นิยาย " จันทรากินรี" - เหมชาติ ทอง ( ตอนที่ 1. )


















































































.
.                 คำนำ
.
.      ขนาดว่า "สกุลไทย" " พลอยแกมเพชร"
ที่ผมนึกนิยมมาตลอด  ว่าเป็นนิตยสารชั้นนำของ
ประเทศไทย
ยังต้องปิดหัวนิตยสาร    กลายเป็น
ตำนานสิ่งพิมพ์  และประวัติศาสตร์กำเนิดนิยาย
ดังๆ ของเมืองไทยไป
.
.   ดังนั้น ในสถานการณ์ของโลกโซเชี่ยล มีเดีย
เช่นนี้  จะรออะไรล่ะครับ ผมก็ใช้บล็อกตัวเอง  
เป็นสำนักพิมพ์ไปเลย
.
 .       นิยาย " จันทรากินรี "  ของผม
จึงได้หัดแต่ง --แต่งไป  แก้ไขไป
.    
กับหัดวาดรูป ประกอบนิยายของตัวเอง
ตรงนี้ครับ 

.


.
.        ( วาดเล่นๆ ไว้นานแระ --อิ อิ เอามาแจมกับเรื่องซะเลยครับ )
.
.     อนึ่ง
.
.        1.  ท่านที่อ่านผ่านคอมบ้าน   หรือผ่าน
แลปท็อปส์    อาจสงสัยว่า  ทำไมผมจัดหน้าเพจ
ให้มีคอลัมน์ที่ค่อนข้างแคบ พิมพ์ตัวหนังสือไป
ได้ช่วงบรรทัดนึง   ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ซะละ
.        ทั้งนี้  เพราะผมต้องการเอื้อความสะดวก
สำหรับท่านทีอ่านผ่านมือถือ จะได้อ่านแบบสบาย
ตา
.
.       ก่อนนี้ ผมเคยพิมพ์บรรทัดยาวกว่าที่เห็น
พออ่านทางมือถือ มือถือก็จะจัดหน้าเพจ  เรียง
บรรทัดให้ใหม่ เล่นเอาบรรทัดเดิมรวน โย้ไปเย้มา
.      แต่จัดคอลัมน์แคบๆ แบบนี้  อ่านทางมือถือ
ก็จะได้ตามอารมณ์เดิมๆ ครับ
.
.     2.  นิยายเรื่องนี้ ผมแต่งแบบจิ๊กซอว์ 
คือแต่งตอนที่ 1. เสร็จ     ผมก็เว้นตอนที่ 2. ไว้ 
โดดไปแต่งตอนที่ 3. และ 4. ก่อน
.      จากนั้น ย้อนกลับมาแต่งตอนที่ 2.  ให้รับ
กับตอนอื่นๆ
.     แล้วแต่งตอนที่ 5. 6.  และ 7.จนจบ
.             งงตัวเองเหมือนกันครับ
.              
.

.
.
.
.
.       จันทรากินรี
.
.               เหมชาติ  ทอง
.
.
.             ๑.
.
.
.
.
. ป่าเบื้องหน้ารกทึบ   ปกคลุมด้วยสีเขียวเข้ม
ของมวลไม้สูง
.     อีกทั้งเถาวัลย์นานาพันธุ์ก็งอกงาม เลื้อยไต่
กระหวัดกิ่งโน้นนี้ ไปทั่ว
.     พันเกี่ยว   และแตกเส้นสาย เถาใบแทรก
แน่นหนา จนภาพตรงหน้า คือป่าปิด
.
.         ที่เหมือนจะปิดสนิท    ไร้ช่องทางใดๆ 
ไม่อยากคิดว่า จะมีใครที่สามารถบุกฝ่าเข้าไป
ในแมกไม้ที่ขึ้นเบียดเสียดจนดูมืดครึ้มอย่างนั้นได้
.
.    แล้วบรรยากาศรอบๆ มันช่างสงัด วังเวง...
 เหมือนป่าแห่งนี้ จะไร้ซึ่งสรรพสิ่งมีชีวิตอาศัย
 .    ประหลาดนัก ที่ทั้งป่าเงียบ ปราศจากเสียง
นก เสียงชะนี เสียงค่าง อย่างป่าดงดิบอื่นๆ
.
.       ----  แต่ รู้ไหม ?      ตรงนี้ มันคือ
"ประตูป่า"
.
  .       ใช่แล้ว .. ประตูป่า  หรือประตูมิติแห่ง
กาลเวลา ที่กางกั้นซ่อนเร้นโลกลี้ลับไว้เบื้องหลัง
.
.    หยิบจีบพลู พร้อมหมากผ่า และช่อดอก
กาสะลองคำ สีเหลืองหมากสุกที่หายาก
.
   ที่ต้องสอยเก็บจากต้นที่อยู่สูงริมหน้าผาไกล
โน้นมาเพื่อการนี้
.
.     ส่วนเสริมอีกอย่าง  คือขนมต้มขาว
ต้มแดง
    ที่ปู่ย่าตายายกำชับนัก ว่าต้องมี  
เพราะวิญญาณภูตเร่ร่อน  ผีไพร  และผีพง
ชอบกิน
.

.
(ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.
.
.        มนตร์แห่งเวท ได้ถูกจารึกไว้บนใบลาน
โดยฤๅษีตนหนึ่ง ผู้มาบำเพ็ญพรตในถ้ำที่อยู่ห่าง
จากที่นี่ไป เพียงชั่วเดินเท้าครึ่งวัน
.
.     มีผู้พบมันในย่าม ข้างกายแน่นิ่งที่ละสังขาร
แล้ว ของท่านฤๅษี
.  คำจารึกเป็นภาษาที่ไม่อาจเดาแหล่ง     หรือ
ชนเผ่าได้เลย  แต่เหมือนมันจะดลใจให้ผู้ที่ถือมัน
อ่านเป็นภาษาเทพได้เอง ซ้ำๆ
.      ตรงหน้าสะตวงของหมากพลู ดอกไม้  และ
ขนม ที่วางไว้กับพื้นหญ้าเพื่อบูชาป่า
.           มันคือ ...
.     บทสวด เปิดป่าหิมพานต์
.  
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา
. อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.     อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.      จงยืน กางขาให้มั่น   แล้วกำหนดจิต
ให้แน่วแน่
 .     ชี้นิ้ว -ตรงไปข้างหน้า แล้วพร่ำสวดคาถานี้
ที่เป็นคำสั่งให้ประตูป่าเปิด
.
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
          อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
    อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.         จงอย่ากลัว   เมื่อฉับพลัน ท้องฟ้า
จะก่อแนวเมฆสีดำคล้ำ ดูมืดทมึนทั่วผืนฟ้า
.       เมฆดำบางกลุ่ม จะม้วนก้อน รวมตัว
แปลงกายเหมือนเงาอสูรยักษ์
.      แล้วโน้มต่ำลงมา ทำท่าราวจะขย้ำ

.              อย่ากลัว...
.     ให้สั่งจิต บอกตัวเองว่า มันเป็นเพียงภาพ
มายา มันไม่สามารถจะทำอะไรเราจริงๆ ได้
 .   และจงอย่าหยุดท่องมนตร์ที่สั่งป่าให้เปิด
โดยเด็ดขาด

.         แม้บัดนั้น--เหมือนคล้ายมันจะแกล้ง
หลอกให้เวลาแห่งกลางวัน   แปรเปลี่ยนเป็น
ราตรีกาล ก็จงอย่าหลงกล
.           จงมั่นคงไว้....
.
.        และจงอย่าหวั่นไหวต่อเสียงสรรพสัตว์
ที่ทันใดนั้น ก็พากันร้องเซ็งแซ่ พร้อมกันขึ้นมา
ราวป่าแตก
.        ...อย่าสนใจเสียงกรีดร้องของค่างใหญ่
ที่โหยหวน ก้องลึก เขย่าหัวใจให้แกว่ง
.       เพราะพวกมันจะพากันกรีดร้องสุดเสียง
ราวกับว่า พวกมันกำลังจะถูกฆ่า--กำลังจะตาย
ต่อหน้า
.
.       มันเป็นกลลวง...ที่ป่าพยายามขืนบทสวด
จะเอาชนะคาถาของฤๅษี
.
.             จากนี้... 
.    จงกระชับขา ที่กางไว้นั้นให้มั่น ยืนปักหลัก
ไม่ให้ต้องล้มลง
.       เพราะจะมีลมอะไรก็ไม่ทราบได้ ก่อตัวอย่าง
ทันที แล้วพัดกรรโชก     หอบเอาใบไม้ฮือเข้าใส่
อย่างรุนแรง
.        จงตรึงสติ และกล้ามขาไว้เช่นนั้น  อย่ากลัว
เพราะป่ากำลังจะพ่ายแพ้แก่เวทมนตร์แล้ว...
.
.       อีกครั้ง...จงสวดคาถาเปิดป่าหิมพานต์ด้วย
ถ้อยคำที่ชัดเจน
.         ประกาศก้อง ให้สำเร็จ
.
."  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา..
. อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.       อิสรา อัมโปรนี
.  อันโตร ----  เม ดราาาาาาาา   "
.
.
.                บัดนั้น...
.     ภาพป่าเบื้องหน้า ก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยน
เหล่าต้นไม้สูง ที่บดบังป่าเป็นแนวทึบ ก็ค่อยๆ
เลือนหาย ไปอย่างประหลาด.....

.
.
( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.               อะไรกันนั่น....
.      ป่าทึบเหล่านั้น หายไปหมด
.   แล้วเบื้องหน้า มีภูเขาใหญ่ปรากฏตระหง่านอยู่
เห็นเด่นแต่ไกล
.
.        ภูเขาเทือกนั้น - มีเหตุให้ชวนสังหรณ์ใจนัก
 ว่าจะต้องเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าอะไรสักอย่าง
 .        จริงๆ นะ.. มันรู้สึกได้อย่างนั้น
  แต่จะคืออะไรล่ะ ...มันก็คาดเดาไม่ถูก

.                 พลัน....
.     บนท้องฟ้า ก็ปรากฎ เหมือนกลุ่มฝูงนก 
กำลังพากันบินลงมาจากภูเขา แหวกผ่านเมฆใส
ลงมาที่นี่ 
.
.   ซึ่งที่ตรงนี้  มีโขดหิน หน้าผา และน้ำตกใหญ่
ที่มีน้ำไหลแรง
สาดเทตกลงมา กลายเป็นสระน้้ำ
ขนาดใหญ่
.     บริเวณรอบๆ ก็เป็นลานหินและลานดิน อีกทั้ง
มีป่าไม้ขึ้นเขียวชะอุ่ม
.

.
.                         ( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.
.    จากสายตา คะเนว่่า บินกันมาเป็นกลุ่มใหญ่
ราวๆ หกสิบ-เจ็ดสิบตัว เห็นจะได้  
.
.       แต่เมื่อบินใกล้เข้ามา  ก็เห็นชัดว่าพวกมัน
ไม่ใช่นก...
.
.       หากเป็นคน..   ที่ตัวเท่าคนปกติ   มีแขน
มีขา 
.            แต่ก็มีปีก และมีหาง  
.      โอ -นี่คือเหล่ากินรี    จากป่าหิมพานต์
หรือนี่ ?

.
.          พอบินใกล้เข้ามา...
.   ตัวที่มาถึงน้ำตกก่อน รีบร่อนถลาลงมา
เหยียบพื้น     สะบัดปีกหาง พรึ่บพรั่บ
.   ตัวที่ตามมา ก็ค่อยๆ ผ่อนปีก ร่อนกาย
ตามลงมา เป็นลำดับ
.
.        ฝูงกินรี ต่างทยอยร่อนบินลงมา
จากท้องฟ้า  ตัวแล้ว ตัวเล่า
.    ดังโลกของเทพนิยาย ที่เล่าสืบกันมา
ช่างเป็นภาพอัศจรรย์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ยิ่งนัก

.
.           ไม่นาน...
.      ที่ลานหิน และลานดินของผาน้ำตก 
ก็คลาคล่ำ เต็มไปด้วยฝูงกินรี
.      ที่เมื่อถึงพื้นแล้ว ก็ส่งเสียงหัวเราะ
 กระเซ้าเย้าแหย่  คุยกันสนุกสนาน
.   ราวกับสังคมของเหล่ามนุษย์
.
.     อาภรณ์ที่พวกกินรีสวมใส่
ดูงดงามแปลกตา
.     มันเป็นเปลือกไม้บางๆ คล้ายตาข่าย
เยื่อแห
หรือรกหุ้มของต้นมะพร้าว
.     แต่นำมาเย็บถัก สานซ้อนติดกัน
ให้กลมกลืนเข้ากับรูปร่างของแต่ละตน
 .    และประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด
และใบไม้สด
ตามแต่ที่จะเห็นสวยเห็นงาม
.
.    ได้เห็นว่า มีทั้งเพศเมีย และเพศผู้ 
หรือจะเรียกว่า มีทั้งหญิง และชายก็คง
ได้
.             เช่นนั้น...
.   ฝูงนี้ จึงมีทั้งกินรี และกินรา
.   
.         ที่น่าพิศวง ก็คือ เหล่ากินรา และ
กินรีสามารถถอดเก็บปีก และหางออก
.   กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาได้
.          และช่างน่าประหลาด ที่แต่ละคน
มีรูปร่าง หน้าตาอย่างมนุษย์    ที่ล้วนแล
สวยงาม และหรือ หล่อเหลา 
.    ดูเจริญหูเจริญตากัน แทบทุกตัวตน
.
.   โดยเฉพาะ กินรีสาวรุ่น นางหนึ่ง
ที่เธอกำลังถูกห้อมล้อม รายรอบด้วยเหล่า
กินรีสาวๆ ด้วยกัน
.
.     นางเป็นกินรีที่มีรูปร่างและหน้าตา
งดงาม
โดดเด่น สะดุดตากว่าใครทั้งหลาย
.      อาภรณ์ของนางก็ดูจะวิเศษสุด
เกินหน้าใครเขา ด้วยเป็นเปลือกเยื่อไม้
ที่ถูกประดิษฐ์ด้วยฝีมืออันประณีต 
.       เป็นอาภรณ์รูปแบบที่สลับซับซ้อน
มีสีทองอร่าม 
.         รับกับดอกไม้สีทองดอกบวบ
ที่ถูกร้อย ห้อยเป็นสายสังวาลย์
ประดับตุ้งติ้ง อยู่รอบๆ กายของนาง
.      ตามแขน และปลายขา ก็มีกำไล
ปะวะหล่ำ ที่ร้อยสายเป็นลูกเล็กๆ
.       ประดับแบบซ้อนเป็นชั้นๆ
อย่างนางละคร

.   มิหนำซ้ำ นางยังมีมงกุฎทองคำทรงสูง
สวมไว้ที่ศีรษะ ขณะที่คนอื่นๆ ไม่มี
.    ราวกับจะแสดงสถานะว่า นางเป็นกินรี
ที่สูงศักดิ์
หาใช่กินรีทั่วไปไม่
.
.       ถูกแล้ว.....
. นางคือ  องค์หญิง " จันทรากินรี "
.       พระธิดาผู้เลอโฉม แสนงดงามยิ่ง
 ของท่านเทพปักษา ผู้ปกครองเหล่ากินรา
 กินรี แห่งภูผาหิมพานต์ 
นั่นเอง
.
        *    *   *  *   *   *    *
.
.       " องค์หญิง...
.      จะเสด็จลงสรงน้ำตก หรือยัง
เพคะ "
.
.       นางพี่เลี้ยงกินรี  อายุคราวรุ่นพี่
ที่ดูจะสนิทใกล้ชิดกับจันทรากินรีเป็นพิเศษ
.     ทูลถามอย่างเอาใจ
.
.            " พี่โพระดก ...
.  วันนี้ หญิงคงไม่ลงเล่นน้ำหรอกนะ
.         หญิงรู้สึกไม่ค่อยสบาย ตัวร้อนๆ
  คอยแต่กระแอมไอ มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
.       นี่ไง .... ท่านพ่อยังประทานโอสถ
แก้ไอของโยคี มาให้หญิงติดตัวไว้จิบ "
.    
.    จันทรากินรีส่งตัวยาในขวดแก้วให้นาง
โพระดกผู้พี่เลี้ยงดู
.     ซึ่งพอเห็น ก็รีบบอกว่า
.
.    " โอ-- โอสถแก้ไอโยคีตัวนี้ พี่โพระดก
ก็เคยใช้เพคะ
.       ดีมากเลย -- ไอที ก็ยกจิบที  รสชาติ
ก็หวานหอม ชุ่มคอดี เพคะ "
.
.          นั่งพักผ่อนพอชั่วครู่ยาม
.  จันทรากินรีหันไปบอกเหล่าพี่เลี้ยง  ที่นั่งๆ
นอนๆ อยู่รอบกายว่า
.
.     " พวกพี่ๆ จะลงเล่นน้ำ ก็ตามสบายเลยนะ
หญิงขอนั่งรับลมเย็นๆ  ฟังเสียงเพลงไพเราะจาก
สัญญาณสวรรค์ดีกว่า "
.
.     เหล่านางกินรีทั้งหลาย ได้ฟังคำอนุญาต
ก็เริงร่า
.        พากันบังคมทูลลา   ผละจากเจ้าหญิง
แล้วต่างถอดปีก ถอดหางลงเล่นน้ำตก
.        หัวเราะเริงร่า วักน้ำสาดใส่กัน
.
.    มีแต่นางโพระดก ที่ยังคงอยู่ถวาย
การรับใช้
.     ไม่ยอมห่างไปอย่างคนอื่นๆ
.
.   จันทรากินรีหยิบกระจกแก้วมนตรา
ออกมา
.      มันเป็นแผ่นแก้ว ทรงสี่เหลี่ยม ขนาด
ประมาณสองฝ่ามือชนกัน    เอามาวางบน
แท่นหิน
.
.     กระจกนี้ คือแก้วใสบริสุทธิ์  ที่เกิดจาก
ผลึกของเส้นใยหินแร่
.   พบเห็นได้ แถวบริเวณหน้าผาเสียงสะท้อน
ของป่าหิมพานต์   โดยมันจะสะท้อนตัวเองกับ
แสงอาทิตย์ยามใกล้เที่ยงวัน
.  เป็นแสงวะวาบ มองดูวิบวับ ทำให้หน้าผานั้น
กลายเป็นดั่งหน้าผาเพชร
.
.    ชาวกินรา และกินรี ต่างรู้จักคุณสมบัติของ
มันดีว่า มันสามารถรับสัญญาณภาพ และเสียง
และสามารถสะท้อนเสียง และภาพ  ส่งไปยัง
กระจกมนตราอีกอันได้
.       จึงสกัดเอาผลึกแก้ว    มาใช้เป็นกระจก
มนตรา เพื่อสื่อสารระหว่างกันทั่วทั้งเมืองปักษา
.       สืบต่อกันมาช้านาน
.
      *  *  *  *  *  *  *
.
     " พี่โพระดก ...
 .            มาดูอะไรนี่สิ "
.
.     จันทรากินรี บอกอย่างตื่นเต้น
.
.       " พอเราเปิดประตูป่า ออกมาเล่นน้ำตก
กันข้างนอก
.    มีสัญญาณเสียงสวรรค์ จากที่ไหนก็ไม่รู้
เข้ามาปนแทรก อยู่ในกระจกแก้วมนตราของ
น้อง
  .      แล้วนี่ เป็นภาพอะไรกัน ?
.          --น้องไม่เคยเห็นมาก่อน  "
.
.          โพระดกรีบชะโงกดู 
.
.         "ไหนเพคะ"
.
.               "นี่ไง-- "
.      เจ้าหญิงชี้ให้นางพี่เลี้ยงดู
.
.       ภาพที่เห็นในกระจกมนตราตอนนี้
.     คือภาพเคลื่อนไหวของมนุษย์เพศชาย
คนหนึ่ง
.    เป็นชายหนุ่ม ที่แสนจะรูปงาม-งามแบบ
หาตัวจับยากเลยทีเดียว
 .    แต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดี  กำลังถือธนู
เดินท่องป่าตามลำพัง
.
.    ยามที่กระจกมนตราจับภาพชายผู้นั้นไว้ แล้ว
ดึงภาพ ขยายเข้ามาให้เห็นชัดๆ ใกล้ๆ
.   หัวใจของเจ้าหญิงจันทรากินรี ผู้เริ่มสาวแรกรุ่น
ก็พลันให้รู้สึกหวั่นหวาม  กับภาพชายหนุ่มรูปสวย
ที่เห็นตรงหน้า อย่างสุดจะควบคุม
.
    โลหิตสาวพลุ่งพล่าน  ฉีดพักตร์นาง  จนแก้ม
เรื่อสีแดงซ่าน
.
.              นี่ใครกัน ? ...
.   ไฉนจึงรูปงาม สะกดสายตา ได้ถึงเพียงนี้
.
.    " คืออะไรเหรอ..
.                 ...พี่โพระดก "
.   ทรงกระซิบถามพี่เลี้ยง ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
.
.           " มนุษย์เพคะ...."
.      โพระดกกลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอ
.        " เขาคือ มนุษย์ --ที่อยู่อีกโลกนึง
 คนละโลกกับหิมพานต์ของพวกเรา
  .   โอ- เขาช่างเป็นมนุษย์ผู้ชาย ที่สวยงาม
อะไรอย่างนี้
 .         และก็ ดูดี มีสกุลวรรณะ
 .      พี่คิดว่า  เขาคงเป็นเจ้าชายจากที่ไหน
สักแห่งเพคะ
.      --  ไม่ใช่คนธรรมดา แน่นอน "
.
.     เจ้าหญิงกินรีทรงเอื้อมมือแตะขอบกระจก
รัวๆ สองครั้ง -แบบดับเบิ้ลคลิก
.   ทำให้กระจกขยับขยายภาพ  เห็นใบหน้า
ของชายหนุ่มผู้นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ...
. จนราวกับว่า เขามายืนอยู่ตรงหน้า -ตรงนี้
.
.         หากแท้จริงแล้ว ...เขาก็ไม่ได้รู้ตัวแต่
อย่างใด  ยังคงมองไปทางโน้น ทางนี้ แบบคน
ที่กำลังสำรวจป่า
.
.            และแล้ว ...
.     กระจกก็จับภาพช่วงที่เขาหยุดนิ่ง  แล้วหัน
หน้ามามองตรงๆ
.  จ้องตา- มาที่สองนาง  พลางยิ้มน้อยๆ เหมือน
พบเห็นสิ่งที่ถูกใจ
.
.      ความหล่อเหลา สาดส่งเสน่ห์มายังผู้ที่
กำลังลอบพิศชมเขา อย่างท่วมท้น
.       สองกินรี ถึงกับอึ้ง ตะลึงงัน...
.
.        หัวใจของจันทรากินรีร้อนวูบวาบ แต่ก็
พยายามข่มไว้
  .
.     " เขามีธนูด้วย   น้องว่า  คงเป็นพวกพราน
มากกว่า "
.
 .   " ไม่ใช่พรานเพคะ  อาภรณ์หรูเยี่ยงนี้ต้องเป็น
เจ้าชายองค์หนึ่ง เท่านั้น "
.
 .     ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็หยิบลูกศร  มาง้างธนู
ขึ้นกลางอากาศ
.
.     " เขาจะยิงธนูแล้วเพคะองค์หญิง 
.         -- เอ ดูซิ  ธนูเขาแปลกจัง  มีศรสองดอก 
อยู่ในอันเดียวกัน... "
.
.        " ใช่ - เป็นธนูแฝด    อันนึง ธนูเงิน
อีกอัน ธนูทอง "
.
.        จันทรากินรีรู้สึกทึ่งในธนูนั้น
.
.
.    " น้องหญิงงงงงง.. "
.
.    มีเสียงเรียกมาแต่ไกลด้านหลัง  ทั้งสอง
จึงหันไปทางต้นเสียง
.   เป็นเหล่าหนุ่มกินรา ที่กำลังเดินตรงมาหา
เป็นกลุ่ม
.
. " องค์ชายสุริยันกินรา เสด็จกลับมาจากป่า
แล้วเพคะ "
.
.   จันทรากินรีรีบคว้ากระจกมนตราเก็บไว้ใน
ห่อผ้าตามเดิม
.
.       ลงจากแท่นหิน   ยืนรอรับเจ้าชายสุริยัน
จันทรา-ผู้เชษฐา
.
.   " พี่ชายเสด็จกลับมาแล้ว  หญิงเป็นห่วงมาก
นะเพคะ "
.
.    " พี่ได้รวงผึ้งป่ามาฝากน้องหญิง   มีน้ำผึ้ง
หอมสดกรุ่น เต็มรวงเลย "
.
.   เจ้าชายสุริยันกินรา  กินรารูปงามผู้สูงศักดิ์
ยกของฝากจากป่าให้น้องสาวสุดที่รักดู  ด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้ม
.
.       " โธ่ -ลำบากองค์เปล่าๆ  "
.
.          " ไม่หรอก ...
.    พอดีเหล่าพี่เลี้ยงเห็นมันห้อยอยู่บนคาคบ
ไม้สูง ตรงโน้น
.    พี่รู้ว่าน้องชอบดื่มโสมผึ้ง จึงบินขึ้นไปเก็บ
ลงมาให้ "
.
.       " ขอบพระทัยอย่างสูงเพคะ "
.
.        ทันใดนั้น...
เสียงหวีดหวิวของวัตถุ ที่กำลังแหวกอากาศ
.  เสียดแทรกมาอย่างเร็ว  ดังขึ้น
.
.      ทุกคนตกใจ  หันขึ้นไปมอง เลิ่กลั่ก
.
.      " อะไรน่ะ..
.               เสียงอะไร ..."
.
.   " โอ๊ยยยยยย...!!!  "

.  เจ้าชายสุริยันกินราร้องด้วยความเจ็บปวด
วรกายถลา ล้มลง
 .       ณ ตรงนั้นทันที
.
.        " ว้ายย...
.     เสด็จพี่สุริยันถูกธนูยิง "
.
.       จันทรากินรีกรีดร้อง...
.
.     เหล่าพี่เลี้ยงกินราตกตะลึง  แล้วรีบกรูกัน
เข้าประคองร่างขององค์ชายไว้
.    แต่เห็นองค์แน่นิ่งไป จึงช่วยกันพิงองค์ ไว้กับ
โขดหิน
.
.   ที่ทรวงอกของสุริยันกินรา มีพระโลหิตทะลัก
ไหลริน    เพราะมีธนูรูปร่างประหลาดปักเสียบ
เข้าตรงหัวใจพอดี
.        เจ้าชายหนุ่มสิ้นสติ ไม่ไหวติง
.
.      จันทรากินรีหายจากตกตะลึง ก็ร่ำไห้
พยายามค่อยๆ ดึง-ถอนธนูออกจากอกพี่ชาย
.   แต่มันปักเข้าไปลึกมาก  ดึงแล้ว ก็ไม่ขยับ
จนเมื่อนางเปลี่ยนเป็นออกแรงดึงอีกครั้ง แรงๆ  
.    มันจึงได้หลุด ติดมือออกมา

.           รูปร่างเป็นธนูแฝด !!!
.    แม้จะเปื้อนโลหิตของสุริยันกินรา แต่ก็เห็นได้
ชัดเจนว่า
.      ศรดอกบนเป็นโลหะเงิน มีสีขาวละเลื่อม
ส่วนศรดอกล่างเป็นทองคำ เนื้อสีเหลือง สุกปลั่ง
.
.   จันทรากินรีทรงกรรแสง น้ำเนตรไหลอาบแก้ม
กำลูกธนูไว้แน่น---
.   ภาพที่เห็นจากกระจกมนตรา เมื่อครู่นี้ นางยังจำ
ได้ติดตา -- ไม่ลืม
.
.              รำพึงในใจ....
.         " ธนูเงิน ธนูทอง ! ..."
.
          *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
.
.          จันทรากินรีรีบตั้งสติ --
.      หยุดกรรแสง   สั่งให้ทุกกินรา  กินรี
ช่วยกันหามร่างขององค์สุริยันกินราออกมาจาก
ผาน้ำตก
.
.        แล้วนางก็รีบปลีกตัว ไปร่ายมนตร์
ปิดประตูป่าหิมพานต์ทันที
.
.
.     พี่เลี้ยงกินรากลุ่มใหญ่ พากันบินขึ้น
สู่ต้นไม้สูงที่รกรุงรังด้วยเหล่าเถาวัลย์ ย่าน
สาย
.
.
.
.             (ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.
.       โผเกาะที่กิ่งไม้ใหญ่    แล้วร่อนบินลงมา
คว้าที่ย่านเถาวัลย์ ที่เห็นห้อยระโยงระยางทั่วต้น
.   ช่วยกันโหนตัว ขย่ม และกระชาก ดึงเถาวัลย์
เส้นยาว
ๆ ที่แข็งแรง ให้หลุดหล่นลงมา
.
.   บ้างก็ช่วยกันสองตน ดึงเถาวัลย์ และคอยรับไว้ 
ได้แล้วก็โยนทิ้งลงมายังพื้นล่าง 
.      ให้หมู่กินรีลากไปที่ลานกว้าง ช่วยกันถักสาน
เป็นเปลหามขนาดใหญ่
.    
กินราบางตน ก็หอบเถาวัลย์ บินลงมาให้เหล่า
กินรีเอง
.          เถาแล้ว เถาเล่า
.
.   ขณะที่ขะมักเขม้นกันเพื่อการนี้ น้ำตาของเหล่า
กินรี และกินรา หลั่งรินตลอดเวลา
.    เพราะจากสภาพที่เห็น  พระวรกายของเจ้าชาย
ชุ่มโชกพระโลหิต แน่นิ่ง ไร้เรี่ยวแรง
.  เจ้าชายสุริยันกินราผู้เป็นที่รักของทุกคนต้อง
ทรงสิ้นพระชนม์ชีพไปแล้ว อย่างแน่นอน
.
.   ต่างเร่งช่วยกันถัก  สร้างเปลเถาวัลย์ขนาดใหญ่
เพื่อใส่พระศพอย่างเร่งรีบ จนแล้วเสร็จ 
.
.       ช่วยกันช้อนองค์  ยกวางลงบนเปล  แล้วใช้
เถาวัลย์สาย รัดที่องค์อีกรอบ
.    กินราร่วมสิบตน จับชายของเปลรอบด้านไว้มั่น
จากนั้น ก็โผบินขึ้นพร้อมกัน
.
        หามเปลเถาวัลย์  ที่มีร่างไร้พระชนม์ชีพของ
เจ้าชายขึ้นสู่ท้องฟ้า
.       กลับสู่ยังนครเทพปักษา  บนภูผาแห่งแดน
หิมพานต์ด้วยความเศร้าโศก อาดูร
.
    *  *  *  *  *  *  *  *
.
.     ท้าวเทพปักษาทรงสะอื้นไห้ 
เอาแต่คร่ำครวญถึงโอรส  ผู้จากไปอย่างไม่มี
วันกลับ
.
 .     บรรดาประชากรกินรี กินรา   ต่างรีบส่งข่าว
วิปโยคนี้แก่กัน ทั่วเมือง
.      มีทั้งทางกระจกมนตรา ที่ออกเป็นภาพ และ
เสียง  คล้ายวิดิโอคอล สมัยนี้
.    และที่บินไปเอง  ไปบอกที่รังของกินรี กินรา
ที่ตนรู้จัก ให้รู้จากปากกันเลย
.
.     ซึ่งทันที่ที่ได้ทราบเรื่องราว
ต่างร่ำไห้ สะอึก
สะอื้น
.     และรีบชวนกันออกมาจากที่อาศัย  ทั้งแบบ
ที่เป็นรัง บนคาคบไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า  และที่เป็น
ถ้ำ  ซึ่งมีทั้งแบบเดี่ยว แบบแฝดคู่ และ แบบเจาะ
หน้าผาเป็นคูหาๆ เรียงต่อๆ กัน  คล้ายทาวน์เฮ้าส์
-ทาวน์โฮม  ก็ไม่ปาน
.
.     ทุกตน บินมุ่งตรงไปที่วังของท่านเทพปักษา
อันเป็นที่ตั้งพระศพของเจ้าชายสุริยัน
.      เหนือหิมพานต์ ในยามนี้  จึงมีฝูง กินรี-กินรา
หลายร้อยตน บินว่อน
.     มืดฟ้า มัวดิน เต็มท้องฟ้า
.
          *  *  *  *  *  *  *
.
.

.
.   พอเห็นประจักษ์แก่สายตา ก็ถึงกับร่ำไห้กัน
อีกครั้ง
.     บางกินรีถึงกับตีอก ชกตัว   คร่ำครวญด้วย
ความเวทนา และอาลัย
.   เพราะองค์สุริยันกินราทรงเป็นเจ้าชายที่กินรี-
กินราทุกตนชื่นชม และรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง
.
.       เสียงสะอึกสะอื้น อาลัย ... ดังระงมไปทั่ว
ทุกมุมเมือง
.
.             
.      พอทรงคลายเศร้าโศกลงบ้าง
.     ท่านเทพปักษาจึงรีบบัญชา   ให้นำร่างของ
เจ้าชายสุริยันกินราใส่ไว้ในโลงแก้ว     ตามราช
-ประเพณี
.
.        เจ้าหน้าที่ราชวัง  ก็เร่งจัดตั้งริ้วขบวนแห่
พระศพอย่างรีบด่วน
.       อันได้แก่    เหล่าคนธรรพ์ ที่คอยบรรเลง
ประโคมดนตรีทิพย์   และเหล่านางกินรีช่างฟ้อน
ที่ร่ายรำ นำหน้าโลงแก้ว
.    แห่แหนพระศพไปรอบๆ เมืองหิมพานต์
.
.    ยามที่ขบวนผ่านสถานที่สำคัญ  ก็จะมีเหล่า
ประชากินรี- กินราเฝ้ารอรับขบวน
.    และโปรยปรายดอกไม้หอม   เพื่อส่งเสด็จ
สู่สรวงสวรรค์
.
.        จากนั้น....
.   ขบวนแห่ก็นำโลงแก้วไปไว้ในถ้ำค้างคาวดำ
ที่ชานเมือง
  ตามราชประเพณีอีกเช่นกัน
.

.
.              ( ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.            

ถ้ำแห่งนี้  ชาวกินรี กินรา นิยมใช้เป็นที่
เก็บศพผู้เป็นที่รัก      เนื่องจากอากาศในถ้ำ
ชั้นในนั้นเย็นจัด
จนมีเกล็ดน้ำแข็ง จับอยู่ตามผนังถ้ำ บ้างก็
เกาะย้อยจากผนัง ลงมาเป็นม่านแก้ว เต็มทั่ว
ไปหมด
.        ความเย็นขั้นยะเยือกนี้เอง ที่ทำให้ศพ
ยังสภาพคงเดิมไว้ได้ ไม่เน่าเปื่อย
.
.
.       จันทรากินรี เดินเกาะโลงศพแก้ว ร่ำไห้
ตลอดทางของขบวน  ด้วยความรัก  และผูกพัน
ที่มีต่อพระเชษฐาของตน
.
.     ่เพราะตลอดเวลา สุริยันกินราจะดูแลจันทรา
กินรีผู้น้องน้อยอย่างดียิ่ง
.      ทรงเอ็นดู รักใคร่น้อง ปกป้อง และเสียสละ
ทุกอย่างให้น้องเสมอ
.
.     ความทราบถึงเจ้าแม่ย่า-มารดาของ
ท้าวเทพปักษา
.
.       ท่านโผผิน บินลงมาจากถ้ำทางทิศตะวันตก
ที่ท่านไปแอบจำศีล ภาวนาธรรม
.      ตรงรี่ มาที่ถ้ำค้างคาวดำ  ทันในเวลาที่กำลัง
ประกอบพิธี
.
.    กินรีเฒ่าชราก้มลงมองพระศพของเจ้าชาย
หนุ่ม หลานรัก ในโลงแก้ว
.    พลางสะอึกสะอื้นด้วยความเวทนา
.
.   จากนั้น พระนางก็คลี่มวยผมออก สยายเส้น
เกศาที่หงอกขาวโพลนเช็ดถูโลงศพแก้วให้ ด้วย
ความอาลัยรัก
.
.       " สุริยันหลานย่า-
.                  ...  อนิจจา
   ย่าเกือบไม่ได้เห็นหน้าเจ้า รู้ไหม "
.
.
.            
.    
.
.      บรรดากินรี และกินรา ณ ถ้ำค้างคาวดำ
ต่างฟุบหน้า หมอบกราบเจ้าแม่ย่า
.
.    " บอกข้า มาเดี๋ยวนี้...
 .             ว่าใคร
.  เป็นผู้เปิดประตูป่า ! "
.
.   เจ้าย่า ในชุดบำเพ็ญศีล สีกรัก แดงก่ำคล้ำ
ทรงถามเสียงดัง อย่างกราดเกรี้ยว  ที่ทราบว่า
มีผู้กระทำผิดกฎแห่งหิมพานต์
.
.        "ข้าได้สั่งเตือนพวกเจ้ามาตลอด
ว่าอย่าได้บังอาจเปิดประตูป่าหิมพานต์
  แต่พวกเจ้า ก็หาฟังคำเตือนของข้าไม่..
.
.              ศัตรู และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย
.  มันถึงได้ถือโอกาส แทรกผ่านประตูป่า
เข้ามาทำร้ายพวกเรา เช่นนี้   "
 .
.        ทรงคาดคั้น อีกสองสามรอบ..
จึงมีพี่เลี้ยงกินราตนหนึ่ง ตัดสินใจยอมกราบ
บังคมทูล
.
.        " เจ้าแม่ย่า --ควรมิควร ฯ
 .  ผู้ที่ร่ายเวทเปิดประตูป่าครั้งนี้ คือองค์สุริยัน
กินรา - พระเจ้าข้า "
.
 .   "  นี่เจ้ากล้าโยนความผิดให้กับหลานข้า
ผู้ที่ไม่อาจตื่น มายืนยันคำพูดของเจ้า
.     - เยี่ยงนี้ เชียวรึ ? "
.
.    จันทรากินรีได้ยินเช่นนั้น  จึงรีบยืนขึ้น
ทูลต่อเสด็จแม่ย่า
.
.       " เสด็จแม่ย่า..
  ลูกขอยืนยันแทนพี่สุริยัน  ว่าที่พี่เลี้ยง
กล่าวมา เป็นความจริงเพคะ  "
.
.   " จันทรา-  เจ้าเป็นหญิง มาเกี่ยวอะไร
กับเรื่องนี้ "
.
.          นางตอบว่า
.
    " หลานมาคิดดู--ที่พี่สุริยันเปิดประตูป่า
ก็คงเพราะพี่สุริยันรักหลาน   อยากให้หลาน
ได้เที่ยวเตร่นอกวังบ้าง เพคะ "
.
.        " สุริยันรักเจ้ามาก... ย่ารู้ "
.        เจ้าแม่ย่าสะอื้น  พยักหน้าหงึกๆ
อย่างเสียพระทัยยิ่ง
.  " ถึงขนาดยอมทำผิดกฎ ที่ย่าสั่งห้ามไว้ "
.
.      จันทรากินรีได้ฟัง ก็รู้สึกผิดอย่างมหันต์
ที่ตนเอง-เหมือนจะเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้นคร
หิมพานต์ที่แสนสงบ ต้องมาเกิดโศกนาฏกรรม
ใหญ่หลวงในครั้งนี้
.    เจ้าหญิงองค์น้อย ทรงสะอื้นฮักๆ
.
.    " เสด็จย่า..หลานเสียใจเหลือเกินเพคะ
หลานอยากช่วย ให้พี่สุริยันทรงฟื้นพระชนม์ชีพ
ขึ้นมา
.       พอมีหนทางใด ที่จะทำได้บ้างไหมเพคะ
เสด็จเจ้าแม่ย่า "
.
.         " ข้าไม่รู้ .."
.
.         เจ้าแม่ย่าส่ายหน้าปฏิเสธ
.   แล้วทรงหันพักตร์ไปทางค้างคาวดำอาวุโส 
ผู้มีลำตัวใหญ่เท่าๆ กวางป่า  ที่เกาะห้อยหัวนิ่ง
อยู่ที่ผนังถ้ำใกล้ๆ
.
 .   " เจ้าก็ลองถามท่านค้างคาวดำ ผู้ครองถ้ำนี้
ดูสิ
.     ท่านบำเพ็ญพรตจนมีฌานพิเศษ  สามารถ
ติดต่อกับสวรรค์เบื้องบนได้
.   ย่าเชื่อว่า ท่านค้างคาวดำคงจะทราบวิธี  "
.
               *  *  *  *  *  *
.
.       ค้างคาวดำถูกกล่าวพาดพิง ก็เริ่ม
ขยับตัว..
.     แผ่ปีกใหญ่
ที่ยาวสมดุลกับขนาดตัว ที่ใหญ่โต
เกือบๆ เท่าม้า ออกไปทั้งสองข้าง
.
.      แล้ววาจาที่แหบห้าว ก็เอ่ยออกมา จากศีรษะ
ที่ห้อยหกนั้น
.
.
.    ( ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล-   และต้องขออภัย ที่ต้องนำภาพของท่าน มาตีลังกา
กลับหัวแบบนี้  )
.
.
 .            " หนทางมี....
 .  แต่ใครเล่า จะยอมเสียสละ...
  .       เพราะอาจ แม้ต้องถึงแก่ชีวิต "
.
.         จันทรากินรีรีบประนมกรกราบ
.
.  " โอ--ท่านปู่ค้างคาวดำ หลานยอมสละชีพได้
เพคะ
.     โปรดชี้แนะหนทางนั้นมาเถิด เจ้าค่ะ "
.
 .     " จันทรากินรี... เรื่องนี้ เป็นชะตากรรม
ฟ้าดินเขาลิขิตไว้
.        ถ้าเจ้ารับปาก ต่อที่มหาสมาคมแห่งนี้
ว่าเจ้าเต็มใจจะอาสา  ข้าถึงจะยอมบอก "
.
.            "  ท่านปู่เจ้าข้า ...
.     จันทรากินรี- ข้านี้ให้คำสัญญา
.   ด้วยเกียรติของวงศ์วานเทพปักษา แห่งป่า
หิมพานต์    ข้ายินดีสละชีวิตของข้า เพื่อช่วย
เสด็จพี่สุริยัน เจ้าข้า... "
.
.     " เช่นนั้น---   ฟังที่ข้าจะบอก "
.
.       ท่านค้างคาวดำกระพือปีก ขยับไปมา
ส่งกลิ่นอับๆ  อวลคลุ้งไปทั่วทั้งถ้ำ
.  ชวนให้เอา แอร์เฟรชชี่ มาฉีดไล่กลบกลิ่น
ซักสอง-สามกระป๋อง
.
.         " สุริยันกินราจะฟื้นคืนชีพ
.   ถ้าเจ้าเอาดวงใจ ที่ผ่าเพียงครึ่งหนึ่ง
ของศัตรู ที่เจ้ารัก
.         และเขาก็รักเจ้า....
.       มาวางบนอุระ ของพระศพนี้
.
  และต้องทำการให้ทัน   ภายในเวลา
15 ทิวา ราตรี
.     นับแต่บัดนี้-- ที่เจ้าได้ประกาศให้คำ
สัญญา "
.
.        " เพียง 15 ทิวาราตรีเองหรือ
ที่ข้าต้องนำหัวใจผ่าครึ่ง ของศัตรู
มาวางบนอุรของเจ้าพี่สุริยันกินราที่นี่
.           มิหนำซ้ำ ..
  ยังเป็นศัตรูที่เขาต้องรักข้า
.    และข้า-ก็ต้องรักเขา ... "
.
.    จันทรากินรีทวนคำอย่างงุนงง
.
.       " แล้วข้าจะรักศัตรูของข้า
.  ได้ยังไงล่ะท่านปู่ ?  "
.
.
.   ค้างคาวดำหุบปีก หลับตานิ่ง
และเงียบ  ไม่กระดุกกระดิก
.        ไม่ยอมเอ่ยอะไรอีก
.
.      เป็นอาณัติสัญญาณให้จันทรากินรี
และทุกคนรู้ว่า ป่วยการที่จะรบเร้าให้ท่าน
ตอบ
.
.    จึงพร้อมกันก้มลงกราบ ลาเจ้าของถ้ำ
.
          * * * *  * * *  * * *
.
.  " พี่ขอตามเสด็จองค์หญิงไปเมือง
มนุษย์ด้วยเพคะ "
.
 .    จันทรากินรี ที่กำลังแต่งกายให้รัดกุมขึ้น
หันมาสบตาพี่เลี้ยงโพระดกผู้ภักดี   ที่คุกเข่าอยู่
ตรงหน้า
.
.   " หญิงไม่ขอรบกวนพี่โพระดกนะจ๊ะ...
.          เรื่องนี้ มันเสี่ยงเกินไป
 พี่ก็รู้ ว่าหญิงกำลังไปเอาหัวใจของเขา...
.    หญิงเอง ก็อาจต้องแลกชีวิตกับมัน "
.
 .   " ก็เพราะพี่รู้   ว่ามันอันตราย พี่ถึงได้
ขอตามติดไปด้วย...
.     เมื่อคืน พี่ได้บอกกับครอบครัวของพี่
ว่าพี่เป็นห่วงองค์หญิงมาก   คงไม่สามารถ
ปล่อยให้เสด็จออกป่าเมืองมนุษย์โดยลำพัง
ได้
.   นี่-พ่อแม่ของพี่  ท่านก็อนุญาตแล้วเพคะ "
.
 .    จันทรากินรีโผเข้ากอดพี่เลี้ยง กรรแสง
สะอื้น
ด้วยความตื้นตันใจ
.
.        " พี่โพระดกจ๋า..  ฮือๆๆ  
.   หญิงขอขอบคุณพี่จริงๆ  ที่ไม่เคยทอดทิ้ง
กัน
.      เกิดมา  หญิงไม่เคยเป็นศัตรูกับผู้ใด
แล้วดูเถิด - บัดนี้   พอมันเป็นอย่างนี้เข้า
.     น้องเองก็สับสนไปหมด
.   -- ทำอะไรไม่ถูก เลยจ๊ะพี่ "
.
.       " ไม่ต้องวิตกไปนะเพคะ
ขอให้เรามั่นใจ ว่าทุกอย่างต้องแก้ไขได้
. เราจะไปด้วยกัน..อยู่เคียงข้างกัน
.       ในเวลา 15 ทิวาราตรี เราจะต้อง
ทำการนี้ให้สำเร็จ
.   เพื่อเอาพระชีพขององค์สุริยันกินรา
กลับมาให้จงได้ "
.
 .   เจ้าหญิงกินรียื่นมือให้พี่เลี้ยงดู
.
     " เมื่อวาน เจ้าแม่ย่าประทานแหวน
เตือนกาลเวลา
กำชับให้หญิงใส่ติดมือไว้
.    ท่านกลัวว่าหญิงจะเผลอไผลจนลืม  
เลยเวลาที่สวรรค์กำหนด "
.
 .  ที่นิ้วซ้ายของจันทรากินรีมีแหวนทอง
เกลี้ยงๆ
วงใหม่ สวมไว้
.
 .  "  แม่ย่าบอกไว้ว่า  หากเวลานั้น...
เหลือเพียงอีกหนึ่งทิวาราตรี
.   แหวนวงนี้ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด
เพื่อเตือนเรา..."
.
.       " ดีแล้วเพคะ...
. พี่โพระดกก็จะคอยดูแลเรื่องนี้ให้ด้วย
.    โลกมนุษย์ที่เราจะออกไปเผชิญ
อาจจะวุ่นวายกว่าที่หิมพานต์ของเรานัก 
.  ทำให้เราคลาดเคลื่อนเรื่องกาลเวลา
 ได้อยู่ เพคะ "
.
 .   " อ้อ--
.   แล้วตอนก่อนรุ่งอรุณ ท่านพ่อเทพปักษา
ก็ให้หญิงทบทวนพระเวท ที่ชื่อ " มนตร์กินรี" 
อีกสามรอบ
.      จนน้องจำขึ้นใจแล้วละพี่ "

.        "  มนตร์กินรี  ...
.    อ๋อ--พี่นึกออกเพคะ     เป็นมนตร์ที่
พวกเราใช้ในยามคับขัน
.      ร่ายเวท เพื่อเรียกหมอกควันหนาทึบ
มากำบังตัว
.   แล้วสวมปีกหาง บินขึ้นฟ้า หนีศัตรู "
.
.        " ช่าย--  เวทนั้น
.    นั่นแหละจ๊ะ "
.
.         " ส่วนพี่เอง ...
.  พี่มีเวท "ตัวไร " เพคะ "
.
" เวทตัวไร ...
 .        คืออะไรเหรอพี่ "
.
          " คืองี้ เพคะ - "
.
   โพระดกลอยหน้าลอยตา อธิบายเวท
ของตัวเองอย่างพราวด์ -proud สุดๆ
.
  "    ราชวงศ์ขององค์หญิงเป็นกินรา-กินรี
ที่มาจากวงศ์นกยูงทอง
 .      แต่ครอบครัวของพี่  เราเป็นกินรา-
กินรีจากสายนกโพระดก เพคะ
.   โดยกำเนิดชาติตระกูล พวกเราเป็นนก
ตัวสีเขียว อาศัยในโพรงรูบนต้นไทรสูง
.    ส่งเสียงร้อง --
.          "  โฮกป๊ก!  "
.   โฮกป๊ก  -- อยู่หนไหน ?
            -- เอ่อ เฮอ เอิงเงย "

.  แล้วก็จะมีตัวไรนก
มาอาศัยตามขนพวกเรา
เยอะแยะ ยัวะเยียะ ไปหมด
.  พวกเราจึงมีเวทเรียกตัวไรนก ให้ยกกองทัพ
ตัวไรจากทั่วสารทิศ มารุมถล่ม  ไต่ตามตัวศัตรู
.          จนมันต้องคัน ยุบยิบ---ยุบยิบ
.  แล้วก็ ยุบยับ-ยุบยับ
.           แบบว่า....  อยู่นิ่งไม่ได้เลย
.   ละเพคะ "
.
 .          ทั้งสองกินรีหัวเราะขำ
จันทรากินรีนั้น ขำท่าทางเล่าของพี่เลี้ยง
.   ส่วนโพระดกขำตัวเอง ที่เล่าแบบฟิน
มากไปหน่อย
.
.      นางเขิน เลยบอกแก้เก้อว่า

.   " ยังไง
-สักวัน  เราอาจได้ใช้ประโยขน์
จากเวทนี้ นะเพคะ "
.
.
.     " หญิงจะเอากระจกมนตรา
ของหญิง
ติดตัวไปด้วย "
.
.        " อู๊ย--ดีมาก เพคะ...
.    รุ่นที่องค์หญิงมี เป็นรุ่นที่รับสัญญาณภาพ
 และเสียง
ดีกว่ารุ่นที่พี่ใช้--
.       ของพี่ สัญญาณอ่อน ติดๆ หายๆ
.   พี่ยังไม่มีทรัพย์ พอจะไปแลกกับกระจก
มนตรารุ่นใหม่
จากรังกินรากระจกมนตร์
.  ยิ่งพอมีข่าวร่ำลือกัน ว่าแก้วกระจกมนตรา
รุ่นหลังล่าสุด
ชอบระเบิด
.     พี่ก็เลย ยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยน "
.
.   " ทางเมืองมนุษย์จะมีสัญญาณแบบนี้ไหม
ก็ไม่รู้-- "
.          จันทราเกิดกังขา
.
.        " เอาติดไปก่อนเพคะ องค์หญิง
 ใช้ได้-ไม่ได้ ค่อยว่ากันอีกที "
.
           *  *  *  *  *  *  *
.
.     ท่ามกลางแสงแดดประเปรี้ยง
ในยามสายของวันนั้น
.          จันทรากินรี และโพระดก ก็โผบิน
จากราชวังบนหน้าผาสูง
.   ร่อนผ่านก้อนเมฆ ตรงมายังประตูป่า
.
.   จันทรากินรี ยืนร่ายมนตร์
        และแล้ว....ประตูป่าก็เปิดออก
กลายเป็นผาน้ำตกอันเดิม ที่สุริยันกินรา
ต้องจบชีวิตลง
.
.      แล้วจันทรากินรี ก็หันหลังกลับ
 ยืนร่ายเวทมนตร์บังไพร
.     เพื่อปิดประตูป่าหิมพานต์
.
.          ทันใดนั้น --
.   ต้นไม้สูง นับพันๆ หมื่นๆ ต้น ก็พลัน
งอก
ทะลวงทะลุพื้นดินขึ้นมา อย่างรวดเร็ว
.     ตามด้วยเหล่าเถาวัลย์ นานาชนิด
พากันงอก  ไต่เลื้อย พันต้นไม้สูงอย่าง
รีบเร่ง
.
      เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ชวนให้
สยดสยอง
.
.    เถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด ม้วนรัดโอบ
แล้วดึงลากพุ่มไม้ให้เข้ามาติดชิดกัน

.       พุ่มแล้ว พุ่มเล่า...
.
.    จนทั้งป่า เกิดเสียงดัง เปรี๊ยะ -ปร๊ะ
จากกิ่งไม้ ที่ถูกเถาวัลย์เหนี่ยวกระชาก
อย่างรุนแรง
.
.
.        เพียงครู่เดียว---
 ทุกอย่างก็เงียบสงบ เหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น
.
.       บัดนี้ ประตูป่าถูกปิดสนิทแล้ว
.    มองไป เห็นแต่แมกไม้ที่ขึ้นแน่นหนา
เขียวทึบ
.    ไร้ช่องทางที่จะฝ่าเข้าไปได้
.
                  *  *  *  *  *  *  *
.
.    จันทรากินรี และโพระดกรีบถอดปีก
และหางออก
.    กลายเป็นมนุษย์ สาวงามเดินดินธรรมดา
ที่กำลังจะตามล่า หาหัวใจครึ่งก้อนของศัตรู
ผู้ที่รักเธอ...
      และ เธอเอง --ก็ต้องรักเขา
.
.

.
.           ( จบ ตอนที่  ๑. )
.
.
ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ให้เกียรติ
เข้ามาเยี่ยมเยือนบล็อกของผมครับ



Create Date : 04 ตุลาคม 2559
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2560 9:19:01 น.
Counter : 2081 Pageviews.

0 comments

BlogGang Popular Award#13



เปียงดิน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



ข้าราชการบำนาญ
ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
6
8
10
11
13
14
15
16
17
18
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog