เล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวในต่างประเทศ

เก็บตก Oslo ก่อนเป็นซำเหมาลากกระเป๋าข้ามประเทศวันวีซ่าหมดอายุ









กำหนดการเดิมหลังจากเที่ยว Bergen และกลับมาค้างที่ออสโล ก็เพื่อจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลาบ่ายสองสิบห้าของวันที่ 18 เม.ย.2553 แต่เมื่อเหตุการระเบิดของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ที่ทำให้เกิดควันเถ้าหรือ Volcano Eruption ส่งผลไปยังทั่วน่านฟ้ายุโรป สายการบินถูกยกเลิกทุกสายการบิน ทางเดียวที่ดีที่สุดที่ฉันคิดได้ในเวลานั้นคือตัดสินใจนอนพักที่ออสโลอีกหนึ่งคืน คิดว่าสภาพท้องฟ้าปิดเพียงสองวันควันเถ้าจากภูเขาไฟน่าจะจางและหมดลง เพราะเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนแล้ว



จำ "แอ๊บ" น้องที่แวะเอาข้างกล่องมาให้ฉันที่สถานีรถไฟในตอน "ไปดู Turning Torso ที่เมือง Malmö" ได้มั้ยคะ


เธอโทร.มาชวนให้ไปนอนที่บ้านในสวีเดนตั้งแต่วันที่ฉันกลับจากแบร์เก้นแล้ว แต่ฉันคิดว่าค่าใช้จ่ายพอกันระหว่างนอนที่ออสโลเพิ่มอีกหนึ่งคืน กับการเดินทางโดยรถไฟจากออสโลไปเมืองที่แอ๊บอยู่แล้วบวกค่าตั๋วรถไฟกลับไปยัง Stockholm เพื่อไปสนามบิน ไม่ได้ถูกกว่ากันเลย จึงตัดสินใจพักที่โรงแรม Best Western Karl Johan Hotell ต่ออีกหนึ่งคืน แน่นอนว่าการพักโรงแรมนอกเหนือจากโปรแกรมที่วางไว้ ย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในทริปอย่างแน่นอน ค่าที่พักคืนละเกือบห้าพันบาทหนักเอาเรื่องเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น



เช้าวันนั้นฉันจึงแจ้งกับพนักงานที่เคาน์เตอร์โรงแรมว่าจะขอพักต่ออีกหนึ่งคืน ...โดนพนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์โรงแรมเธอต่อว่า บอกถ้าจะนอนต่ออีกหนึ่งคืนต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน ...อ้าว!! ก็ฉันเช็คทางเน็ตล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่ามีห้องพักว่างอยู่หลายห้อง และขณะนั้นก็ไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นเสียหน่อย ...นึกเคืองพนักงานอยู่ในใจเหมือนกันว่า เธอคงไม่รู้ถึงหลักสำคัญในการบริการข้อหนึ่งในเรื่อง customer is the king หรือ ลูกค้าคือพระราชา ...ก็เลยบอกเธอว่า ถ้าไม่มีเหตุภูเขาไฟระเบิดก็ไม่อยากพักต่อเหมือนกันจ้ะ เธอก็เลยบอกว่างั้นครั้งนี้ไม่เป็นไร แต่คราวหน้าต้องบอกล่วงหน้านะ ...พูดเป็นเล่นไปได้ เจอแบบนี้คงไม่มีครั้งหน้าแล้วล่ะค่ะ



ว่าแล้วก็ไปจัดการกับมื้อเช้าก่อนดีกว่า... อาหารมื้อเช้าของโรงแรมดีมากพอที่จะกลบข้อด้อยในเรื่อง pay per view หนังเก่าๆ เรื่องละ 110NOK ได้เลย จะเรียกว่าเป็น full breakfast เห็นจะได้ ตักเติมได้แบบไม่ต้องกลัวหมด เพราะมีพนักงานคอยเติมอาหารจากครัวตลอดเวลา อาหารแต่ละอย่างทางโรงแรมจัดไว้ให้เลือกหลายแบบ ซีเรียล โยเกิร์ต ผลไม้ และเครื่องดื่ม



จึงไม่แปลกที่ฉันแอบเห็นแขกที่เข้าพักหลายรายค่อยๆ บรรจงเอาขนมปังมาห่อเป็นแซนด์วิช หยิบไข่ลวก แอ๊ปเปิ้ล ค่อยๆ หย่อนใส่กระเป๋าถือที่วางไว้ข้างตัว ...สาวคนนั้นสวยด้วยนะคะ ฉันเลยไม่กล้ามองตรงๆ กลัวเธอเขินค่ะ แรกๆ ก็ดูเธอทำท่ากระมิดกระเมี้ยน แต่พอตักอาหารใส่จานมาที่โต๊ะรอบที่สอง เธอก็ห่อแซนด์วิชแบบไม่เหนียมแล้ว สักพักเพื่อนเธอมาอีกคน เธอพยักหน้าให้ทำแบบเดียวกัน ทั้งส่งสายตาหรือส่งซิกบอกให้ระวังพนักงานจากในครัวที่นำอาหารออกมาเติมใหม่ด้วย



...อาหารเช้าที่นี่เลยเป็นยิ่งกว่า all you can eat...



คราวนี้ก็ต้องมาจัดการกับเวลาที่เหลือซึ่งนอกเหนือจากโปรแกรมที่เตรียมมา ฉันหยิบแผนที่ออสโลจากเคาน์เตอร์โรงแรมที่ถือเป็นคู่มือท่องเที่ยวเล่ม เล็กมาพลิกๆ ดู คิดว่าจะเดินเที่ยวไม่ไกลจากที่พักนัก โชคไม่เข้าข้างให้อยู่เที่ยวต่อสักเท่าไหร่ เพราะออสโลในวันนั้นฟ้าครึ้มและมีฝนตกพรำ แต่ด้วยความที่ไม่อยากนั่งจับเจ่าในห้องพัก ก็เลยตัดสินใจที่จะไปเดินเล่นที่ป้อม Akershus แถวศาลาว่าการเมืองออสโลดีกว่า



Akershus Fortress



Akershus Slott หรือ Akershus Castle


Akershus Castle and Fortress เป็นปราสาทในยุคกลาง ป้อมนี้สร้างเพื่อเป็นแนวกำแพงป้องกันเมืองออสโล และปราสาทแห่งนี้ยังเคยเป็นที่คุมขังนักโทษอีกด้วยค่ะ


File:OSLO-NO-02 05 ubt.jpeg


ภาพปราสาทและป้อมจาก wikipedia



แนวต้นไม้รายรอบปราสาท



จากแนวกำแพงป้อม Akershus มองเห็นศาลาว่าการเมืองออสโล



อีกมุมเห็นวิวทะเลจากแนวกำแพงป้อม Akershus


หลังจากการเยือน Akershus Castle and Fortress แล้ว ฉันก็เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย เป็นการเดินเล่นชมเมืองมากกว่าอย่างอื่น สังเกตว่าออสโลมีศิลปกรรมมากมายให้ดูชม เรียกว่าเดินไปทางไหนก็จะเจอสิ่งดึงดูดความสนใจจากฉันได้หมด



แขนท่อนล่างกับน้ำพุ ดูน่าสนใจไม่น้อย



"ก้อนหิน" ชิ้นนี้เป็นงานศิลป์ที่มองตามคนดูไปทุกทิศทาง



DnB NOR ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งนอร์เวย์





Stortinget หรืออาคารรัฐสภา อยู่ใกล้โรงแรมแค่เดินไม่กี่ก้าว


ฉันกลับไปที่โรงแรมเพื่อเช็คสถานการณ์ล่าสุดอีกครั้ง ดูเหมือนจะแย่กว่าเก่า เพราะสนามบินยังปิดไม่มีกำหนดในอีกหลายวันข้างหน้า วีซ่าเชงเก้นจะหมดอายุในวันรุ่งขึ้นแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ฉันหาเบอร์โทรศัพท์สถานทูตไทยประจำออสโลที่จดใส่สมุดโน้ตมา โทรไปก็ไม่มีคนรับสายเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ และไม่มีเบอร์ฉุกเฉินให้โทร.ในกรณีพิเศษ ซึ่งต่างจากเมื่อครั้งฉันผจญภัยในยุโรปทริปแรกคราวที่ถูกล้วงบัตรเครดิต สถานทูตไทยประจำกรุงปรากมีเบอร์โทรฉุกเฉินให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ แม้จะเป็นวันหยุดก็มีคนรับสายด่วนให้บริการอย่างดี



จากนั้นฉันลองโทรศัพท์ติดต่อการบินไทยสาขานอร์เวย์ดูบ้าง สายไม่ว่างเลยค่ะ พอโทรกลับการบินไทยที่กรุงเทพฯ ก็ต้องรอสายอยู่นานจนระบบบอกให้ใช้บริการทางอินเตอร์เน็ตแทน เพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ว่างรับสาย เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนเริ่มรู้สึกท้อ ทำให้ฉันเกิดความสงสัยว่าทำไมเขาไม่จัดให้มีสายฉุกเฉินสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ..


ในที่สุด ก็ต้องโทรหาเพื่อนฝูงคนรู้จักหลายคนที่รู้จักกับคนการบินไทยเพื่อขอรายละเอียดให้มากที่สุด ตัวเองก็หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แน่นอนแล้วว่าการบินไทยจะเปิดเที่ยวบินพิเศษเพิ่มรองรับผู้โดยสารที่ติดอยู่ในยุโรปเพราะเหตุภูเขาไฟระเบิดเป็นบางเส้นทาง ซึ่งเส้นทางที่ยังสามารถให้บริการในขณะนั้นได้มี 4 แห่ง คือที่ โรม-อิตาลี, เอเธนส์-กรีซ, มาดริด-สเปน และมอสโก-รัสเซีย



จากการหาข้อมูลพบว่าที่โรม-อิตาลี มีเที่ยวบินมากที่สุด แต่ฉันคำนวณเส้นทางและเวลาแล้ว ต้องใช้เวลาเดินทางจากออสโลไปโรมเกือบ 40 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนรถและรถไฟสลับกันประมาณ 8 ต่อ สั้นลงมาหน่อยคงเป็นที่มาดริด เหลือราว 5-6 ต่อ ใช้เวลา 30 ชั่วโมงเศษ ซึ่งคงไม่สนุกและหนักเอาเรื่องสำหรับฉันหากต้องยกกระเป๋าเดินทางขึ้นลงหลายๆ ครั้งในช่วงเวลานั้น เพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อมือซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคราวเดินทางไปเมืองมาลเมอสวีเดนยังไม่ทุเลาลง



ฉันลองคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นระหว่างการรอที่ออสโลต่อ เปรียบเทียบกับการเดินทางหิ้วกระเป๋าทุลักทุเล นั่งรถไฟข้ามประเทศไปอีกสองวัน แล้วยังแบกรับภาระความเสี่ยงเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จะได้รึเปล่าก็ยังไม่รู้ เวลานั้นใครๆ ก็คงอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุดเหมือนกัน สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจจะเดินทางไปพักกับ "แอ๊บ" ในระหว่างรอให้น่านฟ้าเปิด แล้วค่อยบินกลับทางสต็อกโฮมประเทศสวีเดนแทน



วันรุ่งขึ้นจึงรีบโทรศัพท์หาแอ๊บแต่เช้า ถามน้องว่ายังจะให้ฉันไปพักด้วยไหม คราวนี้ไม่เล่นตัวให้แอ๊บเอ่ยปากชวนแล้วชวนอีกอีกต่อไปแล้วค่ะ Smiley ซึ่งพอบอกไปเท่าไหร่แหละ แอ๊บรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีใจมาก พอวางสายฉันจึงรีบเข้าเน็ตเช็คข้อมูลการเดินทางอีกครั้ง คิดว่าจะเดินทางโดยรถไฟเที่ยว 15.49 น. ออกจากออสโลไปถึงปลายทางที่สวีเดนประมาณ 4 ทุ่ม แล้วสามีแอ๊บจะไปรับฉันที่สถานีรถไฟ



สถานีรถไฟออสโลกับรูปปั้นเสือโคร่งตัวโต



ดังนั้น หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ ฉันจึงเช็คเอ๊าท์ออกตอน 11 โมงเศษ ฝากกระเป๋าไว้กับทางโรงแรมแล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วเดินทาง ตั้งใจว่าหลังจากซื้อตั๋วรถไฟแล้วน่าจะพอมีเวลาเดินเล่นเก็บตกบรรยากาศของออสโลอีกสักสองสามชั่วโมง ปรากฏว่าตั๋วเที่ยวที่ต้องการเดินทางในเวลา 15.49 น. ถูกขายไปจนหมดแล้ว ไม่มีที่นั่งเหลือเลย พนักงานไม่ขายตั๋วยืนให้ ฉันต้องขอให้เขาช่วยดูรถไฟเที่ยวไหนก็ได้ที่จะไปถึงที่หมายในวันนี้ได้


...โชคดีที่จะมีรถไฟออกจากออสโลตอนเที่ยงครึ่งค่ะ โดยนั่งไปต่อที่สถานี Karlstad, Sweden เพื่อเปลี่ยนรถไฟและไปเปลี่ยนอีกขบวนที่ Hallsberg ส่วนตั๋วที่จะนั่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางเมือง Mjölby นั้น ต้องไปเสี่ยงซื้อตั๋วที่ Hallsberg ในสวีเดน ซึ่งเจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกว่าน่าจะหาซื้อได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด



ตารางรถไฟที่เจ้าหน้าที่ขายตั๋วพิมพ์ออกมาให้


เมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือก ก็เลยต้องเสี่ยงดวงด้วยการซื้อตั๋วเท่าที่มี แล้วโทรไปเลื่อนเวลากับแอ๊บเพื่อให้สามีไปรับที่สถานีเร็วขึ้น



จะเห็นว่าเวลาที่เหลือค่อนข้างเฉียดฉิวมากเลย อีกประมาณ 40 นาทีรถไฟก็จะออกจากสถานี ...ไม่มีเวลาเดินเล่นอย่างที่คิดแล้ว ฉันรีบกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วรีบเดินกึ่งวิ่งกลับมาที่สถานีรถไฟ ...พอมาถึงก็ทำเอาเหนื่อยหอบ แต่ไม่ลืมวิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อหาอาหารมื้อกลางวันไว้กินบนรถไฟระหว่างเดินทาง ก่อนที่จะรีบวิ่งลากกระเป๋าไปที่ชานชาลา



ระหว่างนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าซึ่งตั้งเพลงไว้ให้รู้ว่าเป็นสายของเจ้านาย ฉันก็เลยเผลอใช้ข้อมือดันกระเป๋ากลับและหยุดลากเพื่อที่จะหยิบโทรศัพท์ จังหวะนี้เองที่ทำให้ข้อมือเกิดพลิกอีกรอบเพราะความรีบร้อน ...หากใครเคยข้อมือพลิกจนกระดูกโปนคงจะรู้ว่าเจ็บขนาดไหนนะคะ


..ทริปนี้เจ็บตัวหลายรอบจังเลยแฮะ Smiley


เจ้านายโทรมาติดตามข่าวค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ฉันโทรไปรายงานให้ทราบว่า คงจะกลับไปทำงานตามกำหนดไม่ได้แน่ๆ ท่านจึงบอกว่าได้โทรติดต่อกับเพื่อนที่อยู่การบินไทยเรื่องหาเที่ยวบินกลับให้แล้วนะ ให้ฉันโทรไปบอกรายละเอียดเขาอีกครั้ง ...แล้วพอท่านรู้ว่าฉันกำลังจะนั่งรถไฟข้ามประเทศไปอยู่บ้านเพื่อนเพราะสู้ค่าที่พักคืนละ 5 พันอีกหลายคืนไม่ไหว ก็ใจดีบอกว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีให้ใช้ก่อน ..หุหุ ฉันต้องบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ เพราะมีบัตรเครดิตที่ยังมีวงเงินรูดได้สบายๆ กับมีเอทีเอ็มที่ยังเบิกเงินสดใช้ได้อยู่


Smiley จริงๆ แล้ว สิ่งที่ฉันกังวลมากกว่าเรื่องเงินคือ การขาดงานอย่างไม่ได้คาดฝันมาก่อนมากกว่าค่ะ Smiley



รถไฟที่ออกจากออสโลไปที่ Karlstad เป็นรถไฟแบบไม่มีคลาสหรือแยกชั้น ในตั๋วก็จะไม่ได้ระบุว่าเป็นตู้ชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง ไม่มีหมายเลขที่นั่งระบุเอาไว้ ดังนั้น ผู้โดยสารจึงสามารถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ ฉันเลือกที่นั่งริมหน้าต่างอย่างเคย คาดว่าน่าจะได้ชมวิวตามเส้นทางบ้างเพราะจากออสโลไป Karlstad ใช้เวลาเกือบ 3.5 ชั่วโมง



...บนรถไฟก็ยังมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วตามปกตินะคะ แต่พอนั่งไปอีกสักพักก่อนถึงสถานี Karlstad ก็มีเจ้าหน้าที่สาวสวยเข้ามาตรวจผู้โดยสาร ซึ่งเป็นชายชราลักษณะการแต่งกายคล้ายคนจรจัดซึ่งนั่งติดกับฉัน แถมยังมีกลิ่นเหล้าลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ตอนขึ้นมานั่งแล้วค่ะ ชายชราคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายคนเมาและคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่นานทีเดียว แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกันบ้างนะคะ




สักพักเจ้าหน้าที่ก็หันมาพูดกับฉันบ้าง แต่ฉันฟังแล้วไม่กระดิกหูเลย ภาษาที่ใช้น่าจะเป็นภาษานอร์เวย์กระมัง จึงเอ่ยย้อนกลับไปว่า "pardon?" เธอจึงเอ่ยว่า "speak english?" พอฉันตอบไปว่า yes เธอก็เลยแนะนำตัวพร้อมให้ดูบัตรว่าเป็นเจ้าหน้าที่ "TOLL" เจ้าหน้าที่ศุลกากรหรือตรวจคนเข้าเมืองทางรถไฟระหว่างเขตชายแดนของนอร์เวย์ ตั้งคำถามอย่างละเอียดว่าฉันจะเดินทางไปไหน เป็นคนสัญชาติอะไร ขอดูตั๋วเดินทางหน่อย แล้วเธอก็ถามว่ามาธุรกิจหรือท่องเที่ยว พอบอกว่ามาท่องเที่ยว เธอก็ถามต่อว่ามาคนเดียวหรือ พอตอบว่าใช่ เธอก็ขอดูพาสปอร์ตด้วย

ถึงตรงนี้ บอกตรงๆ ว่าใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะวีซ่าในพาสปอร์ตจะหมดอายุวันนี้ ...ฉันทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน เธอยังถามต่อว่าจะเดินทางกลับแล้วใช่ไหม ฉันก็ตอบไปว่าไม่ใช่ แต่เดิมน่ะมีกำหนดกลับวันนี้ โชคร้ายที่ถูกยกเลิกเที่ยวบินเพราะภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ระเบิด ก็เลยจะเดินทางไปเมือง Mjölby เพื่อพักกับเพื่อน เธอถามต่อว่ามีเพื่อนในสวีเดนด้วยหรือ ฉันรีบตอบว่าใช่ ที่จะไปพักด้วยก็เพราะไม่อยากจ่ายค่าที่พักแพงๆ ให้โรงแรมรวยมากขึ้น Smiley เธอก็เลยหัวเราะชอบใจแล้วก็คืนพาสปอร์ตให้พร้อมรอยยิ้ม


รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ นี่ถ้าวีซ่าหมดอายุวันนี้ แล้วเจ้าหน้าที่สาวสวยคนนั้นเธอไม่ฟังเหตุผลอะไร ฉันคงจะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน



เมื่อรถไฟไปถึง Karlstad ยังมีเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง กว่ารถไฟไป Hallsberg จะมาถึง ฉันจัดแจงเข้าไปซื้อตั๋วเดินทางจาก Hallsberg ไป Mjölby มาถือไว้ก่อน เพื่อความอุ่นใจว่าจะได้ไปจนถึงจุดหมายปลายทางแน่ ระหว่างเดินทางแอ๊บก็มีโทรศัพท์เข้ามาคอยสอบถามเป็นระยะว่าฉันอยู่ที่ไหนแล้ว




ฉันเคยพบกับคริสเตอร์ (Christer) สามีของแอ๊บมาก่อนแล้วประมาณต้นเดือนมีนาคม เมื่อครั้งที่แอ๊บและครอบครัวกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยนาน 3 เดือน จึงไม่ต้องชะเง้อมองหาคนไม่รู้จัก เพราะคริสเตอร์มีรูปลักษณ์โดดเด่นมายืนรอรับอยู่ที่สถานี Mjölby แล้ว



คริสเตอร์ทำงานอยู่กับบริษัทผลิตเครื่องบินที่เมือง Linköping หลังเลิกงานก็ขับรถแวะมารับฉันที่สถานีรถไฟ Mjölby ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 10 นาทีเท่านั้น



...นี่ถ้าไม่เกิดเหตุภูเขาไฟระเบิด ทริปนี้ฉันคงไม่ได้เป็นซำเหมาพเนจรลากกระเป๋าข้ามประเทศจากนอร์เวย์กลับมาสวีเดนอย่างนี้หรอก


...ถึงบ้านคริสเตอร์กับแอ๊บแล้วค่ะ ไว้ค่อยมาเล่าต่อนะคะ







 

Create Date : 03 มีนาคม 2554
4 comments
Last Update : 3 มีนาคม 2554 23:26:23 น.
Counter : 2886 Pageviews.

 

โห..แอบลุ้นตามซะเหงื่อหยดติ๋งๆเลยค่ะ เก่งจังเลยค่ะ ลุยต่างแดนได้น่าติดตามและตื่นเต้นมากเลย..รออ่านต่อยู่นะคะ..คืนนี้จะนอนหลับมั้ยเนี่ยเรา

 

โดย: me prompt 4 มีนาคม 2554 0:09:31 น.  

 

เข้ามาตามเรื่องราวคะ เชื่อเลยว่าไปเที่ยวจริงๆนี่ขนาดเจอปัญหามากมายก็ยังมีแอบชมวิว ถ่ายรูปอย่างใจเย็นอีก เชื่อเลยจริงๆ

 

โดย: ริ้วไผ่ 4 มีนาคม 2554 1:40:24 น.  

 

@me prompt คห.1

ขอบคุณที่มาช่วยลุ้นนะคะ
เที่ยวเมืองนอกคนเดียวก็อย่างนี้ล่ะค่ะ บางทีมันมีเรื่องให้ตื่นเต้น ให้ลุ้นอยู่บ่อยครั้ง
เลยรู้สึกว่าเที่ยวแบบนี้ มันมีรสชาติดีค่ะ

 

โดย: แฮปปี้มีนา 4 มีนาคม 2554 21:45:43 น.  

 

@ริ้วไผ่ คห.2

คิคิ ที่คุณริ้วไผ่บอกว่าแอบชมวิว ถ่ายรูปอย่างใจเย็นอีกนั่นน่ะ

จริงๆ แล้ว ในใจมันเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ตลอดเวลาต่างหากค่ะ เพราะความที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อ

เดี๋ยวตอนหน้าก็คงรู้ว่าไม่ได้ใจเย็นอย่างที่เห็น
ไว้คอยอ่านต่อนะคะ

 

โดย: แฮปปี้มีนา 4 มีนาคม 2554 21:47:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แฮปปี้มีนา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]









ทำงานในองค์กรภาครัฐ ใช้เวลาพักร้อนในแต่ละปีออกไปเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลกใบนี้ตามลำพัง ...การออกไปเผชิญโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ไม่จำเป็นต้องเก่งภาษามากมายขอแค่มีใจที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง ทั้งสุข สนุก ตื่นเต้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น จะทำให้เรามีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่มีในหนังสือท่องเที่ยวเล่มไหนสอนไว้


New Comments
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
3 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แฮปปี้มีนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.