hummel
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




สนใจการทหารมาตั้งแต่เด็ก, อยากมี
War Museum แต่คงทำไม่ได้
จึงขอเพียงมีห้องสมุดสงครามเล็กๆ
ปัจจุบัน อยากเขียนหนังสือภาษาไทย
เผยแพร่ให้เยาวชนที่สนใจ

123glitter.com
On line:
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
22 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hummel's blog to your web]
Links
 

 

ความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหล กับชาวทมิฬ (3)

ลังกาหลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ (๑๙๔๘)

ผลกระทบต่อเนื่องทำให้ดุลยภาพทางการเมืองของชาวทมิฬเปลี่ยนไป ในปี ๑๙๔๘ ที่ลังกาได้รับอิสรภาพ มีชาวทมิฬได้รับการเลือกตั้งเข้าสภา ๓๓% ในช่วงแรกๆ การเมืองของลังกาค่อนข้างวุ่นวายจากความเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองโดยเฉพาะในกลุ่มชาวสิงหล มีความพยายามจะร่วมมือกับพรรคการเมืองของชาวทมิฬ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวสิงหลที่ไม่เห็นด้วย ความวุ่นวายทางการเมืองในศรีลังกาสงบลงหลังการเลือกตั้งปี ๑๙๖๐ นางสิริมาโว บันดารานายะเก ผู้นำพรรค Sri Lanka Freedom Party หรือ SLFP ได้นำประเทศไปสู่แนวทางสังคมนิยม แนวทางที่จะอพยพคนอินเดียเชื้อสายทมิฬออกไปจากศรีลังกาก้าวหน้าต่อไปเมื่อ นางสิริมาโว บันดารานายะเก ตกลงกับรัฐบาลอินเดียในเรื่องการนำคนอินเดียเชื้อสายทมิฬจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ คน อพยพกลับอินเดียภายใน ๑๕ ปี ส่วนอีก ๓๗๕,๐๐๐ คน ตกลงจะให้สัญชาติเป็นศรีลังกา ซึ่งตามข้อตกลงฉบับนี้ไม่รวมถึงชาวอินเดียเชื้อสายทมิฬที่อพยพกลับอินเดียไปก่อนหน้านี้ แต่เรื่องการให้สัญชาตินี้ก็ยังไม่เริ่มดำเนินการจนกระทั่งถึงปี ๒๐๐๓

นอกจากความพยายามลดจำนวนชาวทมิฬโดยการนำชาวทมิฬที่มิได้เป็นคนสัญชาติศรีลังกาอพยพออกนอกประเทศไปแล้ว ทางการรัฐบาลซึ่งเป็นของชาวสิงหลยังได้พยายามนำชาวสิงหลอพยพเข้าไปอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของชนเชื้อสายทมิฬมากยิ่งขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของท้องถิ่น จนกระทั่งในพื้นที่บางแห่งที่แต่เดิมเป็นของชาวทมิฬ กลายเป็นพื้นที่ที่มีชาวสิงหลเป็นประชากรส่วนใหญ่ไป

ในปี ๑๙๕๖ รัฐบาลศรีลังกาได้เสนอกฎหมาย Sinhala Only Act of 1956 ซึ่งให้ใช้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการแทนจากเดิมที่ใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้โดยอ้างว่า มีประชากรชาวสิงหลเป็นชนส่วนใหญ่ถึง ๗๔% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกประท้วงโดยชาวทมิฬ เพราะแต่เดิม ชาวทมิฬที่ได้รับการศึกษาดี จะใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการ แต่หากกฎหมายฉบับนี้ออกมา เท่ากับทุกคนตกงาน ในทางปฏิบัติจึงยังคงใช้ภาษาอังกฤษต่อไป

การจลาจลของชาวสิงหล ปี ๑๙๕๗

ร่างกฎหมาย Sinhala Only Act ทำให้พรรค Federal Party ซึ่งเป็นพรรคของชาวทมิฬออกมาประท้วง นายโซโลมอน บันดารานายะเก นายกรัฐมนตรีเชื้อสายสิงหลขณะนั้นต้องขอเจรจากับฝ่ายทมิฬ โดยจะยอมให้ใช้ภาษาทมิฬในเขตที่ชาวทมิฬเป็นคนส่วนใหญ่ สร้างความไม่พอใจให้กับพวกชาวสิงหล จากนั้นพวกชาวสิงหลก็เริ่มทำร้ายและทำลายทรัพย์สินของชาวทมิฬ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๑๙๕๗ ชาวสิงหลเริ่มโจมตีชาวทมิฬที่โดยสารรถไฟ จากนั้นก็โจมตีคนงานชาวทมิฬที่ทำงานในไร่อ้อยใน Polonnaruwa ซึ่งเป็นถิ่นของชาวสิงหลในคืนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ทำให้ชาวทมิฬเสียชีวิตไปราว ๗๐ คน ที่เหลือรอดตายเพราะเข้าไปหลบในไร่อ้อย ตำรวจชาวสิงหลพยายามปกป้องชาวทมิฬที่หนีตาย แต่มีจำนวนน้อยมากจนทำอะไรแทบไม่ได้ เพราะตำรวจก็โดนตีหัวแตกไปหลายคน เช้าวันรุ่งขึ้น ทหารเริ่มเข้ามา แต่มาเพียง ๒๕นาย เมื่อมาพบว่า ม๊อบชาวสิงหลมีกว่า ๓,๐๐๐ คน ทหารจึงต้องยิง คราวนี้เจอของจริง ต่างคนต่างหนีกันกระเจิดกระเจิง กลุ่มม๊อบเสียชีวิตไป ๓ คน

ถึงตอนนี้เหตุการณ์ยิ่งรุกลามขยายตัวต่อไปเมื่อนายกรัฐมนตรี นายบันดารานายะเก กล่าวว่า การจลาจลที่เกิดขึ้นทำให้นาย D.A. Seneviratne นายกเทศมนตรีเมือง Nuwara Eliya ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่สวยงามเสียชีวิต เรื่องนี้ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ชาวสิงหล กลุ่มม๊อบชาวสิงหลเริ่มลุยทำร้ายชาวทมิฬในเขตรอบนอกของเมือง โคลอมโบ และเริ่มมีการปล้นและเผาร้านค้าของชาวทมิฬด้วย ยังประสมโรงด้วยข่าวลือว่า ครูสตรีชาวสิงหลถูกพวกทมิฬล้างแค้นโดยการฆ่าตัดคอ ทำให้ชาวสิงหลโกรธแค้นและบุกเข้าเผาโบสถ์พราหมณ์ของชาวทมิฬที่ Kovil แต่เมื่อเผาโบสถ์ไม่สำเร็จก็จึงนำตัวพราหมณ์ที่อยู่ที่นั่นมาเผาแทน

เหตุการณ์ในโคลอมโบยิ่งรุนแรงขึ้น ชาวสิงหลลุยค้นหาชาวทมิฬทุกวิถีทาง จับผู้ชายที่สวมเสื้อออกนอกกางเกงหรือผู้ชายที่เจาะหู ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่ชาวทมิฬชอบทำ คนที่อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาสิงหลไม่ได้ก็โดนทำร้ายด้วย แม้กระทั่งปลอมเป็นตำรวจมาบอกให้ชาวทมิฬอพยพไปอยู่ที่สถานีตำรวจ ตอนนี้ชาวทมิฬโดนทำร้ายทุกรูปแบบทั้งปล้น, ฆ่า, ข่มขืน ชาวสิงหลที่เห็นใจชาวทมิฬต้องช่วยนำเพื่อนมาหลบซ่อนในบ้าน

ถึงตอนนี้ ชาวทมิฬเริ่มรวมกลุ่มกันล้างแค้นบ้างแล้ว ใน Eravur ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล ชาวประมงเชื้อสายทมิฬ รวมกลุ่มกันตีกับชาวประมงเชื้อสายสิงหล ทำให้ชาวประมงสิงหลเสียชีวิตไป ๕๖ คน คนขับรถยนต์ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นชาวสิงหลถูกชาวทมิฬขว้างด้วยก้อนอิฐจนตาย ในจ๊าฟน่า มีการเผาร้านค้าของชาวสิงหล และม๊อบชาวทมิฬบุกเผาวัดนาคาวิหาเร.

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลซึ่งเป็นชาวสิงหลไม่ได้ทำอะไรเลย จนกระทั่งวันที่ ๒๗ พฤษภาคม จึงมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน พรรค Federal Party ของชาวทมิฬถูกยุบ มีการจับกุมแกนนำของพรรค ทหารออกมารักษาการตามเมืองสำคัญๆ ชาวทมิฬกว่า ๑๒,๐๐๐ คน ต้องหลบภัยในค่ายอพยพใกล้โคลอมโบ และนำผู้อพยพเหล่านี้โยกย้ายทางเรือไปยังจ๊าฟน่าในต้นเดือนมิถุนายน หลังเหตุการณ์เริ่มสงบ ทหารก็ถอนกำลัง แต่ยังคงกำลังไว้ที่จ๊าฟน่า ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวทมิฬอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่อีกหลายปี

สรุปว่า การจลาจลที่เกิดขึ้นมีชาวทมิฬเสียชีวิตไป ๑๕๐-๒๐๐ คน อีกหลายคนบาดเจ็บและต้องสูญเสียทรัพย์สิน อีกกว่า ๒๕,๐๐๐ คน อพยพไปทางตอนเหนือ

การห้ามนำเข้าภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์ภาษาทมิฬ จากรัฐทมิฬนาดู

ปี ๑๙๗๐ รัฐบาลศรีลังกาต้องการตัดความสัมพันธ์ระหว่างชาวทมิฬในศรีลังกากับรัฐทมิฬนาดู ซึ่งเป็นรัฐของชาวทมิฬในอินเดีย จึงสั่งห้ามนำเข้าภาพยนตร์และหนังสือต่างๆ ที่เป็นภาษาทมิฬ รวมถึงปิดสาขาพรรค Dravida Munnetra Kazhagam (DMK) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของชาวทมิฬที่อยู่ในรัฐทมิฬนาดู และสมาพันธ์เยาวชนชาวทมิฬด้วย แต่เรื่องคำสั่งห้ามนำเข้านี้ อีกกระแสหนึ่งก็ว่า เป็นการกำจัดคู่แข่งของผู้ประกอบการชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ

ปัญหาการรับคนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย

ในปี ๑๙๗๐ การรับคนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยยังเป็นแบบทั่วไปคือ การสอบแข่งขัน ปัญหาก็คือ ชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัฐทางตอนล่างและในชนบท ต้องเสียเปรียบ การศึกษาที่อังกฤษวางไว้คือ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และศูนย์กลางของการศึกษาก็อยู่ที่จ๊าฟน่า ซึ่งเป็นเมืองของชาวทมิฬ ดังนั้นชาวทมิฬจึงได้เปรียบในเรื่องนี้ ทำให้บุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญโดยเฉพาะที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอย่างเช่น แพทย์ และวิศวกร ส่วนใหญ่จึงเป็นชาวทมิฬ
ดังนั้นรัฐบาลของศรีลังกาจึงออกกฎหมายให้การรับคนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยใช้ระบบโควต้า ตรงนี้ทำให้จำนวนนักศึกษาที่เดิมเป็นชาวทมิฬต้องลดจำนวนลง

ในตอนแรก, นักการเมืองชาวทมิฬ พยายามใช้หนทางต่อสู้กันทางการเมืองโดยผ่านพรรค Federal Party แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากชาวสิงหล ในปี ๑๙๖๐ รัฐบาลของนางสิริมาโว บันดารานายะเก (ภรรยาม่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๔ นายโซโลมอน ถูกชาวสิงหล ลอบสังหารเพราะไม่พอใจที่ไปยอมชาวทมิฬ) โดยรัฐบาลพยายามแทรกแซงการเรียนการสอนในโรงเรียนของมิชชันนารี ซึ่งเป็นโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงการบริหารโรงเรียนและเปลี่ยนภาษาที่ใช้สอนกันจากเดิมที่ใช้ภาษาอังกฤษ มาเป็นการใช้ภาษาสิงหลและทมิฬแทน ซึ่งทำให้ลดความแตกต่างระหว่างเด็กสิงหลกับเด็กชาวทมิฬ ชาวสิงหลเริ่มมีโอกาสในการหางานทำมากขึ้น ทำให้ชาวสิงหลว่างงานมากขึ้น

ปี ๑๙๗๐ รัฐบาลก็เปลี่ยนชื่อประเทศจาก Ceylon เป็นศรีลังกา ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมในภาษาสิงหล ตรงนี้ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้แก่ชาวทมิฬ มากยิ่งขึ้น ความแตกแยกระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามมา.

แนวคิดที่จะแยกตัวเป็นอิสระเกิดขึ้นในปี ๑๙๗๖ โดยกลุ่มทมิฬอีแลม (Tamil Eelam) ซึ่งมีพรรคการเมืองของกลุ่มชื่อ Tamil United Liberation Front (TULF) ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี ๑๙๗๖ และได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภา การเคลื่อนไหวในแนวทางการเมืองถูกต่อต้านจากชาวสิงหลที่มีที่นั่งในสภามากกว่าเช่นเดิม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่มทมิฬอีแลมก็เริ่มใช้กองกำลังติดอาวุธโจมตีกำลังทหารและตำรวจ กลุ่มกองกำลังติดอาวธของชาวทมิฬนี้มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและเรารู้จักกันดีคือ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam: LTTE)

การปราบปรามของฝ่ายรัฐบาลในจ๊าฟน่า ๓๑ พฤษภาคม ๑๙๘๑

วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๑๙๘๑ พรรค TULF ได้จัดให้มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ แต่ถูกตำรวจศรีลังกายิง ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตไป ๒ ราย คืนนั้นตำรวจและกองกำลังกึ่งทหารได้เข้าปิดล้อมและทำลายที่ทำการพรรค TULF, สำนักงานของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น, และสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวทมิฬ ประชาชน ๔ คนถูกจับตัวออกมาจากบ้านแล้วสังหารทิ้ง ที่ทำงานและโบสถ์ของชาวฮินดูถูกทำลาย ยังมีพยานจำนวนมากยืนยันว่า ตำรวจและกองกำลังกึ่งอาวุธได้ลงมือเผาหอสมุดสาธารณะของจ๊าฟน่า ที่รวบรวมหนังสือหายากและหนังสือโบราณ รวมถึงหลักฐานงานเขียนซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวทมิฬ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างความเจ็บแค้นให้กับชาวทมิฬยิ่งขึ้น เพราะงานนี้เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง

กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม โจมตีทหารรัฐบาล – ชาวสิงหลก่อจลาจลอีกครั้ง

วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๑๙๘๓ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมได้ซุ่มโจมตีทหารรัฐบาลเสียชีวิตไป ๑๓ นาย ในจ๊าฟน่า เหตุการณ์รุนแรงได้เกิดขึ้นตามมา เมื่อศพของทหารถูกลำเลียงมาถึงโคลอมโบ ประชาชนชาวสิงหลที่โกรธแค้นได้ลุกฮือออกมาก่อม๊อบไล่ล่าและทำลายทรัพย์สินของชาวทมิฬอีกครั้ง เหตุการณ์ได้แพร่กระจายไปตามเมืองใหญ่อื่นๆ ของศรีลังกา แต่คราวนี้รัฐบาลรีบออกประกาศภาวะฉุกเฉินและประกาศเคอร์ฟิว นายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี ต้องส่งรัฐมนตรีมาหารือกับทางการศรีลังกาในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม เหตุการณ์จึงได้ยุติลง

รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่า มีชาวทมิฬเสียชีวิตไป ๒๕๐ คน แต่แหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า มีชาวทมิฬเสียชีวิตไประหว่าง ๔๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้มีนักโทษการเมือง ๕๓ คน เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ในเรือนจำ บ้านเรือนและร้านค้าของชาวทมิฬกว่า ๑๘,๐๐๐ แห่ง ถูกทำลาย ชาวทมิฬราวแสนคน กลายเป็นผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศ ไปยังอินเดีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแคนาดา.

กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ใช้การก่อการร้ายเต็มรูปแบบ

เมื่อสู้กันทางการเมืองไม่ได้ ชาวทมิฬก็หันมาสู้โดยวิธีรุนแรง กองโจรพยัคฆ์ทมิฬ ใช้วิธีซุ่มโจมตีทหารรัฐบาลศรีลังกา แต่เหตุการณ์ใหญ่คือ การโจมตีของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมต่อประชาชนชาวสิงหลที่ฟาร์ม ๒ แห่ง ในคืนวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๑๙๘๔ การสังหารหมู่เป็นไปอย่างโหดร้ายคือ สังหารหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ในจังหวัด Mullaitivu ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนชาวสิงหลรวม ๖๒ คน(ทั้งสองแห่ง)

ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๑๙๘๕ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ได้ทำการจี้รถโดยสารแล้วเดินทางเข้าเมืองอนุราชปุระ ตรงไปยังสถานีขนส่งแล้วทำการกราดยิงประชาชนที่กำลังรอขึ้นรถโดยสารอยู่ที่แห่งนั้น จากนั้นได้ขับรถต่อไปยังบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นต้นที่นำมาหน่อมาจากต้นพระศรีมหาโพธิที่อินเดีย พวกกองโจรสังหารพระสงฆ์, แม่ชี และฆราวาสที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น รวมแล้ว ๒ แห่ง มีผู้เสียชีวิตไป ๑๔๖ คน ก่อนถอนกำลัง กองโจรกลุ่มนี้ยังบุกไปวนอุทยาน Wilpattu สังหารเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปอีก ๑๘ นาย

ปี ๑๙๘๕ มีความพยายามเจรจากันระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ Thimphu เมืองหลวงของภูฐาน แต่ล้มเหลว ทั้งสองฝ่ายรบกันต่อไปจนถึงปี ๑๙๘๗ กองกำลังฝ่ายรัฐบาลผลักดันกองกำลังฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬไปทางตอนเหนือของจ๊าฟน่า

๕ กรกฎาคม ๑๙๘๗ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ เริ่มนำวิธีระเบิดฆ่าตัวตายมาใช้เป็นครั้งแรก โดยขับรถบรรทุกระเบิดเข้าไปในค่ายทหารรัฐบาลแห่งหนึ่งในเขตจ๊าฟน่า ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตไป ๔๐ คน ต่อมาพวกกองโจรยังคงใช้วิธีนี้ปฏิบัติการอยู่เรื่อยๆ เป็นจำนวนกว่า ๑๗๐ ครั้ง เป้าหมายสำคัญก็อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี นาย ราจีป คานธี.

มาถึงตรงนี้เห็นข้อมูลที่ยืดยาวอีกมาก รวมถึงรายงานการปฏิบัติการต่างๆ ของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ที่ไม่มีทีท่าว่า การสู้รบของทั้งสองฝ่ายคงจะดำเนินต่อไป




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2550
11 comments
Last Update : 22 มิถุนายน 2550 23:11:40 น.
Counter : 6633 Pageviews.

 

เข้ามาอ่านทุกตอนแล้วครับ

 

โดย: ลุงกฤช (ลุงกฤช ) 22 กรกฎาคม 2550 18:49:07 น.  

 

อย่างงี้พวกชาวสิงหลมันก็สมควรโดนบ้างแล้ว ไม่น่าแบ่งแยกเชื้อชาติกันเลย เป็นคนด้วยกันแท้ๆ

 

โดย: พาตะ IP: 203.146.63.182 7 พฤศจิกายน 2550 10:18:27 น.  

 

คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน เฮ้อ ความจริงต้องโทษอังกฤษ

 

โดย: ผ่านมา IP: 124.121.58.127 15 พฤศจิกายน 2550 18:24:55 น.  

 

ชอบมากครับ อ่านทุกตอนเลย

 

โดย: วิปริตนิดๆ IP: 124.122.143.39 20 พฤศจิกายน 2551 22:30:09 น.  

 

ขออนุญาตเอาไปทำรายงานนะคะ ขอบคุนค่ะ^^

 

โดย: lce IP: 114.128.174.13 23 ธันวาคม 2551 22:01:57 น.  

 

ขอบคุณนะครับ


ผมกะลังคิดเรื่องทำรายงานอยู่พอดีเลย

เหอๆ

 

โดย: ปีหนึ่ง...เพื่อนกัน IP: 202.28.78.131 20 สิงหาคม 2552 19:18:53 น.  

 

ขอบคุณนะค่ะ ขอเอาข้อมูลไปทำรายงานนะค่ะ

 

โดย: เด็กประวัติศาสตร์ IP: 112.142.81.224 15 กันยายน 2552 13:15:39 น.  

 

ขอข้อมูลไปทำรายงานน๊ข๊ะ
ขอบคุณข๊ะ ^^

 

โดย: ITM-[E] IP: 113.53.73.19 6 พฤศจิกายน 2552 20:21:06 น.  

 

มันเกิดจากนโยบายแบ่งแยกและปกครองของอังกฤษไง ยึดประเทศแล้วสนับสนุนชนกลุ่มน้อยขึ้นมาคานอำนาจ(กดหัว)เจ้าของประเทศ ทำให้คนสิงหลมีความเครียดเป็นเวลานาน พอมีโอกาสก็อาละวาดซะ

 

โดย: แม้แม้ว IP: 192.168.100.121, 124.122.90.128 25 พฤศจิกายน 2552 15:23:27 น.  

 

เซ็งพระพุทธศาสนานาเจริญชิบ



 

โดย: big IP: 113.53.199.39 19 ตุลาคม 2553 21:07:24 น.  

 

ไง

 

โดย: พพกดพ IP: 122.155.47.59 16 ธันวาคม 2560 18:35:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.