เมื่อเท้ามันคัน อะไรมันๆ จะเกิดขึ้น
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
18 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
อิตาลี : แว๊นมอไซค์ไปซอร์เรนโตกันมั้ยน้องสาว

เพื่อนสาวลงทุนหอบหิ้วสิ่งของมากมายทั้งจำเป็นและไม่จำเป็นแต่อยากได้มาให้จากเมืองไทย กระเป๋าตังค์หายก็แล้ว โดนตำรวจปลอมเข้ามาขอค้นตัวก็แล้ว แต่นางไม่ท้อ ยังอยู่เที่ยวอิตาลีจนถึงวันสุดท้ายตามแผน ไม่มีอะไรในโลกนี้ทำร้ายนางได้จริงๆ เพื่อนจัดเต็มขนาดนี้ นางขออย่างเดียวว่าอยากมีวีคเอนด์ไปเที่ยวค้างคืนนอกโรมกันสองคน ผมจัดให้อย่างไม่รีรอ หลังจากจะไปเมืองนั้นเปลี่ยนเป็นเมืองนี้ จากขึ้นเหนือเปลี่ยนไปลงใต้ จะโน่นจะนี่อยู่หลายจะ สุดท้ายไปลงตัวที่ Sorrento เหตุผลหลักเพราะไปง่าย ไม่ไกลเกิน เดินทางสะดวก


ขึ้นรถไฟด่วนจากกรุงโรมไปลงเมืองเนเปิลส์หรือนาโปลี ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. เท่านั้น รู้สึกว่าเร็วมาก ตดไม่ทันหายเหม็นจริงๆ ครับ ปกติเคยนั่งไปแต่ทางเหนือไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงตลอด


ถึงสถานีเนเปิลส์แล้วก็วิ่งไปต่อรถอีกชานชลาหนึ่ง อยู่อีกด้านหนึ่งแต่ไม่ต้องออกนอกสถานีนะครับ ซื้อตั๋วตรงนั้นแล้วขึ้นได้เลย ที่วิ่งนี้ไม่ใช่อะไร เห็นป้ายบอกว่ารถจะออกในอีก 2 นาที


รถไฟจากเนเปิลส์ไปซอร์เรนโตราคาไม่กี่ยูโรเพราะเป็นรถไฟระหว่างเมือง (Regionale) หวานเย็นเจี๊ยบๆ เลยแหละ นั่งจากเนเปิลส์ไปลงซอร์เรนโตสถานีสุดท้ายปลายทางใช้เวลาพอกับนั่งจากโรมมาเนเปิลส์เลย แต่ระยะทางใกล้กว่ามาก และรถ Regionale วิ่งช้ากว่ามาก


หน้าหนาวพระอาทิตย์ตกตั้งแต่ห้าโมง ที่หวังว่าจะถ่ายรูปวิวสวยๆ ระหว่างทางก็เป็นอันว่าตัดไป ไม่มีอะไรให้ชมเลย นอกจากความมืดและแสงสว่างวาบเมื่อถึงสถานีสลับกันไป


ถึงซอร์เรนโตตอนมืดสงัด เดินคลำแผ่นที่กูเกิลหาโรงแรมกันพักหนึ่ง ไม่ยากเย็นนัก กูเกิลพาเดินอ้อมเล็กน้อย ถือว่าชมเมืองซอร์เรนโตยามค่ำคืนไปในตัว ทางลัดมีแต่กูเกิลไม่บอกและพวกเราเองก็ยังไม่กล้าใช้ทางลัด


โรงแรมบูติกชื่อ Marina Piccola 73 มีไม่กี่ห้อง แต่งเก๋ถูกจริตเพื่อนฝุดๆ


ผมเฉยๆ ห้องพอดูได้ จะมีพิเศษก็คงเป็นวิวจากหน้าต่างห้อง


ที่นอนดูดาว มองเห็นอ่าว ฟังค้างคาวได้ทั้งคืน


ซอร์เรนโตตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองท่องเที่ยวมีชื่ออีกหลายเมือง


เราจึงเอาเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการท่องเที่ยวในแต่ละวัน ไปไหนก็ต้องกลับมาตายรัง


เช้าวันแรกนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองที่อยู่ใต้ซากลาวาของภูเขาไฟ Vesuvius มานานนับพันปี ปอมเปอี ห่างออกไปจากสถานีซอร์เรนโตประมาณ40 นาที


ลงสถานี Pompeii Scavi Villa dei Misteri นะครับ


ลงแล้วเดินตามมวลมหาชนไป อึดเดียวก็เจอที่ขายตั๋ว ราคาน่าจะ 10 กว่ายูโรนะครับ


ซากเมืองปอมเปอีกินพื้นที่ขนาดใหญ่ ใหญ่จนถ้าตั้งใจเดินสำรวจจริงๆ สักวันหรือสองวันก็คงกระทำได้


ผมเดินชิลชมนกดูไม้ถ่ายรูปชั่วโมงหนึ่งก็เลิกชิลแล้ว บอกตรงๆ ว่าเบื่อ ไม่อินกับอะไรแบบนี้ ต้องมานั่งจินเอาว่าเมื่อพันปีก่อนมันเคยเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไม่ถูกจริตเลย


เบื่อปุ๊บก็เดินหาไฮไลท์ของเมืองปอมเปอีละครับ ได้ยินมา 2 รายการที่ไม่ควรพลาด


คือ ซ่องเจ๊หวีตั้งแต่สมัยโรมัน สำหรับหนุ่มนักรบผู้กลัดมัน


คับแคบกว่าซ่อง อุ๊ย ไม่ใช่ซิ แคบกว่าอาบอบนวดบ้านเราจมเลย


แต่ผนังด้านบนมีภาพวาดลีลาการเสพสมบ่มิสมให้ผู้มาใช้บริการดูเพื่อสร้างบรรยากาศด้วย


อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ พิพิธภัณฑ์เก็บซากศพของชาวปอมเปอีที่ถูกลาวากลืนร่าง ซึ่งยังคงทยอยขุดขึ้นมาแสดงอย่างต่อเนื่อง เก็บอยู่ในอัฒจรรย์โบราณซึ่งได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว


ส่วนมากดูแล้วน่าจะตายอย่างทรมาน ไม่อยากจินตนาการไปไกลกว่านั้น


ศพนี้เห็นฟันยังอยู่ในสภาพดี


กลับออกจากปอมเปอีมาตั้งหลักที่ซอร์เรนโตอีกครั้ง ครึ่งบ่ายที่เหลืออยู่ก่อนพระอาทิตย์ตกไม่นาน จะทำอะไรดี?


เพื่อนสาวปรารภไว้ตั้งแต่อยู่โรมว่าชีวิตนี้ฝันจะได้เป็นสาวสก๊อยซ้อนท้ายเวสปาไปชมเมือง Positano เมืองต่างอากาศสุดสวยสักครั้ง พูดซะน่าสงสารเชียวครับ ผมคนขี่กลัวอย่างเดียวจะเป็นฝันร้าย ทางก็ไม่ชิน มอไซค์ในอิตาลีก็ไม่เคยขี่มาก่อน ตอนคิดจะไปก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย


คิดสะระตะ รวบรวมสติและความมั่นใจ ตัดสินใจเช่ารถสกูตเตอร์ 4 ชม. สุดท้ายของวัน 28 ยูโรทันที แต่แอบบอกเขาว่าเอาแบบประกันครอบคลุมทุกสิ่งอย่าง อะไรก็เกิดขึ้นกับกะเหรี่ยงสองคนที่มาแว๊นอยู่แถวนี้ได้


ตกใจตรงที่บริษัทเช่ารถส่งเบนซ์รุ่นใหม่ล่าสุดมารับถึงโรงแรม เช่าสกูตเตอร์ง่อยๆ แท้ๆ ถึงขนาดส่งเบนซ์มารับกันเลยทีเดียว ณ จุดนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าเงิน 28 ยูโรแล้ว


ได้สกูตเตอร์ปุ๊บก็ขี่ออกไปตามแผนที่ในมือถือทันที หวังให้ไปถึงโปซิตาโนก่อนพระอาทิตย์ตก ได้ถ่ายภาพสวยๆ ไว้ลงเฟสอวดเพื่อนสัก 2-3 ภาพก็ฟินแล้ว


แว๊นไปไม่ยากมากสำหรับเด็ก ตจว. ที่ขี่มอไซค์มาตั้งแต่เด็กๆ อย่างผม จะมีไม่ชินขนาดที่ใหญ่เกินตัวของสกูตเตอร์อิตาลี และทางที่วกไปวนมาชวนเวียนหัวในช่วงแรกเท่านั้น


พักเดียวความ(หวาด)เสียวก็เปลี่ยนเป็นความสวย


เด็กแว๊นกับสาวสก๊อยแวะจุดชมวิวระหว่างทางเกือบทุกจุดตลอดระยะทาง 15 กม.


จนมาถึงจุดสุดท้ายก่อนเข้าเมืองโปซิตาโน น่าจะเป็นจุดสวยที่สุดจุดนึง ไม่มีใครมากวนใจ มีแดดออกเล็กน้อยและเป็นเพียงแดดแว่บเดียวของวันนี้


เพียงแว่บเดียวเราก็ได้ภาพบรรยากาศสวยๆ มาไม่น้อย


จอดสกูตเตอร์บนเขาแล้วเดินลงไปชมเมืองโปซิตาโนด้านล่าง


ขาลงยังหอบแฮ่กเลย ขากลับขึ้นมาเอารถไม่ต้องพูดถึง สภาพไม่เหลือความศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สักนิด


ในตัวเมืองมีร้านน่ารักๆ ขายของโอท็อปกะจุ๊กกะจิ๊กตลอดทาง


ดินลงไปถึงหาดก็เกือบมืดแล้ว ไม่ได้กะไปเล่นน้ำหรือจับปูลมอะไรอยู่แล้ว ไม่ได้ผิดหวังอะไร

เห็นแต่นักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารค่ำกันอย่างเก๋ให้ลมทะเลตีหน้า



เราเลือกนั่งร้าน Chez Black ซึ่งมารู้ในภายหลังเมื่อลุกออกมาแล้วว่าเป็นร้านดังในละแวกนั้น รสนิยมพวกเราใช้ได้เลย อาหารมีมากหลายอย่าง แต่ที่สั่งกินได้มีอย่างเดียวเหมือนเดิม คือ Spaghetti ai Frutti di Mare หรือสปาเก็ตตีทะเล


ทานอาหารค่ำเสร็จก็เพิ่งจะหกโมงเย็น แต่ฟ้ามืดมนอนธการแล้ว


ขากลับซอร์เรนโตทั้งคนขับคนซ้อนลุ้นกันมาตลอดทาง ถนนคดเคี้ยว ไม่มีไฟทาง ขับช้าก็มีรถจี้ตูด ขับเร็วก็มีรถบัสสวนมา อากาศหนาวลมแรง บรรยากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการขี่สกูตเตอร์เลยสักนิด แม้จะรอดมาได้อย่างปลอดภัยแต่ไม่แนะนำเลยครับ


พวกเรากลับมาเจองาน Halloween ในเมืองซอร์เรนโตได้เดินเล่นก่อนกลับโรงแรมกันอีกพักใหญ่


เจอ gelato ร้านดังในหนังสือนำเที่ยวของซอร์เรนโตด้วย ชื่อ Raki


ตกลงกันก่อนนอนคืนสุดท้ายว่า เช้าวันสุดท้ายขอนอนตื่นสาย ค่อยๆ ละเมียดจิบกาแฟ เดินเล่นเบาๆ ในเมืองแล้วค่อยกลับ ไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อชีวิตที่ slow life ในวันรุ่งขึ้น


ดันตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แดดที่ส่องเข้ามาในห้องนอนทำให้ผมชวนเพื่อนกระโดดออกจากเตียง วิ่งผ่านน้ำ โยนของใส่กระเป๋าไปฝากที่ reception แล้ววิ่งปรู๊ดแบบไม่คิดชีวิตไปซื้อตั๋วเที่ยวละเกือบ 20 ยูโร ขึ้นเรือไปเที่ยวคาปรีกันจนได้


วันที่ตั้งใจจะ slow life กลายเป็นสองเพิ้งวิ่งขึ้นเรืออีกจนได้ สรุปว่า slow life ไม่ใช่วิถีลูกคนไทยเชื้อสายจีนอย่างพวกเราที่ชอบอะไรคุ้มๆ ครบๆ ปริมาณอยู่เหนือคุณภาพ


นั่งเรือจากซอร์เรนโตไปเกาะคาปรีประมาณ 20 นาที เกาะไม่ใหญ่มาก แต่เพราะมีเวลาน้อยมาก จึงได้เพียงชะโงกมากๆ


มีกระเช้า 1.80 ยูโร บริการจากท่าเรือขึ้นไปยังเมืองคาปรี


ถึงคาปรีแล้วเราเดินเล่นสัก 20 นาทีก็ขึ้นรถบัสเพื่อไปแฉลบทัวร์ต่อที่เมืองแอนนาคาปรี ซึ่งตั้งอยู่เหนือคาปรีขึ้นไป


แค่ลุ้นคนขับรถเมล์ลัดเลาะไปตามทางแคบๆ ที่เต็มไปด้วยหุบเหวและวิวสวยๆ ก็คุ้มแล้ว


ทางหวาดเสียว มือนึงเกาะราว มือนึงกดชัตเตอร์รัวๆ คุ้มมาก


เดินในเมืองแอนนาคาปรีก็ไม่ถึง ชม. เช่นกัน


ร้านรวงยังไม่เปิดด้วย


มีป้ายบอกที่ท่องเที่ยวโน่นนี่อยู่พอสมควร ก็เดินไปเท่าที่เวลาอำนวยครับ


มีอีกหลายอย่างที่เราตั้งใจพลาด เช่น กระเช้าไปจุดชมวิว และ Blu Grotto ที่มีชื่อเสียง


แค่นี้ก็วิ่งสู้ตั๊ดกลับมาขึ้นเรือแทบไม่ทันแล้ว ไว้จะมาจัดใหม่แบบไม่ต้องวิ่งเหมือนคนบ้าดูสักที


เรือจอดปุ๊บ วิ่งไปเอากระเป๋าที่โรงแรม และวิ่งไปสถานีรถไฟทันที


โดยใช้ทางลัดซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลพอสมควร จนเราต้องหยุดวิ่งและเปลี่ยนเป็นเดินทีละก้าวอย่างมั่นคงและมีสติ


ตกลงไปทีคงโทรตามญาติมาดูใจได้เลย


ขึ้นรถไฟทันเวลามาถึงโรมอย่างปลอดภัย พร้อมภาพประทับใจ

ทริปนี้แทบไม่มีการเดินสวยๆ ชิลๆ เลย หากภาพตัดมาจะเห็นเราสองคนกระเตงของวิ่งกระหืดกระหอบอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเป้าหมายการมาครั้งนี้คือคุ้ม บอกเลยว่าทะลุเป้า ได้ไปเที่ยวมากกว่าที่คิดว่ากำลังเรามี ถ้าเป้าหมายคือคุณภาพก็ถือว่าไม่แย่ครับ ได้กิน ได้เดิน ได้ถ่ายภาพ ได้วิ่งออกกำลังขา และลุ้นหัวใจแทบวายหลายครั้ง 








Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2558 14:28:00 น. 0 comments
Counter : 632 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Thaisoloclub
Location :
Rome Italy

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]




Friends' blogs
[Add Thaisoloclub's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.