บทที่ 28 A ship of dreams!
ในวันรุ่งขึ้น วิทและทอมต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานีเบอร์ลิน มุ่งหน้าไปยังเมืองท่า Hamburg เพื่อไปขึ้นเรือเฟอร์รี่กลับอังกฤษ ... รถไฟสายนี้มีที่นั่งของผู้โดยสารกั้นเป็นห้องๆอยู่ทางด้านหนึ่งของขบวน ซึ่งภายในห้องนั้น จะมีที่ันั่งสองฟากหันหน้าเข้าหากัน ส่วนอีกด้านจะเป็นทางเดินยาวติดหน้าต่าง ...

ในวันนั้นผู้คนค่อนข้างบางตา ทำให้ในห้องโดยสารนั้นมีเขาและทอมเพียงสองคนเท่านั้น ... ระหว่างนั่งมาในรถไฟ ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย จนกระทั่งรถไฟมาจอดที่สถานีปลายทางในตอนบ่าย ... จากสถานีรถไฟ ทอมพาิวิทเดินลัดเลาะไปตามเมืองที่ค่อนข้างเงียบเหงา ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่ที่มีเรือสีขาวแซมด้วยสีน้ำเงิน จอดอยู่ในหมอกบางๆของฤดูหนาวจนดูเหมือนกับเป็นความฝัน ...



... และในความเงียบนั้นมีเสียงแว่วมา เป็นเสียงของหญิงสูงอายุแต่ฟังดูแจ่มใสพูดเบาๆว่า "Titanic was called a ship of dreams, and it was. It really was." [อันนี้ไม่มีจ้า ... ใส่มาเป็นมุขเฉยๆ ]

********************************************************************************

ห้องพักบนเรือลำนี้เป็นแบบกึ่งห้องสตูดิโอของโรมแรมกึ่งรถไฟนอนชั้นสองกรุงเทพ-เชียงใหม่ ... เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องน้ำอยู่ด้านซ้ายมือ และลึกเข้าไปสุดด้านในเป็นผนังทึบที่ไม่มีหน้าต่างและมีเพียงชั้นวางของเล็กๆติดอยู่ ส่วนด้านซ้ายและขวาของห้องมีที่นั่งยาวขนานไปกับผนังห้อง และเหนือที่นั่งทั้งสองเป็นเบาะที่พับอยู่ติดผนัง ซึ่งที่นั่งและเบาะที่ว่านี้จะมีเจ้าหน้าที่มาปรับให้เป็นเตียงบนและเตียงล่างในเวลาต่อมา ...

วิทเพิ่งรู้มาว่าห้องที่จองไว้นั้นเป็นห้องสำหรับ 4 คน คือจะต้องนอนรวมกับคนแปลกหน้าอีก 2 คน ... ทอมหยิบตั๋วขึ้นมาดูหมายเลข แล้วบอกให้วิทนอนเตียงล่าง ส่วนทอมจะนอนเตียงบนฝั่งตรงข้าม ... ไม่นานประตูห้องก็เปิดออกและมีชายวัยกลางคนเดินเข้ามา 2 คน ทั้งสองทักทายวิทและทอมตามมารยาท ... วิทฟังจากสำเนียงพอจะเดาได้ไม่ยากว่าสองคนนี้เป็นชาวอังกฤษ ... ทั้งสองวางกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักแอบไว้ที่ปลายเตียงด้านหนึ่ง แล้วพูดว่า "ตามสบายนะครับ" ว่าแล้วก็ออกจากห้องไป ท่ามกลางความงุนงงของวิทและทอม ...

พักใหญ่ต่อมา ทอมจึงชวนวิทออกไปเดินสำรวจเรือ แต่ไม่ลืมพกแซนวิชที่แพ็คมาจากบ้านตั้งแต่เช้าสำหรับเป็นอาหารมื้อเย็นติดไปด้วย ... ถึงแ้ม้ว่าในห้องพักจะไม่มีอะไรมากไปว่าที่นอนกับห้องน้ำ และเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องอยู่ตลอดเวลา แต่ในเรือลำนี้ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายอย่าง ทั้งร้านขายสินค้าปลอดภาษี ล็อบบี้ บาร์ ร้านอาหาร ตู้เกมส์ และแม้แต่โรงหนังขนาดย่อม

หลังจากที่ทั้งสองนั่งกินอาหารเย็นในบริเวณล็อบบี้เสร็จแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอะไรอีก ... รายการที่เปิดในโทรทัศน์ก็เป็นมิวสิควิดีโอที่ไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่ ...

"ไปดูหนังกันมั้ย" วิทชวน

"เค้าฉายเรื่องอะไรล่ะ"

"The Lion King"

"นายอยากดูจริงเหรอ" ทอมถามกลับ ท่าทางอิดออด วิทเข้าใจดีว่าทอมค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงิน

"ไม่เป็นไรเราเลี้ยงเอง ... ไปดูเป็นเพื่อนเรานะ" วิทสรุป

หนังเริ่มฉายไปแล้วเมื่อวิทและทอมเดินเข้าไปข้างใน ... โรงหนังนี้มีขนาดเล็กจนดูเหมือนกับห้องประชุมของมหา'ลัยซึ่งถ้าไม่มีจอสีขาวขนาดไม่ใหญ่นักอยู่ด้านหน้าก็คงไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นโรงหนังจริงๆ ... ทั้งโรงมีคนดูหนังไม่ถึง 10 คน และส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กที่พ่อแม่พามานั่งดูหนังฆ่าเวลา ...

********************************************************************************

เมื่อวิทและทอมเดินออกมาจากโรงหนังก็ยังไม่ดึกมากนัก ทั้งสองกลับไปนั่งที่ล็อบบี้อีกครั้ง

"หนังเป็นไงบ้าง?" วิทถาม

"เพลงเพราะดี"

"อือ ... เพลง 'Can you feel the love tonight' ของเอลตัน จอห์น"

ทอมร้องคลอออกมาเบาๆ "... And can you feel the love tonight ..." ก่อนที่ทั้งสองจะจมอยู่กับความเงียบ ... จนในที่สุดวิทก็เลยบอกว่า "ไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ" ซึ่งทอมก็พยักหน้ารับ ...

คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าดูมืดมิดหรือแม้แต่น้ำทะเลก็เป็นสีดำสนิท มีเพียงแสงไฟจากเรือที่สะท้อนไปบนเกลียวคลื่นเท่านั้นที่พอจะบอกได้ว่าเป็นผืนน้ำ ไกลออกไปมองเห็นเรือลำอื่นเป็นเพียงแสงสว่างจุดเล็กๆกระจายกันอยู่ห่างๆ



ลมทะเลที่พัดมากระทบ แม้จะไม่หนาวจนอุณหภูิมิติดลบเหมือนที่เบอร์ลิน แต่ก็เยือกเย็นเอาการ ไม่นานทอมก็ชวนวิทกลับเข้าไปข้างในอย่างเดิม ...

********************************************************************************

เมื่อวิทตื่นขึ้่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น พบว่าทอมแต่งตัวเสร็จแล้ว ส่วนกระเป๋าเดินทางสองใบของชายชาวอังกฤษสองคนนั้นก็หายไปแล้ว

"สองคนนั้นกลับมาเอากระเป๋าออกไปเมื่อตอนเช้ามืด ... เค้าไม่ได้กลับมานอนที่นี่ คงนั่งอยู่ที่ล็อบบี้ทั้งคืน" ทอมบอก ...

เรือลำนั้นมาเทียบท่าที่เมือง Harwich ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษในตอนสาย ... เมื่อมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของท่าเรือ ทอมแยกไปตรงช่องสำหรับชาวยุโรป ส่วนชาวอังกฤษก็จะมีช่องต่างหาก และวิทก็ต้องเข้าไปช่องสำหรับคนที่ถือพาสปอร์ตของประเทศที่นอกเหนือไปจากนี้ ...

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นหนุ่มอายุราวๆ 20 ปลายๆถึง 30 ต้นๆ เขาหยิบพาสปอร์ตของวิทมาพลิกดู

"คุณเป็นคนไทยหรือ?" ชายคนนั้นถาม วิทตอบไป แต่ใจคอไม่ดีนึกว่าคงมีปัญหาอะไรซักอย่าง

"ซา-หวาด-ดี-ค๊าบ" ชายคนนั้นตอบมา ท่าทางยิ้มแย้มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

"คุณพูดภาษาไทยได้เหรอครับ" วิทแปลกใจ

"ผมเพิ่งไปเที่ยวเมืองไทยมา ชอบมากๆ ... ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ"

วิทยืนฟังเจ้าหน้าที่คุยอยู่พักใหญ่ วันนั้นคงมีเขาคนเดียวที่เป็นชาวโพ้นทะเลที่มากับเรือลำนี้ เลยไ่ม่มีคนอื่นมาต่อคิวในช่องนี้เลย คุณเจ้าหน้าที่เลยชวนคุยเสียเต็มที่ โดยวิทก็ได้แต่เออออไปตามเรื่องตามราว ... จนในที่สุด เจ้าหน้าที่คนนั้นก็หยิบตรามาประทับในสมุดแล้วเซ็นชื่อ จากนั้นก็ส่งให้วิท "เรียบร้อยแล้วครับ ... ดีใจที่ได้คุยกับคุณ"

"ขอบคุณครับ" วิทตอบไป แต่นึกในใจว่า "ดีใจที่ได้ฟังคุณพูด(อยู่คนเดียว)"

เมื่อวิทเดินต่อมาจนใกล้ๆทางออก เห็นทอมยืนรออยู่ หน้าตาท่าทางหงุดหงิด "ทำไมนานนักล่ะ" ทอมถาม

"ก็เจ้าหน้าที่เค้าชวนคุย ... เค้าเคยไปเมืองไทย ก็เลย ..."

"รีบไปเถอะ เดี๋ยวตกรถไฟ" ทอมตัดบท แล้วรีบเดินนำหน้าออกไป ...

สงวนลิขสิทธิ์รูปภาพและบทความ ห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร



Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 19:14:58 น.
Counter : 281 Pageviews.

1 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Historicus
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสอง (ตัว)
"Have mercy, O Lord, and strengthen all broken wings." Kahlil Gibran

free counters



Waltz in B minor, Op. 69, No. 2 by Frédéric Chopin
กุมภาพันธ์ 2553

 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
15
16
17
18
19
20
21
22
25
27
 
 
3 กุมภาพันธ์ 2553
All Blog