Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
26 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
ความเป็นมาของดาวเทียมบนฟากฟ้า

ความเป็นมาของดาวเทียมบนฟากฟ้า

Exploring the Satellite Galaxy

นวนิยายและเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เขียนขึ้นโดย “นายอาเธอร์ ซี. คลาค” (Arthu C. Clrke) เมื่อปี พ.ศ. 2488 ได้เสนอแนวความคิดในการที่จะใช้สถานีดาวเทียมซึ่งลอยอยู่กับที่ในอวกาศเพื่อส่งสัญญาณโทรทัศน์ และสัญญาณที่ใช้ติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ลงมาบนพื้นโลก โดยให้ดาวเทียมโคจรอยู่ในวงโคจรรูปวงกลมที่เรียกว่า Geosynchronous Orbit หรือ Geostationary Orbit ซึ่งความหมายก็คือ ดาวเทียมจะต้องลอยอยู่ในอวกาศเหนือตำแหน่งเส้นศูนย์สูตร (Equator) ณ ความสูงระดับหนึ่งซึ่งจะทำให้การโคจรของดาวเทียมมีความเร็วพอดีกับการหมุนของโลก เมื่อโลกของเราใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ 24 ชั่วโมง จะเท่ากับดาวเทียมโคจรรอบโลกหนึ่งรอบพอดี และหากเราควบคุมให้ดาวเทียมเดินทางไปในทิศทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวเองของโลก ก็จะมีผลทำให้เหมือนกับว่า ดาวเทียมนั้นลอยอยู่ที่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลาเมื่อเทียบกับจุดสังเกตการณ์บนพื้นโลก และดาวเทียมจะต้องอยู่ที่ระดับ 35,786 กิโลเมตร เหนือพื้นโลก



นอกจากนี้นายอาร์เธอร์ ซี. คลาค ยังให้แนวทางความคิดไว้ว่า หากใช้ดาวเทียมเพียงดวงเดียวลอยอยู่เหนืออเมริกา จะสามารถทำให้สะดวกต่อการการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์และวิทยุเป็นอันมาก อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูง และการลงทุนค่อนข้างต่ำ เพราะไม่ต้องมีการสร้างสถานีทวนสัญญาณ (Repeater) ภาคพื้นดินให้มากมาย เพียงแต่ส่งสัญญาณรายการดังกล่าวจากดาวเทียมลงมาที่บ้านของระชาชนโดยตรง

ครั้งแรกนั้นแนวความคิดของนายอาร์เธอร์ ซี. คลาค ไม่ได้รับความสนใจจากวงการนักวิทยาศาสตร์เลย เพราะเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากแนวความคิดของนักเขียนแนวนิยายทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเพ้อฝัน แต่ต่อมาก็กายเป็นบทเรียนที่ว่า บ่อยครั้งทีเดียวที่จุดกำเนิดของความคิด และทฤษฏีใหม่ๆ ที่เกิดจากการเพ้อฝันเหล่านี้ บางกรณีได้กลายเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ต่อไป ทฤษฏีของการจักวางตำแหน่งโคจรของดาวเทียมให้ลอยอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรในระดับความสูงที่เหมะสม ซึ่งเกิดจากแนวความคิดของคลาคนี้ ต่อมาได้มีผู้ตั้งสมญานามให้ใหม่ว่า Clark Orbit หรือ Clark Belt ในประเทศไทยเรียกดาวเทียมแบบที่มีตำแหน่งอยู่กับที่เมื่อเปรียบเทียบกับจุดสังเกตการณ์บนโลกนี้ว่า “ดาวเทียมค้างฟ้า”

ต่อมาในปี พ.ศ.2500 ประเทศสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) เป็นชาติแรกที่ส่งดาวเทียมชื่อว่า “สปุตนิค1” (Sputnik 1) ไปโคจรในอวกาศในระดับต่ำแล้วส่งข้อมูลเกี่ยวกับความหนาแน่นของอุณหภูมิของบรรยากาศชั้นสูงกลับมาสู่โลกด้วยความถี่ 20.005 MHz และ 40.005 MHz ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอวกาศและดาวเทียมของโลกทีเดียว

ต่อจากนั้นได้มีการพัฒนาสิ่งอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย เพื่อทำให้การสื่อสารทางดาวเทียมเป็นไปได้ตามที่นายอาร์เธอร์ ซี. คลาค ได้จินตนาการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งประกอบไปด้วยโฟโต้วอลตาอีกเซลล์ (Photovoltic) จำนวนหลายพันเซลล์เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไปเลี้ยงตัวเองอีกทั้งมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในรูปของวงจรรวมที่มีขนาดเล็กมากๆน้ำหนักจึงน้อยทำให้สามารถส่งไปในวงโคจรที่สูงๆได้ง่าย

มาถึงในปี พ.ศ.2505 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งดาวเทียมซื่อว่า “เทลสตาร์ 1” (Telstar 1) ขึ้นไปโคจรรอบโลกเป็นรูปวงรี แต่ยังไม่อยู่ในวงโคจรที่เรียกว่า Geostationary โดยใช้การควบคุมการโคจรจากสถานีภาคพื้นดินที่อยู่บนโลก ดาวเทียมดวงนี้ถือว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ใช้ในการสื่อสารอย่างแท้จริง และใช้ส่งรายการโทรทัศน์รวมลงมาด้วย ต่อมาอีกสามปี คือ ปี พ.ศ. 2508 ได้มีการส่งดาวเทียมที่มีชื่อว่า เออร์ลี่เบิร์ด (Early Bird) ขึ้นไปโคจรในวงโคจร Geostationary ซึ่งถือว่าเป็นดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรแบบค้างฟ้าและใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นดวงแรกอย่างแท้จริง โดยมีช่องสัญญาณการถ่ายทอดสัญญาณเกี่ยวกับโทรศัพท์ เทเลเท็กซ์ ข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งรายการโทรทัศน์ ที่รับมาจากด้านหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านดาวเทียมเพื่อส่งไปส่วนอื่น ๆ ของประเทศ หลังจากที่ดาวเทียมเออร์ลี่เบิร์ดประสบความสำเร็จแล้วองค์การดาวเทียมเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (INTELSAT : International Telecommunications Satellite Organization) ก็ได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรอีกหลายดวง ภายใต้ชื่อของอินเทลแซท (INTELSAT) โดยมีเลขหมายเรียงลำดับก่อนหลังกันไป เมื่อรวมกับดาวเทียมของบริษัทอื่นๆ ที่ส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกในปัจจุบัน จะมีจำนวนประมาณ 100 ดวงเศษ โดยโคจรอยู่ในวงโคจร Geostationary มีใช้ทั้งงานการให้บริการภายในประเทศและระหว่างประเทศรวมกันไป



ความถี่ขาขึ้นและขาลง

ดาวเทียมแต่ละดวงนั้นเป็นเหมือนกับสถานีทวนสัญญาณ หรือที่เรียกว่า รีพีทเตอร์ (Repeater) ซึ่งติดตั้งอยู่ส่งมากถึง 35,786 กิโลเมตร จึงต้องทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องรับและเครื่องส่งเพื่อติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินโดยสถานีภาคพื้นดินจะส่งสัญญาณในช่วง “ขาขึ้น” ที่ความถี่หนึ่งซึ่งเรียกว่า Uplink ไปให้ดาวเทียม เมื่อดาวเทียมได้รับก็จะทำการเปลี่ยนความถี่ที่รับได้ให้เป็นอีกความถี่หนึ่ง และส่งกลับมาให้สถานีภาคพื้นดินอื่นๆ ซึ่งสัญญาณที่ส่งลงมาจากดาวเทียมเรียกว่า Downlink หรือความถี่ “ขาลง” โดยสัญญาณที่ส่งลงมานี้สามารถที่จะครอบคลุมพื้นผิวของโลกได้ถึง 40% ของจำนวนพื้นที่โลกทั้งหมด

ในการออกแบบดาวเทียมแต่ละดวงนั้น จะออกแบบให้มีอุปกรณ์หรือวงจรส่วนต่างๆ เหมือนกันสำรองเอาไว้เป็นอะไหล่ เพื่อสามารถทำงานได้ทันที่ในกรณีที่อุปกรณ์หลักเกิดขัดข้องโดยการควบคุมจากสถานีภาคพื้นดิน ที่ต้องออกแบบให้เป็นเช่นนี้เพราะค่าใช้จ่ายในการสร้าง และการนำขึ้นไปไว้ในวงโคจรต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับเงินไทยประมาณ 4,000 ล้านบาท หากไม่มีการสำรองอุปกรณ์เอาไว้ให้มากพอก็คงจะไม่คุ้มกับการลงทุนและความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งคงจะไม่เป็นการง่ายนักที่จะส่งช่างขึ้นไปซ่อมดาวเทียมในวงโคจร Geostationary กันได้บ่อย ๆ



ช่องสัญญาณของดาวเทียม

ดาวเทียมทุกดวงที่ใช้อยู่นี้จะมีช่องสัญญาณที่เรียกว่าทรานสปอนเดอร์ (Transponder) ซึ่งมีหลายๆ รูปแบบเพื่อใช้กับการสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ กัน ดาวเทียมดวงหนึ่งๆ สามารถจะมีจำนวนทรานสปอนเดอร์ได้มากถึง 24 ช่อง หรืออาจจะมากกว่า เพื่อใช้ในงานต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน โดยแต่ละช่องสามารถถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (Digital) ได้หลาย ๆ ช่องในหนึ่งทรานสปอนเดอร์หรือสามารถรับ-ส่งสัญญาณโทรศัพท์พูดติดต่อพร้อมกันได้เป็นจำนวนหลายพันคู่สาย ส่วนทรานสปอนเดอร์อื่น ๆ อาจจะใช้ในการส่งสัญญาณวิทยุให้กับเครือข่าย หรือข่าวสารที่เรียกว่า เทเลเท็กซ์ (Teletext) หรือข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (Data communication) ก็ย่อมกระทำได้

สัญญาณความถี่ในทุก ๆ ทรานสปอนเดอร์จะมีการจัดขั้วของคลื่น (Polarization) เอาไว้ให้มีทั้งขั้วทางแนวตั้ง (Vertical) และขั้วทางแนวนอน (Horizontal) เพื่อให้เหมือนกับการขยายช่องสัญญาณจากย่านควาทถี่ที่มีจำนวนจำกัดให้ได้ช่องสัญญาณมากขึ้นในการรับสัญญาณที่สถานีภาคพื้นดินนั้นสามารถแยกรับได้ด้วยตนเองว่าจะรับทางแนวตั้งหรือแนวนอน ซึ่งดาวเทียมจำนวนมากจะมีทรานสปอนเดอร์ที่รับ-ส่งสัญญาณทางแนวตั้งและแนวนอนอย่างละ 12 ทรานสปอนเดอร์ และมีความถี่ซ้อนกันอยู่ แต่จะไม่เกิดการรบกวนของสัญญาณ (Interference) กันเอง

ทรานสปอนเดอร์ของดาวเทียมจะทำงานที่ความถี่สูงกว่าความถี่ที่ใช้ในสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เนื่องจากความถี่ที่ใช้นี้อยู่ในย่าน SHF (Super High Frequency) จึงไม่มีผลกระทบจากสภาพของอากาศหรือการเกิดซันสปอต (Sunspot) เท่าใดนัก ทำให้การสื่อสารด้วยดาวเทียมนี้มีความเชื่อถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความถี่ส่วนใหญ่ที่ใช้ในกิจการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อส่งตรงไปยังที่พักอาศัยในเอเชียจะใช้ความถี่ย่านตั้งแต่ 3.7-4.2 GHz หรือมักจะเรียกว่า “ความถี่ย่าน C” (C-band) ส่วนในประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย จะใช้ความถี่ที่สูงกว่าคือ ตั้งแต่ 11.9-12.0 GHz และ 12.25-12.75 GHz ในการส่งกระจายสัญญาณโทรทัศน์บอกรับสมาชิก ยูบีซี (UBC United Broadcasting Communication) ไปยังบ้านพักอาศัยของประชาชนภายในประเทศไทยก็ใช้ความถี่ย่านนี้เช่นกัน คือ ตั้งแต่ 12.25-12.75 GHz ในการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ลงมาสู่บ้านพักอาศัยของประชาชนโดยตรงเช่นกัน ความถี่ดังกล่าวจะเรียกว่า “ความถี่ย่าน Ku-band”



ฟุตปริ้นท์

ส่วนที่เป็นสายอากาศของดาวเทียม จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์ลงมายังพื้นโลกให้มีรูปร่างเฉพาะตัวได้ ตัวอย่างเช่น หากต้องการส่งสัญญาณโทรทัศน์มายังประเทศไทยโดยเฉพาะ ก็ออกแบบสายอากาศของดาวเทียมให้มีลำคลื่น (Beam) ครอบคลุมเฉพาะประเทศไทย โดยลำคลื่นจะออกมาครอบคลุมพื้นที่ของประเทศไทยให้มากที่สุด ลักษณะของลำคลื่นที่ออกแบบไว้ให้ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการนี้เรียกว่า ฟุตปริ้นท์ (Footprint) โดยดาวเทียมแต่ละดวงจะมีฟุตปริ้นท์เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง ซึ่งพื้นที่ที่จะได้รับสัญญาณจากดาวเทียมได้ดีหรือแรงที่สุดจะอยู่ในส่วนที่เรียกว่า ศูนย์กลาง (Center) ของฟุตปริ้นท์ หากหลุดออกไปจากศูนย์กลางนี้ความแรงของสัญญาณก็จะลดลง ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของฟุตปริ้นท์ เช่น กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมด้วยจานรับสัญญาณที่มีขนาดเล็กกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ภายนอกของศูนย์กลางออกไป เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศกลุ่มอินโดจีนอาจต้องใช้จานรับสัญญาณดาวเทียมขนาด 10 ฟุต เพื่อรับสัญญาณที่มีคุณภาพของภาพชัดเจนเท่ากับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยซึ่งใช้จานรับสัญญาณขนาดเพียง 4 ฟุต แต่โดยทั่วไปแล้วจานที่ใช้รับสัญญาณดาวเทียมสำหรับที่พักอาศัยมักจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 6-12 ฟุต

ดาวเทียมที่ส่งสัญญาณในความถี่ย่าน C-band นั้นมักจะมีกำลังส่งค่อนข้างต่ำประมาณ 8-16 วัตต์เท่านั้น ดังนั้นเมื่อสัญญาณเดินทางมาถึงเราจึงมีขนาดของสัญญาณที่อ่อนมากเราจึงจำเป็นต้องใช้จานรับสัญญาณที่มีขนากเส้นเส้นผ่านศูนย์กลางค่อนข้างใหญ่ แต่ก็มีข้อดีครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางมากรวมทั้งสามารถตั้งมุมยิงของจานสายอากาศให้มีจุดศูนย์กลางของสัญญาณเน้นความเข้มไว้สองจุดก็ได้

ทุกวันนี้ดาวเทียมที่ส่งสัญญาณในความถี่ย่าน Ku-band จะส่งสัญญาณด้วยกำลังส่งปานกลางประมาณ 20-50 วัตต์ แต่ในประเทศญี่ปุ่นใช้กำลังส่งสูงมากประมาณ 80-100 วัตต์ ในกาลส่งสัญญาณจากดาวเทียม Japanese DBS (Direct Broadcasting Satellite) ตรงไปยังจานรับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 1.5 ฟุตเท่านั้นก็สามารถรับสัญญาณได้แล้ว ทั้งนี้รวมทั้งดาวเทียม “ไทยคม 2-3” ของไทยเราด้วย



วิวัฒนาการของการรับสัญญาณโทรทัศน์จากดาวเทียม

ช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงต้นปี พ.ศ. 2513 นั้น เมื่อพูดถึงเรื่องดาวเทียมมักจะมีสิทธิการใช้งานค่อนข้างจำกัด มีใช้เฉพาะในวงราชการ หน่วยงานของรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการโทรคมนาคม ซึ่งรับผิดชอบในการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ที่ส่งมาจากดาวเทียม การรับสัญญาณจากดาวเทียมในช่วงแรก ๆ นั้น ต้องใช้จานรับสัญญาณที่มีขนาดใหญ่มาก และเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของอุปกรณ์ประกอบด้านอิเล็กทรอนิกส์แพงมาก แต่พอมาถึงปี พ.ศ. 2518 ได้มีเอกชนพยายามที่จะรับเอาสัญญาณโทรทัศน์จากดาวเทียมมาใช้โดยตรงโดยสร้างสถานีภาคพื้นดิน (Earth Station) เป็นของตนเอง

ในขณะนั้นดาวเทียมของสหรัฐอเมริกา (ATS-6) ได้ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศที่ประเทศอินเดีย เพื่อทำการทดลองส่งสัญญาณโทรทัศน์ลงไปให้สถานีภาคพื้นดิน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านที่ไกลออกไปอีกส่วนหนึ่งของทวีป ปรากฏว่ามีนักวิทยุสมัครเล่นชาวอังกฤษและเป็นช่างเทคนิคของ BBC ชื่อนายสตีเฟน เจ. เบอร์คิล (Stephen J. Birkill) ได้ศึกษาโครงการนี้มาก่อน จึงได้พยายามสร้างเครื่องรับและสายอากาศเพื่อรับรายการสัญญาณโทรทัศน์ด้วยตนเอง เขาเริ่มรับสัญญาณได้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งถือว่าเป็นการรับสัญญาณโทรทัศน์จากดาวเทียมส่งลงมายังที่พักอาศัยโดยตรงเป็นครั้งแรกของโลก

กลับมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนั้น Home Box Office และ WTBS ของนายเทคเทอร์เนอร์ (Ted Turner) เริ่มทำการส่งรายการโทรทัศน์ไปยังบ้านพักอาศัยของชาวอเมริกันด้วยระบบเคเบิลทีวี ซึ่งต่อมา HBO ได้ร่วมกับ WTBS ทำการส่งรายการโทรทัศน์โดยผ่านทางแซทคอม 1 (Satcom 1) ซึ่งถือว่าเป็นรายการโทรทัศน์ระบบเคเบิลทีวีผ่านดาวเทียมเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน

ในเวลาต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการที่จะรับเอาสัญญาณจากดาวเทียมมายังที่พักอาศัยโดยตรงให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นนายโรเบิร์ต คูเปอร์ (Robert Cooper) เจ้าของบริษัท U.S. Cable TV และนิตยาสาร CATJ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการทดลองในเรื่องนี้อย่างถูกต้องจาก FCC หรือนายเทเลอร์ ฮาวอร์ด (Taylor Haward) และนายบ๊อบ โคลแมน (Bob Coleman) ก็ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงอุปกรณ์หลายแบบหลายอย่าง เพื่อที่จะรับสัญญาณจากดาวเทียมโดยตรงให้ได้ด้วยการลงทุนที่ไม่มากนัก ความต้องการตรงจุดนี้ได้ขยายตัวออกไปอย่างมาก ทำให้โรงงานผู้ผลิตต้องเพิ่มยอดการผลิตและลดราคาลงมาเพื่อทำการแข่งขันทางด้านการตลาดกัน ตลอดจนพัฒนาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ จนกระทั่งรับสัญญาณจากดาวเทียมได้ด้วยจานรับสัญญาณขนาดเล็กกว่าตอนเริ่มต้นในช่วง พ.ศ. 2518

ในปี พ.ศ. 2529 Home Box Office และ CNN ได้เริ่มทำตลาดทางด้านการให้บริการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไปยังบ้านพักอาศัยโดยตรงให้กับชาวอเมริกันซึ่งทำให้กิจการทางด้านการผลิตระบบเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์จากดาวเทียมในประเทศสหรัฐอเมริกาขยายได้ใหญ่โตอีกหลายเท่าตัว



การรับสัญญาณจากดาวเทียมโดยตรงในเอเชีย

วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2533 ดาวเทียมทางด้านสื่อสารเชิงพาณิชย์ดวงแรกที่ถูกออกแบบให้ใช้สำหรับประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชียได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรโดยบริษัท China Great Wall Industry Corporation ดาวเทียมดวงนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์กลางของลำคลื่นครอบคลุมพื้นที่สองส่วน โดยส่วนแรกครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกส่วนหนึ่งครอบคลุมพื้นที่ของประเทศที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดาวเทียมดวงนี้ได้ออกแบบให้มีทรานสปอนเดอร์ในการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์มากถึง 24 ช่อง โดยใช้ชื่อว่า เอเชียแซท (Asia sat)

ต่อมาในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2534 บริษัท Hutch vision ของ Hong Kong ได้เริ่มใช้ดาวเทียมเอเชียแซทดวงนี้ส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบมัลติแชนแนล เพื่อให้บริการกับโทรทัศน์ระบบเคเบิล และระบบรับจากดาวเทียมโดยตรงที่ติดตั้งในเอเชีย อินเดีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของ STAR TV โดยทุกวันนี้ได้ส่งรายการข่าว กีฬา มิวสิควีดีโอ ภาพยนตร์ และรายการบันเทิงทั่วๆ ไป อีกทั้งยังส่งในระบบเสียงหลายภาษา (Multi-Language-Audio) ในรายการโทรทัศน์เดียวกัน สำหรับการบริการของ BBC Service และรายการโทรทัศน์จากจีนแผ่นดินใหญ่อีกด้วย

ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศเลือกใช้ดาวเทียมเอเชียแซท ส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์เพื่อใช้ในประเทศของตัวเอง เช่น ปากีสถาน อินเดีย เป็นต้น

พอมาถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 CNN International และ ESPN ได้เริ่มขยายการให้บริการเข้ามาในทวีปเอเชีย โดยเริ่มใช้ดาวเทียมปาลาปา (Palapa) B2P ของประเทศอินโดนีเชียทดลองส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ระบบเคเบิลทีวีจากอเมริกามายังทวีปเอเชียซึ่งดาวเทียมปาลาปา B2P นี้ ยังได้ให้บริการสัญญาณโทรทัศน์ไปยังสถานีลูกข่ายของ TV1 และทีวี TV3 ของประเทศมาเลเชีย RCTI,TVRI และ CPTI ของประเทศอินโดนีเชียเองรวมทั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง 11 ของไทย

ช่วงนั้นในต้นปี พ.ศ. 2536 สถานโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 7 ของไทยได้เปลี่ยนมาใช้บริการของดาวเทียมปาลาปา B4 ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงใหม่ของประเทศอินโดนีเชีย และถูกส่งเข้าสู่วงโคจรโดยจรวจของบริษัท McDonnell Douglas ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2535

เกรียงไกร



ผู้เรียบเรียง



Create Date : 26 เมษายน 2552
Last Update : 26 เมษายน 2552 16:20:21 น. 0 comments
Counter : 111 Pageviews.

nipa-bd
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add nipa-bd's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.