บทที่ 74 ก็แค่ข่าวร้าย!
หลังจากที่หนุ่มฝรั่งเศสเจ้าเสน่ห์ เฟรดเดอริค จากไปได้ไม่นาน ที่ชั้นสองของสถาบันวิจัียแห่งนี้ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาอีก 1 คน ... แต่ครั้งนี้เป็นหนุ่มน้อยชาวอังกฤษ หน้าตาธรรมดา ผมสีน้ำตาลอ่อนตัดจนสั้น และมีรูปร่างที่ค่อนข้างสันทัด ... ในความรู้สึกของวิท นายคนนี้ชวนให้นึกถึงทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในนวนิยายไทยชื่อดัง เพียงแต่หน้าตาเป็นเวอร์ชั่นอังกฤษเท่านั้น

หนุ่มน้อยคนนี้มีกิจวัตรประจำวันที่ชวนให้วิทสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ ทุกเช้าในวันทำงาน เขาจะมารอรถเมล์ที่ป้ายหน้าแฟลตของวิท เพื่อขึ้นรถเมล์คันที่จะมาจอดป้ายนี้เวลาแปดโมงครึ่ง เมื่อนั่งรถไปจนสุดสาย แล้วเดินตัดป่าไม้ แม่น้ำ และทุ่งหญ้า ก็จะถึงที่ทำงานก่อนเก้าโมงเช้าเล็กน้อย ... และในตอนเย็นของทุกวัน หนุ่มคนนี้จะมารอรถเมล์เที่ยวห้าโมงสิบห้านาทีที่ป้ายท้ายมหา'ลัย แต่เขาไม่เคยลงป้ายที่เยื้องๆกับแฟลตของวิทซึ่งเป็นป้ายที่ขึ้นมาในตอนเช้า แต่กลับลงป้ายถัดไปซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกหลายร้อยเมตร ...

สิ่งที่วิทพอจะประเมินได้ก็คือ คนที่ทำงานในสถาบันแห่งนี้ ที่จะเข้างานเก้าโมงเช้าและเลิกห้าโมงเย็น ก็จะเป็นพวกนักวิจัยประจำสถาบันซึ่งจะต้องกรอกตารางเวลาทำงานของทุกวันส่งให้ฝ่ายบุคคล ... ส่วนนักศึกษาหรือนักวิจัยจากสถาบันอื่่นที่มาทำวิจัยที่นี่ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น จึงมีเวลาเข้า-ออกที่ค่อนข้างอิสระ เพียงแต่จะต้องทำให้ได้เนื้องานเพียงพอกับระยะเวลาที่กำหนดไว้ ...

อย่างไรก็ดี หนุ่มคนนี้ดูยังเด็กเกินกว่าที่จะเป็นนักศึกษาป.โท หรือเป็นนักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่จบป.เอกกันทั้งนั้น แต่กลับมีพฤติกรรมการทำงานเหมือนพนักงานประจำ ซึ่งก็จะเหลือแต่ เจ้าหน้าทีแผนกเตรียมสาร-อาหารเลี้ยงเชื้อ-ล้างเครื่องแก้ว เจ้าหน้าที่ธุรการ หรือเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ที่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้อยู่ชั้นสองซึ่งเป็นแผนกวิจัยเท่านั้น

********************************************************************************

เช้าวันหนึ่ง เมื่อวิทมาถึงห้องทำงานซึ่งอยู่เยื้องๆกับห้องแล็บ โดยที่ยังไม่ทันเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย อาจารย์ที่ปรึกษาของเขา ดร.ฮีธ ก็เดินเข้ามาหาถึงที่โต๊ะทำงาน ด้วยท่าทางลำบากใจ ...

"วิท ... ผมมีข่าวไม่ค่อยดีจะมาบอก ..." ดร.ฮีธเริ่มขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเสียงกระซิบเล็กน้อย

"เรื่องอะไรเหรอครับ?" วิทยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว

"เมื่อเช้าผมได้คุยกับแมท [supervisor] ..." ดร.ฮีธหยุดไปนิดหนึ่ง เหมือนจะเรียบเรียงว่าจะพูดอย่างไรต่อไป "แมทได้ข่าวมาว่า มีกลุ่มวิจัยที่สหรัฐฯกำลังจะตีพิมพ์บทความที่ตรงกับงานที่คุณกำลังทำอยู่ ..."

สำหรับงานวิจัยที่วิททำอยู่ ซึ่งเดิมตอนที่เรียนป.โทนั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือการหายีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารให้กลิ่นหอมในชีสจากแบคทีเรีย และสร้างสายพันธุ์ที่มีการยับยั้งยีนชนิดอื่น เพื่อให้แบคทีเรียผลิตสารดังกล่าวมากขึ้น ... แต่อย่างไรก็ดี ในเวลานั้นงานวิจัยส่วนแรกก็ไปไม่ถึงไหน และเขาจบปริญญาโทมาได้ก็เพราะสายพันธุ์แบคทีเรียที่สร้างขึ้นในส่วนที่สองนั่นเอง ...

และเมื่อเขาตัดสินใจเรียนต่อป.เอก และทำงานวิจัยต่อเนื่องจากงานเดิม ... ยีนที่พยายามค้นหามาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็มาสำเร็จในปีแรกของการเรียนป.เอก เขาจึงเน้นงานในส่วนนี้เป็นหลัก ซึ่งก็จะเป็นการต่อยอดสร้างสายพันธุ์ที่มีการดัดแปลงยีนนี้ เพื่อให้สร้างสารที่ต้องการมากขึ้น ...

ในขณะที่งานต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่งก็คือ จากสายพันธุ์ที่เขาสร้างขึ้นนั้น สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือการหาลำดับ DNA ที่สมบูรณ์ของยีนที่ถูกยับยั้งดังกล่าว ... และงานวิจัยที่กำลังจะถูกคนอื่นชิงตีพิมพ์ตัดหน้าไปก็คืองานส่วนนี้นั่นเอง

"ทางโน้นถึงขั้นตอนไหนแล้วครับ?" เขาแอบมีความหวังเล็กๆ ทั้งๆที่งานวิจัยส่วนนี้ยังคงล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด และห่างจากคำว่า "ตีพิมพ์" อีกไกลโข

ดร.ฮีธ มองหน้าวิทเหมือนชั่งใจอยู่นิดหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบากว่าเดิมว่า "คนที่รีิวิวบทความนั้น เป็นคน email มาบอกแมทเอง ... ซึ่งก็น่าจะผ่าน และก็คงได้ตีพิมพ์ในเร็วๆนี้"

วิทได้แต่นั่งฟังเงียบๆเหมือนยอมจำนนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ...

"จริงๆแล้ว ก็ไม่แย่ไปเสียทั้งหมด" ดร.ฮีธพูดเหมือนจะปลอบใจกลายๆ "ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้บทความวิจัย แต่งานที่คุณทำก็สามารถเขียนลงในวิทยานิพนธ์ได้ ซึ่งก็เป็นผลงานเหมือนกัน ... ว่าแต่งานส่วนนี้คุณทำไปได้เยอะหรือยัง?"

"ยังไม่ถึงไหนเลยครับ"

ความเงียบเข้ามาคั่นกลาง เหมือนกับว่าทั้งสองต่างก็กำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ...

"ผมคิดว่า ... ไหนๆก็มีคนทำงานนี้เสร็จไปแล้ว ... ถ้าเราเริ่มทำเรื่องใหม่เลยจะดีกว่ามั้ยครับ?" วิทตัดสินใจ

"อืม ก็เป็นความคิดที่ดี ... เอาไว้ผมจะรีบไปปรึกษากับแมท แล้วกลับมาบอกคุณว่าเราควรจะทำอะไรต่อไปดี"

"แล้วอีกเรื่องที่ผมทำล่ะครับ ... มีใครกำลังทำอยู่ หรือกำลังจะตีพิมพ์อีกหรือเปล่า?"

"เท่าที่รู้ก็ยังไม่มีนะ ... แต่งานนั้นคุณก็ทำไปตั้งเยอะแล้วนี่ ไม่้ัต้องกังวลไปหรอก ..." ดร.ฮีธตอบ แต่กลับทิ้งท้ายไว้ว่า "แต่เพื่อความไม่ประมาท คุณควรจะเร่งทำให้เสร็จ แล้วรีบเขียนบทความส่ง จะได้ไม่โดนคนอื่นตัดหน้าไปอีก"

********************************************************************************

หลังจากการสนทนากับ ดร.ฮีธ ในตอนเช้า วิทก็เข้าไปในห้องแล็บและเริ่มทำงานตามปกติ ... แต่สิ่งที่ต่างไปจากธรรมดาก็คือ ในวันนี้เหมือนมีหลายคนในแผนกอยากพูดคุยกับเขามากเป็นพิเศษ ...

"วิท เสียใจด้วยนะ" ป้าแครอลทักขึ้นเมื่อสวนกัันในทางเดิน

"เอ้อ ... ขอบคุณครับ" วิทเิริ่มทำใจได้ว่า เรื่องที่ดูเป็นความลับเมื่อตอนเช้า พอเจ้าตัวรู้เรื่องแล้ว ก็กระจายไปทั่วทั้งแผนกไม่ต่างกับไฟไหม้ฟาง ...

นอกจากป้าแครอลแล้วก็ยังมีนักวิจัยอีก 4-5 คนที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยพูดจากันมากไปกว่าการทักทายกันตามมารยาท ก็มาแสดงความเสียใจกับเขาโดยถ้วนหน้า ... ในขณะที่เพื่อนๆที่เป็นนัีกศึกษาป.เอกด้วยกันกลับดูเฉยๆกับเรื่องนี้ ...

สิ่งที่วิทเข้าใจได้ก็คือ สำหรับนักวิจัยประจำสถาบันนั้น การตีพิมพ์ผลงานเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เป็นเรื่องสลักสำคัญในอาชีพ การที่มีนักวิจัยกลุ่มอื่นชิงตัดหน้าผลงานไปก่อน ก็เท่ากับว่างานที่ทำมาทั้งหมด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี แทบจะกลายเป็นศูนย์ไปในพริบตา ... ส่วนนักศึกษาอย่างวิทและคนอื่นๆนั้น ผลงานที่ทำมาแล้วยังสามารถใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาได้ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมาย ...

********************************************************************************

คาร์ลอส เป็นชาวเม็กซิโกวัยกลางคน ซึ่งเคยทำงานในสถาบันวิจัยประเทศนั้นก่อนจะมาเรียนต่อป.เอกที่นี่ คาร์ลอสเริ่มงานที่สถาบันแห่งนี้พร้อมๆกับวิท ซึ่งในขณะนั้นกำลังเรียนป.โทปีที่ 2 และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำงานวิจัยทางด้านพืชในขณะที่คนอื่นๆในแผนกศึกษาแบคทีเรีย ... คาร์ลอสและวิทมีโต๊ะทำงานอยู่ห้องเดียวกัน แต่ด้วยวัยที่ต่างกันค่อนข้างมาก และอยู่คนละกลุ่มวิจัยกัน ทั้งสองจึงไม่ได้สนิทกันมากมายนัก ...

แต่วันนี้คาร์ลอสเิดินเข้ามาหาวิทที่โต๊ะทำงานในตอนบ่ายแก่ๆ

"วิท เย็นนี้ว่างหรือเปล่า?" คาร์ลอสถามด้วยสำเนียงเม็กซิกันเข้มข้น

"ก็ว่างนะ ... ทำไมเหรอ?"

"จะชวนไปดื่มนิดหน่อย ที่ผับใน U นี่เอง"

ยังไม่ทันที่วิทจะตอบรับหรือปฏิเสธ อาจารย์ที่ปรึกษาของคาร์ลอส ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสก็เดินเข้ามาในห้องพอดี และทักทายวิทด้วยประโยคที่เขาฟังมาหลายรอบแล้วตลอดทั้งวัน "วิท เสียใจด้วยนะ ... "

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะพาวิทไปดื่มปลอบใจ" คาร์ลอสบอก

"ดีแล้วหละ" ว่าแล้วก็บ่นงึมงำระหว่างเดินเข้าห้องทำงานไป "คนพวกนั้นช่างแย่จริงๆ ..."

"โอเค งั้นเลิกงานแล้วเราไปกัน" วิทรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้คือตกกระไดพลอยโจนจริงๆ

********************************************************************************

ผับที่คาร์ลอสพาวิทไปชื่อว่า "Grad Pub" หรือผับบัณฑิตฯ ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนของอาคารองค์กรนักศึกษา การที่มีชื่อนี้ก็เป็นเพราะว่าผับนี้บริหารงานโดยนักศึกษาป.โท-เอก และผลกำไรที่ได้ก็นำมาใช้สำหรับกิจกรรมของบัณฑิตศึกษา ดังนั้นลูกค้าแทบทั้งหมดของผับนี้จึงเป็นลุง-ป้าที่จะมานั่งดื่มเบียร์ เล่นพูล ดูฟุตบอล หรือฟังเพลงเบาๆ ... ในขณะที่นักศึกษาป.ตรี วัยหนุ่ม-สาว จะินิยมไปนั่งกันที่บาร์ซึ่งอยู่ชั้นล่าง ที่วุ่นวายและเสียงดังมากกว่า ...

"นายจะดื่มอะไรดี" คาร์ลอสถาม

"Tia Maria ผสมโค้กใส่น้ำแข็ง ก็แล้วกัน" วิทบอก พลางเตรียมควักเงินให้ แต่คาร์ลอสรีบโบกมือปฏิเสธ

"นายไว้เลี้ยงเราทีหลังก็แล้วกัน" ว่าแล้วก็เดินออกไปที่เคาน์เตอร์ทันที ...

ครู่หนึ่งต่อมา คาร์ลอสกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มของวิท และเบียร์อีกแก้วใหญ่สำหรับตัวเอง และซองพลาสติกขนาดย่อมบรรจุสิ่งที่หน้าตาเหมือนแคปหมูชิ้นเล็ก

"ลองชิมนี่ดู" คาร์ลอสฉีกถุงแล้วยื่นให้

"อะไรน่ะ" วิทหยิบซองมาอ่านดูตัวอักษรที่พิมพ์อยู่ "Pork Scratching?"

"ใช่ ... กินแกล้มเบียร์อร่อยมาก"

วิทลองชิมดูแคปหมูปรุงรสที่ว่า ซึ่งก็อร่อยดีจริงๆ เพียงแต่ไม่ค่อยเข้ากับ Tia Maria ซึ่งเป็นเหล้าหวานรสกาแฟเท่านั้นเอง

********************************************************************************

หลังจากที่ทั้งสองนั่งจิบเครื่องดื่มแกล้มแคปหมู และนั่งคุยจิปาถะอยู่พักใหญ่ คาร์ลอสก็มองนาฬิกาข้อมือ แล้วบอกว่า

"ได้เวลากลับแล้ว ... เทเรซา รอกินอาหารเย็นอยู่ที่บ้าน" เทเรซาคือภรรยาของคาร์ลอสที่มาเรียนโท ที่สถาบันแห่งนี้ โดยตามมาพร้อมกับลูกวัยประถม 2 คนภายหลังจากที่คาร์ลอสมาเรียนป.เอกได้ 1 ปี ... และทั้ง 4 คนก็พักอยู่ที่บ้านพักสำหรับครอบครัวของ U ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูหน้ามหา'ลัยนั่นเอง "นายจะไปกินมื้อเย็นด้วยกันมั้ยล่ะ?"

"ไม่หละ เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า ... ขอบคุณมากนะสำหรับวันนี้"

"ไม่เป็นไรหรอก งั้นพรุ่งนี้เจอกัน"

หลังประโยคนั้น คาร์ลอสก็เดินจากไปทางด้านหน้ามหา'ลัย ส่วนวิทแยกไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อนั่งรถกลับ ... แม้ว่าข่าวร้ายในเช้าวันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายๆคน แต่สำหรับวิทนั้น เรื่องร้ายนี้กลับมีข้อดีที่ทำให้เขาสัมผัสถึงมิตรภาพและความปรารถนาดีของผู้คน ซึ่งในยามปกติจะซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เีรียบเฉย และทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้อย่างโดดเดี่ยวจนเกินไป ...

สงวนลิขสิทธิ์บทความ ห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร



Create Date : 14 ตุลาคม 2553
Last Update : 14 ตุลาคม 2553 18:50:51 น.
Counter : 244 Pageviews.

3 comments
  
Thanks.

TJ
โดย: TJ IP: 78.101.143.113 วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:23:13:24 น.
  
ไชโย Update แล้ว

วิทดูเป็นคนช่างคิดและละเอียดอ่อน น่ารักค่ะ

รออ่านต่อนะคะ

(เมื่อกี้ลง comment ในบทที่ 65 โดยไม่ได้ต้้งใจ ซํ้าขออภัยจ้า)
โดย: แฟนบล๊อกนี้จ้า IP: 81.178.220.109 วันที่: 23 ตุลาคม 2553 เวลา:8:14:10 น.
  
แหง่ว ไม่ได้อ่านตั้งนานคิดถึงวิทจัง
โดย: harry IP: 180.180.170.201 วันที่: 23 มกราคม 2554 เวลา:15:05:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Historicus
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสอง (ตัว)
"Have mercy, O Lord, and strengthen all broken wings." Kahlil Gibran

free counters



Waltz in B minor, Op. 69, No. 2 by Frédéric Chopin
ตุลาคม 2553

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog