Group Blog
 
<<
มีนาคม 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
17 มีนาคม 2548
 
All Blogs
 
ความหมาย "สองแม่ลูก"

...เช้าแจ่มใสวันหนึ่งซึ่งเป็นวันน้ำนอง
ลูกหมูก็อยากจะลอง อยากจะลองเล่นโคลน...

เวลาได้ร้องเพลงนี้ (แก่ขนาดนี้แล้วยังร้องอีกนะ) หรือได้ฟัง (ไม่ค่อยได้ยินใครร้องแล้วนอกจากตัวเอง) รู้สึกฮึกเฮิมใจ เริงร่ามีความสุข

จำไม่ได้แล้วว่าชื่อเพลงอะไร แต่จำได้ว่าเคยได้ฟังครั้งแรกจากวิทยุตอนเรียนมหาลัย แล้วไปถามเพื่อนให้เพื่อนจดคำร้องให้ เอามาหัดร้องเอง ตอนฟังครั้งแรกมันรู้สึกคลิกมาก ชอบมาก อยากเป็นลูกหมู แต่เวลาไปร้องให้คนอื่นฟังว่าเคยได้ยินป่าว ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก (หรือผมร้องเพี้ยนก็ไม่รู้นะ)

พอเขียนถึงเพลงนี้ ก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ต้องไปเฝ้าไข้แม่

เดือนพฤศจิกายน 2542 แม่ไม่สบายผ่าตัดใส้ติ่ง ตอนนั้นผมกำลังจะเปลี่ยนงานพอดี ที่บ้านเลยให้ไปดุแลแม่ไม่ต้องทำงาน (ชอบมาก) รู้สึกงงเล็กน้อยว่าทำไมแม่เพิ่งจะเป็นใส้ติ่ง อายุขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นอีก (ทำให้กลัวเหมือนกัน)

ปัจจุบันเท่าที่ทราบ เวลาคุณผู้หญิงคลอดลูกด้วยวิธีผ่าตัด คุณหมอจะจัดการกับเจ้าใส้ติ่งให้เลย แม่ผมไม่เคยผ่า ออกลูกแบบธรรมชาติทุกคน เลยต้องมาเจ็บตอนแก่

อากาศที่บ้านช่วงนั้นจะเย็น(หนาว)มาก แม่น่าจะปวดแผลมาก รู้สึกสงสารแม่เหมือนกันว่าทำไมต้องมาเจ็บช่วงนี้

แม่ไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็แค่เป็นไข้ เป็นหวัด แพ้อากาศไปตามเรื่องราว ครั้งนี้ดูจะหนักสุดเท่าที่เห็นมาตลอดชีวิตของผม แม่ดูจะหายซ่าไปเยอะ เพราะปกติแล้ว ในบ้านแม่จะใหญ่สุด ดุสุด (โดยเฉพาะการด่า)

แม่ป่วยครั้งนี้ ทุกคนต่างก็มาคอยดูแลเอาใจใส่มากกกกกก ราวเป็นเจ้าหญิงมาจากไหน มีคนถูกเรียกตัวเพื่อให้มาดูแลเป็นกรณีพิเศษ 3 คน คือ พี่สาวแม่ 1 คน น้องสาวแม่ 1 คน และตัวผมเอง(เอามาทำไหม)

ผมจะมีหน้าที่หลักดูแลเรื่องการกินอาหาร(ป้อนข้าว ป้อนน้ำ) กินยา นัดหมอหรือพยาบาลมาทำแผล จับลุกนั่ง เช็ดตัวบ้างเล็กน้อย ส่วนป้าและน้าของผม จะดูแลเรื่องทำความสะอาดร่างกาย พาเข้าห้องน้ำ นอนเป็นเพื่อนเวลากลางคืน (ผมก็นอนด้วยนะ) และทำอาหารให้แม่ทาน

สาเหตุที่ผมต้องทำหน้าที่ป้อนข้าว ป้อนน้ำ ยาบำรุงต่างๆ เพราะ แม่จะเป็นคนดื้อ ว่ายาก(เหมือนใครว้า) ถ้าให้คนอื่นป้อนเขาไม่ค่อยยอมกิน หรือกินคำสองคำ แต่ถ้าผมป้อนเนี่ยเขาจะต้องยอม(ไม่ใช่เพราะเป็นลูกนะครับถึงยอม) ผมจะมีวิธีจัดการให้เขายอมตลอดเวลาด้วยเลห์ ด้วยกลสารพัดจนที่ทำให้ต้องยอมทาน(เหมือนเด็กเลย) มันเหมือนเรารู้ทางกันและกัน (ก้แม่ลูกกันอะเน่อ)

ส่วนที่ว่าทำไมต้องตามป้ากับน้ามาทำอาหารให้ทาน เพราะสองคนนี้ทำอาหารได้ถูกปากนายแม่ของผมมากที่สุด (ไม่อยากจะชมว่าพี่น้องผู้หญิงของแม่ทำอาหารเก่งทุกคน) อันที่จริงคนป่วยก็ควรกินอาหารที่อ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แต่แม่เนี่ยจะชอบกินอะไรที่ปกติคนป่วยเขาไม่กินกัน จะกินแกงนั่นจะกินต้มนี้ ป้ากับน้าก็มีหน้าที่ทำตามคำสั่งนายแม่คนเดียว

เท่าที่ทราบแม่น่าจะพักฟื้นประมาณ 1 เดือนก็น่าจะหายดี แต่ปรากฎว่าแผลแม่ติดเชื้อ!!!! ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ สงสารแม่มากกก ไม่ค่อยกล้าเข้าไปใกล้ๆ เวลาแม่เจ็บ(กลัวจะร้องให้) เห็นแล้วหดหู่มาก (ปกติแม่ชอบทำตัวเป็นหญิงเหล็ก)

ตอนแม่อยู่โรงพยาบาล เช้าถึงเย็นผมจะเป็นคนเฝ้า ส่วนกลางคืนป้ากับน้าจะมาเฝ้า คิดดูแล้วนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่อยู่กับแม่แบบไม่ห่างสายตา (ไม่นับตอนเราเป็นเด็กนะ) นึกไม่ออกเหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ แต่ตอนนี้คิดแล้วมีความสุข เหมือนได้ตอบแทนความรักที่แม่มีต่อเรา ถึงแม้มันจะเทียบไม่ได้เลยที่เขาให้เราตลอดมา

ใส่รายละเอียดมาก จนเกือบลืมว่าเพลงลูกหมูนั่นเกี่ยวอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

...มีอยู่ว่าหลังจากที่แม่เกือบหายดีแล้ว เป้นช่วงเวลาปลายปีอากาศก็ยิ่งเย็นมากกกกกก นอนในบ้านห่มผ้าก็ยังไม่รู้สึกอบอุ่น สองแม่ลูกนึกอะไรก็ไม่รู้(จำไม่ได้ว่าใครคิด ผมว่าแม่คิด) พากันออกมานอนผึ่งแดดยามบ่าย (เหมือนแมวน้ำขึ้นมานอนผึ่งแดด)ที่สนามหลังบ้าน จินตนาการตามนะครับ ผมกับแม่ใส่เสื้อกันหนาวหนา ถุงเท้า หมวกไหมพรม นอนบนเสื้อแล้วห่มผ้านวม ในเวลาประมาณบ่าย 2 โมง ผมมองดูแม่หลับมีความสุขมาก คิดแล้วก็ทำไปได้อย่างไง(ก็มันหนาวอะ)

แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูน่ารักน่าชังเหมือนเพลงลูกหมู แต่เวลานึกถึงตอนออกไปนอนกลางแดด ผมก็มีความสุขใจ เหมือนเป็นลูกหมูได้ลองเล่นโคลน

แล้วยิ่งเวลานึกถึงเหตุการณ์ตลอดสองเดือนที่ได้ดูแลแม่ช่วงนั้น ถึงแม้เป็นการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ทำให้กับเขา ผมก็มีความสุขมากกจนถึงวันนี้

ยามที่มีทุกข์ทั้งกายและใจ นึกถึงแม่ อะไรที่ดูแย่ๆ ก็แทบจะหายไปหมดเลย....เน่อแม่เน่อ
(ฮา เอาแม่มาเผา)




Create Date : 17 มีนาคม 2548
Last Update : 17 มีนาคม 2548 2:39:55 น. 10 comments
Counter : 243 Pageviews.

 
ขอซาลาเปามานึ่งหน่อย

ซึ้งจังงงงงงงงง


โดย: ฮ ฮฮ IP: 61.90.51.173 วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:2:40:27 น.  

 
ดีครับ การได้ตอบแทนพ่อแม่ถือเป็นกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ กรรมแรงนะ (กรรมดี)

เพลงนั้นผมก็เรียน ตอนเด็กประถมจำได้ และครูก็ให้เอากะลามาเจาะรู้ เอาเชือกมาร้อย ทำเป็นรองเท้าและก็เดินเล่นกัน

กับกิ๊บกับ กับกิ๊บกับ...


โดย: BFP IP: 68.21.7.157 วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:2:47:01 น.  

 
I know the lpig song since I was in Kindergarten...
..
Moon river this version sounds annoying to me :-P
...

Your mom must be proud of you.


โดย: Ppnr IP: 68.21.7.157 วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:2:49:44 น.  

 
เรามาจากบ้านนอกอะ เลยเพิ่งเคยได้ยิน
บีเอฟ แถวบ้านทำเล่นแบบนั้นไม่ได้ ผู้ใหญ่ชอบหลอกว่าเด่วเป็นผีกะ (เป็นไงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าใช้กะลาเดิน)


โดย: แบ่งกันเซ็ง วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:3:04:34 น.  

 
แม่ไม่ได้คาดหวังอะไรตอบแทนจากลูก บางครั้งแม่ทำสิ่งที่แม่เองต้องมาลำบากแทนลูกๆ แต่ลูกกลับรู้สึกเฉยๆไม่ได้คิอว่ามันสำคัญ แต่เมื่อลูกทำอะไรให้แม่แม้เพียงน้อยนิดแค่ซับเหงื่อให้แม่ แม่กลับรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆแค่นี้คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แม่กลับรู้สึกปลื้มใจมาก

ดังนั้น ลูกควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่ แม้จะเพียงสิ่งเล็กน้อย มันก็สำคัญสำหรับจิตใจของแม่มาก อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ ใช้ทุกวันที่มีอยู่กับแม่ให้มากเท่าที่จะมากได้ เพราะเมื่อเสียแม่ไป เราไม่อาจจะเรียกสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาทดแทนได้อีกแล้ว และคนที่เสียใจที่สุดจะไม่ใช่ใคร...ตัวเรานั่นเอง รักแม่ให้มากๆครับ

ผมเองก็เป็นคนแข็งๆ ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมา แม่เองก็รู้.......วันวาเลนไทน์ ผมทำงานเหนื่อยมาก เผลอหลับไปที่หน้าทีวี แม่คงสงสารที่ผมไม่ได้ไปสวีทกับใครตามสูตรวันวาเลนไทน์มั้งครับ แม่มาจูบที่หน้าผากผม พร้อมกับพูดว่า "แม่รักลูกนะ" ผมนี่น้ำตาไหลเลยครับ เหมือนแม่จะบอกว่า แม้แม่ใจไม่ได้พูดออกมาว่าแม่ห่วงผมที่ผมทำงานหนักมาก ตัวคนเดียว แม้แม่จะไม่เข้าใจว่าผมทำงานหนักขนาดนั้นไปทำไม แม้จะไม่มีใครรักผมหรือจะมีใครเกลียดผมก็ตาม แต่แม่ก็รักผม ผมรู้สึกว่า แค่ที่แม่พูดแค่นี้ มนแทนคำพูดเป็นร้อยๆคำ แทนความรู้สึกหลายๆอย่างที่แม่และผมจะรู้สึกและสื่อถึงกันได้ วันนั้นผมร้องไห้จนไม่รู้จะร้องยังไงทั้งๆที่ปกติร้องไห้ยากมาก กำลังใจที่หายไปก็กลับมามีอีกครั้ง แม้ที่ผ่านๆมา แม่จะไม่ค่อยแสดงความห่วงใยออกมาให้เห็น แต่ที่แม่พูดแค่นั้น.....ผมรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี

หากรักแม่ ก็บอกว่ารักท่านเถอะครับ ไม่มีอะไรน่าอายเลย ไม่มีใครรักเราเท่าแม่ของเราอีกแล้วครับ


โดย: underdog (พ่อน้องโจ ) วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:3:12:20 น.  

 
เพลงเศร้าอะครับ ร้องไปรอบนึงแล้ว


โดย: underdog (พ่อน้องโจ ) วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:3:13:22 น.  

 
นั่นสิ เพลงมันเศร้า หง่อยๆ พิกล เปลี่ยนเพลงดีไหม


โดย: แบ่งกันเซ็ง วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:3:19:51 น.  

 
ฮ๊า.. เพลงลูกหมูเนี่ยเค้าร้องกันได้ตั้งแต่อยู่อนุบาลแล้ววว ((แต่บางคนเพิ่งจะมาอินตอนมหาลัย 55))

เขียนได้เป็นธรรมชาติดีนะตอนนี้ แต่อยากจะให้แม่ได้มาอ่านด้วยเจงๆ แม่เค้าจะได้รู้ว่าลูกคนนี้ชอบบอกรักแม่ผ่านเน็ท แต่ชีวิตจริงชอบแกล้งทำเป็นไม่สนใจแม่อยู่เรื่อย (ฟอร์มเยอะเจงๆๆๆ เหอๆๆ)


โดย: ช่วยส่งไปให้แม่อ่านเอามั้ย อิอิ IP: 61.90.24.183 วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:5:43:21 น.  

 
เข้ามาอ่านแล้วนะเฟ้ย ชวนป๋วยปี่แป่กอมากๆอ่ะ เพลงนี้มีอานุภาพทำให้คนฟังคิดถึงแม่โคดๆ (เพลงที่แปะอ่ะนะ ไม่ใช่เพลงลูกหมู หุหุ)


โดย: อีกฝั่งของท้องฟ้า วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:13:53:34 น.  

 
ผมก็เป็นคนนึงที่พอโตแล้ว ไม่กล้าแสดงความรักกับแม่ อย่างหนึ่งเพรามันเขินด้วยมั้ง แฮะๆ ไม่ค่อยชอบพูดเรื่องหยั่งงี้เลยอ่ะ รู้สึกไม่ดีแล้วก็เศร้าๆอ่ะครับ


โดย: ข้าวตู (ข้าวตู ) วันที่: 17 มีนาคม 2548 เวลา:14:19:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แบ่งกันเซ็ง
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"It's only with the heart that one can see rightly, what is essential is invisible to eye"

By Antoine de saint-Exupery--The Little prince.



Friends' blogs
[Add แบ่งกันเซ็ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.