็มีเพียง ๔ กระบอก ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า แม้ว่าปืนจะมีขนาดใหญ่กว่า แต่ก็ยิงได้ช้ากว่า เรือฝรั่งเศสมีปืนที่ใช้ยิงในเวลานั้นถึง ๒๔ กระบอก เมื่อเทียบกับปืน ๖ กระบอกของเรือตอร์ปิโดใหญ่ ในการปะทะกันครั้งแรก และเทียบกับปืน ๖ กระบอก (ยิงกราบเดียว) ของเรือธนบุรี จะเห็นอำนาจการยิงที่แตกต่างกันมาก

หากพิจารณาจากจำนวนปืนของเรือทั้งสองฝ่ายจะเห็นได้ดังนี้

ฝรั่งเศส ปืน ๑๕๕ มม. ๘ กระบอก, ปืน ๑๓๘ มม. ๖ กระบอก, ปืน ๑๔๕ มม. ๒ กระบอก, ปืน ๑๐๐ มม. ๔ กระบอก, ปืน ๗๕ มม. ๖ กระบอก และหากแบ่งเป็นในลักษณะของการยิงรายกราบ จะมีปืนที่ยิงได้คือ ปืน ๑๕๕ มม. ๘ กระบอก, ปืน ๑๓๓ มม. ๖ กระบอก, ปืน ๑๔๕ มม. ๒ กระบอก, ปืน ๑๐๐ มม. ๔ กระบอก, ปืน ๗๕ มม. ๔ กระบอก

ไทย ปืน ๒๐๐ มม. ๔ กระบอก, ปืน ๗๕ มม. ๑๐ กระบอก และหากแบ่งเป็นในลักษณะของการยิงรายกราบ จะมีปืนที่ยิงได้คือ ปืน ๒๐๐ มม. ๔ กระบอก, ปืน ๗๕ มม. ๘ กระบอก ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จำนวนของปืนแตกต่างกันอย่างมาก

เมื่อพิจารณาถึงอำนาจการยิง โดยคำนวณจากน้ำหนักหัวกระสุนและอัตราการยิงเร็ว รวมกับจำนวนปืนของแต่ละฝ่าย เราจะพบข้อแตกต่างอย่างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องอำนาจการยิงของเรือ

หากพิจารณาเรือเป็นลำๆ ไป โดยพิจารณาจากกรณีการยิงรายกราบ เราจะได้ว่า

ฝรั่งเศส

๑. เรือลามอตต์ปิเกต์ มีอำนาจการยิงรวม ๑,๔๘๘ กก./นาที/กระบอก

๒. เรือสรุปชั้น ดูมองต์ ดูวิลล์ มีอำนาจการยิงรวม ๔๘๐ กก./นาที/กระบอก/ลำ

๓. เรือสรุป มาร์น มีอำนาจการยิงรวม ๖๒๐ กก./นาที/กระบอก

๔. เรือสรุป ตาฮูร์ มีอำนาจการยิงรวม ๔๖๐ กก./นาที/กระบอก

รวมฝ่ายฝรั่งเศส มีอำนาจการยิง ๓,๕๒๘ กก./นาที

ไทย

๑. เรือ ธนบุรี มีอำนาจการยิงรวม ๑,๖๓๒ กก./นาที/กระบอก

๒. เรือตอร์ปิโดใหญ่ มีอำนาจการยิงลำละ ๑๘๐ กก./นาที/กระบอก

รวมฝ่ายไทยมีอำนาจการยิง ๑,๙๙๒ กก./นาที (ทั้งนี้ยังไม่ได้แยกการรบที่ฝ่ายไทยทำการรบในลักษณะแยกกำลังกัน คือ ครั้งแรกมีเรือตอร์ปิโดใหญ่ ๒ ลำ และครั้งที่สองมีเพียงเรือธนบุรีลำเดียว)




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2550
2 comments
Last Update : 27 มีนาคม 2551 4:08:43 น.
Counter : 5107 Pageviews.

 

ขอมอบให้กับทหารกล้า

 

โดย: เด IP: 124.120.8.189 1 กุมภาพันธ์ 2551 10:18:43 น.  

 


ขอบคุณ, คุณนัทHistory way นะครับ. ต้องขอโทษที่ผมต้องขออนุญาตลบข้อมูลที่ส่งมา เนื่องจากไม่ตรงกับหัวข้อของเรื่อง "ยุทธนาวีที่เกาะช้าง" แม้ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามอินโดจีน ไทย-ฝรั่งเศส ก็ตาม แต่พอดีผมต้องการที่จะแยกเรื่องนี้เป็นประเด็นย่อยต่างหาก.

 

โดย: hummel 27 มีนาคม 2551 4:09:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.